มนุษย์ต่างดาวเขียนหนังสือ

ฟอสซิลของชีวิต

ไปศาลาลุงชินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เจอคนมากมาย แต่เป็นคนที่เราไม่ค่อยเจอในชีวิตประจำวัน
ตอนเราจอดรถ เราเดินมุ่งหน้าไปที่ศาลาลุงชิน
มีหลายๆคนที่เดินนำเราอยู่ข้างหน้า มีอารมณ์สดใส
มีหลายๆคนเดินตามเรามาข้างหลัง
มีอีกหลายๆคันที่กำลังหาที่จอด
และภายในหลายๆคันนั้น
ก็มีหลายๆคนที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่

นึกไปถึงเหตุการณ์เดียวกัน
แต่ต่างเทศะ
สมมติว่าในห้างก็ได้
ถ้ารถแออัดๆ วนหาที่จอดกัน รถติดอยู่ในที่จอดรถ
เวลามองเข้าไปในรถเหล่านั้น
ก็จะเห็นบางคนก็เหม่อลอย
บางคนก็บูดบึ้งหงุดหงิด
บางคนก็พูดคุยเพื่อคลายความอึดอัด
บางคนก็โทรศัพท์รอโชคชะตาจะพาไปหาที่จอดรถว่างๆ
เมื่อจอดรถได้ พากันเดินเข้าห้าง
แม้ว่าเสื้อผ้าอาภรณ์จะสะอาดตระการตา
แต่เราจะจับไม่ได้ถึงความแจ่มใสในอารมณ์เมื่อตอนเดินเข้าห้างสักเท่าไหร่เลย

เราเดินไปที่ศาลา
เรามีจุดหมายเดียวกับคนอื่นๆ
และจุดหมายนั้น ยังผลให้เกิดอารมณ์แจ่มใสกันถ้วนหน้า
นั้นก็คือจุดหมายที่จะมีชีวิตที่ร่มเย็น มีสติ ปล่อยวาง พัฒนาจิตใจ

เรารู้สึกว่ามันเป็นโลกอีกโลกนึงเลย
เป็นโลกที่ร่มเย็น ท่ามกลางอากาศร้อนๆ
เป็นโลกที่พักจากความวุ่นวาย
ทั้งจากสังคมและจิตใจตัวเอง

ที่เป็นเหมือนพื้นที่เย็นๆอีกที่หนึ่งบนโลก
เราอยู่ได้แบบไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาทำร้าย
ไม่ต้องมีใครมาเอาอกเอาใจเราก็ได้
ต่างคนต่างอยู่ แบบเย็นๆ
แต่เมื่อไหร่ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน
ก็เป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
ไม่ได้เคลือบแฝงประโยชน์ส่วนตนเอาไว้เบื้องหลัง

ไปศาลาลุงชินคราวที่แล้วๆมา
ไม่รู้สึกว่าเย็นๆขนาดนี้
ไม่รู้สึกดีใจที่เจอโลกใบนี้เท่าไหร่
ก็เป็นเหมือนสถานที่หนึ่งที่ได้ไป
ก็เท่านั้น

แต่วันนี้ มันมากกว่านั้น
คงเป็นปรกติ ที่เมื่อเรามีประสบการณ์อะไรบางอย่าง
ถึงจุดหนึ่ง
เมื่อเราไปอยู่ในบางที่ อยู่ใกล้บางสิ่ง
ผลจากการกระทบกับความรู้สึกภายในจะเปลี่ยนไป

ทุกวันนี้
เราก็ไม่ได้มีบุคลิกเป็นพวกยกหนอ ย่างหนอ ปิ้งหนอ
เราไม่ได้พยายามแสดงตัวว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นคนพุทธ
เราไม่แม้แต่จะพยายามแสดงตัวว่าเป็นคนดี
เราก็ยังเป็นเรา ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ที่เติบโตไปตามทางบ้าง หลงผิดไปบ้าง ขี้เกียจไป(เยอะ)บ้าง
แต่พอมาถึงจุดนี้ มันก็เห็นได้ว่า
เมื่อชีวิตมีจุดมุ่งหมายแบบใด ชีวิตมันก็จะเปลี่ยนไปตามนั้น
ถ้าเรามีจุดหมายที่มั่นคง ชีวิตเรา ถึงจะเปลี่ยนตามธรรมชาติ
แต่มันก็เปลี่ยนอย่างมั่นคงและมีประเด็น
และนั่น ทำให้ภายในของเรามันกลายเป็นคนละคนได้ภายในเวลาข้ามปี
แต่ถ้าจุดหมายเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็เหมือนเป็นปูขาเก
ที่ซัดเซไปมาตลอดปีตลอดชาติ เพราะจุดยืนไม่ชัดเจน

จำที่หลวงอาพูดได้เป็นพิเศษท่อนหนึ่งว่า
ชีวิตเรา ในตอนที่ไม่เจอพุทธศาสนานั้น
จะรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ลึกๆในใจ
ไม่เหมือนตอนที่เจอพุทธศาสนาแล้ว
เราจะรู้สึกว่ามีจุดหมายในชีวิต ว่าเกิดมาทำไม

ไม่รู้คนอื่นฟังแล้วจะเก็ตขนาดไหน
แต่เราฟังแล้วเรารู้สึกว่าใช่เลย
ที่ผ่านมาเรามีคำถามมากมาย
หนึ่งในคำถามยอดฮิตของตัวเองนั้นก็คือ เกิดมาทำไม

เราอาจจะไปหาหนังสือกลอนเพ้อๆ
หรือปรัชญาหนักๆ ที่บอกเราได้ว่าเกิดมาทำไม
เกิดมาเพื่อเธอ เกิดมาเพื่อชาติ เกิดมาเพื่ออะหยังต่อมีอะหยังมากมาย
แล้วแต่คนจะใส่สีตีไข่ไปว่าอยากเกิดมาเพื่ออะไร
แล้วไปสร้างศรัทธากับสิ่งที่ยึดเอานั้นตามมีตามเกิด

