เล่ห์ซ่อนใจ : บทที่ 4

บทที่ 4


ชาร์ล็อตเสียบคีย์การ์ดใส่ในช่องเพื่อปลดล็อคและเปิดประตูอพาร์ทเม้นท์ให้เปิดออกแล้วลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในห้อง เธอทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ตรงกลางห้องนั่งเล่นในขณะที่ตัวเธอนั้นเดินลากขาไปทิ้งตัวนอนตรงโซฟาตัวยาวที่อยู่ตรงข้ามโทรทัศน์พลางถอนหายใจยาวเหยียดเมื่อได้กลับมาถึงสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านของเธอเสียที หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างอ้อยอิ่งก่อนที่จะมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจความเรียบร้อยภายในอพาร์ทเม้นท์หลังจากที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมตามประเทศต่างๆ มานานหลายเดือน

เธอเช่าอพาร์ทเม้นท์ขนาดกลางแบบหนึ่งห้องนอนที่มีสำหรับคนที่ใช้ชีวิตตามลำพัง แม้ว่ามันจะไม่ได้กว้างมากมายหรือหรูหราแต่มันก็ปลอดภัยและอบอุ่นพอสำหรับเธอ ชาร์ล็อตยิ้มด้วยความพึงพอใจที่ดูเหมือนแม่บ้านที่เธอจ้างให้มาทำความสะอาดห้องอาทิตย์ละครั้งจะมาทำงานตามที่ตกลงกันไว้

หญิงสาวกดปุ่มเครื่องทำความร้อนภายในห้องให้ทำงาน ก่อนที่จะลากกระเป๋าเดินทางมาเปิดออกเพื่อนำเสื้อผ้าและสัมภาระต่างๆ ออกมาใส่ถุงเตรียมซักและนำเก็บให้เข้าที่ แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อจู่ๆ ของเหล่านี้ก็ทำให้เธอคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นที่บาหลีได้

เธอเม้มริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัวเมื่อใบหน้าของเขาลอยเข้ามาในความคิด รอยสัมผัสจากริมฝีปากของเขาในคืนนั้นยังเด่นชัดในความรู้สึกของเธอ แจ็คไม่เหมือนผู้ชายคนไหนๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ เขาฉลาดและรู้ว่าเธอระวังตัวมากแค่ไหน แต่เขามีความอดทนและรู้วิธีที่จะหว่านล้อมให้เดินไปในทางที่เขาต้องการ

เธอไม่รู้ว่าแจ็คอยากเริ่มต้นความสัมพันธ์กับเธอจริงหรือเปล่าเพราะอีกใจหนึ่งก็คอยย้ำเตือนว่าคนที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพบปะคนมากมายอย่างเขาจะมาสนใจอะไรในตัวเธอกัน ถ้าหากจะบอกว่าเป็นแค่เพียงเพราะว่าเผอิญมีเชื้อสายของคนไทยปะปนอยู่ก็ไม่น่าจะใช่เหตุผลที่ฟังดูมีน้ำหนักเลยแม้แต่น้อย

ก่อนที่เธอจะกลับเขามาส่งเธอที่ล็อบบี้พร้อมกับบอกเธอว่าเขายังมีงานที่จะต้องทำต่อจากนี้อีกสองสามงาน ซึ่งน่าจะใช้เวลาราวๆ หนึ่งเดือนและสถานที่ที่เขาไปนั้นไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารสักเท่าไรนัก แต่เขายืนยันว่าถ้าเขาเสร็จงานเมื่อไรเขาจะรีบติดต่อกับเธอทันที

ชาร์ล็อตแค่นยิ้มกับตัวเองเมื่อคิดว่ามันอาจจะเป็นข้ออ้างที่เขาพูดให้เธอรู้สึกดีเมื่อเธอรู้ตัวว่าเขาแค่หาข้ออ้างชิ่งเธอก็ได้ เพราะมันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนสองคนจะคบหากันในขณะที่อีกฝ่ายต่างอยู่กันคนละมุมโลก

ก็เอาเถอะ... ถ้าหากถูกชิ่งจริงๆ ก็ยังดีที่ไม่ได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้ถลำลึกไปกว่านี้ละนะ

เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายดึงให้ชาร์ล็อตหลุดออกมาจากห้วงความคิด เธอเดินกลับไปที่โซฟาและหยิบกระเป๋าขึ้นมาควานหาโทรศัพท์ที่ยังส่งเสียงเรียกเข้าออกมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมองเลขหมายและชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้วคิ้วโก่งเรียวของเธอก็ขมวดมุ่นก่อนจะปัดหน้าจอเพื่อรับสาย

“ค่ะ ชาร์ล็อตพูด”

