มนุษย์ต่างดาวเขียนหนังสือ

บริษัท โทสะ จำกัด

วันนี้มีอะไรที่ไม่ตรงตามแปลนบางอย่าง
สาเหตุเพราะชาวบ้านด้วย
ด้วยตรรกะการตัดสินใจของตัวเองด้วย
ทำให้เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยอารมณ์ที่ปุดๆ

เราไม่ใช่คนเก็บอารมณ์เก่ง
ถ้ารู้สึกยังไงก็จะแสดงออกทางสีหน้าเลย
อารมณ์โกรธก็เช่นกัน
ปรกติเราเป็นคนโกรธง่าย หายก็ยาก
เป็นคนหงุดหงิดง่าย รำคาญง่าย
(ถึงจะไม่ค่อยมีใครเห็นก็เหอะ)
เพราะไม่ชอบเห็นอะไรขวางหูขวางตา
ไม่ชอบเห็นอะไรผิดตรรกะจากที่ตัวเองคิด
ไม่ชอบเจออะไรค้างๆคาๆคลุมเครือไม่ชัดเจน

อารมณ์อื่นก็ไม่แพ้กันเท่าไหร่
เพราะฉะนั้น เราก็เลยรู้สึกสลับกันอยู่สองอย่าง
อย่างแรกคือ เรามีงานทางใจให้ทำเยอะดี
ได้โอกาสสร้างบารมีให้กับใจตัวเอง
กับอย่างที่สองคือ คนอื่นนี่สบายดีจัง
ไม่ต้องมานั่งอยากยุ่บยั่บแบบเรา อิอิ
เอาว่าเรื่องอยากนี่ เอาไว้วันหลังค่อยเม้าละกัน
วันนี้ว่าด้วยโทสะไปก่อน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ที่ยังคิดว่าคนอื่นทำให้เราเป็นงั้นงี้นั้น
ก็คงมีกระฟัดกระเฟียดใส่บ้าง
ตามดีกรีของสถานการณ์
วันนี้ก็ยังไม่ได้มีใจไม่ยึดติด
แต่มันแสดงให้เห็นว่า ก็เริ่มทำได้ดีขึ้นนะ

ยังโกรธเหมือนปรกติ
คือโกรธแบบกรุ่นๆ
จินตนาการถึงฉากตัวเองพูดจาเชือดเฉือนใส่คนนั้น แล้วก็สะบัดหน้าเชิดใส่
เอาว่าแค่นี้คนๆนั้นก็คงหน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้ว
แต่ที่ต่างไปก็คือ
ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกระฉูดว่า ฉันจะทำแบบนี้ในชีวิตจริงด้วยล่ะ
ปล่อยให้มันส์ในความคิดไปอย่างเดียว
ก็นั่งดูไป ไอคนคนนี้มันจะคิดบ้าบอไปถึงไหนกันเชียว

มันก็ตลกนะ
สมมติว่าถ้าเราเป็นใครไม่รู้ เดินมาเห็น
แล้วสมมติว่าเรามองเห็นยัยนี่ และความคิดของยัยนี่ด้วย
เราก็คงขำ เหมือนที่เราขำหนัง ขำละคร
ทั้งๆที่เวลาเราโกรธขึ้นมากันนั้นน่ะ
ก็อย่างนี้กันทั้งนั้น
ขำได้ของคนอื่น แต่ของตัวเองมักจะตลกไม่ออก

ดูไปดูมา
พอเจอหน้าคนๆนั้นเข้าจริงๆ
ก็แค่ยิ้มให้ แล้วก็เดินจากไป
เขาก็ดูสำนึกผิดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปซ้ำเติม
หลังจากนั้น เราก็รู้ชัดขึ้นมาอีกหน่อยจากประสบการณ์ตรงว่า
ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปโกรธใครจริงด้วยแฮะ

ที่อยากชื่นชมตัวเองก็ตรงที่ไม่ต้องแสดงอารมณ์ปุดออกมาใส่ใคร
และก็ไม่ได้เก็บอารมณ์ปุดไว้ดูเล่นซะด้วย
จึงไม่ใช่การข่มอารมณ์ หรือการทำใจได้ใส่สะอาด
แต่มันเป็นการปล่อยให้เรื่องเคืองๆภายนอกให้หลุดๆไปซะบ้าง
เพราะไม่เห็นความสำคัญของการถือมันไว้อย่างลิงกำถั่ว
แล้วก็ไม่ไประบายอารมณ์ใส่ใครให้โลกนี้รู้ว่าฉันโกรธอยู่ด้วย

นอกจากเห็นว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปโกรธใครแล้ว
ก็ยังเห็นอีกว่า แต่ละครั้งที่เราโกรธนั้น
มันโกรธโดยที่ไม่มีจุดประสงค์ที่สมควรจะโกรธเลย
มันเห็นว่า ถึงมีใครมาทำอะไรไม่เมคเซนส์กับเรา
ถ้าเราจะโกรธ มันก็เป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณ
แต่เราไม่ควรจะไปคิดว่าเรื่องอย่างนี้เราควรโกรธหรือไม่เลย

