|
|
 |
| | 1 | 2 | 3 |
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
|
|
 |
12 ตุลาคม 2552
|
|
|
|
|
|
+++ เพรงแพรวดาว : บทที่ 6 +++
ดีใจจริงที่เจอพิชาที่นี่ ณัฐไม่คิดเลยว่าพิชาจะมาอยู่นี่ได้
ปพิญชาฝืนยิ้มให้คนตรงหน้า ว่าแต่ณัฐเถอะ มาทำอะไรที่นี่หรือ
ชายหนุ่มหัวเราะร่า ณัฐมาเที่ยวน่ะ ว่าแต่พิชาไม่คิดจะแนะนำให้รู้จักแฟนบ้างเหรอ
คำพูดนั้นทำให้ปพิญชาสะดุ้ง เกือบจะเอ่ยปฏิเสธไปแล้ว ทว่ากลับได้ยินเสียงนุ่มทุ้มของคนข้างตัวเอ่ยขึ้นมาเสียก่อนโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธระดับความสัมพันธ์
สวัสดีครับ ผมเอกวิทย์ครับ
ผมณัฐครับ ณัฐยิ้มให้คนตรงหน้า ก่อนกวักมือเรียกหญิงสาวอีกคนซึ่งเดินหลบมุมอยู่อีกทางให้เดินมาให้เข้ามาร่วมวง นี่น้อยครับ
สีหน้าปพิญชาผิดปกติไปเล็กน้อย ชั่วขณะที่เอกวิทย์ราวกับเห็นรอยยิ้มบิดขึ้นยังริมฝีปากบาง เขาเชื่อว่าตัวเองคงไม่ตาฝาดไปเอง ที่เห็นว่ารอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แกมสมเพช ก่อนจางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เหลือเพียงรอยยิ้มที่แม้จะไม่สดใสนัก ทว่าหากไม่สังเกตจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้
หญิงสาวท่าทางเรียบๆ เงียบๆ ส่งยิ้มให้อย่างซื่อๆ พลางกระพุ่มมือไหว้อีกฝ่าย สวัสดีค่ะ
เอกวิทย์ยิ้มทักทาย สวัสดีครับ
การเข้ามาร่วมวงของหญิงสาวท่าทางไม่เป็นพิษภัยกับใครผู้นี้ทำให้เอกวิทย์รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านมาจากคนข้างๆ และชายหนุ่มก็เชื่อว่าคนอย่างปพิญชาไม่อยู่ในฐานะและความจำเป็นจะต้องทนกับความอึดอัดคับข้องใจโดยไร้เหตุผลเช่นนี้
ยินดีที่ได้รู้จักคุณทั้งคู่นะครับ แต่เราคงต้องขอตัวก่อน
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น แต่แม้จะพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และน้ำเสียงนุ่มนวล หากอะไรบางอย่างในตัวชายผู้นี้ ทำให้หญิงชายแปลกหน้าทั้งสองได้แต่ยิ้มแห้ง รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้เสียมารยาทเข้ามาขัดจังหวะเวลาอันมีค่าทั้งที่อีกฝ่ายมิได้เอ่ยหรือแสดงกิริยาไม่ดีใส่แม้แต่น้อย
เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นเชิญนะครับ ณัฐยิ้มแหยพูดตะกุกตะกักขึ้นเหมือนเด็กที่ตกอกตกใจ เพียงถูกผู้ใหญ่ปรายตามอง และอาการเช่นนั้นของชายหนุ่ม ก็ยิ่งทำให้หญิงสาวที่ยืนข้างเขายิ่งทำตัวลีบหนักเข้าไปอีก
ไว้เจอกันอีกนะพิชา
ปพิญชามีเวลาเพียงพยักหน้ารับ เมื่อเอกวิทย์หันมายิ้มให้ทุกคนเป็นการปิดการสนทนาทั้งปวงอย่างมีมารยาทหากไม่เปิดช่องให้ยืดเยื้อ ก่อนออกเดินนำโดยกุมมือหล่อนไว้มั่น
ตลอดทางกลับจากฝั่ง เอกวิทย์ปล่อยให้หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างปล่อยความคิดหล่อนอย่างเงียบๆ จากท่าทีหลังจากเจอชายหนุ่มที่ชื่อณัฐคนนั้น ทำให้เขาค่อนข้างแน่ใจว่าชายหนุ่มผู้นี้น่าจะมีส่วนไม่มากก็น้อยในการหลีกหนีผู้คนมายังเกาะแพรวดาวของปพิญชา
เอกวิทย์เหลือบมองคนตัวเล็กซึ่งกำลังทำท่าห่อตัวเองราวกับหนาว หรือไม่ก็กำลังอยากให้ตัวเองเล็กลงไปอีกอย่างคนที่กำลังเสียขวัญอย่างรุนแรงแล้วจึงเอื้อมมือข้างที่ว่างออกไปลูบหัวเล็กๆ นั้นเบาๆ ราวกับปลอบ
สัมผัสนั้นก็ทำให้คนที่กำลังจมอยู่ท่ามกลางทะเลอารมณ์หลากหลายในใจรู้สึกขอบคุณเขายิ่งนัก เพราะแม้เขาจะไม่เอ่ยคำปลอบประโลมออกมาเป็นคำพูด หากทุกอากัปกิริยาเขาบอกให้รู้ชัด
บัดนี้... หล่อนมิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง
บรรยากาศมื้อค่ำนั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างเงียบเหงา ชายหนุ่มเดินไปส่งปพิญชาผู้ซึ่งพยายามทำตัวให้ร่าเริงมาตลอดช่วงหัวค่ำ ก่อนเดินกลับมายังบ้านพักของตน
ชายหนุ่มทำงานต่อเป็นการฆ่าเวลา จนเมื่อมองดูนาฬิกาอีกครั้งก็พบว่าดึกมากเต็มทีแล้ว มือใหญ่อันประกอบไปด้วยนิ้วเรียวสวยจึงกดปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ระหว่างรอเครื่องดับลง เอกวิทย์อดมองไปยังบ้านข้างๆ ไม่ได้ แสงไฟซึ่งส่องผ่านหน้าต่าง บอกให้รู้ว่าหญิงสาวที่อยู่บ้านติดกันก็คงไม่อาจข่มตานอนได้เช่นกัน ทันใดนั้นเอง... แสงไฟที่เคยสว่างจ้าก็พลันดับพรึบลง
