มนุษย์ต่างดาวเขียนหนังสือ

การเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ง่ายเลย

สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ที่เราเจอในวันนี้ก็คือ
การที่ต้องตัดสินใจอะไรเองโดยลำพัง
ตัดสินใจและประเมินเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยตัวเอง

ตอนเด็กๆพ่อแม่อยากให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
ถึงจะทำตามหรือไม่ทำตาม ก็ยังมีไกด์ไลน์
ไปโรงเรียน ก็มีครูบอกว่าวันนี้ต้องเรียนอะไร
มีตารางสอนให้ จะเรียนไม่เรียนก็อีกเรื่อง
ตอนนี้ถึงวัยสร้างไกด์ไลน์ให้ตัวเองเดินแล้ว
บางครั้ง บางเหตุการณ์ ก็ไม่รู้จะสร้างไกด์ไลน์ต่อไปยังไงดี

หลายๆทีก็ไม่อยากตัดสินใจ ไม่อยากประเมินอะไรเลย
แค่อยากเลิกๆจบๆ เก็บของ แยกย้าย
ล้มกระดานไปซะเฉยๆ
ไม่อยากเดินหมากต่อแล้ว
เดินไม่ถูก ขี้เกียจคิด อยากกลับบ้าน



แต่มันก็ทำไม่ได้
สมองบอกว่างั้น



แล้วสมองก็บอกแค่นี้
จะเดินต่อไปยังไง มันไม่บอก แฮงค์ไปซะเฉยๆ




นี่ล่ะ กรงขังที่มาพร้อมกับ "ความอิสระ"


เรามีอิสระเหลือเกินที่จะคิดจะตัดสินใจอะไรก็ได้
ความเป็นไปได้มันมากและซับซ้อนจนไม่รู้ว่า
มีทางไหนที่เดินได้อย่างถูกต้องอย่างจริงแท้หรือไม่
ทางเดินไหนคือทางเดินที่ควรถูกเลือกตามเหตุปัจจัยอันสมควร
และสมควรที่ว่า คืออะไร เท่าไหนกัน

เมื่อไหร่ที่ควรจะใช้สัญชาตญาณในสัดส่วนเท่าไหร่
เมื่อไหร่ที่ควรจะใช้สมองในสัดส่วนที่มากกว่า



ถ้าไม่มีหลัก ไม่มีจุดยืน ไม่มีแก่นแล้ว
ความ "อิสระ" ก็ไม่ต่างอะไรจากความ "เคว้งคว้าง"
หาที่ยึดเหนี่ยวใหม่ๆไปเรื่อย
ไม่มีที่สิ้นสุด


แต่ถึงจะไม่รู้ว่าจะไปยังไงต่อ
ชีวิตก็ต้องเดินไปข้างหน้าอยู่ดี
ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง
ที่นำมาซึ่งโอกาสในการจะทุกข์หรือจะสุข
โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เนาะ ^_^




 

Create Date : 08 มีนาคม 2551   
Last Update : 8 มีนาคม 2551 0:21:25 น.   
Counter : 493 Pageviews.  

อยากได้ ต้องลงทุน

ระยะนี้เจ้านายเก่าเรามีเรื่องปวดหัวกับลูกค้าที่แสนจะเอาแต่ใจ
ทำให้เรารู้ว่า ลูกค้าอีโก้จัดเนี่ย ก็มีอยู่ทั้งโลกนี่แหละ
คนไทยก็อีโก้จัดแบบคนไทย ฝรั่งก็อีโก้จัดแบบฝรั่ง
อาชีพนั้นๆก็อีโก้จัดแบบอาชีพนั้นๆ
ฐานะนั้นๆก็อีโก้จัดแบบฐานะนั้นๆ