แต่นั่น ก็ทำให้หลงยึดได้ประเดี๋ยวประด๋าว
เหมือนคนที่พยายามนิยามให้ความรักน่ะ
ก็นิยามไปเท่ๆ เลี่ยนๆ เกรียนๆ เพ้อๆ หวานๆ อะไรไปตามเรื่องนั่นแล
แล้วแต่ว่าตอนนั้นความรักเป็นยังไง

อันนี้เหมือนกัน เกิดมาทำไม
คนเราก็พยายามหาคำตอบที่ตัวเองพอใจใส่ลงไป

บางคนเดินทางไปสุดโลก ก็ยังหาคำตอบนี้ไม่พบ
บางคนอ่านหนังสือทั้งห้องสมุด
ก็กลับได้นิยามที่เอามาจดไว้อ่านเล่น หรือไว้พูดให้ดูดีเฉยๆ
จะดูดน้ำจากมหาสุมทรทั้งเจ็ดขึ้นมางมหาคำตอบ ก็ไม่เจอ
คิดให้หัวแตก กระบาลแยก ก็ไม่พบ

เพราะที่สุดท้ายที่คนเราไม่เคยไปหาคำตอบ ก็คือใจของตัวเอง

ในช่วงชีวิตที่เรายังไปหาคำตอบจากภายนอกนั้น
เรามีความรู้สึกเคว้งๆบ่อยมากๆ
มันไม่ใช่อยู่ๆเคว้งเป็นคนตกจากที่สูง
แต่มันเป็นความรู้สึกลึกๆที่กระซิบเบาๆว่า
ตกลงชีวิตนี้ที่เราเกิดมานี่ สาระมันอยู่ตรงไหนกันนะ
ตอนเด็กๆก็คิดว่า ครูแนะแนว น่าจะเป็นคนที่ช่วยได้
เราเพียงแต่ยังเป็นเด็กหาแนวเท่านั้น
เดี๋ยวหาแนวเจอก็ดีเอง
เมื่อกลายเป็นเด็กแนวแล้ว
เสียงกระซิบนั้น ก็ยังไม่หายไป
มันยังรู้สึกว่าจิตใจเติมไม่เต็ม
และมันไม่ใช่การเติมให้เต็มด้วยความรัก หรือความรวย
ความสวย หรือความฉลาดใดๆ

ถ้าได้รักกับคนนี้แล้วชีวิตจะสมบูรณ์
แล้วถ้าเขาเปลี่ยนไป หรือเขาตายไปล่ะ
ไม่ต้องเว้าแหว่งกลิ้งหาปัจจัยทำให้ชีวิตสมบูรณ์ใหม่เหรอ

ถ้ามีเงินเยอะๆแล้วชีวิตจะสมบูรณ์
แล้วถ้าวันไหนที่ยังไม่มีเงิน
ล้มละลาย ต้องใช้หนี้กันบาน
หรือเป็นพนักงานเงินเดือนต๊อกต๋อย ไม่รวยซะที
ชีวิตจะสมบูรณ์ไม่ได้เชียวเหรอ

ถ้ารู้มากๆชีวิตจะดีมีแก่นสาร
แต่ความรู้ในโลกนี้ มันมีมากมายเหลือเกิน
ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ศึกษาไม่หมด
แล้วถ้าแก่นสารชีวิตได้มาจากความรู้มหาศาลตรงนั้น
จะมีวันที่ชีวิตจะสมบูรณ์หรือไม่นี่

ถ้ามีลูก จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์
แล้วถ้าวันนึงลูกตายไปก่อน หรือว่าตัดสินใจไม่มีลูก
ชีวิตไม่ต้องขาดความสมบูรณ์ไปทั้งชีวิตหรืออย่างไร



คิดวนไปวนมา
ความมีไอนั่น ความเป็นไอนี่
มันเป็นอะไรที่เกิดขึ้นมา แล้วมันก็หายไปทั้งนั้น
ไม่ยักกะมั่นคง เป็นเหมือนแผ่นโฟมเล็กๆที่ลอยอยู่ในทะเล
เผลอเข้าไปยึดได้ตอนกำลังจะจมน้ำ
แต่ก็ยึดกันจมน้ำหรือกันเคว้งคว้างได้เพียงชั่วคราว
เพราะมันจะพลิกคว่ำเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จะไปยืนอยู่บนนั้นก็ไม่ได้เพราะมันแสนจะไม่เสถียร

ในวันที่เรามีสิ่งดีๆอยู่ในชีวิต
เรามีคนรักที่ดีๆ การงานดีๆ ลูกดีๆ
เรามักจะตีขลุมเอาว่า เราจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป
อย่างนี้คือเพียงพอสำหรับเราแล้ว
แต่เมื่อมองไปในอนาคต
คนรักที่ดีๆ สักวันก็ต้องจากเราไป
การงานดีๆ อีกหน่อยก็อาจจะมีมรสุม
ลูกดีๆ สักวันก็จากเราไปเหมือนกัน

หรือในมุมกลับกัน เราก็ต้องจากสิ่งเหล่านี้ไปก่อน

แล้วในวันที่เรา กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
วันนั้น เราจะเห็นว่าอะไรเป็นสาระของชีวิต?



