มนุษย์ต่างดาวเขียนหนังสือ

โชคดีอย่างน่ากลัว

"เรานี่มันโชคดีอย่างน่ากลัว"
ความคิดนี้ผุดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เราเพิ่งทำฟันเสร็จ

น่ากลัวตรงไหน
น่ากลัวตรงที่ถ้าเกิดมีชาติต่อๆไปจริงๆ
เราจะได้อยู่สุขีสโมสรอย่างนี้เหรอวะเนี่ย

ทุกข์มันก็มีอยู่ตามธรรมชาติที่เกิดเป็นคนนี่แหละ
แต่ก็รู้สึกว่าที่เป็นอยู่นี่มันไม่น่าจะมาด้วยเหตุบังเอิญ
หรือทำเหตุมาอย่างง่ายๆเลย

ถึงพ่อจะไม่ได้ชื่อทักษิณ นามสกุลไม่ใช่สิริวัฒนภักดี
ไม่ได้เป็นไฮโซ ไฮซ้อ ไม่ได้มีต่ำแหน่งสูงๆทางการเมือง
เป็นชนชั้นกลางธรรมดาๆนี่แหละ

ทำฟัน เข้าโรงพยาบาล ก็ไม่ต้องเสียเงิน
บ้านมีให้อยู่สบายๆ น้ำไฟไม่เสีย ค่าเช่าก็ไม่จ่าย
ตังหมดก็มีร้านอาหารให้กินฟรี
ชาตินี้ตราบใดที่พ่อแม่ยังอยู่ดูท่าจะไม่มีวันอดตาย
แล้วก็ไม่อดตายแบบว่าแค่พอมีพอกินไปวันๆ
ไปทำธุรกิจล้มละลายก็มีคนช่วยจ่ายหนี้ชัวร์ๆ

พ่อแม่ข้อยทำไมเก่งอย่างนี้
ทุกวันนี้ทำงานได้เงินเดือนแค่เศษของที่พ่อแม่หาได้
ยังไม่มีปัญญาจะหาได้มากกว่านี้เลยในอนาคตอันใกล้

เกิดมาครบอาการสามสิบสอง
ปากไม่เบี้ยว เพดานไม่โหว่ ตาไม่บอด
ไม่เป็นโรคร้ายแรงเรื้อรังน่ารังเกียจ
รูปร่างหน้าตาไม่งามเป็นนางแบบ แต่ก็ไม่มีอะไรอัปลักษณ์ให้ช้ำใจ
ไม่ฉลาดเป็นบิลเกตต์แต่ก็ไม่ปัญญาอ่อน
มีโอกาสได้ทำงานที่โอเค ไม่ต้องทำหามรุ่งหามค่ำเจ็ดวันต่อสัปดาห์
มีโอกาสเลือกงาน มีโอกาสลาหยุด

มีแฟน แฟนก็ครบสามสิบสอง
แฟนไม่นอกใจเหมือนใครต่อใครเขา
ใฝ่ดี เอาใจใส่ดูแล ใจดี จริงใจ
มีเพื่อน ก็กัลยาณมิตรเท่านั้น
คนไม่ดี ก็จะมีเหตุให้ไม่ได้เข้าใกล้เรา เราไม่ได้เข้าใกล้เขา
ได้แต่ดูไกลๆแล้วก็คิดว่าโชคดีอะไรของเรารอบที่ห้าร้อยสิบสอง

ได้เจอพุทธศาสนา
ได้มีวิถีชีวิตที่ห่างไกลอบาย
ได้เกิดมาอยากได้ความสุขแบบพอเพียง
ได้เกิดมาพอใจในแบบที่เราเป็นพอสมควร

ชีวิตเราเหมือนได้พรหลายๆอย่างมารวมกัน
พรต่างๆเหล่านี้ ถ้าเอาตามเหตุผล มันเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญไม่ได้
ต้องอาศัยเหตุทั้งนั้น

แต่เวลาที่เราหมกมุ่นอยู่กับปัญหาใดปัญหาหนึ่งในชีวิต
เรามักจะคิดว่า เราเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก
อะไรก็ไม่ดีเลยสำหรับเรา