“สวัสดีค่ะคุณชาร์ล็อต ดิฉันเอมิเลียค่ะ”

ชื่อของคนที่อยู่ปลายสายนั้นทำให้เธอถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อ “ว่าไงคะเอมิเลีย”

“บอสให้ดิฉันโทรมาแจ้งให้คุณทราบว่าท่านต้องการพบคุณค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชาร์ล็อตจะสะดวกพบกับบอสเมื่อไรคะ”

มันไม่ใช่คำถามแต่นี่คือคำสั่งและเธอรู้ดีว่าบอสของเอมิเลียคงจะไม่ปลื้มกับคำปฏิเสธแน่

“ขอเป็นวันมะรืนนี้ได้ไหมคะ พอดีฉันเพิ่งกลับมาจากบาหลี อยากจะขอปรับเวลาหน่อย”

“ได้ค่ะ แล้วดิฉันจะเรียนให้บอสทราบ ไม่ทราบว่าคุณชาร์ล็อตสะดวกพบท่านเวลาไหนคะ”

ช่วงเช้าคงไม่เหมาะเท่าไรกระมัง แวะหาอะไรทานแล้วค่อยไปเจอน่าจะดีกว่า เผื่อเจอเรื่องที่ทำให้กินข้าวไม่ลงไปหลายวัน

“ช่วงบ่ายก็แล้วกันค่ะ ถ้าได้เวลานัดแล้วส่งข้อความมาก็ได้นะคะ เพราะหลังจากนี้ฉันคงไม่สะดวกรับโทรศัพท์แล้ว”

“ได้ค่ะคุณชาร์ล็อต สวัสดีค่ะ”

แล้วพอสายถูกตัดไปแล้ว ชาร์ล็อตก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกาแฟพลางพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อดูเหมือนว่าช่วงเวลาพักของเธอตลอดสามเดือนจะไม่ได้สงบสุขอย่างที่หวังเอาไว้แล้วกระมัง

เพราะกับคนที่เธอโทรหาหรือไปพบเจอกันในแต่ละครั้งซึ่งสามารถมือข้างเดียวในหนึ่งปีแต่ว่ากลับเป็นฝ่ายติดต่อมาก่อนอย่าง แพทริค ภาคิณ คลาร์ก พ่อบังเกิดเกล้าของเธอนั้นย่อมมีเรื่องอะไรบางอย่างที่สำคัญถึงกับต้องให้เลขาฯ ส่วนตัวโทรมาเพื่อเรียกให้ไปพบเช่นนี้

ความกังวลแล่นเข้ามาจู่โจมเธอในทันทีเพราะเรื่องสำคัญที่แพทริคเรียกให้เธอไปพบนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากทว่าไม่นานนักเธอก็ปัดมันทิ้งไปเพราะป่วยการที่จะมานั่งนึกกับเรื่องที่ยังไม่รู้ให้เสียเวลา แล้วเธอก็หันไปให้ความสนใจกับกระเป๋าเดินทางที่เปิดค้างเอาไว้อยู่เพื่อจะได้ไปอาบน้ำและนอนพักผ่อนเพื่อปรับเวลาให้กลับมาเป็นปกติเสียที 




****************************

 




แจ็ควางหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ลงบนโต๊ะอาหารหากทว่าสายตาของเขายังจับจ้องมองกรอบข่าวที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ย่างไม่วางตา บุคคลสองคนที่เขาคุ้นหน้าดีแต่ไม่คิดว่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่เขาก็ไม่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกันในแบบที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยคิดมา โดยเฉพาะพาดหัวข่าวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกต่อยจังๆ เข้าที่ปลายคาง


‘คนรักลับๆ ของโฮเวิร์ด โคลเทรน?

ภาพของนางแบบสาว ชาร์ล็อต ซี. ที่นั่งรับประทานอาหารมื้อค่ำอย่างสนิทสนมเป็นพิเศษกับนักเขียนชื่อดัง โฮเวิร์ด โคลเทรน นักเขียนนิยายชื่อดังที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานด้วยอุบัติเหตุ จากภาพเป็นที่น่าสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางแบบสาวและนักเขียนรุ่นใหญ่คราวพ่อที่เพิ่งล่วงลับไปนั้นจะเป็นเช่นไร ในขณะที่ตัวแทนของนางแบบสาวได้ออกมาให้คำชี้แจงว่าเธอและโฮเวิร์ด โคลเทรนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น’


ชายหนุ่มมองภาพพ่อของเขากับผู้หญิงที่เขาเพิ่งบอกเธอว่าเขาอยากจะสานสัมพันธ์ด้วยนั่งรับประทานอาหารด้วยกันอย่างสนิทสนม ดูจากภาษากายของทั้งคู่ที่ปรากฏในภาพนั้นไม่ต้องเดาอะไรมากเขาก็พอจะรู้ว่าอะไรคืออะไร