คนจำนวนมาก รักตัวเองแบบผิดๆ
คิดว่าตัวเองเกิดมาต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดในโลกเสมอ
คนรอบข้างต้องให้เวลาที่ดีที่สุด สิ่งที่ดีที่สุด มารยาทที่ดีที่สุดกับตัวเอง
โดยไม่ได้สนว่า แล้วตัวเอง put effort เพื่อ deserve สิ่งดีๆนั้นสักเท่าไหร่
บางคนก็เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ แต่ก็อยากได้แฟนอารมณ์ดีๆ ยอมตัวเองทุกอย่าง
บางคนก็ไม่มีความซื่อสัตย์ แต่ก็อยากได้คนรอบข้างที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง
บางคนขี้เกียจทำงาน แต่อยากรวย ก็เลยหาทางลัดที่ตัวเองจะทำงานน้อยที่สุด

ลูกค้าหลายๆราย (หรือส่วนใหญ่?) อยากจ่ายน้อยๆ
ในขณะที่อยากได้ของที่ดีที่สุดในโลก
เมื่อได้ของที่พอใจ
ก็จะภูมิใจตัวเองว่า มีความฉลาด มีความสามารถ
และสมควรที่จะได้รับของดีๆเช่นนี้เป็นธรรมดา

ใครว่าผู้ใหญ่ออกจากโลกแห่งความฝันกัน
จริงอยู่ อาจจะเป็นอย่างนั้นมั้ง
ผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความฝันแล้ว
ถึงได้พยายามบังคับให้คนอื่นสร้างโลกแห่งความฝันให้ตัวเองกลับไป

จึงไม่แปลกที่เราจะเจอความไม่สมเหตุสมผลในสังคมนี้เต็มไปหมด
เพราะคนเราก็มีความอยากได้แบบไม่สมเหตุสมผลกันซะเยอะ
แล้วก็สรรหาทางให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการอย่างไม่สมเหตุสมผลกันใหญ่

จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นคนมาเขียนหนังสือแฉเรื่องคาวๆของตัวเอง
คนขโมยทรัพย์สินทางปัญญากันเป็นว่าเล่น
คนทำตัวประหลาดๆเพื่อเรียกร้องความสนใจและเงินทอง
คนปล้นชิงทรัพย์ให้ได้มาซึ่งเงินทองของชาวบ้าน
คนจ่ายน้อยให้ได้ของแถมเยอะๆ
คนขึ้นรถเมล์ไม่จ่ายเงินแล้วภูมิใจ
คนโกงเพื่อให้ได้มากกว่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำ
คนเดินลัดสนามเพราะขี้เกียจเดินทางตรง
คนโกหกเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำมา
คนยัดเงินเพื่อให้ได้เปรียบคนที่ไม่ได้ยัดเงิน
และอีกหลายต่อหลายกิริยา ที่ทำไปโดยหวังสนองโลภะ โมหะ โทสะ ของตน

แต่มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปในสังคมนี้นี่นะ
อยู่ที่เราจะแกร่งพอที่จะไม่ตามกระแสไปเป็น one of them หรือไม่





ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาโดยไม่มีเหตุ
และที่เราได้มาวันนี้
อาจจะเป็นเหตุให้เราต้องชดใช้ในวันต่อไปก็เป็นได้




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 21:04:04 น.   
Counter : 225 Pageviews.  

นิยามของคนดี

เคยสงสัยว่า เอ คนที่ดูเป็นคนดีทำไมทำอะไรแปลกๆอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยนะ
พอได้รับรู้อีกเคสนึงเข้าไป ก็เริ่มเข้าใจไปเองแฮะ
บวกกับมาอ่านไดของมิงกุ ก็เออ เราว่าเราเหมาไปเองว่าคนดีต้องเป็นงั้นงี้
เราก็เลยงงซะงั้นเอง

ในที่นี้ ตัดความที่เป็น "คนมีดี" ออกไปก่อนนะ เราจะไม่พูดถึง
วันนี้เราจะพูดถึงแต่เรื่องของ "คนดี" อย่างเดียว

คนดีในนิยามทั่วไป ก็คือคนดี ดีไปหมด ดีไปทุกด้าน นิสัยดี
ซึ่งจริงๆแล้วในนิยามนี่ หาได้มีทั่วไปไม่
เห็นแต่จะมีมากมายอยู่ในละครหลังข่าว
ใครเลวก็เลวไปซะหมดทุกเรื่อง
ใครดีก็ดีไปซะหมดทุกเรื่อง
คาแรกเตอร์มิติแบนแต๊ดแต๋