อย่างเช่นถ้าโดนผู้ชายคนหนึ่งทิ้งไปมีใหม่
มันก็แค่ช่วงชีวิตหนึ่งที่มีเหตุให้มาเจอเขา แล้วเขาก็ผ่านไป
ก็แค่คนๆหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตเท่านั้น
แต่เรื่องมันร้ายแรง ก็เพราะตัวเราเอง
ตอนที่รักกันเราก็ยกเอาหัวใจและชีวิตให้คนอื่นดูแล
ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่เราต้องดูแลเอง ไม่มีใครช่วยดูแลได้
ชีวิตเขาหัวใจเขา เขาก็ต้องดูแลเหมือนกัน
จะเอาภาระไปเพิ่มให้เขาทำไม
พอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเขาไม่รับดูแลต่อก็ดูแลเองไม่เป็นแล้ว
ได้แต่ซังกะตาย ร้องไห้ เสียใจ
โลกทั้งโลกล่มสลายหายไป

กว่าจะเห็นคนที่รักเรารอบๆข้างเราจริงๆ
และเห็นว่าพรอีกตั้งหลายสิบหลายร้อยข้อยังอยู่กับเรา
ก็มักจะเสียเวลาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

คนที่อกหักหลายๆคน จึงไม่น่าจะเสียดายเวลาอันหวานชื่นที่คบกับคนเก่า
ไปมากกว่าเวลาที่เสียไปกับความฟูมฟายขอตัวเองหรอก

มีเพลงหนึ่งเขาร้องว่า ทุกๆเช้า เป็นเช้าวันแรกของวันที่เหลือ
ไอเดียดี นั่นสิ วันแรกของวันที่เหลือ เราจะทำอะไรกัน




 

Create Date : 03 มีนาคม 2551   
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:40:41 น.   
Counter : 275 Pageviews.  

ความผิดปรกติที่แสนจะธรรมดา

ตลกคนเราดีนะ นึกว่าตัวเองเป็นอะไรอยู่คนเดียว
ถ้าป่วยก็ระแวงว่าตัวเองต้องเป็นโรคนี้คนเดียวแน่ๆเลย
หรือคนรอบข้างไม่เป็นสักคน ต้องเป็นอะไรร้ายแรงแน่ๆเลย

เวลารู้สึกผิดปรกติแบบนี้
ตอนเด็กๆก็ปวดท้องเป็นอาชีพ เป็นนู่นเป็นนี่ที่เป็นความผิดปรกติของร่างกาย
ไปหาหมอทีไร
หมอก็จะบอกเสียงเรียบๆว่า

"คนอื่นเขาก็เป็นกันเยอะแยะทั้งนั้น"

ฮ่ะฮ่ะ เรื่องของตัวเองมันใหญ่โตซะจริงจริ๊ง
ไม่ว่าจะรัก จะป่วย จะซวย จะเกลียด จะเศร้า จะซึม จะเซื่อง จะพอง

ชอบนึกว่าตัวเองเป็นอย่างนี้ๆคนเดียวในโลก
หรือไม่ค่อยมีใครเป็นกัน

แต่ก็ยังดีที่เวลารู้สึกแบบนี้
ก็จะมีคนมาเปิดกะลาให้เสมอ : )




 

Create Date : 03 มีนาคม 2551   
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:39:47 น.   
Counter : 228 Pageviews.  

Paycheck

เมื่อวานได้ฤกษ์เปิดทีวี ไปปะเจอช่อง HBO กำลังจะเริ่มฉายเรื่อง Paycheck พอดี
อยากดูเรื่องนี้หลังจากที่มันออกโรงไปแล้ว
เพราะชอบเรื่องเกี่ยวกับ Reverse Engineering

พอเห็นว่าผู้กำกับเป็นจอห์น วู ก็เลิกหวังว่ามันจะ reverse ขนาดไหนเลย
แต่ก็ยังอยากดูอยู่ดี

หนังก็หนุกแบบจอห์นวู้...จอห์นวู
แต่ที่ทำให้สะกิดใจก็คือ สงคราม

เมื่อเช้าขับรถมาทำงานก็คิดเล่นๆว่า
ถ้าอยู่ๆเกิดภัยพิบัติกระทันหัน หรือสงครามโลกขึ้นมา
ชีวิตเราคงเปลี่ยนไปเลยเนอะ
อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเวลามาคิดไร้สาระอย่าง วันนี้จะกินราเมงหรือพาสต้าดี
ไม่มีเวลามางอนแฟนเล่นๆ ไม่มีเวลามาถือทิฐิกัน ไม่มีเวลาคิดว่าเมื่อไหร่จะรวย
และคงเก็บเงินบางส่วนไว้ในไห ^^'