เราโกรธเพราะเราพยายามไปตีค่าให้มัน
เราไม่โกรธน้ำทะเลเซาะชายหาด
เราไม่โกรธพระอาทิตย์ที่มันขึ้นทางทิศตะวันออก
เราไม่โกรธพ่อค้าขายไข่เป็ดไม่สะอาดเพราะเราไม่กินไข่เป็ด
แต่เราโกรธคนที่มีด่าเรา เราโกรธคนที่ไม่ทำอะไรตามใจเรา
เพราะเราไปตีค่าว่าสิ่งใดๆที่มาทำกับเรานั้น
ล้วนแต่ matter กับเราทั้งนั้น
เราให้ความสำคัญมันมากกว่าน้ำทะเลเซาะชายหาด
ให้ความสำคัญมันมากกว่าแม่น้ำปิงวังยมน่านกลายมาเป็นเจ้าพระยา
ก็เพราะว่ามันมายุ่งกับ"เรา" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ยิ่งอีโก้"เรา"ใหญ่ ใครมันมาทำอะไรข้างๆเรา ถัดไปอีกนิดหน่อย
ก็มีความสำคัญกับ "เรา" อีกเหมือนกัน

ถ้าเราเอา "เรา" ออกไปไกลๆหน่อย
เราก็จะไม่เห็นว่าคนที่มาด่าเรา จะมีความสำคัญกับเรา
ไปมากกว่าเห็นลูกคนไม่รู้จักตื่นสายไปโรงเรียนไม่ทันตรงไหน

ก็เพราะคงเริ่มเห็นว่าโกรธไปไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยมั้ง
บางคนอาจจะคิดว่า โกรธแล้วคนอื่นมันจะได้รู้ซะมั่งว่าทำอะไรผิดไป
เรากลับเห็นว่า ที่เราเห็นคนโกรธๆเนี่ย รวมถึงตัวเองด้วย
ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเด็กที่ลงไปดิ้นกระแด่วๆอยากได้ของเล่น
หรืออันธพาลที่โกรธแล้วทำลายล้าง โดยอ้างว่าอยู่ฝ่ายความดีเลย
โกรธแฟนที่แฟนทำไม่ดี
ก็อาจจะทำให้แฟนไม่กล้าทำเพราะกลัวเราโกรธ
แต่ก็อาจจะไม่ได้ทำให้แฟนสำนึกว่าไม่ควรทำเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ดี
โกรธนักการเมืองที่โกงกิน
แล้วก็ด่านักการเมืองให้สะใจตัวเองไปวันๆ

เคยถามตัวเองกันไหมว่าโกรธไปเพื่ออะไร
โกรธแล้วได้อะไรขึ้นมาที่มัน positive บ้างหรือเปล่า

โกรธเป็นเรื่องส่วนตัวเช่นเดียวกับอารมณ์อื่นๆนั่นแหละ
ที่พอเกิดขึ้นมา ตัวเราเองที่เป็นที่แรกที่จับอารมณ์นั้น
เพราะฉะนั้น จะสุข จะสุกข์ จะโกรธ จะเสียใจ
มันก็อยู่ที่เราก่อนเลย

โกรธเป็นไฟ ไฟมันก็สุมทรวงเราก่อนเลย
เราไม่หายโกรธ
เราก็ทุรนทุรายกับไฟนั้นไปเองเรื่อยๆ
หลายๆครั้ง เราจึงทุรนทุรายหาทางบอกคนอื่น
ว่ากำลังมีไฟสุมใจฉันอยู่
หลายๆครั้ง เราก็กระวีกระวาดเอาไฟไปยัดใส่คนอื่น
โดยหวังว่าไฟจากใจตัวเองมันจะถ่ายเทไปสู่คนอื่นได้
ตราบใดที่ย้ายไฟไปสุมคนอื่นไม่ได้
ก็ร้อนอกร้อนใจไม่รู้จักดับไฟนั้นซะเอง ไม่รู้ทำไม
บางครั้งเอาไปยัดใส่คนอื่นแล้วตัวเองดับก็จริง
แต่มันจะไม่ใช่การดับถาวร
เพราะเชื้อเพลิงมันยังอยู่เต็มสี่ห้องหัวใจของเรา
จะปะทุปุปะขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้
และเมื่อปะทุขึ้นมา
มันก็เริ่มปะทุที่ใจเราก่อนอีกนั่นแหละ
ไม่สงสารใจตัวเองกันบ้างเหรอ

ชีวิตคนเรามีเวลาจำกัด
เรามีเวลาจำกัดในการใช้ชีวิตให้ดีๆ
ในฐานะที่เรายังเป็นปุถุชนกัน
ความโกรธคงไม่ได้เลือนหายไปจากใจง่ายๆ

แต่ถ้าเริ่มดูความโกรธไป
พิจารณาว่ามันให้ประโยชน์กับเรา สังคม ประเทศชาติตรงไหนแล้ว
พอเห็นมันไปเรื่อยๆ
เราก็จะจัดการให้มันอยู่เป็นที่เป็นทางได้

แล้วเราก็จะได้มีชีวิตแบบที่ไม่ต้องสุมไฟให้ร้อนทรวงกันเกินเหตุ
แล้วก็จะได้เอาเวลาที่มีชีวิตเย็นๆ
ไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าใช้ความโกรธบี้หน้าให้บู้ให้ดูแก่

เดี๋ยวจะเสียเงินซื้อครีมหน้าเด้งมาทาให้วุ่นวายอีก
อันนี้ก็ถือว่าทำตัวเองนะ เอ้า




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 23:19:57 น.   
Counter : 308 Pageviews.  