“เพื่อนเหรอ? จับมือกันขนาดนั้นยังเรียกว่าเพื่อนได้ยังไงกัน” เขาแค่นเสียงหยันใส่กับข่าวที่เพิ่งอ่านไป

นี่ยังนับว่าโชคดีที่ว่าเมื่อคืนเขาได้พูดกับแม่ทางโทรศัพท์และทราบว่าท่านจะไปอยู่กับญาติฝั่งแม่ของเขาที่ไทยเพราะเขาเองก็ไม่ต้องการให้แม่ของเขาอยู่เพียงลำพังในช่วงเวลาแบบนี้ และพยายามมองโลกในแง่ดีว่าข่าวนี้คงจะไปไม่ถึงแม่ของเขาในระหว่างที่ท่านกำลังฟื้นฟูจิตใจจากการสูญเสียคู่ชีวิต

ตลอดช่วงชีวิตที่เขารู้จักกับพ่อ แจ็ครู้ดีว่าพ่อไม่ใช่ผู้ชายที่โดดเด่นหรือเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์อะไร ดอกเตอร์โฮเวิร์ด แอนดรูว์ โคลเทรนเป็นเพียงแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีอาชีพหลักเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ยุโรปในมหาวิทยาลัยในลอนดอนและถึงแม้ว่าจะอีกอาชีพหนึ่งของพ่อเขาจะเป็นนักเขียนนิยายชื่อดังไปทั่วโลกและมีรายได้มหาศาลจากผลงานนิยายแนวแฟนตาซีที่มียอดขายไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านเล่มทั่วโลกแต่ชีวิตครอบครัวของเขากลับอยู่กันอย่างสมถะเพราะทั้งพ่อและแม่ของเขาไม่ใช่พวกเสพติดความหรูหราอะไร

ผู้ชายคนที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ในเวลานี้ราวกับเป็นอีกคนที่เขาไม่รู้จัก เขาอาจบอกตัวเองได้ว่านี่ไม่ใช่พ่อของเขาถ้าหากเขาไม่รู้ว่าช่วงสองสามปีก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิตนั้น พ่อของเขามีโอกาสได้เดินทางไปที่อเมริกาอยู่บ่อยๆ เพราะได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยของที่นั่นให้ไปบรรยายให้ความรู้กับนักศึกษา แต่แทนที่จะไปเพียงแค่บรรยายอย่างที่บอกกลับมานั่งเบียดกระแซะกับราวกับเป็นคู่รักกับผู้หญิงอายุคราวลูกแบบนี้

เขามองภาพถ่ายที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อีกแล้วก็สบถ ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงคนที่เขาชอบแท้จริงแล้วก็คือชู้รักของพ่อเขา หล่อนช่างระมัดระวังตัวกับเพศตรงข้ามมากเกินกว่าที่จะใจกล้าพอที่จะเป็นชู้กับใคร หรืออาจจะเป็นแค่การเสแสร้งให้เขาหลงกลเพราะบ่อเงินหลักอย่างพ่อของเขาดันชิงตายไปเสียก่อนนี่นะ และหล่อนก็เกือบทำสำเร็จแล้วด้วยซ้ำถ้าหากว่าเขาไม่มาเจอข่าวนี้เสียก่อน

แม้จะโกรธที่เหมือนถูกพ่อของเขาทรยศความเชื่อใจ แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปในเมื่อพ่อได้จากโลกนี้ไปแล้ว และจู่ๆ ความคิดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพินัยกรรมของพ่อเขานั้นก็แล่นเข้ามาในความคิด บางทีหล่อนอาจจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่พ่อของเขาเขียนพินัยกรรมยกสิทธิ์ในผลงานทุกเรื่องของพ่อให้กับป้าเฮเลนก็ได้

แจ็คพับหนังสือพิมพ์และโยนมันทิ้งลงถังขยะที่อยู่ข้างโต๊ะในขณะที่ริมฝีปากเหยียดยิ้มหยันกับสิ่งที่เขาตัดสินใจ ชาร์ล็อตน่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และเขาจะเป็นคนค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ 




******************************

 




ชาร์ล็อตมองชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอที่เอาแต่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่อยู่บนโต๊ะราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้ด้วยความอดทนพลางลอบถอนหายใจกับตัวเอง เธอเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใดเธอถึงต้องมานั่งอยู่ตรงหน้าบุคคลผู้นี้ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นแม้กระทั่งการพูดคุยสนทนากันก็ยังไม่เคยเลยด้วยซ้ำ แถมการที่เธอมานั่งอยู่ที่ตรงนี้ได้ก็เพราะเลขาฯ ส่วนตัวของเขาโทรศัพท์มาแจ้งให้เธอทราบทันทีที่เธอกลับมาจากบาหลีว่าแพทริคต้องการพบเธอ

