มนุษย์ต่างดาวเขียนหนังสือ

สรุปปี ๒๕๔๙

เดือนมกราคม



เปลี่ยนงาน กลายร่างมาเป็นสาวออฟฟิศเต็มตัว

แต่ยังไง ก็ยังใส่ยืดยีนส์แตะไปทำงานสายๆเหมือนเดิม เอิ๊ก

ชอบตึกใหญ่ๆอะ มีอะไรเยอะดี

ไม่ว่าจะเป็นข่าวของเซลล์

(ถึงจะไม่เคยไปบุกเซลล์กะเขาก็เหอะ ก็ยังชอบ)

อาหารมีให้เลือกมากมายใกล้ๆ

ลิฟท์จ๋วยๆ ตึกใหญ่ๆ วิวงามๆ



ไป: ทะเลบางขุนเทียน



Quote ประจำเดือนมกราคม

เห็นความจริงว่าของในโลกมันมีสองด้านทั้งนั้น
คนเราหาเรื่องอกุศลใส่ตัวได้ ทั้งจากงานกุศลและอกุศล

+++

เราว่าเป็นแฟนกัน รักกันเข้าข้างกันไปมาอย่างเดียว มันไม่ได้อะไรนะ
เราโมโห ก็ไม่ต้องมาช่วยเข้าข้างเรา (หรือทำเป็นเข้าข้างนิดๆให้พอยิ้มออกก็พอ) แต่ว่าไปตามเนื้อผ้านั่นแหละ
คนรักกันควรช่วยกันพัฒนาจิตใจอีกฝ่ายตามไปกับความเติบโตในด้านอื่นๆด้วย
เอาใจในเวลาที่ควร และมีใจเป็นกลางในทุกๆเวลา

+++

เห็นความเศร้าโศกเสียใจของผู้ที่ใกล้ชิดผู้ที่จากไป
ก็อื้ม...นั่นสินะ
คนที่รักกันมักยินดีที่จะได้พบกัน
แต่จะเป็นจะตายเอาเมื่อโดนพรากจากกันไป
คนเรายินดีเมื่อเด็กเกิดมา ไม่มีใครพูดถึงว่าเมื่อชีวิตที่เกิดมานี้ตายไป
ก็จะบังเกิดความเศร้าเสียใจต่อผู้ที่อยู่รอบข้าง
ไม่มีใครคิดว่าชีวิตน้อยๆนี้สักวันก็ต้องตาย
หรือต้องพบพากับการพลัดพรากจากบุพการีไป
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ใครก่อนก็ใครก่อน
คนเรามักยินดีที่ได้รักกัน แต่มักลืมคิดไปว่า สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากกันอยู่ดี
คนเรามักผลัดวันประกันพรุ่ง คิดว่ายังไงพรุ่งนี้ก็ต้องมี
ไม่ค่อยได้คิดกันว่าพรุ่งนี้อาจจะไม่มา
หลายๆสิ่งรวมทั้งการทำความดีต่อกันก็เลยต้องเลื่อนไป และเลื่อนไป
เป็นโศกนาฎกรรมแห่งชีวิต ที่ถึงจะไม่ยอมรับ มันก็จะมาหา








---------------------------------------



เดือนกุมภาพันธ์



มีงานรวมรุ่น และมีไปท่งไปเที่ยวที่ปราณบุรี

รู้สึกไปเที่ยวน้อยไป อยากอยู่ปราณบุรีนานๆ

เพราะได้นอนเต็มอิ่มดี



เดือนนี้ราหูคายงาน งานเยอะม้ากกก

งานประจำอย่างเดียวนี่แหละ

แต่ก็ตามประสาเรา ทำงานที่เดียวอย่างเดียวเป็นที่ไหนกัน



ปลายเดือนไปเลี้ยงเด็กกำพร้าที่บ้านเด็กรังสิต

ให้แม่ครัวที่ร้านทำซอสสปาเก็ตตี้ให้

แล้วเราก็ต้มเส้นกันเองที่บ้านเด็ก

และยังมีไส้กรอกทอด ขนมนมเนยอีก

เราไม่ค่อยชอบเด็ก แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำอะไรให้เด็กๆอย่างนี้