ชีวิตที่หายไป

เช้ามืดวันวาน
คนขี้เซาอย่างเราตื่นมาอย่างไม่เต็มใจ
ด้วยความที่เชื้อหวัดที่เริ่มเหิมเกริม
ทำให้คอแห้งผากเหมือนมีทะเลทรายโกบีอยู่ในหลอดลม
ความจำเป็นทำให้ต้องลุกมาหาน้ำเปล่าเติมลงไปเป็นโอเอซิส
แต่ไหนๆก็ตื่นแล้ว
นั่งดูจิตสักหน่อยเป็นไร

ผลจากการนั่งดูจิตก็คือ
ฟุ้งซ่านเข้าขั้นปรมาจารย์เรียกพี่
แค่ห้านาทียังคิดไปแล้วเป็นสิบๆๆๆเรื่อง
แล้ววันทั้งวันมันจะเหลืออะไร

พอนอนลงไปก็ฝันประหลาด
ถึงจะฝันเป็นตุเป็นตะก็จริง
แต่มันก็ให้รู้สึกตัวว่า
ยังใช้ชีวิตเข้าขั้น "โคตะระ" ประมาทอยู่นะ

มาถึงตอนนี้
ก็ยังโคตะระประมาทอยู่ดี

ของบางอย่าง เตือนตัวเองไม่กี่ครั้ง มันก็ยังไม่จำ
ต้องเตือนเรื่อยๆให้เห็นตามนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องเตือนให้ไม่ประมาทเหมือนกัน
ต้องเตือนตัวเองให้เข้าเส้น
ยังไม่จำก็ต้องหาเรื่องเตือนมันไปเรื่อยๆ


ชีวิตเรามีเวลาจำกัดนะ
อย่างเราคิดว่า พักผ่อนขอไร้สาระวันละนิดวันละหน่อย ไม่เห็นเป็นไร
หรือเขียนอะไรให้คนมาเสียเวลาอ่านโดยไม่ได้อะไร

พี่ตุลพูดถึงการเขียนหนังสือธรรมะนี่
ทำให้เราจำจนถึงวันนี้เลยว่า
คนที่มาอ่านสิ่งที่เราเขียนนั้น
ถึงเราจะเขียนให้อ่านฟรีก็ตาม
แต่คนอ่านไม่ใช่เพียงแต่เสียเวลาเท่านั้น
แต่เขายังเสียช่วงชีวิตหนึ่งไปกับเราด้วย

ในทางตรงกันข้าม
เราไปอ่านอะไร ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่
ถึงจะอ่านฟรี
เราก็ต้อง trade ชีวิตช่วงหนึ่ง ไปซื้อมันเหมือนกัน
เราจะเขียนอะไร ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่
ถึงจะเขียนฟรีหรือเขียนได้เงิน
เราก็ต้อง trade ชีวิตช่วงหนึ่งไปกับการเขียนนั้นอยู่ดี

ฉะนั้น การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
จึงไม่ได้หมายความว่า เราจะเสียเวลา เสียทรัพย์ เท่านั้น
มันหมายความว่า เรายอมเสียเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ไปส่วนหนึ่ง
เพื่อทำสิ่งนั้นๆด้วย

ซึ่งเราอาจจะมองว่าเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของวัน
อาจจะเพียงแค่สิบห้านาทีต่อวัน
แต่นั่นก็หมายถึง 1 ชั่วโมง 15 นาทีต่อสัปดาห์
และนั่นหมายถึงว่า วันกว่าๆต่อเดือน
สิบกว่ายี่สิบวันต่อปี

สมมติว่าเรามีชีวิตอยู่แค่หกสิบปี
เราเอาไปทำเรื่องไร้สาระเสียแล้วซะประมาณสี่ปี
โห...ไม่เสียดายชีวิตที่หายไปกันมั่งเหรอ


ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำทุกวินาทีให้เป็นเรื่องซีเรียสคอขาดบาดตายหรอก
แต่ในหลายๆครั้ง คนเราก็ไม่ทันได้นึกถึงความสำคัญของชีวิตที่เกิดมานัก
เราก็ใช้ไปตามเรื่องตามราว ตามกระแสอารมณ์จะนำไป

เราทำให้ชีวิตตัวเองหายไป

ชีวิตเรามันหายไปตอนไหน

ชีวิตเรามันหายไปตอนปัจจุบันนี่แหละ



หายไปเกาะอยู่กับอดีต อนาคต และความคิด


บางคนชีวิตหายไปกับอดีต จมจ่อมจนไม่ได้ทำมาหากินอะไร
ถ้ามีอดีตแสนหวาน ก็ใช้ชีวิตซื้อไปกับการอ้อยอิ่งว่ายวนไปมา
น่าเอ็นดู แต่ก็ไม่ได้ไปไหนให้พัฒนาชีวิตขึ้นมา
ถ้ามีอดีตที่ขมขื่น ก็ใช้ชีวิตซื้อรากแก้วติดเท้าเอาไว้
ก็รากงอกมั่นคงดี ไม่ต้องเดินไปไหนกัน

บางคนชีวิตหายไปกับอนาคต จมจ่อมกับการเรื่องราวที่ยังไม่เกิด
เฝ้าฝันว่าจะมีอนาคตที่แสนหวาน ทุกอย่างจะแฮปปี้ดีพร้อม
เลยให้ความสำคัญกับอนาคตไปมากกว่าสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า
ก็เลยมีความสุขแบบเก้ๆกังๆ
เพราะหวังไปก่อนว่าจะไปหาความสุขมากกว่านี้เอาดาบหน้า

แล้วถ้าเดินไปแล้วหาดาบหน้าไม่เจอ
ก็จะมาอ้อยอิ่งเสียดายเวลาที่เคยเป็นปัจจุบันไปอีก