เอกวิทย์ถอนหายใจ เขาลืมไปได้อย่างไรกันนะว่าวันนี้ที่เกาะจะต้องปิดไฟหลังเที่ยงคืนเนื่องจากว่าจะมีการเปลี่ยนระบบเครื่องปั่นไฟสำรองใหม่เป็นตัวใหญ่เพื่อรองรับการใช้งานของโรงแรม และการติดตั้งนั้นทำให้ต้องใช้เครื่องปั่นไฟตัวเก่าแทนไปก่อนเป็นเวลาอย่างน้อยสองสามคืน และนั่นหมายความว่าความสะดวกสบายต่างๆ ก็ต้องลดลงตามไปด้วย
ถ้าเป็นเวลาปกติ เขาเชื่อว่าปพิญชาคงไม่ได้เห็นว่าเรื่องไฟดับแค่นี้เป็นเรื่องใหญ่ หากเมื่อหล่อนยังอยู่ในภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ เอกวิทย์ก็อดเป็น ห่วงหล่อนไม่ได้จริงๆ
ร่างสูงโปร่งตัดสินใจหยิบไฟฉายแล้วออกจากบ้านพักเดินตามทางไปยังบ้านอีกหลังที่ยังคงมืดสนิท... เอกวิทย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเร่งฝีเท้าเดินอีกนิด เพราะที่จริงแล้ว ปพิญชาควรจะลุกขึ้นมาหาเทียนไขหรือไฟฉายซึ่งถูกเตรียมเอาไว้ให้แล้วที่ห้องรับแขกขึ้นจุด หากหล่อนทำราวกับว่ามิได้ขยับตัวขึ้นทำอะไรเลย ความเงียบและความมืดมิดนั้นทำให้ความรู้สึกเป็นห่วงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
คุณพิชา... พิชา... เสียงห้าวร้องเรียกทันทีที่เดินถึงปลายทาง
เอกวิทย์มิได้รอให้หญิงสาวเอ่ยปากอนุญาตก็เดินก้าวพรวดเดียวถึงตัวบ้าน ทันทีที่บานประตูซึ่งไม่ได้ล๊อคเอาไว้เปิดออก แสงไฟฉายในมือก็สาดส่องเข้ามาพบกับร่างเล็กซึ่งนั่งขดตัวอยู่บนโซฟาท่ามกลางความมืด ราวกับเด็กน้อยผู้ไม่อาจช่วยตัวเองได้
คุณเอก เสียงเล็กๆ ร้องขึ้นอย่างยินดี ดวงหน้าใสฉายประกายความหวัง ทำให้ชายหนุ่มใจอ่อนยวบ
ทำไมอยู่มืดๆ แบบนี้หือ ชายหนุ่มเอ็ดเสียงอ่อนก่อนเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ
ไฟดับค่ะ มือเล็กบางเอื้อมไปหาอีกฝ่ายอย่างลืมตัว ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อทันทีที่กำมือน้อยเข้าไว้แล้วรู้สึกถึงความเย็นเฉียบของมือนั้น
ปพิญชาไม่ได้บอกชายหนุ่มว่าหล่อนดีใจมากเพียงใดที่ได้เห็นหน้าเขา ก่อนไฟดับนั้น หล่อนกำลังคิดฟุ้งซ่าน วนเวียนอยู่กับเรื่องต่างๆ มากมายที่ทำให้เหนื่อยใจเสียจนไม่มีแก่ใจจะลุกขึ้นทำอะไร จึงได้แต่ปล่อยตัวขดอยู่บนโซฟาในท่าเดิมเงียบๆ ไม่อยากขยับตัวอยู่ตามลำพังในความมืดมิดให้ความเศร้ากลืนกินตนอย่างเดียวดายเพียงลำพัง... ดังเช่นเคยเป็นมานานปี
ผมลืมบอกคุณว่าวันนี้เครื่องปั่นไฟจะหยุดตอนเที่ยงคืน คุณรอตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวผมจะจุดเทียนให้
ปพิญชามองตามร่างสูงที่เดินตะคุ่มอยู่ท่ามกลางความมืด เมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมานี้ หล่อนยังรู้สึกว้าเหว่ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวซึ่งหลงมาอาศัยบนโลกกว้างใหญ่นี้ตามลำพัง... ความเปล่าเปลี่ยว เงียบเหงา ที่หล่อนเกลียดกลัวนักหนา กำลังประดังประเดเข้ามาถาโถมโจมตีจนแทบตั้งตัวไม่ถูก
ท่ามกลางทะเลความเหงาเปล่าดายนั้น อยู่ๆ เสียงทุ้มห้าวและร่างสูงซึ่งคุ้นตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไม่คาดฝัน และความรู้สึกหดหู่อันเกาะกุมจิตใจก็พลันคลายตัวลง ความอบอุ่น อ่อนหวาน ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาสู่หัวใจอย่างช้าๆ ความรู้สึกนั้นแม้ไม่ถั่งโถมรุนแรงเหมือนพายุทะเลคลั่ง หากค่อยๆ ไหลรินเข้าเติมเต็มช่องว่างซึ่งหนาวเหน็บและว่างเปล่าให้อุ่นขึ้น พร้อมกับขับไล่ความมืดมัวในใจให้ค่อยจางหายไป