แต่ก็ไม่รู้นะ ถึงเวลาแบบนั้น เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
อย่างทักษะงานที่มีอยู่ตอนนี้ จะทำประโยชน์ให้ตัวเราและสังคมในสภาพแบบนั้นได้ขนาดไหน
ถ้าถามว่าเราจะอยู่ได้ไหม ถ้าให้เลือกก็อยากเลือกแบบอยู่แบบครบ 32 นะ
จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นเขา และยังช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย
ถ้าอยู่ในแบบที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นี่ก็คงเครียดน่าดู

ถึงเวลาแบบนั้น ใจที่ฝึกมาเรื่อยๆ ก็คงช่วยบรรเทาความทุกข์ในยามยากไปได้บ้าง

มีคำนึงที่ตัวละครในนั้นพูดขึ้นมา คือ
คนที่ถูกรู้อนาคตแล้ว จะกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต
ในขณะที่ตัวละครพยายามทำทุกทางให้อนาคตเปลี่ยน

แสดงให้เห็นว่า คนเราจะรู้หรือไม่รู้อนาคตไม่สำคัญ
แต่ไม่ควรจะจำนนต่อโชคชะตาของตัวเอง
มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสมองไว้คิดอ่าน
มีความสามารถในการสังเคราะห์แสงผลิตกำลังใจให้ตนเอง
พร้อมที่จะขีดชะตาตัวเองใหม่เสมอ

อะไรที่ทำไปแล้ว เกิดความผิดพลาดไปแล้ว
ช่วยไม่ได้ แต่เก็บไว้เป็นบทเรียนได้
ปัจจุบันคือสิ่งที่จะลิขิตอนาคต
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตก็จะดีเอง

เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล
และเราเป็นคนที่ทำเหตุนั่นเอง




 

Create Date : 03 มีนาคม 2551   
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:38:01 น.   
Counter : 232 Pageviews.  

พระเวสสันดรในทีวี

ดูคนค้นคน
เจอระดับน้องๆพระเวสสันดรคนหนึ่งมาเป็นคนต้นเรื่อง
ตำรวจคนหนึ่ง ฐานะก็ไม่ได้ดีอะไร
ออกตระเวณช่วยเหลือและแจกเงินคนตกยากเท่าที่เขามีตลอดเวลา
ไม่ใช่แค่ร้อย แต่เป็นพัน
ชีวิตก็อยู่ห้องอพาร์ตเมนท์ห้องเดียว ไม่มีส่วนให้ฟุ่มเฟือยอะไร
รถก็ไม่มี จะไปหาคนตกยาก ไม่ว่าจะอยู่ชนบท ทุ่งนา ในเมือง หรือต่างจังหวัดไกลพ้น
ก็ใช้ระบบขนส่งมวลชนเอา
มีเงินให้คนอื่นได้เท่าไหร่ เขาให้หมด ทุกเดือน ทุกสัปดาห์

เป็นเมื่อก่อนอาจจะหมั่นไส้ว่าตัวเองยังอยู่ลำบากเลย
ทำเป็นเอาเงินไปให้คนอื่นเขา

แต่เดี๋ยวนี้ เข้าใจโลกในด้านดีมากขึ้น
ก็กลับทึ่งที่เขามีความสามารถทำได้
เงินเดือนก็ไม่เยอะ ไม่น่าจะถึงหมื่นด้วยซ้ำ ของภรรยาก็ไม่ถึงหมื่น
แต่เอาไปทำประโยชน์ให้กับคนตกทุกข์ได้ยากอย่างมหาศาล
ดูแล้วสะท้อนใจเราว่า เงินเดือนเราน่าจะมากกว่าเขาหลายเท่า
แต่ว่าแต่ละเดือนเรายังไม่สามารถจะให้คนอื่นได้ถึงครึ่งที่เขาให้เลย
ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย และเวลา
ให้เรามีชีวิตอยู่แบบเขาแล้วช่วยคนอื่นอย่างนั้น
เราก็ทำไม่ได้อีก ยังรักตัวเอง รักความสะดวกสบายมากเกินไป
ถึงจะไม่ได้ต้องการอะไรโอ่อ่า หรูหราแล้ว แต่ก็ยังเป็นทาสเงินในระดับหนึ่งอยู่ดี