จริงๆทั้งสองโต่งข้างบนมันก็คือความคิดสองขั้ว
ความคิดอีกแบบที่คล้ายๆว่าจะอยู่ตรงกลาง
แต่ก็โก๊ะไม่น้อยกว่ากัน
ก็คือความคิดแบบฝันๆ ฟุ้งซ่าน แฟนตาซี
ไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต แล้วก็ทำปัจจุบันหายไปอีกต่างหาก



ชีวิตปัจจุบัน ที่มีค่าที่สุดของเรา
คนเราก็มักจะมองไม่ค่อยเห็นค่าของมัน
และเที่ยวไปแลกกับสิ่งอื่นๆที่มีค่าน้อยกว่า
เพียงเพราะคิดว่ามันเล็กๆน้อยๆ คงไม่เสียอะไรมาก
หรือสิ่งอื่นที่มันผ่านไปแล้วมีค่ามากกว่าชีวิตที่เป็นอยู่
หรือสิ่งอื่นที่มันยังไม่มา และอาจจะมาหรือเปล่าไม่รู้นั้น
มีค่ามากกว่าชีวิตที่เป็นอยู่


ลองค้นหาคำตอบในใจของเราดู
ว่าเราเห็นสิ่งที่มีค่าในชีวิตปัจจุบันของเราหรือยัง
ทุกคนมีสิ่งมีค่าในชีวิตปัจจุบันกันทั้งนั้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้ได้ด้วยตัวเอง
เพียงให้ความเคารพกับชีวิตของตัวเองเท่านั้น
โดยที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร
เราก็จะเห็น

หรือเราอาจจะแปลกใจด้วยซ้ำ ที่ได้เห็น



และเราจะได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้ผ่านไป โดยที่ทำหายให้น้อยลง




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 23:18:48 น.   
Counter : 211 Pageviews.  

ความสุขสองทาง

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าปีนี้ได้ของขวัญวันเกิดมาเพียงหนึ่งชิ้น
และตอนที่ได้ก็รู้สึกแปลกๆด้วย เพราะพี่ที่ออฟฟิศให้มา
(ไม่เคยมีคนที่ออฟฟิศให้ของขวัญวันเกิด)
เหมือนกับว่า เอ๊อะ มีคนให้ของขวัญด้วยเหรอ

คือลืมหวังเหมือนเมื่อเด็กๆจนไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ไปเลยว่า
วันเกิด น่าจะได้ของขวัญนะ
แล้วก็ตั้งตารอ ทั้งรอเล่น และรอจริง ว่า ปีนี้จะได้อะไรจากคนรอบข้างหนอ
แทบจะตลอดชีวิตที่ผ่านมา
ความสุขอยู่ที่การรับ
ทั้งรับเป็นสิ่งของ รับเป็นความใส่ใจ รับเป็นความรัก

การรับโดยทั่วไปคือการได้มาจากคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง
เพราะเหตุนี้ การรับจึงเป็นปัจจัยภายนอก ที่เราไปควบคุมไม่ได้
นอกจากจะสั่งให้คนรอบข้างให้เรา (ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย)
ฉะนั้น ถ้าความสุขไปอยู่ที่การรับ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก
ถ้าเราได้รับมาก นั่นคือมีคนที่มีเราอยู่ในใจมาก เราจะรู้สึกมีความสุขมาก
ซึ่งถ้าไม่มีใครให้อะไรเราเลย ก็แปลว่าเราจะไม่มีความสุข
ถ้าคนไม่ให้ความสำคัญกับเรา เราจะไม่มีความสุข

นั่นหมายความว่า เราไม่สามารถจะทำให้ตัวเองมีความสุขได้เอง
เราจะมีได้หรือไม่มีได้ ก็อยู่ที่คนอื่นล้วนๆ
ต้องหวังพึ่งชาวบ้านไปเรื่อยๆ
ตราบใดที่เรายังแขวนความสุขไว้กับการรับ
ตราบใดที่เรายังคิดอย่างโง่ๆว่า โลกควรจะดีกับฉันอย่างนั้นอย่างนี้

คนที่โชคดี
จึงไม่ใช่คนที่มีโอกาสได้รับมากที่สุดอย่างที่สังคมที่ฉาบฉวยเข้าใจ
สังคมที่ฉาบฉวย มักจะทำให้เรารู้สึกว่า
ถ้าเราไม่ได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แปลว่าเราขาดสิ่งนั้น
แท้ที่จริงแล้ว มันก็แค่"ความไม่มี"เท่านั้นเอง

ซึ่ง"ความไม่มี" โดยตัวมันเอง ไม่ได้ทำร้ายใคร
นอกเสียจากจะไพล่ไปคิดเอาเองว่า ตัวเองกำลัง"ขาด"อะไรไป
เมื่อคิดเอาเองไปดังนั้น จึงหันมาตาเขียวใส่ "ความไม่มี"
มอง"ความไม่มี" ราวกับเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดให้สิ้นไป
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
โดยที่ไม่ทันได้ฉุกคิดกันว่า ต้นสายปลายกำเนิดของความรู้สึก"ขาด"นั้น
มันเป็นต้นสายปลายกำเนิดคนละแหล่งกับ "ความไม่มี"

ปีนี้ เราไม่ตั้งใจจะเปลี่ยนมุมมองหรอก
แต่มันตั้งของมันเอง

ตั้งธงว่าปีนี้เราจะให้อะไรใครได้บ้าง
จากสถานการณ์กำลังเท่าที่มี
ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังปัญญา

เมื่อมองกลับไป ก็พบได้ว่า
การให้นี่แหละ ที่จะเป็นความสุขที่ขึ้นอยู่กับเราล้วนๆ
เป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความสุขบนการให้และการรับอย่างอยู่ถูกข้างเป็นที่สุด
ในขณะที่เรามีความสุขได้ จากการให้ของคนอื่น
แน่นอน ไม่ต้องสุดโต่งปิดรับการให้จากผู้อื่น
เพียงตระหนักว่าเป็นความสุขที่เหมือนสายลม จะพัดมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ในขณะที่เราก็มีความสุขได้สะดวกกว่า ทุกที่ทุกเวลา ไม่หวั่นแม้วันมามาก
เมื่อเราให้ เพราะเราให้เมื่อไหร่ยังไงก็ได้ ให้อะไรก็ได้ ทั้งทรัพย์ ทั้งแรง ทั้งปัญญา
ดังนั้น ก็เท่ากับว่า เราเป็นต้นลม (เย็นๆนะ ไม่ใช่เหม็นๆ) พัดให้ความสบายกับผู้อื่นเสียเอง

คนที่เคยชินกับความสุขจากการรับอย่างเดียว อาจจะไม่ค่อยเก็ตว่า
การให้มันจะไปมีความสุขแทนที่การรับได้ยังไง
ก็ขอตอบตรงนี้ว่า มันไม่ได้ไปแทนที่กันดอก นายจ๋า
ความสุขจากการได้รับ มันมักจะไปพองๆทำให้อีโก้เรามันชัดขึ้น
เพราะคนอื่นมาเอาใจใส่เรา ทำให้เรายิ่งเห็นว่าอันตูข้านั้นมีตัวตน
และเรายังไม่เห็นว่า มันได้อะไรมากกว่าความสาใจที่ตัวตนชัดขึ้นหรือเปล่า
รับหนึ่งครั้ง ก็สุขหนึ่งครั้ง รับสองครั้ง สุขสองครั้ง ไม่ได้รับ ก็ไม่ได้สุขจากการรับ

ความสุขจากการให้ที่ถูกทางนั้น(เน้นว่าถูกทาง) มันทำให้ใจเราแผ่ออก
แทนที่เราจะเห็นตัวเราโด่เด่ขึ้นมาบนโลกใบนี้
ยิ่งให้มาก เราจะยิ่งเห็นว่าใจเราแผ่ละลายออกเป็นผืนเดียวกับอากาศ มหาสมุทร
(แรกๆเอาแค่ละลายเป็นผืนเดียวกับสระว่ายน้ำแถวบ้านก่อนก็ได้)
เราจะไม่รู้ไม่สนว่าอันตัวเราสำคัญยังไงหรอก
กลับกลายเป็นว่าเมื่อไหร่ที่เห็นตัวตนโด่เด่
ก็กลับเห็นว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมรกโลกเสียด้วยซ้ำ
มันสบ๊าย สบายใจ เย้น เย็นใจ ที่ได้ใช้สองมือ สองเท้า หนึ่งเฮด ทำการ"ให้" เพื่อผู้อื่น

สรุปคือ ถ้าท่านยังอยากจะเอนจอยกับความสุขจากการรับ
ก็ขอให้เอนจอยต่อไปเถิด ไม่ผิดกติกา
เพราะความสุขจากการให้ คงไปแทนที่ไม่ได้

แต่ในขณะเดียวกัน
ถ้าท่านไม่เริ่มการให้ ท่านก็จะไม่รู้ว่าความสุขอีกแบบ
ที่แทนที่ไม่ได้ด้วยความสุขจากการรับนี่ มันเป็นยังไง
ความสุขที่ทำให้หลายๆคนเลิกสนใจการรับมามุ่งแต่ให้นี่ มันเป็นยังไง

ของอย่างนี้คิดเองเออเองไม่ได้
เหมือนถ้าไม่เคยอกหักก็ไม่รู้หรอกว่าอกหักเป็นยังไง
ต้องลองเข้าไปสัมผัสดู ด้วยเวลา กำลัง ความตั้งใจ
แล้วถ้าไม่เห็นอะไร กลับมาค่อยโวย ก็ยังไม่สาย

จะลองหรือไม่ลองดู ก็ต้องสุดแท้แต่วิสัย
ไม่มีอะไรผิดถูก
มีแต่ว่า ได้เพราะทำ ไม่ได้เพราะไม่ทำ
ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยด้วยกันทั้งนั้นแล



ว่าแต่ จะไม่อยากรู้จริงๆเหรอ?
ว่าความสุขจากการที่ไม่สนความสำคัญของตัวเองนี่ เป็นยังไง?




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:49:44 น.   
Counter : 296 Pageviews.  