เมื่อเข้ามาสังเกตจิตใจของตัวเองดูแล้ว
ก็กลับพบว่า คำตอบมันอยู่ตรงนี้แฮะ
ซึ่งจริงๆมันไม่ได้บอกหรอก ว่าหนทางนั้น สาระ แก่นแท้ คืออะไร
มันไม่มีชื่อเรียก มันไม่มีรูปร่างให้วาดให้ดู
จะให้เราเฉลยข้อสอบให้ฟังเลยก็ไม่ได้
เรารู้แต่ว่า ชีวิตปึกแผ่นเป็นแก่นสารมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้สำรวจใจตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำรวจใจในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าให้คิดค้นหาคำตอบ
เพราะการคิดเอา มันไม่ได้ให้คำตอบไปซะทุกอย่าง
แต่เป็นการสำรวจใจในขณะปัจจุบันว่า เกิดอะไรขึ้นกับใจของเราบ้าง
ง่ายๆแค่นี้
แต่มันกลับทำให้เราเห็นว่า
ที่ผ่านๆมาที่เราหลงคิดไปว่ารู้ตัวว่าทำอะไรอยู่นั้น
แท้จริงแล้ว ไม่ค่อยจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

แล้วมันทำให้ค่อยๆเห็นคำตอบได้ยังไง
การระลึกรู้ตัวในปัจจุบันนั้น
ทำไมทำมา มันเหมือนเป็นการปัดดินออกจากฟอสซิลก้อนใหญ่ๆ
เหมือนรู้แต่ว่า ตรงไหนเป็นดิน ก็ปัดออก แค่นั้น
เมื่อค่อยๆทำไป เราก็จะเริ่มเห็นฟอสซิลได้ชัดเจนขึ้น
โดยที่เราไม่ต้องจินตนาการไปเองว่ามันเป็นอะไร
ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ในที่สุดเราก็จะได้เห็นเอง



ถ้ามัวแต่ไปตีความว่าฟอสซิลก้อนนี้เป็นยังไง
โดยที่ไม่ยอมเอาดินออก
เอาแต่เดาไปตามจินตนาการ ประสบการณ์
มันก็จะได้แต่ความจริงขั้นความคิด
ความจริงที่ว่า เรามันคิดไปเอง
ไม่ใช่ความจริงที่ว่า จริงๆแล้วฟอสซิลดินพอกนี่ คืออะไร



แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ โดยที่เดามันเรื่อยไปตามความพอใจ
หรือว่าเราจะใช้ความเพียร บวกปัญญา
ทำให้เห็นความจริงในสักวันขึ้นมาเอง?




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 0:05:09 น.   
Counter : 173 Pageviews.  

ว่าด้วยการตีกรอบ

เมื่อวานสิ่งที่ตั้งใจไว้ก็สำเร็จลงได้
นั่นก็คือถือศีลแปดวันจันทร์ถึงวันศุกร์
แม้จะมีเผลอๆพร้อยๆไปบ้าง
ตามสถานการณ์
แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ ด้วยอาการปวดหลังเล็กๆ
เพราะนอนพื้น มีแค่ yoga mat บางๆรองเท่านั้นเอง

วันนี้ก็เลยเถิดศีลแปดไปอีกวันเป็นวันที่หก
เพราะไม่มีใครกินข้าวเย็นด้วย 555

จริงๆเมื่อวานมองดาร์กช็อกโกแลตในตู้เย็น
ก็นึกเล่นๆว่าก็ถือจนกว่าจะกินช็อกโกแลตหมดบาร์ไปเลย
(เหลืออีกกว่าครึ่ง)
แต่คิดว่า พอแล้วดีกว่า พรุ่งนี้ก็น่าจะกลับมาใช้ชีวิตปรกติได้แล้ว
แบบว่าเราจะติดนิสัย ถ้าทำได้ครบวันแล้ว จะชอบทำต่อไปอีก
ถือเป็น challenge
อย่างช่วงกินเจ ก็มักจะกินเกินวันอยู่เรื่อยๆ
ก็รู้สึกว่ายังทำได้ต่อไป ก็เลยทำ
มื้อแรกที่มีเนื้อสัตว์หลังการกินเจ
จึงเป็นอะไรที่รู้สึกแปลกๆเสมอ

จะว่าไปสิ่งที่หนักหนาที่สุดสำหรับเราในการถือศีลแปดคือ
ไม่กินอะไรหลังมื้อเที่ยง
(ยกเว้นน้ำ และดาร์กช็อกโกแลต)
เพราะจะอยากอาหารเย็นอยู่เป็นประจำ
บางครั้งก็หิวจริง บางครั้งก็แค่อยาก
บ่อยครั้งมีคนเอานู่นนี่มาให้กินแล้วไม่รู้จะปฏิเสธยังไง
ส่วนเรื่องที่อยู่ออฟฟิศแล้วทุกๆเย็นเห็นคนอื่นเขากินข้าวกัน
อันนี้เฉยๆ

ส่วนข้ออื่นๆ เช่น ไม่แต่งหน้า ปรกติก็ไม่ได้แต่งอยู่แล้ว
แค่ทากันแดดกะทาแป้งแคร์ไม่ให้ดูหน้ามันจากครีมกันแดดเท่านั้นเอง
ไม่ดูมหรสพ ปรกติก็ไม่ได้ดูหนัง และไม่ดูทีวี
ไม่มีเรื่องประเวณี โหย อันนี้ก็ไกลตัวมาก
ไม่นอนที่นิ่มๆสูงๆ ก็นอนพื้น ก็ชักจะปวดหลังแต่ก็ไม่อะไรมาก
ศีลห้านี่ก็ปรกติไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรให้ละเมิด ก็คือทำตัวปรกติมากๆ
(แต่วันนี้แอบศีลด่างเพราะแกล้งแมว)
ก็เลยจะว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษนักเพราะใช้ชีวิตใกล้เคียงชีวิตประจำวันปรกติอยู่แล้ว ก็ได้
แต่จะว่ามีอะไรพิเศษ ก็คงกรอบที่เติมมา
พอมันมีกรอบ มันก็รู้สึกว่าโดนบังคับละ ทั้งๆที่บางอย่างก็ทำค่อนข้างปรกติ
หรือต่างจากปรกติไปเพียงเล็กน้อย
แต่มันก็ทำให้สติมาได้เนืองๆอยู่เหมือนกัน