“ตกลงว่าพ่อมีเรื่องอะไรจะคุยกับฟ้าเหรอคะ” เธอเอ่ยถามหลังจากหมดความอดทนที่จะรอ และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเงียบราวกับเธอพูดกับกำแพงที่ไร้ชีวิต หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อหยุดตัวเองไม่ให้พูดอะไรออกมาอีก เธอจึงถอนหายใจก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นยืนเพราะอยู่ไปก็ดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์

“นั่งลง” คำพูดสั้นๆ แต่ฟังดูแล้วรู้สึกถึงอำนาจที่เหนือกว่าจากแพทริคทำให้เธอต้องทรุดตัวนั่งลงดังเดิม เช่นเดียวกับที่แพทริคละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์มาที่เธอด้วยสายตาเมินเฉยราวกับเธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา

“อธิบายมาสิว่านี่คืออะไร”

แพทริคว่าพลางโยนหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ลงบนโต๊ะให้เธอดู และเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษหญิงสาวก็ถอนหายใจก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองบิดาของตนซึ่งยังคงนั่งมองเธอด้วยสีหน้านิ่งเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกอะไร หากหัวคิ้วที่กดเข้าหากันเล็กน้อยนั้นก็ทำให้เธอรู้ว่าแพทริคกำลังไม่พอใจอยู่

“ฟ้าเพิ่งรู้ว่าพ่ออ่านหนังสือพิมพ์พวกนี้ด้วย ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์ของตัวเองเหรอคะ?”

“อย่ามาย้อน” แพทริคล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักขึ้นกว่าเดิม “แกจะทำอะไรพ่อก็ห้ามแกไม่ได้ แต่ถ้าหากไม่รักตัวเองก็น่าจะไว้หน้าพ่อบ้างสิ”

หญิงสาวยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจกับคำตำหนิของผู้เป็นพ่อราวหากทว่าในใจของเธอนั้นกลับรู้สึกตรงกันข้าม

“ก็เป็นไปอย่างที่เอเจนซี่ของฟ้าบอกไปในข่าวไงคะว่าไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษต่อกัน แล้วพ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะว่าฟ้าจะทำให้พ่อต้องเสียชื่อ เพราะไม่เคยมีใครรู้ด้วยซ้ำว่าฟ้าเป็นลูกหลานใคร... เพราะขนาดพ่อเองก็ยังคิดไม่ใช่เหรอคะว่าฟ้าเป็นลูกของ...”

“ชรัมพร!”

เสียงเรียกชื่อที่ไม่ได้ยินมานานอย่างห้วนสั้นของแพทริคหยุดชาร์ล็อตที่กำลังจะเอ่ยสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยิน ดวงตาคมกล้าจ้องเขม็งแต่เธอก็ไม่ได้นึกหวาดกลัวแต่อย่างใด ความหมางเมินจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองที่ทอดทิ้งเธอให้เติบโตมาโดยลำพังเนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็แยกทางกันและไม่เคยนึกสนใจใยดีอะไรกับเธอมาโดยตลอดนั้นทำให้จิตใจของเธอด้านชาจนแทบทำให้เธอรู้สึกว่าแพทริคเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอไปแล้วด้วยซ้ำ

“แกไปรู้จักกับมันได้ยังไง แล้วมันไม่บอกให้แกรู้บ้างหรือไงว่าทำอะไรไว้กับพวกเราเอาไว้บ้าง”

“อย่างแรกเลยนะคะ เขาบอกให้ฟ้ารู้หมดแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกพ่อบ้าง อย่างที่สองสองเขาตายไปแล้วพ่อก็ไม่น่าจะต้องมาเป็นห่วงว่าฟ้าจะไปเจอเขาอีกไหม และอย่างสุดท้ายเรื่องที่พ่อบอกว่าเขาทำอะไรไว้บ้างน่ะมันไม่ใช่เรื่องที่เขาทำกับฟ้า คนที่ทำให้ฟ้าต้องเป็นแบบนี้น่ะคือพ่อกับแม่ต่างหาก!”

แพทริคสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ของตนกับการถ้อยคำถากถางของบุตรสาวที่จงใจพูดในเรื่องที่เขาไม่อยากจะนึกถึงมันอีก ถ้าหากไม่ใช่เพราะผู้ชายที่ชื่อโฮเวิร์ด โคลเทรนแล้วล่ะก็ ป่านนี้ครอบครัวของเขาคงจะอยู่กันอย่างมีความสุขเหมือนกับครอบครัวอื่น แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในเมื่อความไม่หนักแน่นของตัวเขาเองในช่วงเวลานั้นที่ทำให้เขาตัดสินใจทำร้ายจิตใจชาร์ล็อตผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวของเขามานานจนทำให้เธอมองเขาเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้า

“ต่อให้โฮเวิร์ดตายไปแล้วก็ไม่ควรจะไปยุ่งเกี่ยวอีก”

เธอแค่นริมฝีปากยิ้มด้วยความแต่ก็ไม่ได้พูดจาตอบโต้อะไรกับแพทริคอีกนอกจากหยิบถุงกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของเธอออกมาวางบนโต๊ะทำงาน

“ยังจะมีเรื่องอะไรให้ฟ้าไปยุ่งได้อีกล่ะคะ พ่อไม่ต้องคิดมากไปหรอกค่ะ ลุงโฮเวิร์ดไม่เคยพูดถึงพ่อในแง่ไม่ดีเลยสักครั้งจนกระทั่งเขาเสียไป ส่วนนี่... ของฝากจากบาหลีค่ะ เผื่อว่าพ่อจะสนใจว่าฟ้าไปไหนมา”

แพทริคมองถุงกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเลื่อนสายตาขึ้นไปมองชาร์ล็อตที่ลุกขึ้นยืน

“ถ้าหากพ่อไม่มีเรื่องอื่นนอกเหนือจากเรื่องของลุงโฮเวิร์ดแล้ว ฟ้าก็ขอตัวก่อนนะคะ”

เธอยกมือไหว้แพทริคตามธรรมเนียมของไทยก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินไปออกไปจากห้องทำงานของเขา โดยไม่ต้องรอฟังคำอนุญาตเพราะเธอรู้ดีว่าแพทริคคงไม่มีอะไรจะพูดกับเธออีก 




********************************

 




ชาร์ล็อตส่งยิ้มให้กับเลขาฯ ส่วนตัวของแพทริคที่นั่งอยู่หน้าห้องก่อนที่จะเชิดปลายคางขึ้นและเดินตรงไปที่ลิฟต์ แม้ว่าท่าทางภายนอกของเธอจะเหมือนไม่ยี่หระต่อสีหน้าและท่าทางของพ่อ แต่แท้จริงแล้วในใจของเธอมันเจ็บปวดมานานจนด้านชาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก

เมื่ออยู่ในลิฟต์ ชาร์ล็อตมองภาพในเงาสะท้อนของตนจากผนังกระจกของลิฟต์ก่อนจะแค่นหัวเราะเมื่อนึกถึงการปะทะคารมระหว่างเธอกับแพทริคเมื่อครู่

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดเมื่อพ่อเรียกเธอมาเพื่อตำหนิเพราะกลัวจะเสียหน้าทั้งที่เขาไม่จำเป็นจะต้องกลัวเพราะเธอไม่เคยกล่าวหรือบอกกับใครว่าพ่อของเธอคือแพทริค ภาคิณ คลาร์ก เจ้าของบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ชั้นนำของอเมริกา

แน่นอนว่าถ้าหากเธอบอกใครต่อใครว่าเธอเป็นลูกของใคร เส้นทางในอาชีพนางแบบของเธอคงจะสะดวกสบายมากกว่านี้ แต่เธอเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้นเพราะไม่อยากให้ใครมองว่าเธอเป็นพวกใช้ทางลัดจากบารมีของพ่อสู่ความสำเร็จ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คงเป็นเพราะทิฐิของเธอเองที่ไม่อยากจะไปเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากแพทริคเองด้วย

ก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะไปเอ่ยปากขอร้องคนที่ไม่เคยมองเธอว่าเป็นลูกของตัวเองมาตั้งเกือบสิบห้าปีกันเล่า?

ริมฝีปากของเธอบิดยิ้มออกมาด้วยความขื่นขมเมื่ออดีตที่พยายามลืมมันไปนั้นได้แล่นกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง ชีวิตครอบครัวของเธอก็เคยมีช่วงเวลาที่สงบสุขเหมือนกับครอบครัวอื่นๆ แต่ว่ามันก็ช่างสั้นเหลือเกินเมื่อจู่ๆ วันหนึ่งพ่อกับแม่ของเธอเริ่มมีท่าทางแปลกไป จากที่เคยพูดจาหยอกล้อกันก็กลับกลายเป็นต้องทะเลาะกันทุกครั้งที่เอ่ยปากพูดคุยกัน