ยังไงก็ชื่นชมเขามากๆ
และหวังว่าคนที่ดูรายการคืนนั้น จะได้แรงบันดาลใจในการทำความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป
ไม่ต้องขนาดเขาก็ได้ แต่ขอให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
อย่างละนิดอย่างละหน่อย เงินก็ได้ น้ำใจก็ได้ แรงงานก็ได้
ก็จะทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นอีกไม่รู้กี่กองต่อกี่กอง

อย่างน้อยเขาก็ทำให้เรารู้ว่า เรายังเขยิบลิมิตในการให้คนอื่นในแต่ละเดือนได้สูงขึ้นไปอีก
โดยที่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร




 

Create Date : 03 มีนาคม 2551   
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:34:10 น.   
Counter : 175 Pageviews.  

แม้แต่เชงเม้ง ก็ยังเปลี่ยนแปลง

เชงเม้งเป็นรอบที่สอง และเป็นรอบสุดท้ายของปีนี้

มาเชงเม้งตั้งแต่เด็ก
ก็เห็นพัฒนาการของเชงเม้งที่ค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทีละนิด ทีละนิด
อย่างตอนเด็กๆที่สมัยฮวงซุ้ยอาหว่อกงหว่อม่ายังเป็นฝุ่นดินแดง
ก็มีการปลูกหญ้าทับให้ดูเขียวขจี
อีกที่นึงของอาม่า อยู่บนเนินเขา อย่านึกว่าหรู เป็นเนินแบบว่ารถขึ้นไปไม่ได้ คนต้องปีนๆหอบของขึ้นไปแทน
แล้วก็ร้อนมากๆ
สมัยถัดๆมาก็มีการกางเตนท์ (ทำไมเพิ่งนึกได้ก็ไม่รู้)
พออากงเสีย ก็ย้ายสุสานอาม่ามาไว้ที่ใหม่กับอากง
ที่นี่ก็ได้เห็นฮวงซุ้ยกึ่งรีสอร์ท คาดว่าจะเป็นฮวงซุ้ยรุ่น 2.0 beta
เพราะเธอปรับปรุงและปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นทุกปี
แต่ราคาก็อัพขึ้นทุกปีเหมือนกัน

ใครจะไปนึกว่าทำที่ฝังศพคนจะทำเงินได้ขนาดนี้เนี่ย
แล้วยิ่งเป็นที่ที่มีนวัตกรรมทางด้านสุขอนามัยและความร่มรื่นผิดฮวงซุ้ยที่อื่นๆด้วย

นอกจากฮวงซุ้ยเองที่มีพัฒนาการ
กงเต็กก็มีพัฒนาการเหมือนกัน
พัฒนาการเรื่องพวกนี้เหมือนจะพัฒนาไปอย่างอายๆ
แต่พอพัฒนาได้แล้วก็ใส่ไปไม่ยั้ง
ปีนี้อาหว่อกงได้รองเท้า เบอเบอรี่ ทำจากประเทศ อีตารี่ (ประเทศไรวะ)
ส่วนอาหว่อม่าได้รองเท้ากุชชี่
แล้วก็ยังกระดาษเงินกระดาษทองที่เผากันเข้าไปให้สาแก่ใจ
แล้วยังมีสร้อยคอ มือถือโนวเกี้ย (ไม่รู้มีซิมหรือเปล่า) นาฬิกาโรแหล็ก
สารพัดวัตถุที่ในโลกปัจจุบันจะมี
(ส่วนรถเบนซ์กะคฤหาสน์ เผาส่งไปตั้งแต่งานศพแล้ว)
พาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน และที่ขาดไม่ได้ก็คือธนบัตรหมื่นล้านเป็นฟ่อนๆ

ฮ่า...