ปพิญชาถอนใจ... หล่อนทั้งรัก ทั้งชัง ความรู้สึกเช่นนี้.... หล่อนรักความรู้สึกที่มีใครสักคนอยู่เคียงข้างจับใจ... หากก็ชังความหวาดหวั่นว่าสิ่งนั้นมันย่อมไม่จีรัง ทำให้สับสนว่าที่จริงตนอยากรับความรู้สึกดีๆ เช่นนั้นเอาไว้ หรืออยากผลักไสมันออกไปเพื่อไม่ให้หัวใจเคยชินกับความอบอุ่นอ่อนหวาน ด้วยว่ากลัวนักว่าหากต้องเสียสิ่งนั้นไป มันจะยิ่งสร้างความทุรนทุรายใจให้มากเสียกว่าตอนที่ยังเคยชินกับความเปล่าดาย แสงไฟวับแวมค่อยเรืองรองขึ้นทีละจุด ปพิญชามองตามร่างสูงๆ ที่เดินนำเอาเทียนในถ้วยรองไปวางตามจุดต่างๆ ในบ้าน ความมืดมนอันธการซึ่งราวกับดูดกลืนทุกกำลังใจในชีวิตค่อยๆ หายไปเมื่อแสงไฟเล็กๆ จากเปลวเทียนค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรืองรองทีละน้อย แม้แสงนั้นไม่สว่างเจิดจ้าเท่าแสงไฟนีออนตามความเคยชิน ทว่าปพิญชากลับรู้สึกว่าแสงสีทองอ่อนรำไรเหล่านั้นได้สร้างความอบอุ่นในใจให้มากกว่า แสงนีออนสว่างจ้ากระด้างตาไร้ชีวิตชีวาดังเช่นเคยชิน หญิงสาวไม่แน่ใจว่าที่หล่อนรู้สึกได้ถึงเพียงนี้ เป็นเพราะเพิ่งพ้นจากความมืดอย่างฉับพลัน หรือเป็นเพราะความอบอุ่นมั่นคงซึ่งราวกับจะถ่ายทอดมายังทุกอณูอากาศจากเจ้าของร่างสูงใต้เปลวเทียนกันแน่
เอาล่ะ เรียบร้อย เสียงทุ้มห้าวดังขึ้น ยามเจ้าตัววางถ้วยเทียนในมืออันสุดท้ายลงบนโต๊ะตัวหน้า
ขอบคุณนะคะ
เอกวิทย์ส่งยิ้มกระจ่างให้ ท่ามกลางเปลวเทียนสีทอง ดวงหน้าขาวที่มักสร้างรอยยิ้มให้กับผู้พบเห็นแลดูยิ่งละมุนตา รอยยิ้มนั้น... ราวกับขับไล่ความมืดมนทุกสิ่งให้จางหายไป
ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นพลางเอ่ย ถ้าเรียบร้อยแล้ว ผมกลับก่อนนะ
ปพิญชาพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก แค่คิดว่าหล่อนต้องอยู่ตามลำพังอีกครั้ง ใจที่เพิ่งจะฟองฟูก็เหี่ยวแฟบลง... หญิงสาวเดินตามแผ่นหลังกว้างตรงหน้า แต่ละก้าวที่ผ่าน ยิ่งสร้างความรู้สึกว่าไม่อยากให้เขาหันหลังจากไปและทิ้งหล่อนไว้เพียงตามลำพัง
คุณไปนอนเสีย แล้วพรุ่งนี้เจอกัน
เอกวิทย์กำลังจะก้าวออกจากบ้าน หากต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงมือเล็กที่ดึงชายเสื้อเขาไว้มั่น ชายหนุ่มหันมามองอีกครั้งเพื่อจะพบกับคนตัวเล็กซึ่งมองมาด้วยความรู้สึกอันผสมปนเปกันระหว่างความละอายที่เผลอตัวรั้งเขาเอาไว้ กับความรู้สึกต้องการใครสักคนในดวงตา
เอ่อ... ฉันขอโทษ เสียงใสเอ่ยอ้อมแอ้ม หากแววตาอ้างว้างนั้นต่างหากที่ทำให้เอกวิทย์ตัดสินใจ
ผมอยู่เป็นเพื่อนคุณดีกว่า แวบแรกปพิญชาอยากเอ่ยปฏิเสธด้วยรู้ดีว่าไม่ควรเลยที่หล่อนจะอยู่ร่วมชายคากับชายหนุ่มตามลำพัง หากความรู้สึกไม่อยากถูกปล่อยให้อยู่ลำพังนั้นมีอานุภาพรุนแรงกว่ามาก
คุณไปนอนเถอะ ดึกมากแล้ว ส่วนผมจะนอนตรงโซฟาห้องรับแขก เอกวิทย์เอ่ยเสียงเรียบเรื่อยเป็นการตัดปัญหาทั้งมวล
ขอบคุณนะคะ หญิงสาวเอ่ยคำๆ นี้อีกครั้งอย่างซึ้งใจ และหล่อนก็ได้รอยยิ้มกระจ่างจากชายหนุ่มเป็นการตอบแทน
เสียงขยับเปิดประตูเบาๆ ทำให้ชายหนุ่มที่นอนหลับตาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยในความมืดลืมตาขึ้น เอกวิทย์หันไปทันเห็นร่างเล็กบางค่อยๆ ย่องผ่านประตูฝั่งที่ติดกับลานบ้านซึ่งยื่นออกไปเป็นระเบียงเพื่อชมทิวทัศน์ริมทะเลก่อนเลื่อนประตูปิดลง ชายหนุ่มนิ่งรออยู่สักพักก็ไม่เห็นว่าหญิงสาวจะมีทีท่ากลับเข้ามา จึงตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นอนชั่วคราวของตน
เป็นอะไรไป ดึกป่านนี้แล้วทำไมไม่นอน เสียงห้าวๆ ถามขึ้นจากภายในบ้าน ทำให้คนที่นั่งปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปอยู่ตามลำพังเงยหน้าขึ้นยิ้มให้
แล้วคุณทำไมไม่นอน คำถามนั้นถูกยอกย้อนกลับมาคล้ายเด็กเกเร ทำเอาคนตัวโตกว่าอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ สุภาพสตรีออกมานั่งคนเดียวค่ำๆ มืดๆ ผมจะทนนอนอยู่ได้อย่างไร ปพิญชายิ้มกว้างขึ้นในเงามืดแกล้งทำเป็นลืมอย่างจงใจว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงได้ค้างคืนเสียที่บ้านหลังนี้ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่พยามทำให้ร่าเริง
ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ... ฉันดูแลตัวเองได้ แต่แม้จะบอกเช่นนั้น หากหญิงสาวก็ขยับช่องให้เจ้าของร่างสูงๆ ที่เพิ่งเดินมามีที่พอจะทรุดตัวลงนั่งไม่ห่างนัก มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า น้ำเสียงที่ราวกับพี่ชายกำลังถามน้องน้อยซึ่งกำลังกลุ้มใจนั้น ทำให้คนฟังชะงักอยู่ชั่วแวบ... หากนั่น ไม่อาจพ้นสายตาคนที่ลอบมองดูอยู่ได้ เปล่าค่ะ... ไม่มีอะไรหรอก