อย่าประมาทในความสุข

เราไปงานศพพี่ขันเมื่อวันอาทิตย์
เป็นงานศพแรกที่บรรยากาศเศร้าที่สุดที่เคยไปมา
ดูเหมือนว่าทุกคนอาลัยที่พี่ขันจากไปจริงๆ
มองไปทางไหนก็เจอแต่คนร้องไห้ ตาแดงก่ำ
เราเวลาเห็นหน้าคุณพ่อ คุณพี่ๆอ่านคำไว้อาลัย ก็แทบจะร้องไห้ตามเหมือนกัน
ความเศร้าแล่นจี๊ดเข้าตรงกลางใจไปหลายครั้งเลย
เวลานั่งอยู่เลยรู้สึกว่าเป็นงานศพที่ทรมานใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขนาดว่าเราไม่ได้สนิทกับพี่เขามาก
ได้เจอสองสามครั้ง
แต่ก็รู้สึกได้เลยว่า ที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
พี่ขันเป็นคนดี มีน้ำใจ ใจดี ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่พี่หมีกรอบที่สนิทกับพี่ขันมาหลายปี
ก็คงรู้สึกอาลัยมากกว่าเราแน่นอน

เห็นขึ้นมาเลยว่า
ไม่ว่าจะเป็นคนที่โชคดีมีเงินทอง หล่อสวยรวย เรียนเก่ง ฉลาด
อยากได้อะไรก็ได้ ราวกับไม่มีความทุกข์ในชีวิต
แต่ทุกคน ก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ที่หนีไม่พ้นด้วยกันทั้งนั้น
คือความตาย
เนื่องด้วยบุคคลที่ผูกพันกันต้องมาจากกันไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเช่นกัน
วันนั้นจะมาเร็วช้าขนาดไหน ถี่ขนาดไหน ก็แค่นั้น

คนเรา ให้รักกันขนาดไหน ก็ต้องจากกันไปในวันใดวันหนึ่งอยู่ดี
พ่อแม่ รักกันขนาดไหน ตัดไม่ขาดยังไง ก็ต้องจากกันไปในวันใดวันหนึ่ง
คนรัก รักกันขนาดไหน ถ้าไม่ได้เลิกร้างห่างกัน ก็ตายจากกันไปอยู่ดี
เหมือนชีวิตนี้ถูกเซ็ตขึ้นมาให้รับความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป็นการลงโทษในฐานะที่ดันเกิดมา

เราว่าหลายๆคนที่อ่านอยู่นี้ เกิดมามีความสุขมากกว่าความทุกข์นะ
ตอนนี้อาจจะสุขมากๆด้วย
ใครมาพูดเรื่องความทุกข์ก็อาจจะยังไม่อิน ไม่อยากฟัง
หรือสนใจ แต่เอาไว้ก่อน เพราะความสุขมันมากองตรงหน้าให้ตักตวงอยู่
แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าไม่สนใจมัน จนถึงเวลาเจอ
เราจะทำใจไม่ทัน
เราจะรู้สึกว่าโลกสลายไปกับตา
เราจะรู้สึกว่าเราทุกข์จนไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้
ให้อ่านหนังสือปรัชญาหรือธรรมะมากี่ร้อยเล่ม
ก็จะเอาตัวไม่รอด ถ้าเราไม่เคยฝึกใจตัวเองเลย

อย่าประมาทว่าความสุขจะอยู่กับเราไปตลอด
หรือพรุ่งนี้ตื่นมา ความสุขก็ยังจะอยู่กับเรา
เพราะความไม่แน่นอน มันจะมาถึงเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
สิบนาทีข้างหน้า วันพรุ่งนี้ สามเดือน สิบปี
ความสุขที่มันมี มันต้องหายไปสักวัน
ตามกฏธรรมชาติที่มันไม่เคยมีอะไรที่คงทนถาวรอยู่เลย




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:48:52 น.   
Counter : 281 Pageviews.  

ความตายมาเคาะกบาล

เหตุเกิดเมื่อต้นปี ๒๕๕๐

เมื่อเช้าได้ข่าวที่น่าใจหาย
กับการจากไปอย่างกระทันหันของเพื่อนพี่หมี
ที่ใจหายก็เพราะ เคยคุยกับพี่คนนี้แล้ว คุยดีด้วย เป็นพี่ที่อัธยาศัยดี
รู้สึกแค่ว่าเราจินตนาการเขาตอนแก่ไม่ออกก็แค่นั้น
และนึกว่าจะได้เจอกันอีก อย่างน้อยก็อาจจะให้ช่วยถ่ายรูป
แต่อยู่ๆก็ไปกระทันหันแบบนี้
และเป็นคนใกล้ตัวคนแรกที่เสียชีวิต


คำถามในหัวเราคำถามแรกก็คือ
ตอนนี้พี่เขาจะอยู่ที่ไหน?



เราเป็นพวกหัวตรรกะ + วิทยาศาสตร์
ที่เรายอมรับเรื่องการกลับชาติมาเกิด
เรื่องกรรม carries on จากภพสู่ภพ
เราจึงยอมรับไปในแนวที่มันมีตรรกะที่เมคเซนส์ใช้ได้อยู่
ซึ่งอาจจะดูขัดแย้งกับคนที่มองว่าการกลับชาติ กรรมเวรอะไรนี่เป็นเรื่องงมงาย



เพราะเราไม่เชื่อว่าคนเราเกิดมาจะบังเอิญเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ไม่ควรจะมีใครบังเอิญซวย ไม่ควรจะมีใครบังเอิญโชคดี
แม้ว่าจะมี Murphy’s Law
ที่ว่าอะไรที่เป็นไปได้ที่จะซวยจะเจ๊ง มันก็จะซวยจะเจ๊ง
ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะบังเอิญซวยบังเอิญเจ๊ง
และเราไม่เชื่อว่าคนเราตายไปกรรมที่ทำไว้ก็ตายตามหมดสิ้นกัน
เพราะมันดูไม่เมคเซนส์ เหมือนตายแล้วก็แล้วกัน
ภาษาวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า พลังงานไม่น่าจะสูญสิ้นไป มีแต่แปรสภาพ
สองสิ่งนี้ ทำให้เรายอมรับได้ว่า เรื่องกรรม เรื่องชาติ น่าจะมีจริงมากกว่าไม่มี
เหลือแต่ว่า จะเห็นจริงๆให้เชื่อได้เต็มหัวใจขนาดเท่ากำปั้นของตัวเองขนาดไหน