บางคนก็ว่า คนซื่อตรงไปทุกเรื่องนั่นแหละเป็นคนดี
บางคนก็ว่า คนถ่อมตัวนั่นแหละเป็นคนดี
บางคนก็ว่า คนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นคนดี
บางคนก็ว่า คนที่รักพวกพ้องพี่น้องนั่นแหละเป็นคนดี
สุดแท้แต่ใครจะนิยามยังไง

ซึ่งล้วนแต่เป็นนิยามที่กำหนดคนทั้งคน จากมิติเดียวเท่านั้น

คนคนนึงมีตั้งไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยมิติ ขึ้นอยู่กับเรื่องราวและสถานการณ์
แต่ถ้าจะไม่กล้าพูดว่าใครเป็นคนดี
เพราะอาจจะหาคนที่เราเรียกได้ว่าเป็น"คนดี"ยากเหลือเกิน
ก็สุดโต่งเกินไปอีก
ความขัดแย้งในการเรียกคนๆนึงว่าเป็น "คนดี" จึงเกิดขึ้นดังนี้นี่เอง
อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยรวมของความเป็นคนดี
นั่นก็คือการที่เป็นคนที่ดูรวมๆแล้วนิสัยดี ประพฤติดี
ไม่ไปทำอะไรให้ใครเสียหาย อะไรประมาณนั้น
ถ้าไม่นิยามอย่างนั้น คำว่าคนดี ก็คงเป็นคำที่หาโอกาสใช้ได้ยากเหลือใจ

แต่ก็นั่น ในเมื่อนิยามความหมายของคนดีเป็นอย่างนี้แล้ว
เมื่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดี ทำอะไรที่ไม่น่าจะเป็นวิสัยของคนดีขึ้นมา
ก็จะทำให้กังขาว่า ไหนว่าเป็นคนดีไงเล่า?
และก็จะพลอยทำให้กังขาความดีส่วนอื่นๆไปด้วย ว่าดีจริงหรือไม่
เพราะเมื่อภาพขาว มีแต้มดำเล็กๆเพียงจุดเดียวขึ้นมาแล้ว
มันก็สังเกตเห็นได้ง่ายนัก
และทำให้ภาพทั้งภาพกลายเป็นมีตำหนิไป
นี่คือกับดักของชื่อของการเป็นคนดี

ชื่อของการเป็นคนดีนั้น ค่อนข้างหอมหวาน และชวนน่าสนใจ
คนๆหนึ่งคงจะภูมิใจใช้ได้ ถ้าในชีวิตมีคนที่มาบอกว่า เราเป็นคนดี
หลายๆหนเราก็ลืมไปว่า
ความเป็นคนดีนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เราอยากเป็น
และไม่ได้เกิดจากการที่ใครคิดว่าเราเป็น

ฉะนั้นไม่ควรจะหลงระเริง ถ้าเหตุแห่งนามว่าคนดีของเรานั้น
เกิดจากการทึกทักเอาเองของเราเองหรือของคนอื่น
เพราะนั่น จะทำให้เรายิ่งหลงตัวเอง ไม่คิดจะพัฒนานิสัยให้ดีกว่านี้
อาจจะคิดว่านิสัยที่เป็นอยู่นี้มันดีอยู่แล้ว

แต่ถ้ามันเกิดจากสิ่งที่เราทำ และตัดสินด้วยใจเป็นกลาง
มองพิจารณาไปถึง consequence ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง
อันนั้นก็จะสามารถจะเข้าข่ายตัดสินได้อย่างชัดเจนกว่าว่า
ดี หรือไม่ดี