มีช่วงนึงในชีวิตที่เห็นภาพไหว้ๆ เผากระดาษๆ แล้วมันอึดอัดจังเลย
ช่วงนั้นเป็นพวกเก่งตั้งคำถาม แต่ตอบเองไม่ได้
แล้วก็อึดอัดๆว่าทำไมโลกนี้มันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย
งมงายจะตายไป เผานู่นนี่ส่งให้ไป ไหว้อาหาร แล้วคิดว่ามันจะถึง
ที่นั่นมันไม่มีห่อยอะไรเลยเหรอ โลกมนุษย์ถึงต้องส่งไปเรื่อยๆ
แล้วยังต้องจุดประทัดปลุกคนที่นอนอยู่ให้มากินข้าวอีก
(แต่ตอนจุดประทัดคือเก็บกับข้าวหมดแล้วนะ)
แล้วคนที่ไม่มีอะไรเลย ทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องรอลูกหลานส่งข้าวส่งน้ำเนี่ย
จะเอาอิทธิฤทธิ์ที่ไหนมาคุ้มครองลูกหลานอะ
แล้วถ้าเขาตายไปเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้แล้วเนี่ย
เรามานั่งไหว้ดินแล้วก็จินตนาการว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายจะอิ่มหมีพีมันจากกับข้าวที่เราทำ
ข้างของเครื่องใช้ที่เนรมิตขึ้นจากกระดาษที่เราเผาส่งไป
มันไม่เมคเซนส์เลย

เดี๋ยวนี้คำถามพวกนี้ก็ยังไม่หายไปไหน
แต่มันเราใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ง่ายขึ้น
หาแง่มุมดีๆในเรื่องราวของมัน
ให้เราจินตนาการเอาเอง
เราก็ว่าเชงเม้งนี่ เป็นกลวิธีในการรวมญาติล่ะมั้ง
รวมแล้วอยู่เฉยๆก็เซ็ง ก็ต้องคิดค้นกิจกรรมขึ้นมา
กินข้าวอย่างเดียวก็ธรรมดา มันต้องไม่ธรรมดาสิ
ว่าแล้วก็เพิ่มเสริมกิจกรรมไปเรื่อยแล้วก็ขมวดปมด้วยความเชื่อที่ว่า
ทำอย่างนี้แล้วถึงจะเจริญ เพื่อให้กลวิธีนี้อยู่ไปได้นานๆ

ปีหลังๆที่ผ่านมา ก็เลยเป็นอะไรที่ โอเค ไปก็ดี ได้เจอคนที่ไม่ค่อยได้เจอ
ถึงจะไม่ได้สนิทสนมอะไร
ก็ยังเห็นความสุขของคนอื่นที่ได้เจอญาติตัวเอง
ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ลูกเธอเป็นไง เธอเล่าแล้วตาฉันเล่าบ้าง ไรงี้

บางทีการไม่ตั้งคำถามก็ฉลาดกว่านะ
บางคนกลัวโง่ เลยต้องตั้งคำถามมากมาย
ทั้งที่จริงๆแล้ว คนที่สงสัยไม่เลิกเนี่ย ถึงไม่ได้โง่ แต่ก็ดูน่าสงสารที่สุด
ความฉลาด บางทีจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณตั้งคำถามได้ดีขนาดไหน
แต่คุณพร้อมจะเข้าใจแค่ไหนต่างหาก

บางครั้งในชีวิต
เราอาจจะต้องทำอะไรที่ดูโง่ในสายตาตัวเองมั่ง ในสายตาคนอื่นมั่ง
และอันที่จริงแล้ว เป็นเรื่องปรกติเลยที่คนอื่นจะเห็นเราโง่ในบางครั้ง
และอันที่จริงแล้ว
เราก็เรียนรู้อะไรจากการที่เรายอมโง่อย่างมีปัญญาได้เยอะเหมือนกัน
หันกลับไปดูชีวิตที่ผ่านมา
เราหลีกเลี่ยงอะไรหลายๆอย่างเพราะกลัวรู้สึกว่าตัวเองโง่มาหลายทีละ
หลายๆครั้งที่มองกลับไป กลับเห็นว่าตัวเองดันโง่กว่าเดิมที่ไปหลีกเลี่ยงซะงั้น




 

Create Date : 03 มีนาคม 2551   
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:30:36 น.   
Counter : 357 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

JeyZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รหัสสมาชิก 3 พันนิดๆ
เป็นมนุษย์ต่างดาว
มีแมวเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว
ทำงานหลายอย่าง
ชอบทำอาหาร ชอบชิมอาหาร
ชีวิตนี้ก็ไปมาหลายที่อยู่เหมือนกัน
เป็นมิตร ไม่กัด ตรงไปตรงมา
ไม่ถนัดสนทนากับเกรียน และชาวภาษาวิบัติ
[Add JeyZ's blog to your web]