เป็นเมื่อก่อนเหรอ
ก็เชื่อจริงจัง เพียงแค่ตรึกตรองดูว่ามันน่าจะมีก็เชื่อ
ไม่เชื่อจริงจัง เพียงแค่ตรึกตรองดูเอาเองแล้วคิดว่าไม่น่าเชื่อ
เมื่อประสบการณ์สั่งสมมากขึ้น
ก็ทำให้รู้ว่า ถึงตรรกะของตัวเองบอกว่ายังไง
ก็ไม่ได้แปลว่าโลกจะเป็นตามตรรกะที่เราคิดซะหน่อย
โลกเป็นยังไงก็ส่วนโลก เราจะคิดยังไงก็ส่วนเรา

เราจะคิดตรงกับที่โลกเป็นหรือไม่เป็น จะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าโลกเป็น
โลกก็ยังเป็นไปของมันอยู่ดี



แม้ว่าความตายจะเป็นเรื่องธรรมดา ตามหลายๆตำรา ท่านว่าเอาไว้
แต่ด้วยความเป็นปุถุชน
ก็ทำให้เราอดใจหายเรื่องคนใกล้ชิดอยู่ๆก็จะไม่เจอหน้ากันอีกเลยตลอดชาติไม่ได้
จะว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ในชาติก็ได้
เพราะไม่เคยมีคนใกล้ชิดตายจากกัน
นี่ขนาดไม่ใกล้มาก เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาเล็กน้อย ยังใจหาย
ก็พอจะเลาๆแล้วว่า ถ้าคนใกล้ชิดกว่านี้เป็นอะไรไป
ใจมันคงจะหายไปเลย

และถ้าไม่เคยจะนั่งฝึกจิตฝึกใจ
ก็คงไม่รู้ว่ามันจะหายไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี
และถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
ก็อาจจะเดาไปเล่นๆว่า ถ้าเจอจริงๆก็คงไม่อะไรละมั้ง
แล้วมาวันนี้ก็ เห็นไหม
มันไม่เหมือนกันจริงๆด้วย
ยิ่งทำให้ตอกย้ำว่า อะไรที่คิดเอาเองน่ะ
อย่าไปปักใจยึดติดอะไรมาก
มันก็แค่ความคิดที่ไหลมา แปรไป



มองย้อนเข้ามาที่ตัวเอง
ก็ได้พบอย่างชัดเจนว่า
ทุกวันนี้ เราประมาทในการใช้ชีวิตอยู่
เราใช้ชีวิตเหมือนว่ามันจะมีพรุ่งนี้ไปเรื่อยๆ
หลังจากที่ได้ข่าวแล้วตระหนักขึ้นมาได้ว่า เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนี่ย
มันตื่นขยันขึ้นมาเชียว แตกต่างกับทุกวัน
มันทำให้เห็นได้ชัดว่า ทุกวันนี้ เพ้อมากกว่าเห็นจริง
ยังทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ของมัน
แล้วเราสะสมเสบียงพอที่จะรู้สึกว่าตายไปได้อย่างสงบรึเปล่า



เมื่อวันก่อนคุณแม่เล่าเรื่องนึงให้คุณพ่อฟังในรถ
ในฐานะลูกที่ดี เราก็ขับรถไป เงี่ยหูฟังเรื่องของชาวบ้านไป
แม่พูดในทำนองว่า แม่แก่ๆของคนอื่น ถ้าเขาอยากไปไหนทำอะไร
ก็ให้เขาไปเถอะ เขาจะได้จากโลกไปอย่างมีความสุข
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราคงเห็นด้วย
ใช่ พยายาม fulfil ความต้องการความหวังของคนแก่กันไปดีกว่า
เขาจะได้ตายตาหลับ
แต่ตอนนี้ เรามีคำถามว่า แล้วถ้าอาม่าเกิดนึกต้องการอะไรขึ้นมา
อย่างเช่นอยากกินข้าวขาหมูมากๆกลางดึก
แล้วมาตายซะก่อนลูกหลานจะวิ่งไปซื้อสนองให้ทันเนี่ย
แกจะตายตาหลับอย่างมีความสุขได้ยังไง


เช่นเดียวกับเรา
ตายไปตอนที่ความโง่ความต้องการบานเบอะงี้
เราจะไปตายอย่างไปสู่ที่ชอบที่ชอบได้ยังไง้
วันนี้อยากดูหนังทั้งวันแล้วไม่ได้ดู
ตายไปวันนี้เดี๋ยวกลายเป็นผีโรงหนังล่ะก็ แย่เลย


เอ่อ

ขอชั้นหนึ่งนะ หนังควบไม่เอา



อีกประเด็นหนึ่ง
ที่นอกเหนือไปจากประเด็นจิตขณะตายข้างบนนี้ก็คือ
เรื่องเสบียง ไว้เลี้ยงตัว
เสบียงที่นี้คือ กรรมนี้ นี่เองงง