ถ้าถามว่าถือศีลแปดไปทำไม
เอางี้ก่อน เอาเป็นว่าเหตุผลเหล่านี้ ไม่ใช่เหตุผลในการถือศีลแปดของเรา
1. ให้ดูมีรัศมีผู้ปฏิบัติธรรม
2. ให้ดูเป็นคนดี
3. เพราะศรัทธา
4. เพราะเป็นชาวพุทธ
5. สะเดาะเคราะห์

แต่เหตุผลในการถือศีลแปดของเราคือ
1. ฝึกความอดทน
2. ฝึกแยกแยะระหว่างความจำเป็น กับความอยาก
3. ฝึกดูจิต
4. ฝึกถือเพื่อปล่อยวาง
5. ให้โอกาสตัวเองว่างจากการงานและการบันเทิงเสียบ้าง
6. ฝึกคิดก่อนทำ
7. ฝึกพัฒนาจิตใจ
8. กลับมามองตัวเองดู

เราก็เฉยๆนะ ถ้าใครจะไม่ลองถือศีลแปดดู
แต่เราว่ามันก็เป็น challenge ดีเหมือนกัน
เราไม่รู้จริงๆหรอกว่าศีลแปดจะทำให้โชคชะตาดีขึ้นหรือเปล่า
แต่มันก็ทำเหมือนการตั้งกรอบอะไรให้ตัวเองสักอย่าง
เช่น จะกินผักให้ได้ทุกวันติดต่อกันหนึ่งเดือน
อะไรงี้ คือพอมันไปถึงจุดหมาย
มันไม่ใช่แค่ว่าการที่ได้กินผักทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนไง
มันอยู่ที่เส้นทางเดินระหว่างนั้น
ความคิดเราจะเปลี่ยนไป พลังใจเราจะเปลี่ยนไป
มันมีความแตกต่างระหว่างการที่ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
กับการที่มุ่งมั่นจะทำให้ได้ (คนละแบบกับหัวดื้อนะ)
มันจะเห็นได้ชัดเลยว่าพลังใจที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นมันต่างกัน
แล้วพลังใจตอนที่ทำสำเร็จ กับตอนที่ยอมแพ้แต่ความขี้เกียจหรือความอยาก
ก็ต่างกันมากๆ

และเมื่อพลังใจเปลี่ยน แน่นอน ความคิดจะเปลี่ยน
และเมื่อความคิดเปลี่ยน ชีวิตมันก็เปลี่ยน

ปัญหาอย่างเดียวกัน
คนพลังใจน้อย ก็ท้อง่าย
พอท้อ ความคิดที่จะหยุด จะถอย ก็มีมาก
ชีวิตที่เขาเลือก ก็คือการที่ทนอยู่กับปัญหานั้น
เซ็งๆ เบื่อๆ แต่ก็ไม่มีกำลังใจจะแก้ให้มันหายไป

คนพลังใจมาก ความมุ่งมั่นสูง
ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง หรือก้าวไปข้างหน้า มันก็มีมาก
ชีวิตที่เขาเลือก จึงเป็นการเผชิญปัญหา
แก้ปัญหาให้ลุล่วงไป
ถึงแก้ไม่ได้ อย่างน้อยครั้งหนึ่งเขาก็ได้พยายามแล้ว
และเขาก็มักจะประสบความสำเร็จ
ใช้ชีวิตอย่างคนที่แก้ปัญหา ไม่ใช่ทนอยู่กับปัญหาไปวันๆ



เมื่อวานเข้าไปเดินเล่นในบอร์ดลานธรรม
เจอคำถามนึง ถามว่า เมียไปทำกรรมอะไรมา จึงต้องมีผัวแบบเขา
ผัวแบบที่วันๆเอาแต่เล่นเกม ไม่ช่วยการงาน
อยากจะช่วย แต่ห้ามใจไม่ให้เล่นเกม ไม่ให้แชตไม่ได้

แน่นอนคนฟังคำถามนี่คงอยากจะด่าผู้ชายคนนี้ในใจ

มันก็ตลกนะ เดี๋ยวนี้คำว่า ห้ามใจไม่ได้ มันกลายเป็นเหตุผลไปแล้ว
เหตุผลที่จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เหตุผลเพื่อขอความเห็นใจ
พยายามแสดงออกถึงความน่ารัก
เค้าใจอ่อนนะ เค้าอ่อนไหว เค้าห้ามใจตัวเองไม่ได้
ในบางเคส เลยกลายเป็นเหตุผลที่ positive ไปซะงั้นด้วยซ้ำ
ทั้งๆที่คนๆนั้นสมควรที่จะยันโครมตัวเองเอาซะมากๆ

คนเดี๋ยวนี้พลังใจต่ำลงนะ
ของยั่วความอยากก็มีอยู่มากมาย ก็ไม่น่าสงสัยอะไร
แล้วคนเราก็ไม่ค่อยจะสนเรื่องการย้อนมาดูตัวสักเท่าไหร่
สำคัญเอาว่าทำอย่างไรถึงจะสนองความอยากจะผุดขึ้นมายุบยั่บนั้นได้มากกว่า
จึงได้พากันวิ่งไขว่คว้าหาความอยากมาสนองความอยากที่จะสนองความอยากอีกตัว
มันก็เลยพัลวันพันตูเช่นนี้

บางทีเราก็สนองความอยากไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ว่าตัวเองเทคแอคชั่นสนองไปเรียบร้อยแล้ว