นานวันเข้ารอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อกับแม่ก็ยากที่จะประสาน พ่อแม่ของเธอก็หย่าขาดจากกันตอนเธออายุสิบเอ็ดขวบหลังจากแยกทางกัน แม่ของเธอก็ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงเธอและออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อโครงการวิจัยอะไรสักอย่างทางโบราณคดีโดยไม่เคยกลับมาอีก ส่วนพ่อที่ได้สิทธิ์เลี้ยงดูเธอนั้นก็เอาแต่ทำงานจนแทบไม่ยอมกลับบ้าน ชาร์ล็อตถูกส่งเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกลับมาเจอกันที่บ้านและพอปิดเทอมก็ส่งเธอไปอยู่กับคุณย่าที่เมืองไทย ซึ่งถ้าหากว่าเธอไม่ได้คุณย่าผู้ซึ่งเป็นคนไทยคอยให้ความรักและพร่ำสอนให้เธอรู้จักความกตัญญูและอยู่ในลู่ในทางแล้วละก็ เธออาจจะหลงเดินทางผิดเตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้วก็ได้ และเมื่อได้แยกตัวออกมาใช้ชีวิตเพียงลำพังแล้วเธอถึงได้เข้าใจว่าสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวของเธอต้องแตกแยกกันไปคนละทางเช่นนี้นั้นเป็นเพราะใคร

ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับกลุ่มนักธุรกิจในชุดสูทที่ก้าวเข้ามา เธอเบี่ยงตัวหลบไปยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของลิฟต์เพื่อให้เว้นที่ให้กับคนที่เข้ามาใหม่ และไม่นานหลังจากนั้นลิฟต์จอดที่ชั้นล่างสุดและเธอก็เดินออกจากลิฟต์ไปโดยทันที

เมื่อออกมานอกอาคารชาร์ล็อตก็หยิบแว่นกันแดดมาสวมก่อนที่จะโบกมือเรียกแท็กซี่ พอเข้าไปอยู่ในรถแท็กซี่ได้แล้วเธอถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนที่จะมองผ่านกระจกหน้าต่างรถไปยังข้างทางและปล่อยความเงียบงันช่วยเยียวยาบาดแผลลึกในใจที่ไม่มีวันหายได้ 




*******************************

 




แจ็คยกแก้วกาแฟขึ้นจิบพลางเหลือบมองสตรีวัยกลางคนและชายหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่นั่งอยู่ด้านตรงกันข้ามอย่างใจเย็นแม้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายนั้นจะแทบเผาเขาให้ไหม้เป็นจุลด้วยสายตาแล้วก็ตามที เมื่อวางแก้วกาแฟลงแจ็คก็ยิ้มก่อนจะเอ่ย

“กาแฟอร่อยดีนะครับ ป้าซื้อมาจากที่ไหนเหรอ”

“กาแฟจากที่ไหนไม่สำคัญหรอก ที่ป้านัดแกมาที่นี่ก็เพราะอะไรแกก็น่าจะรู้” เฮเลน เจนนิ่งส์ แค่นเสียงใส่เขาด้วยความหงุดหงิดกับท่าทีของเขาก่อนที่จะกล่าวต่อ “แกเป็นบ้าอะไรถึงได้ยื่นเรื่องฟ้องให้พินัยกรรมของพ่อแกเป็นโมฆะ”

“ป้าก็รู้ว่าผมมีสิทธิ์ที่จะสงสัยถ้าหากคิดว่ามันมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลไม่ใช่เหรอครับ การยื่นฟ้องก็แค่เป็นการระงับเอาไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบให้ดีเท่านั้นเอง”

“นี่แกยังไม่เลิกสงสัยเรื่องที่พ่อของแกยกลิขสิทธิ์นิยายทั้งหมดให้กับฉันน่ะเหรอ? เอกสารทั้งหมดถูกต้องและลายเซ็นของโฮเวิร์ดก็เป็นของจริงนะแจ็ค การฟ้องโมฆะพินัยกรรมน่ะถ้าเรื่องไปถึงสื่อขึ้นมาแกรู้ไหมว่ามันจะทำให้สำนักพิมพ์ของฉันเสียหายแค่ไหน”

“ผมอยากจะทำการตรวจสอบเรื่องนี้แบบเงียบๆ แต่ถ้าหากว่าป้าคิดจะเล่นสงครามสื่อกับผมก็ได้นะครับ เพราะผมไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรที่จะต้องรักษาอยู่แล้ว”

เฮเลนมองแจ็คที่พูดจาท้าทายตนแล้วก็พยายามข่มใจที่จะไม่ปล่อยให้โทสะเข้ามาครอบงำจนเสียเรื่องไปเสียก่อน

“ก็ได้แจ็ค ถ้าหากนายต้องการแบบนั้นเราก็จะปล่อยให้นายตรวจสอบโดยไม่มีการขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้น”

ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาซึ่งนั่งฟังเฮเลนและแจ็คโต้เถียงกันตั้งแต่แรกกล่าวแทรกขึ้นมา

“ริชาร์ด” เฮเลนหันมามองบุตรชายคนโตของตน แต่ริชาร์ด เจนนิ่งส์ ก็เพียงแค่หันมายิ้มพร้อมกับบีบมือเฮเลนก่อนที่จะกล่าวต่อ

“ถ้าหากนายคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ถูกต้องหรือน่าสงสัยก็ตรวจสอบดูได้เลย แต่ฉันยืนยันกับนายได้ว่าสิ่งที่อยู่ในพินัยกรรมของน้าโฮเวิร์ดน่ะเป็นของจริงทั้งหมด ทั้งเรื่องที่จะให้แม่ฉันเป็นคนจัดการมรดกเกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหมดหรือเรื่องที่ยกลิขสิทธิ์นิยายให้กับแม่ฉัน ฉันเข้าใจนายดีว่ามันคงน่าสงสัยที่น้าโฮเวิร์ดเขียนพินัยกรรมออกมาแบบนั้น”

แล้วริชาร์ดก็หยิบเอากระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้กับแจ็ค “นี่คือนามบัตรของทนายที่เป็นคนจัดการเรื่องมรดกของน้าโฮเวิร์ด นายอยากรู้อะไรก็ติดต่อเขาไปเถอะนะ ได้เรื่องยังไงก็บอกพวกเราด้วยก็แล้ว เพราะจริงๆ แล้วฉันก็ไม่สบายใจหรอกนะที่ถูกมองว่าทำพินัยกรรมปลอมเพื่อจะเอาทรัพย์สินทั้งหมดของพ่อนาย”

แจ็คมองริชาร์ด เจนนิ่งส์อย่างพิจารณา แม้ว่าคำพูดของอีกฝ่ายจะดูเป็นมิตรและเหมือนจะยินยอมร่วมมือกับเขา แต่เขาก็ยังคงไม่คลายความสงสัยกับพินัยกรรมที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างว่านั่นคือความต้องการของพ่อเขา แต่เขาก็รับนามบัตรที่ริชาร์ดยื่นให้แต่โดยดี

“ขอบใจมากริชชี่ ถ้าหากว่าเอกสารทั้งหมดเป็นของจริง ฉันก็จะยอมรับว่านั่นคือความต้องการของพ่อ และจะไม่มาวุ่นวายอะไรกับนิยายของพ่อและสำนักพิมพ์ของป้าเฮเลนอีก”

แล้วชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนก่อนที่จะหันไปกล่าวกับเฮเลน “ป้าไม่ต้องกังวลว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูนักข่าวนะครับ เพราะผมไม่คิดจะทำให้ป้าเดือดร้อนถ้าหากว่าป้าให้ความร่วมมือ”

“ขอให้มันจริงเถอะ แค่เรื่องที่โฮเวิร์ดต้องมาเสียไปกะทันหันแบบนี้ก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ถ้าแกไม่คิดจะสร้างเรื่องอะไรอีกก็ดี แล้วก็อย่าลืมว่าที่พ่อแกน่ะเป็นนักเขียนโด่งดังได้ถึงขนาดนี้ก็เพราะใคร”

แจ็คหัวเราะกับถ้อยคำลำเลิกบุญคุณของเฮเลนที่เขาได้ยินมาจนเบื่อ “ผมไม่ลืมหรอกครับ แต่เรื่องบุญคุณกับความถูกต้องมันต้องแยกออกจากกันไม่ใช่เหรอครับ... ถึงยังไงก็ขอบคุณที่เข้าใจถึงความตั้งใจของผมนะครับ คงไม่รบกวนเวลาของป้าแล้ว ขอตัวกลับก่อนก็แล้วกัน”




******************************

 




เฮเลนมองแจ็คที่เดินออกไปจากห้องรับแขกแล้วก็ถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจและเป็นกังวลก่อนจะหันไปทางริชาร์ดที่นั่งเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ คล้ายกับจะไม่เดือดร้อนกับการที่แจ็คจะขอตรวจสอบพินัยกรรมของโฮเวิร์ดเลยแม้แต่น้อย

“ทำไมลูกถึงได้ยอมให้มันตรวจสอบเรื่องนี้ล่ะ ถ้าเกิดว่ามันเจออะไรเข้าเราไม่เดือดร้อนหรอกหรือไง”

“อย่าคิดมากเลยครับ แจ็คอาจจะแค่ลองหยั่งเชิงพวกเราดูเผื่อว่าจะเจอพิรุธอะไรก็ได้”