สืบเนื่องจากตรรกะส่วนตัวที่ไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญ
ไม่เชื่อว่าผลของสิ่งที่ทำจะตายตามร่างกาย
และเชื่อว่ากรรมอะไรที่ทำ ก็ต้องสนองแก่ผู้ให้กำเนิดกรรมเข้าสักวัน
ในทำนองทฤษฎี Action = Reaction
ฉะนั้น ทำกรรมดีไปเรื่อยๆ ผลกรรมดี ก็ทยอยๆให้คนทำเรื่อยๆ
ถ้าไม่ทำกรรมดี ก็จะเอาผลกรรมดีนั่นมาจากไหนมาทยอยส่งผล



ในหลายๆที่เห็นคนที่หน้าตาดี สมองดี ฐานะดี คนรักดี
ใช้ชีวิตแบบรับสนองแต่กรรมดีที่ทำมาในอดีต
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า กินบุญเก่า
ไม่รู้จะนึกว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมามีอะไรดีๆอย่างนี้เป็นความบังเอิญรึเปล่า
หรือมัวแต่มั่นใจในความสวยหล่อ เรียนดีทำงานดี เกิดมาสบายๆ ของตัวเองอยู่
ก็กอบโกยความสุขตรงหน้าอย่างอิ่มเอม
จนไม่ได้สนใจว่า เสบียงของตัวเองจะหมดไปเมื่อไหร่
ถ้ามองในแนวตรรกะล้วนๆ ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแล้วเนี่ย
ไม่ทำดี ก็หวังดีไม่ได้ ไม่ทำดีกับคนอื่น ก็หวังว่าคนอื่นจะมาดีกับเราไม่ได้
และอะไรที่ทำเอาไว้ แล้วไม่ทำต่อ เอาแต่ใช้ไปเรื่อยๆ
มันก็จะหมดลงในสักวัน เหมือนแทงค์น้ำ ที่มีแต่เปิดรินดื่ม ไม่มีเติมกลับเข้าไปเก็บไว้เลย
แล้วดันจะมาหวังว่า จะมีน้ำดื่มน้ำใช้จากแทงค์นี้ตลอดไป
หรือเติมน้ำนิดๆหน่อยๆ แล้วหวังว่าจะมีให้ใช้ซัดโฮกทั้งวัน
มันจะเป็นไปได้ยังไง



จากตรรกะเรื่อง Action & Reaction และทฤษฏีความไม่บังเอิญ
ยังอธิบายต่อไปอีกได้ว่า
การที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เป็นผล Reaction จาก Action ในกาลนู้น
เช่นเดียวกับการทำอะไรอยู่ในตอนนี้ ก็จะเป็น Action ที่จะทำให้เกิด Reaction ในคราวต่อๆไป
ฉะนั้น ไม่ว่าจะบังเอิญสวย หรือบังเอิญซวย
มันก็อยู่ที่คนๆนั้นเคยทำเหตุให้สวย หรือให้ซวย มาทั้งนั้น



ซึ่งถ้ามองได้อย่างนี้
ก็จะทำให้อาการ คนนั้นทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ ไอนี่ทำให้ฉันเป็นอย่างนั้น
ลดลงฮวบฮาบได้อย่างรวดเร็ว
และจะทำให้การมองเห็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา
เป็นสิ่งที่เราเคยทำมา ทำให้เรามีวันนี้
ก็จะทำให้เราตระหนักได้ว่า ถ้าอยากจะมีจะเป็นแบบนี้ในวันหน้า
เราก็ต้องทำเหตุซะตั้งแต่วันนี้
และถ้าเราต้องการจะมีจะเป็นแบบนี้ในวันหน้าอีกไกลๆ
ก็แสดงว่า ในอนาคตเราก็ต้องไม่หยุดทำเหตุเช่นนี้อีก



ตรรกะชั้นเดียว ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย
มันจะซับซ้อน เมื่อเราพยายามให้ซับซ้อนเอง
และเราจะไม่เข้าใจมัน ในเวลาที่เราอยากให้มันเป็นไปตามใจของเรา



เพราะว่า
ใจเราจะคิดอะไรก็คิดเอง โลกอาจจะไม่ได้เป็นตามที่ใจเราคิดก็ได้
และถ้าโลกมันไม่เป็นตามนั้น
โลกจะผิดที่ไม่ยอมเป็นอย่างใจเราคิดหรือเปล่า



กลับมาที่เรื่องความตาย
การที่เราสะสมกรรมดี อยู่บนตรรกะที่ว่า
สิ่งที่เราทำ ไม่ได้ตายตามร่างกายเราไปแล้ว
อย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยให้เราตายได้อย่างสบายใจ
สบายใจที่อย่างน้อย ถ้าภายภาคหน้ามีจริง เราก็จะสบายต่อเนื่อง
หรือท้ายที่สุดถ้าภายภาคหน้าไม่มีจริง
เราก็จะเห็นว่า ชีวิตนี้ทำดีอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่ตักตวงเอาความสุขเข้าตัวไปวันๆ
สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มี asset ดีๆคนหนึ่ง
แล้วเราก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่ตายไปอย่างสบายใจจริงๆ




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:48:02 น.   
Counter : 217 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

JeyZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รหัสสมาชิก 3 พันนิดๆ
เป็นมนุษย์ต่างดาว
มีแมวเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว
ทำงานหลายอย่าง
ชอบทำอาหาร ชอบชิมอาหาร
ชีวิตนี้ก็ไปมาหลายที่อยู่เหมือนกัน
เป็นมิตร ไม่กัด ตรงไปตรงมา
ไม่ถนัดสนทนากับเกรียน และชาวภาษาวิบัติ
[Add JeyZ's blog to your web]