ทริกในการทำให้ย้อนกลับมาดูตัวเอง มาดูจิตใจตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องเป็นศีลแปดก็ได้
จะเป็นมุขอะไรก็ได้ที่คิดค้นได้ขึ้นมา (อย่างถูกทาง)
บางวันก็ตีกรอบให้ชีวิตเสียบ้าง
ให้ตัวเราได้พักใจ หยุดคิดทบทวนนิดหนึ่ง
แล้วจะเห็นได้ชัดว่า เราไม่ต้องวิ่งตามใจตัวเองอย่างที่เป็นอยู่
ก็สามารถจะมีความสุขกับชีวิตได้แบบพอเพียง
เราไม่ต้องไปเที่ยวหานิยามคำว่าพอเพียงจากหนังสือเล่มไหน
ถ้าใจมันยังไม่พอเพียง
วันๆเราก็จะเขวไปตามนิยามนั้นบ้าง นิยามนี้บ้าง
ไม่มีวันจะเข้าใจจริงๆ

บางคนคิดว่าการตีกรอบคือการทำให้ชีวิตขาดอิสระโดยไร้เหตุผล
จะไปตีกรอบให้มันยุ่งยากทำไม
ชีวิตก็อิสระที่จะเลือกอยู่แล้ว
ชีวิตดีอยู่แล้ว อยากทำอะไรก็ได้ทำ
เป็นเพราะว่า เขายังไม่เห็นว่า ตัวเขาเองไม่ได้อิสระจริงๆเสียหน่อย
ตัวเขาเองยังเป็นทาสความอยากของตัวเองอยู่
วันนี้อยากกินอันนี้ ก็ต้องถ่อไปกินให้มีความสุขเปรมปรีดิ์
วันนั้นอยากกินอันนั้น แต่ถ่อไปไม่ได้ ต้องเก็บความอยากกระแด่วๆไว้กับตัว
จนกว่าจะมีโอกาส ก็จะวิ่งไปกินสนองความอยากให้ได้อีก
ถ้าชีวิตอิสระคือชีวิตที่ต้องวิ่งสนองความอยากตัวเองไปจนตาย
ก็ไม่น่าจะนิยามว่านั่นคือชีวิตอิสระอย่างแท้จริง

ลองดูสักวันก็ได้
ตีกรอบให้ตัวเอง
อะไรสักเรื่อง เช่น ถ้าชอบเปิดทีวีดูทุกวัน ก็ไม่เปิดสักวัน
แล้วถ้ากรอบมันทำให้ทำสิ่งที่อยากทำไม่ได้
ก็อย่าไปโกรธกรอบมัน
ให้หันมาดูว่าแล้วทำไมตัวเองต้องอยากจนโกรธกรอบด้วย
มาพิจารณาว่าที่อยากดูทีวีน่ะ มันจำเป็นขนาดไหน
อยู่เงียบๆแบบไม่มีทีวีสักวัน ชีวิตมันยังดำเนินต่อไปได้หรือเปล่า
แล้วที่เกิดอารมณ์หงุดหงิดอึดอัดขึ้นมา
มันเกิดจากที่ชีวิตมันลำบากขึ้น หรือแค่ความอยากไม่ได้รับการสนองกันแน่
ถือว่าเป็นอะไรสนุกๆก็ได้
แบบที่ถ้าไม่ได้ตีกรอบ ก็จะไม่ได้มานั่งคิดหรือนั่งรู้สึกอย่างนี้




ตีกรอบเพื่อให้โอกาสพิเศษกับตัวเองซะบ้าง
แล้วจะพบว่า มีอะไรให้ค้นพบในชีวิตปรกติเยอะเลย




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 0:03:56 น.   
Counter : 371 Pageviews.  

ชีวิตสำเร็จรูป

ใครในโลกที่คิดว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นนัก
ดูจริงๆมันก็ไม่ได้แตกต่างกันหรอก
ทุกข์ก็ทุกข์เหมือนๆกัน
โดนเข็มฉีดยาก็เจ็บ
คนที่รักมาตายจากกันไปก็เศร้า
คนที่รักนอกใจไปมีใหม่ก็แค้นเคืองนอนไม่หลับ
งานมีอุปสรรคก็ท้อ
เงินขาดมือก็กระวนกระวาย
ไม่ได้อะไรที่อยากได้ก็อึดอัด
กินอาหารไม่อร่อยก็ไม่ชอบใจ
ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำก็ขี้เกียจ
อากาศเปลี่ยน เป็นหวัดก็ไม่สบาย
มีคนมาเอาเปรียบก็หน้านิ่งคิ้วขมวด
ท้องเสียก็ทรมาน
ฯลฯ

ทั้งๆที่ทุกข์มีให้เห็นโคตะระเยอะมากมายอย่างนี้
คนเราก็ยังอุตส่าห์จะคิดว่าตัวเองเลือกได้แต่ความสุข
ชีวิตนี้เลือกได้ว่าจะไม่เอาทุกข์เลย

ไหน เลือกได้ยังไง
สั่งให้ใครไม่ตายได้หรือเปล่า
สั่งให้ใครมารักเราตลอดไปได้หรือเปล่า
ท้องเสียสั่งให้มันหยุดเสียได้ไหม


ไม่ได้
เราสั่งห้ามธรรมชาติ บังคับธรรมชาติไม่ได้
เหมือนกับที่เราจะเลือกแต่สิ่งที่ต้องการให้ชีวิตไม่ได้หรอก