อย่างที่บอกไปข้างต้น การเป็นคนดี ก็เป็นกับดัก
เมื่อได้ชื่อว่าเป็นแล้ว ก็เหมือนกับการขี่หลังเสืออย่างหนึ่ง
ครั้งหนึ่งที่ได้ขึ้นแล้ว เวลาลงก็มักจะลงกันได้อย่างไม่สง่างามนัก
จะถูกเสืองาบกินไปก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
ความยากมันอยู่ที่ว่า เราจะเก๋าพอที่จะขี่หลังเสือได้อย่างชำนาญหรือไม่
หรือเราจะเป็นเพชรแท้ที่ขี่หลังเสือได้เป็นธรรมชาติราวกับยืนบนขาตัวเองหรือไม่
ถ้าเราไม่เก๋า หรือเราไม่ได้เป็นเพชรแท้
โอกาสที่เราจะสั่นคลอนโดนเสืองาบนั้น
ก็มีอยู่ทุกเวลานาทีที่เราหลงไป
และเมื่อเราพลาดพลั้ง
ก็มักจะเจ็บหนักกว่าคนที่ไม่เคยได้ชื่อว่าเป็นคนดีเสียด้วยซ้ำ




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 2:17:04 น.   
Counter : 572 Pageviews.  

บุคคลข้างสนาม

เราไม่รู้ว่าเราจัดอยู่ในพวกเห็นอกเห็นใจชาวบ้านขนาดไหน
แต่รู้แน่ๆว่าเราจัดอยู่ในพวกแยกการเข้าข้างกับความเข้าใจออกจากกัน
หลายๆครั้งหลายๆหน ที่เราพูดคุยในเรื่องปัญหาของชาวบ้าน
โดยที่มักจะเอาสมองไปเป็นบุคคลที่สามมองเข้าไป
พร้อมๆกับการเอาใจไปใส่ในบุคคลที่หนึ่ง
จนเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนฟังจะรู้สึกไปว่าเราไม่ยอมเข้าใจเขาหรือเปล่า
ด้วยพฤติกรรม "เข้าใจ...แต่" ที่เราเป็นเสมอมา

เอาเป็นว่าเรามองตัวเอง
เราก็คงจะเป็นคนน่าหมั่นไส้ไม่น้อย
ที่นอกจากไม่เข้าข้างกันแล้ว ยังดูเหมือนไม่เข้าใจ
แล้วยังจะชอบเสนอมุมมองคนนอกให้ฟังอีก
(แต่ไม่ใช่อยู่ๆจะไปยัดเยียดนะ ถามมาก็ตอบไป
บางทีก็ อ้าว ให้เข้าข้างกันก็ไม่บอก อิอิ)

จริงอยู่ ความเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นเรื่องที่ดี
แต่มันมักจะใช้เข้าข้างตัวคนๆนั้นพอๆกับการแจกแจงให้เห็นความเป็นจริง

อารมณ์ที่เราเห็นๆเข้าข่ายอย่างนี้ ก็แบ่งเป็นสองประเภท คือ

1. Individualism จ๋า
คือ ถ้าฉันทำดีแล้ว ฉันก็ดีแล้วของฉันงี้แหละ
เหตุผลคนอื่นไม่สนใจ ไม่สนใจว่าใครมองว่าไง
อารมณ์แบบนี้ อาจจะชมตัวเองว่ามีความมั่นใจในตัวเองได้
หรือฉันมีโลกส่วนตัวที่ไม่มีใครจะเข้าใจได้
แต่มันก็อีหรอบเดียวกัน
นั่นก็คือ ในโลกนี้ มีแต่เหตุผลและลอจิกของฉัน
คนอื่นไม่ใช่ฉัน เขาไม่รู้หรอก

อย่างในกระทู้ เราก็เห็นกันบ่อยๆ
พอเรื่องพิพาทเป็นเรื่องใกล้ตัวเท่านั้นแหละ
ก็พยายามพูดให้คนบอกว่า ส่วนตัวคนนั้นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้
แล้วก็จะให้คนทั้งโลกมาเข้าใจว่าเออ ไอหมอนี่เป็นคนอย่างนี้แหละ
หรือฉันต้องทำอย่างนี้เพราะว่าอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วจะให้ทุกคนมาเข้าใจ ใครไม่เข้าใจก็เป็นควายซะงั้น