คำปฏิเสธที่มาพร้อมกับรอยอ้างว้างในดวงตาคู่นั้น ทำให้เอกวิทย์แกล้งถอนหายใจดังๆ ผู้หญิงตัวคนเดียว หนีมาอยู่เกาะคนเดียว แถมยังออกมานั่งอุทิศเลือดให้ยุงกินดึกๆ ดื่นๆ คนเดียวอีก... นั่นน่ะ เป็นสัญญาณของปัญหานะ คุณรู้ไหม ฉันบอกว่าไม่มี ก็ไม่มีสิน่า คราวนี้คนพูดฝืนส่งยิ้มให้คล้ายกับจะตอกย้ำทั้งตนเอง และคนฟัง คุณมีปัญหาอะไรนักหนานะ ถึงได้หนีมาแบบนี้ ท่าทางคุณไม่ใช่คนแบบนั้นเลย เอกวิทย์เอ่ยกึ่งถาม กึ่งเปรยกับตนเอง หากเมื่อดวงตาคู่สวยตวัดมองมา จึงรีบบอก ผมไม่ได้อยากรู้เรื่องอะไรของคุณหรอก เพียงแต่ว่า ถ้าคุณระบายมันออกมาบ้าง... ผมอาจจะช่วยคุณได้ หรืออย่างน้อย ก็เป็นกระโถนให้คุณไง
รอยยิ้มกระจ่างจากคนที่นั่งหน้าขาวอยู่ใต้เงาจันทร์ ทำเอาคนมองเอียงคอน้อยๆ คุณอาสาแก้ปัญหาให้คนอื่นบ่อยๆ แบบนี้หรือเปล่าคะ เอกวิทย์หัวเราะร่าก่อนบอกตามความจริง ไม่หรอก... แต่กรณีคุณผมยกให้เป็นพิเศษ
ทำไมคะ หน้าตาฉันเหมือนพวกแบกโลกเอาไว้หรือไง หญิงสาวพยายามถามให้กลายเป็นเรื่องขำขันไป แต่ไม่ได้รู้ตัวสักนิด ว่าน้ำเสียงหม่นหมองของตนนั้น ไม่อาจปิดบังชายตรงหน้าได้เลย
ไม่หรอก เสียงห้าวปฏิเสธนุ่มๆ ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่หน้าตาคุณเหมือนกันแบกจักรวาลเอาไว้ต่างหาก... ไหน มีอะไรลองบอกผมหน่อยสิ เผื่อจะช่วยได้
คำบอกปัดตามความเคยชิน ติดอยู่เพียงลำคอ เมื่อหญิงสาวสบเข้ากับดวงตาคมคู่ที่จ้องมองมาราวกับจะให้ทะลุไปถึงภายในใจ ปพิญชากลั้นใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยปากถามเบาๆ
คุณเคยทำอะไรพลาดไหม
บ่อยไป เอกวิทย์รับเต็มปากเต็มคำ ดวงหน้าขาวอันประกอบไปด้วยดวงตาเป็นประกายสดใสที่หันข้างมองเห็นโครงหน้าคมอยู่ในเงามืด หันมายิ้มให้หญิงสาวทั้งปากทั้งตา
คุณทำได้ไงน่ะ ปพิญชาเอ่ยอย่างทึ่งจัด
... คนอย่างเอกวิทย์ ไม่น่าเชื่อว่าจะเคยพลาด และยิ่งไม่น่าเชื่อมากไปยิ่งกว่า ที่เจ้าตัวกลับไม่เห็นเห็นว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญ ทั้งๆ ที่คนจำนวนไม่น้อย... รวมทั้งหล่อน มองว่าเรื่องนี้เป็นจุดด่างของอัตตา หรือ อีโก้ ของตนยิ่งนัก
ทำอะไร คราวนี้ชายหนุ่มงงจริงๆ
คุณรับความผิดพลาดได้อย่างเต็มปากเต็มคำได้ไงกัน... ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ หญิงสาวชะโงกหน้ามาเสียใกล้อย่างลืมตัว ทำให้เอกวิทย์ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้อีกครั้ง
รู้สึกสิ... เวลาเราพลาดอะไรไป เราก็เสียใจทั้งนั้น แต่มันไม่ใช่ข้ออ้างของการล้มโดยไม่ลุกนี่นา
ฉันไม่ได้ล้มแล้วไม่ลุกสักหน่อย เสียงใสอ้อมแอ้ม ทว่าดูจะเป็นการแก้ตัวที่แม้กระทั่งตัวเองก็เริ่มจะไม่แน่ใจเช่นกัน
ผมพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะ
เสียงหัวเราะห้าวๆ นั่น ทำให้ปพิญชาชักสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าหล่อนอาจจะหลุมพรางหลอกล่อหาความจริงของคนที่นั่งยิ้มหน้าเป็น คล้าย กับจะบอกว่า ผมไม่มีพิษสงอะไรคร้าบบ คนนี้หรือเปล่าหนอ
ป้อมปราการมหึมาที่ตั้งขวางอยู่ ก็คล้ายจะอ่อนลงเล็กน้อย นั่นสิ.... แต่เวลาแพ้นี่มันเจ็บมากเลยนะคะปพิญชาถอนหายใจยาว สีหน้าของคนพูดหมายความตามอย่างที่บอกจริงๆ
คนล้มไม่ได้แปลว่าแพ้ คนล้มไม่ลุกต่างหากที่แพ้ เอกวิทย์ยิ้มให้ร่างบางที่คล้ายกับจะจ่อมจมอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่ชั่วขณะ
คุณว่าอย่างนั้นจริงเหรอคะ?
แววตาราวกับเด็กหลงทาง ทำให้ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ คนเราถ้าชนะไปเสียทั้งหมด โดยไม่เคยแพ้ มันจะไปสนุกได้อย่างไร อีกอย่าง.... ถ้าไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้มาก่อน ชัยชนะจะหอมหวานและมีความหมายที่ตรงไหน
แววตาสับสนของปพิญชา ทำให้เอกวิทย์หันกลับไปทอดสายตาฝ่าแสงจันทร์ออกไปยังเวิ้งทะเลอันมืดมิด ปล่อยให้หญิงสาวใช้ความคิดกับสิ่งที่ได้คุยกันเงียบๆ