คนสมัยนี้มักจะชอบอะไรที่มันเป็นสำเร็จรูป มีทางลัด
เห็นเป้าหมายอยู่ไวๆ ไม่ไกลมาก
เราจึงเห็นว่า คนที่มีลูกบ้า ลูกฮึด เยอะ
แต่กับคนที่มีความเพียรนั้น มีน้อย
ลูกบ้า ลูกฮึด จุดติดแรง แต่ดับเร็ว
แล้วดันได้รับความชื่นชมอีกต่างหาก
ซึ่งมันเลยทำให้เกรียนกันทั้งคนทำและคนชม
ตรงข้ามกับความเพียร ที่ต้องประคับประคองให้ไฟติดสม่ำเสมอ
และต้องต้านแรงเสียดทานตามกาลเวลา
ซึ่งคนชมมันก็ไม่อดทนตามชื่นชมคนเพียรไปตลอด
คนชมจะบอกคนเพียรว่า ถึงจุดหมายเมื่อไหร่โทรมาบอกละกัน
เดี๋ยวค่อยชม

การปฏิบัตินั้น นอกจากจะต้องมีความเพียร
ก็ต้องเป็นความเพียรแบบใจเย็นๆ
ใจเย็นและยอมรับว่า สิ่งที่เรายังไม่เห็น และยังมีถึงเวลาเห็นนั้น มีอยู่
เหมือนเด็กเล็กๆที่ยังหยิบของชั้นสูงๆไม่ได้
หลวงพ่อก็สอนว่า เมื่อไหร่ที่สมควรรู้ มันก็จะรู้เอง
ไม่ต้องพยายามตะเกียกตะกายให้หลวงพ่อบอกให้ได้
ว่าเมื่อไปถึงรู้แล้ว จะปล่อยวางอย่างไร
ก็เหมือนเมื่อเด็กโตพอ เขาก็จะสามารถหยิบของจากชั้นที่สูงขึ้นได้เอง

คนเรามักจะดื้อ จะเอาเดี๋ยวนี้ จะให้หรือไม่ให้
ถ้าต้องรอก็จะไม่เอาเลย หรือจะทุรนทุราย
ไม่ค่อยได้คิดว่า ตัวเองสมควรจะได้รับหรือยัง
รู้แต่ว่าอยากได้ แล้วก็จะเอา
แต่จริงๆแล้ว คนเราจะสมควรจะได้ ก็เมื่อทำเหตุให้ได้เท่านั้นแหละ
ไม่มีเรื่องบังเอิญว่าเผอิญโชคดีได้ เผอิญเส้นใหญ่เลยได้
แต่ไม่มองอย่างนั้น
ไปมองว่าทำไมคนนั้นคนนี้ได้ หรือถ้าคนนั้นคนนี้ได้ ฉันก็น่าจะได้ด้วยสิ
ทั้งๆที่ไม่มองตัวเองเลย




 

Create Date : 05 มีนาคม 2551   
Last Update : 5 มีนาคม 2551 0:01:10 น.   
Counter : 246 Pageviews.  

เวลา กับความเข้าใจ

ความเข้าใจของคนเรามีหลายระดับ
โดยทั่วไปก็เป็นเพียงการตรึกตรองเอาตามตรรกะ
พอเห็นว่ามันเมคเซนส์ ก็เรียกว่าเข้าใจ
เราเคยเป็นคนของโลกนี้มาก่อน
เราเป็นพวกตรรกะดี เลยคิดว่า อะไรๆเราก็เข้าใจได้ง่ายๆแหละ

แต่เมื่อได้ลงทุนพิสูจน์ความเข้าใจโลกด้วยตัวเอง
ก็พบว่า มันไม่จริงเลย
ความเข้าใจที่แท้จริงของจิตใจตัวเองนั้น
มันอยู่ที่ประสบการณ์ด้วย

ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ
การอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
อ่านตอนเด็ก ก็รู้สึกอย่างหนึ่ง
พอโตขึ้นมาไปหยิบมาอ่านใหม่
ก็รู้สึกแตกต่างไปจากเดิม
รู้สึกว่าความเข้าใจในเนื้อหามันมีมิติที่แตกต่างออกไป

เราเคยเห็นคนขี่จักรยาน
เรามองแล้วก็เข้าใจว่าเขาขี่จักรยานกันยังไง
แต่เมื่อไหร่ที่ยังไม่ได้ขี่เอง
ก็ยังไม่เข้าใจอะไรๆที่มันเกิดขึ้นจากการขี่จักรยานได้อย่างถ่องแท้

เช่นเดียวกับการตามดู เข้าใจตัวเอง
มันต้องใช้เวลา บวกปัญญา บวกความหมั่นเพียร
แล้วมันจะเห็นได้ว่า เราเข้าใจตัวเองในมิติที่แตกต่างออกไปได้
ฉะนั้น คำสอนที่สอนจิตใจเรานั้น
แต่ละคำสอน เราต้องใช้เวลา
เมื่อจิตใจพร้อมและเห็นตามจริงตามคำสอนนั้นเมื่อไหร่
มันจึงไม่ใช่ความเข้าใจที่เกิดขึ้นแต่ที่สมองเท่านั้นแล้ว
แต่มันเข้าใจไปถึงจิตถึงใจอย่างแท้จริงเลยแหละ

คำสอนดีๆ เราจึงต้องจำเอาไว้
ไม่ใช่จำไปเชื่อเป็นตุเป็นตะ
แต่เพื่อให้สักวันหนึ่ง เมื่อจิตใจมีคุณภาพพร้อมที่จะเข้าใจมัน
เมื่อระลึกถึงคำสอนนี้ได้
ก็จะลงล็อก แล้วก็จบข่าวไปหนึ่งข่าว เท่านั้นเอง

เอ๊า ก็เท่านั้นแหละ
จะเอาอะไรมากกว่านี้ล่ะ ^^




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 23:58:08 น.   
Counter : 257 Pageviews.  