2. ต้องการความรักจ๋า
คือ ช่วยด้วย ฉันอยากให้ทุกคนมาเข้าใจสิ่งที่ฉันเป็นอยู่มากๆเลย
การที่ไม่แสดงออกว่าเข้าใจฉัน บอกว่าฉันทำดีแล้ว
เป็นการกระทำที่ไร้จิตใจเป็นอย่างมาก

อย่างในกระทู้เช่นกัน เห็นกันบ่อยๆว่า
เวลาที่มีคนมาตั้งกระทู้ปรึกษาปัญหา
แต่พอมีคนตอบไปๆ บางทีก็กลับมาแก้ต่างซะงั้น
อย่างสมมติว่า ปรึกษาเรื่องงาน คนตอบก็ไปตอบทางเลือกในการแก้ปัญหา
คนตั้งก็มาไล่ตอบว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้
สรุปทำอะไรไม่ได้เลย เอ็งจะมาขอความเห็นใจ การเข้าข้างลูกเดียว



ทั้งสองแบบ เราเห็นจุดร่วมของมันอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือ การที่คลุกวงในมากไป อินกับเรื่องของตัวเองมากไป
เมื่อไหร่ที่คนเราเป็นอย่างนั้น
ให้เหตุผลร้อยแปดที่มันถูกต้องกว่า หรือมันถูกต้องพอๆกัน
ฉันก็จะก้มหน้าก้มตาดำผุดดำว่ายอยู่ในเรื่องราวของฉันอยู่ดี

ดีที่ยังมีคนที่รู้จักคลุกวงนอกอยู่ในโลก
ไม่งั้น โลกที่มีแต่คนที่อินกับเรื่องตัวเอง คงจะวุ่นวายกว่านี้ไม่รู้กี่เท่า
(แค่นี้ก็น่าจะเป็นประชากรส่วนใหญ่บนโลกแล้ว)

ในชีวิตจริงก็คงไม่ต้องยกอะไรกันให้มากมาย
เพราะเห็นๆกันอยู่ ไม่ต้องมองใครที่ไหน
ก็ตัวเราๆที่นั่งๆกันอยู่นี่แหละ
ไม่มีใครไม่เคยอินกับเรื่องของตัวเองจนลืมความเห็นรอบข้างหรอก
แต่เวลาพอนึกได้ขึ้นมา ก็ต้องเขกหัวตัวเองสักโป๊ก
บางทีก็เพราะผิดพลาดไป หรือไม่ได้รับผลดีขึ้น
แล้วก็พยายามกระเสือกกระสนแก้อยู่ในวังวนความอินตัวเอง
ทำให้ทางออกมันไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
กว่าจะแก้ได้ หรือถึงเวลามันผ่านไปเอง
ก็ขึ้นหืด จิตใจเสียหายกันใหญ่โต
ไอที่เราว่าฉลาดแล้ว เข้าใจสถานการณ์แล้ว
มามองอีกทีมันกลับตาลปัตรไปเสียทุกทีที่เผลออิน



เรามักทำตัวเป็นบุคคลที่หนึ่งเสียเคยชิน
เราไม่ค่อยชินกับการที่ทำตัวเป็นบุคคลที่สาม
เพื่อตรวจสอบความคิดของตัวเองกันเท่าไหร่
เราไม่เชื่อสายตาคนนอก ที่ไม่รู้เรื่องราวรายละเอียดทั้งหมด
บางทีเราไม่เชื่อแม้แต่ตัวเอง
แต่เราก็พยายามจะทำตัวฉลาด ทำตัวดี
โดยการที่เอารายละเอียดทั้งหมดในชีวิต
มายำๆประมวลๆเอา
(เพิ่งเขียนเรื่องนี้ไปเมื่อ 3 ไดก่อน วันที่ 22 มิถุนายน)
แล้วก็เพราะอินไปหน่อย ผลการประมวลมันก็เลยเละๆเทะๆซะเป็นส่วนมาก