คุณรู้ไหม ปพิญชาแปลว่าอะไร สุดท้าย ร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่ใต้เงาจันทร์มาพักใหญ่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงระโหยโรยแรง ราวกับผู้ซึ่งเหนื่อยล้ากับโลกที่ผจญอยู่และพร้อมจะซวนทรุดลงได้ทุกขณะจิต ผู้รู้แจ้งใช่ไหม เอกวิทย์เอ่ยช้าๆ คล้ายปลอบประโลม หวังเพียงว่า ความปรารถนาดีทั้งมวล จะสามารถฝ่าทะลุเข้าไปถึงจิตใจที่บอบช้ำมาเนิ่นนาน ใช่ค่ะ เสียงหวานที่เคยเปี่ยมไปด้วยพลัง บัดนี้ ไม่อาจซ่อนความขมขื่นเอาไว้ได้ ดวงหน้าใสเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่ทอแสงนวลตาอยู่บนท้องฟ้า
เอกวิทย์เอื้อมมือไปกุมมือบางเย็นชืดที่วางอยู่ข้างตัว ความอบอุ่นของมือนั้น ทำให้ปพิญชาหันมาสบตาคนข้างๆ รอยแวววามท่ามกลางความมืดนั้น บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวพยายามเพียงใด ที่จะเชิดหน้าเอาไว้ มิให้ความอ่อนแอไหลย้อนออกมา
แต่คุณรู้ไหมคะ... ว่าความจริงแล้ว ฉันไม่รู้.... ไม่เคยรู้อะไรเลย ทั้งน้ำเสียงและท่าทางแสดงชัดว่าเจ้าตัวกำลังสับสนอย่างรุนแรง ฉันไม่เคยรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ต้องการอะไร ฉันรู้แต่ว่าฉันควรจะทำอะไร เพื่ออะไร ต้อง ตะกาย ไปให้ถึงจุดไหน แต่พอเอาเข้าจริงๆ... เมื่อไปถึงแล้ว แทนที่จะสุขอย่างที่ควร ฉันกลับพบว่าตัวเองถูกทิ้งให้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางผู้คนเป็นร้อยเป็นพัน
มือบางปาดหยดน้ำเล็กๆ ที่กลิ้งหลุดออกมาจากกรอบตาซึ่งแวววับอยู่ท่ามกลางแสงรางๆ ของเงาจันทร์อย่างรวดเร็ว คล้ายกับไม่อยากจะรับรู้ถึงมันเสียด้วยซ้ำ
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวสักหน่อย คุณยังมีครอบครัว ยังมีเพื่อนฝูง หรือถ้าคุณอยากจะนับ คุณยังมีผมอีกคน มือที่กุมมือเล็กกว่าเอาไว้มั่น บีบเบาๆ คล้ายกับคำมั่นสัญญา
หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ ราวกับพยายามทำความเข้าใจประโยคซึ่งดูเหมือนเรียบง่ายนั้น ก่อนหัวเราะแผ่วหวิวทว่าเสียงหัวเราะนั้น ช่างบาดหูยิ่งนัก ด้วยหล่อนไม่ได้ปิดบังถึงความชอกช้ำในนั้นเลยสักนิด
ไม่จริงหรอกค่ะ... คุณก็รู้ว่ามันไม่จริง
ตอนเด็กๆ ฉันเป็นเด็กแค่หัวสมองปานกลางคนหนึ่ง ทุกๆ วันต้องพยายามตั้งใจอ่านหนังสือแทบตายให้ได้เป็นที่หนึ่ง หวังแค่จะได้คำชมจากแม่ จากคนรอบตัว... แม่จะได้พอใจ ภูมิใจในตัวฉัน... คนเล่า เอ่ยเรื่อยๆ ราวกับกำลังเล่าถึงเรื่องราวของคนอื่นซึ่งอยู่ห่างไกล ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนฟังจะนั่งฟังอยู่หรือไม่
เอกวิทย์รั้งร่างบางที่นั่งหน้าเชิดหลังตรงให้เอนลงพิงไหล่หนาของตนเอาไว้ ร่างเล็กๆ นั้น ขืนตัวอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะซบลงแนบอกกว้างอย่างอ่อนแรง ดวงตาคู่สวยที่มักฉายประกายหลักแหลมรู้เท่าทันคนหลุบลง ปล่อยให้ขนตาหนาเป็นแพคลี่บังความรู้สึกทั้งมวลเอาไว้ ริมฝีปากแห้งผากพร่ำพูดออกมาเรื่อยๆ ราวกับน้ำที่ทะลักล้นออกจากเขื่อนที่ปิดกั้นมานานจนถึงวันพังทลาย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ฉันสอบได้คะแนนน้อยกว่าปกติ... นิดเดียวเท่านั้น แต่ฉันทำให้แม่ผิดหวัง ฉันไม่ใช่ ที่หนึ่ง อย่างที่แม่หวัง คุณรู้ไหม ฉันต้องเจออะไรบ้าง
ร่างบางสั่นสะท้านด้วยฤทธิ์แห่งความทรงจำอันหลอกหลอน ทำให้เอกวิทย์กระชับคนในอ้อมแขนให้แน่นเข้า ริมฝีปากซีดเซียวบิดออกคล้ายกับจะยิ้ม หากยิ้มนั้น ช่างบีบรัดหัวใจยิ่งนัก
แม่ร้องไห้... พร่ำบอกว่าท่านผิดหวังในตัวฉันแค่ไหน และฉัน... เป็นลูกที่แย่แค่ไหน ที่ทำให้แม่ต้องผิดหวัง ต้องเสียน้ำตา...
หยาดน้ำร้อนๆ ที่ค่อยๆ ซึมเข้าอกเสื้อ ทำให้ชายหนุ่มได้เพียงโยกร่างเล็กๆ ในอ้อมกอดไปมาอย่างปลอบประโลม ปล่อยให้หล่อนได้พูดชำระล้างสิ่งที่คั่งค้างในจิตใจมาเนิ่นนาน
หลังจากนั้น... ฉันก็พยายามขึ้นเป็นสองเท่า... แล้วก็ไม่เคยรู้จักคำว่า แพ้ อีกเลย...ฉันไม่เคยหล่นจากตำแหน่งหนึ่งในสามตลอดเวลาที่เรียนจนจบมหาวิทยาลัยดัง... ฉันทำงานในบริษัทใหญ่โตข้ามชาติเพราะว่านั่นเป็นโอกาสที่จะทำให้ฉันก้าวไปถึงดวงดาว... ฉันทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพราะเชื่อว่าความก้าวหน้าเท่านั้นที่ทำให้คนเป็นคน...