เปลือก

คุยกับมิ้งว่า
คนทำงานบันเทิงนี่
มีเสน่ห์ให้น่าติดใจ
และมีกรรมให้น่าเห็นใจไปพร้อมๆกัน

อันว่าวงการมายานี่ก็เป็นอะไรที่ย้อมจิตย้อมใจคนทั้งหลายนัก
จะทำให้คนแฮปปี้ เศร้า เห็นสิ่งสวยงาม เห็นสิ่งน่าขยะแขยง ได้ทั้งนั้น
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ

ในหนังจะสร้างให้สวยงามเวอร์หลายยังไงก็ได้
เพลงจะทำให้เพราะงดงามสุดปลายเท้าขนาดไหนก็ได้
อยู่ที่ความสามารถของผู้สร้างสรรค์ ผู้จำแลงตน

ดารานักร้องที่เป็นที่ชื่นชอบ
ก็ถูกมองว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาเกิด
ใครได้ไปครองคงมีความสุขแบบจินตนาการไม่ถูก
ได้จมจ่อมอยู่กับอารมณ์ที่ถูกจริตทั้งวันทั้งคืน
แม้ไม่ได้ครอบครองตัวตน
ก็ยังครอบครองซีดี แผ่นผับ หนังสือชีวประวัติ ได้

ผู้ที่สร้างสรรค์ภาพยนตร์สวยงาม
หรือเพลงที่แสนจะไพเราะ
ก็มองว่ามีพลังวิเศษอยู่ในมือ
ที่พร้อมจะสรรค์สร้างสิ่งใดๆ ให้ผู้คนต้องหยุดสะดุดใจ
ไปจนถึงบางคนติดอยู่กับสิ่งนั้นๆด้วยความรักหลง
หลงในผัสสะที่ถูกจริต หลงเลยไปจนคิดว่าตัวผู้สร้างก็ถูกจริตเราด้วย

ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มดารานักร้อง
หรือนักสร้างภาพสร้างเพลง
ก็จัดเป็นพวกที่มีภาพเหนือธรรมชาติในตัวทั้งนั้น
ผู้ที่ชื่นชม หลงใหล
ก็จะไม่มองว่าพวกนี้เป็นคนธรรมดา
และแม้ว่าคนจำนวนมากปฏิเสธไสยศาสตร์
แต่มันก็ดูเหมือนว่า คนเราจะชอบอะไรที่เหนือธรรมดา
แบบที่เหนือธรรมชาติ เกินจริง ไม่มีให้เห็นข้างถนนอยู่ดี

และหวังจะได้ครอบครอง
หวังว่าจะได้อยู่กับสิ่งที่ไม่ธรรมดานี้
ไปตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เจ็ดวัน

หัวโขนภาพลักษณ์ความสวยงามแบบไม่ธรรมดานี้
เมื่อใส่นานๆเข้า
ก็เหมือนจะมีเปลือกอ่อนๆของภาพลักษณ์ตามจินตนาการที่สวยงามนั้น
แม้ตอนถอด ก็ยังมีเปลือกอ่อนๆครอบตัว
หลายๆที คนก็เห็นแต่ภาพที่เป็นเปลือกหุ้มนั้น
มองไม่เห็นลึกลงมาข้างใน
หลายๆที คนใส่หัวโขน ส่องกระจกก็เริ่มไม่เห็นตัวเอง
เห็นแต่สิ่งที่เป็นเปลือกหุ้มอยู่เสียนี่

เวลามีความรัก
จึงไม่แน่ใจว่า คนที่มารัก รักที่เปลือก
เข้ามาเพื่อต้องการสนองจินตนาการความต้องการของตัวเอง
หรือรักอย่างที่ตัวของเขาเป็นกันแน่

ไม่เพียงคนในวงการบันเทิงเท่านั้นหรอก
ขนาดคนนอกวงการ ถ้ามีอัตลักษณ์ที่งดงามสวยหล่อหน่อย
ก็หลงคิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปเหมือนกัน
และคนมาชอบ ก็มีสิทธิที่จะหลงใหลกับความน่ารักสวยหล่อของคนบางคน
ได้เหมือนๆกับหลงใหลดาราในวงการเลยทีเดียว

วันนี้เพิ่งกลับมาฟัง Ju Hua Tai เพลงของอาเจย์อีกทีนึง
ฟังไป ก็นึกสิเน่หาไป
ทั้งๆที่ปรกติก็ไม่ได้ฟังเพลงของเจย์โจว
ก็ยังมีความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาได้
แวบแรกที่รู้สึกก็คือ ชอบอาเจย์ขึ้นมาเลยแฮะ
แต่พออีกแวบ ก็เห็นว่า เราไม่ได้ชอบอาเจย์
แต่เราชอบสิ่งที่อาเจย์สร้างขึ้นต่างหาก
นั่นคือเพลงเพราะๆจากความสามารถของอาเจย์
แล้วเราก็เห็นได้เลยว่า
ความสิเน่หานี่ มันบิดเบือนกันได้ง่ายๆเลยนะ
แค่พลิกให้ถูกจริตนิดเดียว
ความชอบบังเกิดเลย

คนทั่วไปอาจจะเรียกความชอบที่บังเกิดนี้ว่าความสุข
แต่ในมุมหนึ่ง เรามองว่ามันหายนะแหงๆ ถ้าไปติดกับมัน
แล้วมันก็แค่นิดเดียวจริงๆ
ความสิเน่หามันเกิดขึ้นง่ายๆ และชวนให้เราติดกับง่ายๆ
เหมือนเมื่อเกิดขึ้น มันก็เหมือนเป็นหลุมกว้างลึกดำ
ที่ทันใดนั้นเอง ขอบหลุมก็ขยายมาถึงข้างหน้าเท้าเรานิดเดียว
ถ้าเราเผลอก้าวโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
ก็ต้องพลาดท่าเสียทีตกหลุม
และไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นจากหลุมรึไม่ แล้วถ้าได้จะเป็นเมื่อไหร่