การมองแบบบุคคลที่ 1 ทำให้เราเห็นรายละเอียดทุกขุมขน
แต่การมองในแบบบุคคลข้างสนามนั้น
เป็นการมองแบบคนที่อาจจะไม่รู้รายละเอียดนัก
แต่ก็เป็นมุมมองที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
มันจะทำให้เราได้ตรวจสอบความคิดตัวเอง
และเปิดมุมมองสถานการณ์ให้กว้างขึ้น มองได้รอบด้านมากขึ้น
ทำให้คิดอะไรได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
และเลือกได้ถูกต้องมากขึ้นในการที่จะหยิบปัจจัยอะไรขึ้นมาคำนวณ



มาฝึกมองแบบบุคคลที่สามกันบ้างไหม
ชีวิตจะได้หลุดกรอบที่ตัวเองขีดไว้อยู่เองอย่างที่เคยเป็นมา




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 1:54:52 น.   
Counter : 191 Pageviews.  

โดเรมอนสอนกรรม

จำได้ว่า ตอนหนึ่งของโดเรมอน โดเรมอนมีเครื่องผลิตเงิน
แล้วโนบิตะก็เอาเงินออกมาใช้จากเครื่องนี้อย่างเพลิดเพลิน
แต่ตอนท้าย โนบิตะก็ต้องพาจน เพราะต้องใช้หนี้จากเงินที่ปั๊มออกมา

หลายๆคนคงสมน้ำหน้าโนบิตะ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เราคงลืมกันไปว่า
โนบิตะก็ไม่ได้ต่างจากคนในโลกนี้เท่าไหร่




เวลาที่เราร้อนรนกับความทุกข์
เรามักจะเฝ้าถามว่า เพราะอะไร ทำไม จึงต้องมาทนทุกข์อย่างนี้


ตรงกันข้าม
ในเวลาที่เรามีความสุข
เราไม่สนหรอกว่าความสุขนี้มันจะมาจากไหน
เพราะอะไร ทำไม
เราสมควรที่จะได้รับความสุขอย่างนี้หรือเปล่า

เราแค่สนว่าเรามีความสุขก็พอ
เราขอนอนชื่นชมมันไปอย่างนี้แหละ
โอ๊ย สุขจังเลย ดีจังเลย ชอบจังเลย เราโชคดีจังเลย


ยิ่งมากก็ยิ่งดี
ยิ่งฟรียิ่งดี
ยิ่งดีกว่าคนอื่นยิ่งดี



แล้วก็ลืมสัจธรรมของโลกไปว่า
"โลกนี้ มันไม่มีอะไรฟรี"
ทุกอย่างมี price to pay ทั้งนั้นล่ะ



ใครเพลิดเพลินหรือกำลังแสวงหาทางลัดอยู่
โดยที่ไม่ได้ทำตัวให้สมควรที่จะได้รับลาภนั้นผลนั้น
ระวังจะเป็นอย่างโนบิตะนะ



"ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด
เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือ บารมีของตนลงทุนไปก่อน
เมื่อบารมีของเจ้าไม่พบจึงค่อยไปขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย
มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด
เพราะหนี้สินในบุญบารมี ที่เที่ยวไปขอยืมจนล้นตัว
เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อน
ใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้ว เจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า
หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง….”

“จงจำไว้นะ…เมื่อยัง ไม่ถึงเวลา
เทพเจ้า องค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้
ครั้นถึงเวลาทั่วฟ้าจบ ดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่
จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน
เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า"

สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 1:50:26 น.   
Counter : 213 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

JeyZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รหัสสมาชิก 3 พันนิดๆ
เป็นมนุษย์ต่างดาว
มีแมวเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว
ทำงานหลายอย่าง
ชอบทำอาหาร ชอบชิมอาหาร
ชีวิตนี้ก็ไปมาหลายที่อยู่เหมือนกัน
เป็นมิตร ไม่กัด ตรงไปตรงมา
ไม่ถนัดสนทนากับเกรียน และชาวภาษาวิบัติ
[Add JeyZ's blog to your web]