ปพิญชาไม่รู้ตัวว่า บัดนี้ตนซุกอยู่กับคนที่ เพิ่งรู้จักกัน ด้วยน้ำตานองหน้า... น้ำตา ที่ไม่เคยไหลออกมานานนับปี ความจริงในใจที่เก็บเอาไว้ไม่กล้าบอกใครพรั่งพรูอย่างมิอาจหยุดตัวเองได้
ฉันทำได้ทุกอย่างที่แม่อยากได้... ฉันกลายเป็นลูกที่น่าภาคภูมิใจ กลายเป็น ตัวอย่างที่ดี ของบรรดาลูกเพื่อนแม่ทั้งหลาย... ไม่มีใครรู้เลยว่าฉันต้องทนทุกข์ทรมานจากความหวาดกลัวแค่ไหน... กลัวว่าถ้าเกิดว่าวันหนึ่ง ฉันไม่อาจรักษาความเป็นที่หนึ่งได้... แล้วฉันจะกลายเป็นคนไร้ค่า กลัวว่าจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เพียรสร้างมาทั้งหมดในพริบตาเดียว
เอกวิทย์ก้มมองคนในอ้อมแขนอย่างเข้าใจจริงๆ เป็นครั้งแรก ปพิชญามิใช่คนเข้มแข็งอย่างที่โลกอยากให้หล่อนเป็น หญิงสาวทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณ เพื่อแลกกับความสุขทางใจจากการยอมรับชั่วครั้งชั่วคราว หากเมื่อเปลือกแข็งหนาซึ่งสร้างขึ้นเป็นเกราะห่อหุ้มมาถูกเจาะเป็นรอยร้าว ความทุกข์ทรมาน ความหวาดหวั่นทั้งมวล ที่เจ้าตัวเก็บซ่อนเอาไว้มาเนิ่นนานจึงพังทลายลงด้วยแรงกดดันมหาศาลภายใน
ร่างบางในอ้อมแขนสั่นน้อยๆ โดยที่เจ้าหล่อนคงไม่รู้สึกตัว ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะกดริมฝีปากนุ่มลงที่ข้างขมับร่างเล็กๆ ซึ่งซุกตัวเหมือนเด็กที่หมดหนทาง ความอ่อนหวาน อ่อนโยน อยากปกป้องเต็มตื้นเข้ามาในอกมากมายโดยไม่ทันรู้ตัว
... แล้ววันที่ฉันกลัวก็มาถึงจนได้... วันที่ฉันไม่มีแรงที่จะสู้โลกใบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว... วันที่ฉันล้ม... ฉันอาจจะเป็นคนอย่างที่คุณคิดว่าฉันไม่เป็นก็ได้... คุณรู้ไหม ว่าบางครั้ง แค่การหายใจเข้าไปวันๆ ก็ทำให้ฉันหมดเรี่ยวแรงเสียแล้ว
ดวงหน้าซีดเซียวยังพร่ำอย่างเหม่อลอย เอกวิทย์ยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนดวงหน้าใสที่ซบอยู่แทบอก สีหน้าท่าทางของคนตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ในบัดดลว่าหล่อนมิได้รู้ตัวเลยว่า น้ำตา... ทะลักทลายออกมามากมายเพียงใด
ฉันกับณัฐรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน... เกือบสิบปีเชียวนะ ที่เราคบหากัน... แม่ไม่เคยแสดงออกชัดๆ ว่าไม่ชอบณัฐก็จริง แต่แม่บอกเสมอว่าฉันดีเกินกว่าที่จะได้ผู้ชายอย่างณัฐมาเป็นคู่ชีวิต
ชั่วขณะที่ริมฝีปากคนพูดบิดตัวคล้ายกับยิ้มเยาะอะไรบางอย่าง ก่อนเอ่ยเล่าต่อเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่หากมองไม่เห็นหน้าคนพูด ก็ไม่มีทางรู้เลยว่า บัดนี้ ดวงหน้าใสเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาอยู่เต็มสองพวงแก้ม และไม่ทีท่าทีว่าจะหยุดน้ำร้อนๆ นั้นเอาไว้ได้
ณัฐไม่ได้เลวร้ายนักอะไรตามมาตรฐานคนนอก เพียงแต่ณัฐไม่ใช่เด็กเกียรตินิยม ไม่ได้ร่ำรวยจนล้นฟ้า ไม่ได้เก่งกล้า โดดเด่นเกินหน้าใคร... ณัฐเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่ทำให้ฉันยิ้มได้ในวันที่ตึงจนแทบขาด... ก็เท่านั้น
ภาพชายหนุ่มคนที่เจอเมื่อกลางวันผุดขึ้นมาในความทรงจำ... ลักษณะความเป็น คนธรรมดา หรืออย่างที่เขาน่าจะเรียกว่า คนที่ปล่อยชีวิตไปวันๆ ธรรมดาๆ ทว่าในขณะเดียวกันก็เป็นคนซึ่งพร้อมจะทำตามความต้องการของคนที่มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนอย่างปพิญชาโดยไร้ข้อแม้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ เริ่มปะติดปะต่อได้ในหัว
นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ครั้งหนึ่งคุณรักคนๆ นั้นจนหมดหัวใจ เสียงห้าวเอ่ยเบาๆ คล้ายกับจะบอกกับตนเองไปพร้อมๆ กับหญิงสาวในอ้อมแขน
ใช่... สำหรับฉัน ณัฐเป็นเหมือนตัวแทนจากโลกอีกโลกหนึ่ง โลก... ซึ่งการเป็นคนธรรมดาๆ อาจจะไม่เอาไหนในบางเวลา ก็ดีพอที่จะทำให้ชีวิตได้รู้จักคำว่า สุข ได้ หญิงสาวสะอื้นรับ ก่อนเอ่ยต่อ แต่แล้วอยู่ๆ ณัฐก็มาขอเลิกกับฉัน เขาบอกว่า... เขาเหนื่อย ที่จะต้องทำตัวให้เท่าเทียมกับฉัน เขาบอกว่าการที่มีฉันอยู่ข้างๆ ทำให้เขารู้สึกด้อยค่า ต่ำต้อย... เขาบอกว่า เขาไม่มีแรงพอที่จะไล่ตามฉันให้ทัน ไม่มีแรงพอที่จะทำตัวให้ได้ตามอย่างที่แม่คาดหวังในตัวคนจะต้องรับช่วงดูแลฉัน... เขาว่าเขาคงไม่มีปัญญาทำมันได้แน่
อาการสั่นสะท้านบอกได้ว่าหญิงสาวเจ็บปวดมากเพียงใด เอกวิทย์อยากจะช่วยแบ่งปันความเจ็บช้ำจากร่างบางนี้ได้บ้าง... ทว่าเขารู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถลบล้างความเจ็บปวดของหล่อนได้ นอกจากปล่อยให้บาดแผลนั้นถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด จนแข็งแรงพอจะสมานตัวได้เอง
โอ้โห... โลกถล่มเลยนะคุณ ร้อยแปดพันเหตุผลที่ยกออกมามากมายเพื่อขอเลิกกับฉัน ปพิญชาฝืนหัวเราะออกมาขื่นๆ ที่ร้ายกว่านั้น... ฉันกลับเข้าใจดียิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีกว่าเขาหมายถึงอะไร... ฉันเลยได้แต่ปล่อยเขาเดินจากไปเงียบๆ
สีหน้าหล่อนเจ็บปวดเป็นสองเท่า เมื่อเอ่ยประโยคต่อมา แต่ทันทีที่เขาบอกเลิก ฉันก็ได้ข่าวว่าเขามีคนใหม่ทันที... ทุกคนบอกเหมือนกันหมด ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่จะเทียบเคียงฉันได้ ทั้งหน้าตา การศึกษา ฐานะ ชาติตระกูล... แล้วไงล่ะ... ฉันต่างหากเป็นคนที่ถูกทิ้ง... และเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกเลือก เสียงหล่อนถอนสะอื้น
ปพิญชาเคยคิดว่าหล่อนสามารถลืมเรื่องนี้ไปได้แล้ว ทว่าการได้เจอณัฐอีกครั้งพร้อม ผู้หญิงคนนั้น มันทำให้ความรู้สึกซึ่งเหมือนรางเลือนไปนาน ย้อนกลับมาทำร้ายหล่อนได้อีกครั้ง
เอกวิทย์ทอดสายตามองคนตรงหน้าที่สะอื้นจนตัวโยน ก่อนเอ่ยขึ้น ถ้าเขาเลือกทางนั้น เขาก็ไม่มีค่าพอที่จะทำให้คุณเสียใจ เสียงคนพูดหนักแน่น บอกให้รู้ชัดว่าเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
... หญิงสาวคนนี้ เหมือนกับเพชรน้ำดี ที่ผ่านการเจียรนัยมาครั้งแล้ว ครั้งเล่า...