ในบางกรณี ตกหลุมไป ก็แค่บ้าคนๆนั้นไปพักหนึ่ง
จะพักเล็กพักน้อยพักใหญ่ ก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร
ก็แค่เบียดเบียนเวลาชีวิตตัวเองไปทำอะไรก็ไม่รู้
ในบางกรณี ตกหลุมปุ๊บ รักสามเส้าปั๊บ
หรือในดีกรีมากกว่านั้น ตกหลุมปุ๊บ เป็นเมียน้อยปั๊บ
หรือบางกรณี ตกหลุมปั๊บ โดนแบล็กเมล์ปุ๊บ
หรือถึงขนาดถึงเลือดถึงเนื้อ ให้เสียดายที่อุตส่าห์เกิดมา
ก็มีให้เห็นทั่วไป

ตรงนี้จึงเรียกว่าเป็นกรรมของพวกที่มีภาพสวยงาม
ที่มักจะรู้สึกภูมิใจ ที่มีคนมาชอบตนอย่างง่ายดาย
และมักจะแอบเสียความมั่นใจง่ายๆ เมื่อความรักไปถึงทางตัน
หรือไปที่ไหนแล้วไม่รู้สึกว่าเฉิดฉายเหมือนปรกติ
แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ลิ้มรสความผิดหวังจากความสวยงามที่ตนมี
หรือในทางตรงกันข้าม
ยังไม่ได้ลิ้มรสความภูมิใจและความล้มเหลวของเปลือกสวยงามที่ตนยังไม่มี
ก็ยากที่จะเห็นว่า การมีเปลือกที่สวยงามนั้น
เป็นดาบสองคมอย่างไร

มองต่อไปจากตรงนี้
ก็จะเห็นได้อีกว่า
เปลือกงามจะเป็นดาบสองคม ให้ทุกข์ระทมได้
ก็เพราะความเห็นว่าความสวยงามเป็นของฉัน
ความสามารถที่ฉันทำได้เหล่านี้ เป็นของฉัน
หรือเปลือกนี่เป็นของฉัน
พอเปลือกนี้ เป็นของฉัน
ถ้าเปลือกสวยงาม ฉันก็ภูมิใจที่เปลือกของฉันสวยงาม
ถ้าเปลือกไม่สวยงาม ฉันก็จะไขว่คว้าหาทางให้มันสวยขึ้นให้ได้
หรือถ้าไปติดใจเปลือกชาวบ้าน
ก็ไปคาดหวังว่าชาวบ้านจะใส่เปลือกนี้ตลอดไป
และนอกจากตลอดไปแล้ว ชาวบ้านคนนี้ยังต้องมาเป็นของเราอีก

จะเปรียบไป ก็เหมือนเราเป็นปูเสฉวน มาอาศัยเปลือกหอยอยู่
ได้มาอยู่กับเปลือกหอยสวยๆ ก็หลงภูมิใจว่าตนมีความสวยงาม
วันหนึ่งเราสละมันทิ้ง แล้วไปหาเปลือกหอยเปลือกอื่นอยู่อาศัย
พอเดินกลับมาทางเดิม ก็เห็นปูตัวอื่นกำลังมะรุมมะตุ้มแย่งเปลือกหอยสวยๆนี้กันใหญ่
และอาจจะนึกขำขันกับปูที่มารุมแย่งกันใหญ่ก็ได้
แต่ไม่ได้มีความภูมิใจอะไร เพราะเราไม่เห็นว่าเปลือกนั้นเป็นของเรา
วันต่อมา เราเดินเขๆผ่านมาทางเดิม
ก็พบว่าเปลือกหอยเปลือกนั้นไม่มีปูตัวไหนสนใจอีกต่อไป
มันเป็นแค่เปลือกหอยที่ถูกทิ้งให้ว่างเปล่าก็เท่านั้น
เราก็ไม่รู้สึกทุกข์ใจที่ไม่มีใครสนใจใยดี เพราะมันไม่ใช่เปลือกหอยของเรา

ในวันหนึ่ง ถ้าเราได้มองเห็นว่าเปลือกที่ห่อหุ้มนั้นไม่ใช่เรา
ถึงจะมีใครมามะรุมมะตุ้มรัก หรือไม่มีสักคนที่สนใจ
เราก็ไม่ต้องไปวิ่งเต้นรู้สึกรู้สากับมัน
คนจะมารักเปลือกที่เราสวมอยู่ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา
ไม่ต้องไปแคร์วิ่งไปสนองความรักทุกคนที่มารักเปลือกนี้
คนจะไม่รักเปลือกที่เราสวมอยู่ ก็ไม่เกี่ยวกับเรา
ไม่ต้องไปแคร์วิ่งตามให้เขามารักเปลือกนี้

ก็เปลือกนี้เราแค่สวมอยู่ชั่วคราว
แล้วมันก็จะจากเราไป
ไม่ก็เรานั่นแหละที่จะจากมันไป



เช่นเดียวกับเปลือกอื่นๆที่ผ่านมา




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 23:55:47 น.   
Counter : 269 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

JeyZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รหัสสมาชิก 3 พันนิดๆ
เป็นมนุษย์ต่างดาว
มีแมวเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว
ทำงานหลายอย่าง
ชอบทำอาหาร ชอบชิมอาหาร
ชีวิตนี้ก็ไปมาหลายที่อยู่เหมือนกัน
เป็นมิตร ไม่กัด ตรงไปตรงมา
ไม่ถนัดสนทนากับเกรียน และชาวภาษาวิบัติ
[Add JeyZ's blog to your web]