“แม่ก็หวังว่าแผนการของแกมันจะไม่มีช่องโหว่อะไรนะ เพราะไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่สำนักพิมพ์ที่จะต้องเสียหายเลย พวกเราเองอาจจะต้องติดคุกด้วยซ้ำ”

ริชาร์ดกล่าวพลางเหยียดริมฝีปากยิ้ม “ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกครับแม่ ต่อให้โรเบิร์ต ฮอว์ธอร์นเป็นทนายที่เก่งระดับต้นๆ ของประเทศแต่ก็ไม่มีทางที่จะพิสูจน์ได้หรอกว่าพินัยกรรมของน้าโฮเวิร์ดน่ะไม่ใช่ของจริง เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้หมอนั่นทำอะไรตามใจชอบเถอะครับ”

แม้ว่าริชาร์ดจะยืนยันเช่นนั้น หากในใจของเฮเลนนั้นก็ยังไม่อาจวางใจในตัวแจ็คได้ เพราะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของโฮเวิร์ดนั้นแม้จะดูเป็นคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานอะไรหากก็ไม่ได้โง่เขลาจนเชื่ออะไรได้ง่ายๆ เช่นกัน 




**********************************

 




ชาร์ล็อตพับจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองลงพลางยืดแขนยืดขาเพื่อบิดขี้เกียจหลังจากที่เพิ่งส่งต้นฉบับให้กับบรรณาธิการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เธอมองปฏิทินแล้วถอนหายใจ ตั้งแต่กลับมาจากบาหลีและได้ปะทะคารมกับแพทริคแล้วเธอก็รวบรวมสติของตัวเองกลับมาและทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการแต่งนิยายเพื่อให้เสร็จทันตามกำหนดและเธอก็สามารถเขียนจนจบได้ภายในช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนตามที่ตั้งใจเอาไว้ และต้องขอบคุณความสันโดษของตัวเธอเองที่ในระหว่างที่พักนั้นไม่มีอะไรมาทำให้สมาธิของเธอวอกแวกโดยไม่จำเป็น และในเวลานี้ก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่เธอจะได้พักผ่อนจริงๆ เสียที

ถ้าหากแพทริครู้ว่าคนที่คอยสนับสนุนเธอจนได้เป็นนักเขียนที่มีผลงานและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งได้นั้นคือใครไม่แคล้วต้องอาละวาดใส่เธอขนาดใหญ่เป็นแน่ เพราะที่ปรึกษาและคนที่เป็นเหมือนครูในการเป็นนักเขียนของเธอนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากโฮเวิร์ด โคลเทรน คนที่พ่อของเธอโทษว่าทุกอย่างที่ทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกนั้นเป็นเพราะเขา

ทว่าเธอเองก็ได้ฟังความจริงอีกด้านจากปากของโฮเวิร์ดมาเช่นกัน และเธอก็ได้เข้าใจว่าเพราะเหตุใดชีวิตการแต่งงานของพ่อและแม่ของเธอต้องจบลง และทำไมพ่อของเธอถึงได้ทำตัวเหินห่างและหมางเมินราวกับว่าเธอไม่ใช่ลูกในไส้ของตนเช่นนั้น


โปรดติดตามตอนต่อไป


อ่านจบแล้วทิ้งคอมเม้นท์ทักทายกันก็ได้นะคะ จะได้รู้ว่ามีคนรออ่านอยู่ ฮี่ๆ
แล้วเจอกันตอนต่อไปนะคะ

รักคนอ่านค่ะ Smiley





Create Date : 28 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2558 15:53:20 น.
Counter : 694 Pageviews.

2 comments
  
ชอบค่ะ
โดย: kanita IP: 37.59.6.32 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2558 เวลา:2:15:02 น.
  
ไม่อยากให้แจ็คเข้าใจชาร์ล็อตผิดเลยอะ น่าจะสืบสวนเรื่องราวก่อนนะ
โดย: aey IP: 124.109.31.10 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 เวลา:9:09:21 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ตัว(Z)
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ห้ามผู้ใดละเมิด โดยนำ ภาพถ่าย, รูปภาพ, บทความ งานเขียนต่างๆ รวมถึงข้อความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของข้อความใน Blog แห่งนี้ ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่ไม่ว่าเป็นการส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร


มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .





เติมรักลงกลางใจ






ลมหนาว ฟ้าใส หาดทราย ใบไม้เปลี่ยนสี






ให้หัวใจเติมเต็มรัก



รักต่างวัยหัวใจข้ามรั้ว





ข้อตกลงก่อนจะรัก





บอกได้ไหมว่าไม่ใช่รัก


พฤศจิกายน 2558

1
2
3
4
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
29
30
 
 
28 พฤศจิกายน 2558
MY VIP Friend