บางครั้ง ขั้นตอนที่จะขัดคราบตะกอนดินโคลน เปลือกนอกอันหมองหม่น อาจทำให้เหนื่อยล้า... ท้อแท้ หากขั้นตอนซึ่งต้องลงทุนด้วยหยาดเหงื่อของความพยายามและคราบน้ำตาเหล่านั้นต่างหาก ที่จะทำให้เพชร สามารถเปิดเผยส่วนที่ดีที่สุดของตนออกมา เพื่อเปล่งประกาย เจิดจรัส อวดโฉมกับโลกได้
คุณว่าอย่างนั้นหรือ ทำไมฉันกลับรู้สึกตรงกันข้ามนะ หญิงสาวยิ้มขม ฉันกลับรู้สึกว่าฉันทำทุกอย่างที่คิดว่าดีที่สุด แต่สุดท้าย... ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองสูญเสีย สิ่งที่ต้องการจริงๆ
... ความรัก และความสุขเรียบง่ายในชีวิต... ปพิญชาต่อประโยคนั้นในใจ
คุณรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ เสียงนุ่มของคนหน้าขาวที่ทอดสายตามองมาอย่างอ่อนโยนท่ามกลางความมืดทำให้หญิงสาวชะงัก ประโยคนั้นประโยคเดียว ราวกับฉุดหล่อนซึ่งกำลังหลงวนอยู่กับความรู้สึกสงสารตัวเองให้ตื่นขึ้น
... ไม่เคยมีใครตั้งคำถามนี้กับหล่อน... พอๆ กันกับที่หล่อน ไม่เคยคิดจะตั้งคำถามนี้กับตนเอง...
เอกวิทย์ยิ้มน้อยๆ ปพิญชาเป็นคนฉลาด หากบางครั้งคนฉลาดก็ต้องการมือที่หวังดีเพื่อจะเขี่ยเศษผงเล็กๆ จากนัยน์ตาออกให้
มนุษย์ชอบคิดว่าถ้าตัวเองทำอย่างนั้น อย่างนี้ ก็คงดี... แต่จริงๆ แล้วชีวิตคือการแลกเปลี่ยนเสมอ ไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาฟรีๆ ชายหนุ่มหัวเราะแผ่วเบา ก่อนยิ้มใส่ตาคนที่นั่งจังงังอยู่ มันก็คงคล้ายกับตอนที่คุณอยากมาที่แพรวดาวเพื่อหนีหน้าผู้คนไง แล้วพออยู่ได้สามวัน คุณก็เริ่มเบื่อ และได้คิดว่ามันอาจจะไม่เหมาะกับคุณจริงๆ
ปพิญชานิ่งฟังเสียงห้าวอบอุ่นที่ดังเรียบเรื่อยราวกับใช้ความเข้มแข็ง มั่นคงปลอบประโลมใจซึ่งกำลังแกว่งไหวด้วยอารมณ์หลากหลายซึ่งปะทุขึ้นมาให้สงบลง
การที่คุณไม่รู้ว่าการตัดสินใจในอีกทางนั้นจะให้ผลเป็นเช่นไร ทำให้คุณคาดหวังว่าผลลัพธ์ที่ตามมามันน่าจะดีกว่าสิ่งที่คุณเผชิญอยู่ เอกวิทย์เว้นจังหวะให้อีกฝ่ายได้มีเวลาสักนิด ก่อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม คุณลองคิดถึงตัวเองที่ปล่อยชีวิตไปวันๆ หรือว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเป็นทุกวันนี้สิ
เมื่อเห็นหญิงสาวนิ่งไปอย่างคนที่เริ่มเห็นตาม เอกวิทย์จึงเอ่ยต่อ
คุณ ที่พร้อมปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม... คุณ ที่ตื่นเช้ามาแล้วได้แต่มองโลกอย่างว่างเปล่า เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี... คุณ ที่อาจเป็นแค่คนหนึ่งคนซึ่งการมีหรือไม่มีอยู่ของคุณไม่ทำให้ใครสังเกตเห็น... ถึงคุณจะไม่ต้องเหนื่อยกับการตะกายดาวอย่างทุกวันนี้ แต่ก็ไม่สามารถ... หรือไม่ก็ไม่ต้องการดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ให้เต็มที่... ตลอดเวลาขอเพียงได้ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่อยากทำอะไรให้ตัวเอง...ไม่รู้สึกว่าอยากทำอะไรให้คนอื่น ไม่คิดอะไรมากไปกว่าการตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพื่อรอให้ตอนเย็นมาถึง
คราวนี้หญิงสาวยิ้มแหย ถ้าเป็นถึงขนาดนั้น ชีวิตมันคงน่าเบื่อพิลึกเลยนะคะ
นั่นสิ... แล้วที่คุณคิดว่าคุณทำทุกอย่างเพราะถูกบังคับนั่น มันก็ไม่จริงทั้งหมดหรอก... คุณก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณแม่คุณท่านรักและไม่ผิดที่ต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แล้วบังเอิญว่าคุณก็สามารถทำได้ด้วยดีเสียด้วย
ฉันก็รู้ว่าแม่รักและหวังดีแค่ไหน แต่บางครั้งก็แค่รู้สึกว่าแม่คิดจะกุมชีวิตฉันมากจนเกินไป ปพิญชาเถียง หล่อนไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากำลังบอกเขาหรือตัวเองกันแน่
ยอมรับเถอะครับว่าจริงๆ แล้วหลายเรื่องที่ท่านห้ามหรือให้คุณทำนั้น คุณเองก็เห็นเหมือนกันล่ะ เพียงแต่อดจะคิดดื้อดึงไม่ได้ แล้วพอเหตุผลมันชนะอารมณ์เข้า คุณก็เกิดจะเก็บมาคิดว่าตัวเองถูกบังคับให้เดินซ้ายขวาตามใจท่าน
ชายหนุ่มเอ่ยก่อนโคลงหัวแล้วมองหน้าคนที่นิ่งอย่างจนด้วยคำพูดด้วยแววตาราวกับพี่ชายกำลังมองน้องน้อยผู้แสนดึงดันสักคน
แล้วอย่างกับคุณปล่อยให้ท่านบังคับคุณได้ทั้งหมดอย่างนั้นล่ะ เสียงนั้นเจือแววล้อเลียนอย่างไม่ปิดบัง บอกให้รู้ว่าคนพูดเชื่อแน่ว่าปพิญชาดื้อสะบัดขาดใจกว่าที่ตัวหล่อนเองคิดไว้เยอะ
คราวนี้หญิงสาวเงียบ... รู้สึกละอายขึ้นมาที่หล่อนเอาแต่โทษคนอื่นเสียทุกเรื่องกับความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียของตัวเอง คนกระทั่งลืมนึกไปถึงความรักความหวังดีของทุกคน
สีหน้ายิ้มอย่างกึ่งขันกึ่งรู้ทันของเอกวิทย์ทำให้หญิงสาวหน้าแดงขึ้นมาในความมืด ก่อนเสียงใสจะพึมพำขึ้นมาเบาๆอย่างคนยอมรับผิด
ฉันนี่แย่จริงมัวแต่คิดโทษคนอื่น ตอนดีๆ ก็ไม่คิดอะไร พอมีเรื่องผิดหวังเสียใจเข้า ก็มัวแต่สงสารตัวเองเสียจนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าจริงๆ แล้วฉันก็เป็นคนเลือกที่จะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน ฉันมัวแต่คิดวนไปมาถึงทางที่ตัวเองไม่ได้เลือกโดยลืมไปว่า การเดินไปในอีกเส้นทางนั้น ไม่ได้หมายความว่าอุปสรรคมันจะไม่มี ไม่ได้การันตีว่าไม่มีการสูญเสีย
เอกวิทย์หัวเราะเบาๆ นั่นเป็นข้อดีที่สุด และแย่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์... มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่มองโลกในแง่ดี... ขณะเดียวกัน ก็ช่างเข้าข้างตัวเองโดยไม่ลืมหูลืมตาได้อย่างน่าขัน
น้ำตาซึ่งไหลราวกับทำนบพังเมื่อสักครู่ เหือดแห้งไปเมื่อใดหญิงสาวก็ไม่มีทางรู้ได้... ทว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่ตามหลอกหลอนมานานปี ก็ราวกับปลิวหายไปกับสายลมด้วยเช่นกัน
พยายามคิดเสียว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว... ดีทั้งนั้น เสียงห้าวๆ กลั้วหัวเราะเอ่ยเจือรอยยิ้ม มองโลกด้วยใจที่เป็นธรรม พอๆ กับมองตัวเองด้วยใจที่เป็นกลาง คุณจะรู้ว่าเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนผลส้มยักษ์สีฟ้านี้เท่านั้นเอง
และโลกทั้งใบก็หนักเกินกว่าจะแบกเอาไว้บนไหล่ทั้งสองข้าง... ทำวันนี้ให้เต็มที่ แล้วรับผลที่ตามมาอย่างสง่าผ่าเผยสินะ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนดวงหน้าที่ยังเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา รอยยิ้มนั้นคลี่ออกช้าๆ จนกลายเป็นรอยยิ้มซุกซน ก่อนที่เสียงใสจะเอ่ยล้อๆ
ถ้าทุกสิ่งในโลกต้องมีการแลกเปลี่ยน คุณได้อะไรกับการที่มานั่งฟังฉันคร่ำครวญ
คราวนี้เอกวิทย์ยิ้มกว้าง ดวงตาคู่สวยนั้น พร่างพราว วาววับท่ามกลางแสงสลัวของเงาจันทร์ ก่อนตอบเต็มปากเต็มคำ
มิตรภาพ
ก่อนหลับตานอนคืนนั้น รอยยิ้มจางๆ ยังคงคิดอยู่บนริมฝีปากของปพิญชา.... หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชายหนุ่มคนที่คงจะนอนหลับไปแล้วบนโซฟารับแขกทางด้านนอกนั่น
... เอกวิทย์เป็นคนฉลาด... เขาหลอกล่อปล่อยให้หล่อนเปิดแผล และตะล่อมให้ล้างแผลนั้นด้วยตนเอง... และวิธีนั้นเป็นวิธีเดียว ที่บาดแผลอักเสบยาวนานจะไม่ปะทุเจ็บปวดซ้ำซากขึ้นมาอีกครั้ง... เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ปพิญชาหลับตาลงด้วยความรู้สึกเป็นสุข... ผ่อนคลาย อย่างแท้จริง
++++++++++++++++++++++++++++++++
คุยกันก่อน
รู้สึกว่าคนอ่านมาอ่านน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ก็อีกเนอะคะ... เล่นโพสกันข้ามปีแบบนี้ ยังมีคนอ่านอยู่บ้าง ก็ดีใจแล้ว...เอิ๊ก
แก้เรื่องได้อย่าช้ามากๆๆ อยากเปิดเรื่องใหม่ใจจะขาด แต่ต้องพยายามมีวินัยอ่ะค่ะ
เช่นเคยนะคะ... ชอบไม่ชอบตรงไหน... มีความเห็นอย่างไร... หรือแค่แวะมาทักทายกัน... คนขียนก็ได้กำลังใจสู้ๆ ต่อไปแล้วค้าบบบ
@^____________________________^@
| Create Date : 12 ตุลาคม 2552 |
| Last Update : 12 ตุลาคม 2552 22:18:53 น. |
| |
6 comments
|
|
|
|
| | |
| โดย: Tam IP: 124.122.187.167 13 ตุลาคม 2552 0:26:13 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: แจ่ม IP: 118.173.195.56 13 ตุลาคม 2552 7:17:53 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: ตามอ่าน IP: 58.8.172.63 13 ตุลาคม 2552 11:27:30 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: green IP: 173.48.206.183 18 ตุลาคม 2552 4:19:08 น. |
|
|
|
| | |
| โดย: H2O IP: 119.42.127.44 24 ตุลาคม 2552 12:37:53 น. |
|
|
|
| |
|
 |
P_JUNG_PIGLET |
|
 |
|
|
|
ตอนต่อไปก็มาเร็วๆ นะคะ ยังคงคอยอยู่ค่ะ (แต่ไม่อยากคอยนาน แหะๆ)