แต่อย่างที่เขียนในได เราไม่คิดว่าเด็กพวกนี้จะเป็นเด็กด้อยโอกาส

หรือต้องทำตัวให้น่าสงสาร

เด็กคนไหนที่ยังไม่รู้ศักยภาพตัวเองหรือจมจ่อมอยู่ในความทุกข์

ก็น่าสงสารทั้งนั้นแหละ ผู้ใหญ่ก็ด้วย



ไป: อยุธยา ปราณบุรี



Quote ประจำเดือนกุมภาพันธ์
คนอกหักมักมีความเสียใจสลับกับความเคียดแค้นคนที่มาหักอก
แต่ก็นั่นแหละ มันก็จะเป็นสิ่งที่ผ่านไป แล้วชีวิตเราก็เดินไปข้างหน้าเหมือนเดิม
เราอาจจะคิดว่าการได้ด่าทอคนที่ทำเราอกหัก ทำเราเสียใจ มีความสะใจ และควรทำ
และนั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราเอาชนะเขาได้แล้ว เราไม่รักเขาแล้ว
แท้จริงแล้วถ้าโกรธถ้าเกลียดไป มันก็เข้าตัวเราหมด เราก็โง่ก็บ้าของเราอยู่คนเดียว
ตราบใดที่เราได้ยินชื่อเขา ได้นึกถึงเขา เราก็ยังจะกำหนามขึ้นมาให้ตำตัวเองให้เลือดไหล แล้วเราก็เอามีดแทงๆมือตัวเองอีกให้สะใจ ได้ด่า ได้เพิ่มความเกลียดให้ยิ่งๆขึ้นไป เราก็ไม่เห็นว่าคนๆนั้นจะคลายทุกข์จากไอหมอนี่ที่เคยรักได้อย่างไร

คนเราไม่เคยจะหายทุกข์ได้จากการเกลียดหรอกนะ
เราลองมาแล้ว

+++

หลายๆอย่างในโลกนี้ มันง่ายดายซะ
เพียงแค่รู้จักวิธีการและความใจเย็น

+++

อยากทำเพราะสงสาร ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป















---------------------------------------



เดือนมีนาคม



ก็บ่นๆหาๆตัวเองไปตามเรื่องตามราว

และก็อยากทำนู่นทำนี่ไปตามเรื่องตามราว

เริ่มมองถึงอนาคตอันใกล้

และเป้าหมายหลักตอนนี้

และยังเป็นอีกเดือนที่ต้องเรียนรู้ culture ของฝรั่งเพิ่มเติม



เรื่องจัดการตัวเองส่วนใหญ่ในปีนี้จะเป็นเรื่องจิตใจกับเป้าหมายมากกว่า

เห็นได้ชัดว่าเราพูดถึงเรื่องเดิมๆมาตั้งแต่ต้นปี



ไปงานเปิดตัวหนังสือ ชีวิตที่คิดไม่ถึง

อยากให้มีหนังสือดีๆอย่างนี้กระจายไปทั่วประเทศ

อยากให้หน้าร้านหนังสือมีหนังสืออย่างนี้มากกว่าหนังสือดาราแฉชีวิต



เรื่องงานก็ ใจอ่อนไหวกับเรื่องงาน

เพราะมีสิ่งที่ไม่ชอบอยู่ แล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยทนกับอะไรนัก

มักจะมีวันที่กรี๊ดอยากลาออกวินาทีนั้นเลย

และวันที่อยู่ๆก็แฮปปี้อยากทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆก่อน



ไป : สวนรถไฟ



Quote ประจำเดือนมีนาคม

ไปงานศพสามงาน งานแต่งหนึ่งงานในระยะเวลาอันสั้น
ทำให้เรามองเห็นว่าสองงานนี้ เป็นคนละด้านที่อยู่บนเหรียญเดียวกันเท่านั้นเอง

ไม่มีอะไรสุขถาวร ความสุขที่อยู่ด้วยกันวันนี้ ต้องถูกพรากไปเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
เราอาจจะอยากแต่งงานกับคนๆหนึ่ง
ด้วยหวังเพียงว่าเราจะได้อยู่กับคนๆนั้น ever after
มีความสุขตลอดไป มีลูกด้วยกัน อยู่ในบ้านอันแสนสุข
ซึ่งในที่สุดแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความสุขอย่างนี้ ก็ไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป
ถ้าเขาไม่จากเราไป เราเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายจากเขาไป
ไม่ว่าจะด้วยการเลิกรา หรือการตายจากกัน

แล้วเราก็จะทนทุกข์ด้วยสายใยผูกพันที่สร้างขึ้น
และทวีความเหนียวแน่นขึ้นตามเวลา
ความผูกพันที่ครั้งหนึ่งก่อนที่จะจากกัน เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ความอบอุ่น
แต่เผลอหน่อยเดียว เมื่อจากกัน ความผูกพันนั้น
อาจจะทำให้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความทุกข์สาหัสก็เป็นได้

ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน
ถ้าเราเปิดใจไว้สำหรับความสุขเท่านั้น
เมื่อนั้น สิ่งที่เคยเป็นความสุข จะย้อนมาทำร้ายเราระลอกแล้วระลอกเล่า
และเราจะไม่รู้เลยว่าทำไมเราต้องมาทนทุกข์อย่างนี้
ก็เพราะเราไม่เคยคิดจะเรียนรู้อีกด้านของสรรพสิ่งเลย

+++
เราลองนึกภาพที่ตัวเองเป็นคนที่สมหวังไปกับทุกสิ่ง
อยากได้อะไรก็ได้ อยากมีอะไรก็มี สวยก็สวย รวยก็รวย เก่งก็เก่ง
ดูเผินๆอาจจะเหมือนเป็นคนโชคดีที่ใครๆก็อิจฉา
แต่ดูอีกทีก็จะกลายเป็นคนโชคร้ายสุดๆที่ไม่มีโอกาสที่จะมีประสบการณ์ตรงเลย
ว่าโลกนี้มันมีกี่ด้าน และเมื่อวันไหนที่โชคดีหนีไปเที่ยว
เมื่อนั้นหัวใจจะเจ็บหนัก เพราะมันไม่เคยถูกฝึกให้รองรับน้ำฝนลมหนาวไฟเผาที่ไหนเลย
แปลกนะ ใครๆก็อยากจะสมหวังไปทุกสิ่งทุกอย่างๆ
แต่ไม่ค่อยมีใครอยากจะเรียนรู้โลกอย่างที่มันเป็นเท่าไหร่เลย

พระเจ้าให้โอกาสฝึกมองโลกตามความเป็นจริงเป็นระยะๆอย่างนี้ ก็ดีแล้ว ^^

+++

บางทีการไม่ตั้งคำถามก็ฉลาดกว่านะ
บางคนกลัวโง่ เลยต้องตั้งคำถามมากมาย
ทั้งที่จริงๆแล้ว คนที่สงสัยไม่เลิกเนี่ย ถึงไม่ได้โง่ แต่ก็ดูน่าสงสารที่สุด
ความฉลาด บางทีจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณตั้งคำถามได้ดีขนาดไหน
แต่คุณพร้อมจะเข้าใจแค่ไหนต่างหาก

บางครั้งในชีวิต
เราอาจจะต้องทำอะไรที่ดูโง่ในสายตาตัวเองมั่ง ในสายตาคนอื่นมั่ง
และอันที่จริงแล้ว เป็นเรื่องปรกติเลยที่คนอื่นจะเห็นเราโง่ในบางครั้ง
และอันที่จริงแล้ว
เราก็เรียนรู้อะไรจากการที่เรายอมโง่อย่างมีปัญญาได้เยอะเหมือนกัน
หันกลับไปดูชีวิตที่ผ่านมา
เราหลีกเลี่ยงอะไรหลายๆอย่างเพราะกลัวรู้สึกว่าตัวเองโง่มาหลายทีละ
หลายๆครั้งที่มองกลับไป กลับเห็นว่าตัวเองดันโง่กว่าเดิมที่ไปหลีกเลี่ยงซะงั้น





---------------------------------------



เดือนเมษายน



เป็นสงกรานต์ที่ต้องอยู่บ้านทำงาน

แล้วก็ลากพี่หมีมาลำบากด้วยกัน

ผลออกมา ไม่ได้อะไรเป็นรูปธรรมนัก

แต่ก็ยังรู้สึกดีที่ได้ทำออกมาเป็นเล่มๆเชียวล่ะ



เป็นเดือนที่ได้อ่านหนังสือดีๆหลายเล่มอยู่เหมือนกัน

แต่จนป่านนี้ก็ยังค้างอยู่อีกหลายเล่มเชียว



ถึงไม่ได้เที่ยวตอนหยุดยาว แต่ก็ได้ไปเที่ยวอัมพวา เย่ ก็ยังดี



ช่วงกลางถึงครึ่งหลังของเดือนต่อสู้กับความหวังความต้องการของตัวเอง

ผ่านไปได้ก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก

แล้วอยู่ๆมาวันหนึ่งพอลืมตาตื่นมา

ความหวังเหล่านั้นก็แสดงอนิจจังอย่างแรง

โดยการหายหัวหายตัวไปกับแสงแดด

ได้สัมผัสความเบาโล่งของการที่ไม่ต้องแบกความหวังของตัวเอาไว้บนบ่า

ไม่ต้องไปคิดว่าเป็นสิ่งที่สมควรได้หรือไม่

เพราะถ้าเราสมควรได้ แล้วเราไม่ได้ จะเป็นยังไง ก็ทุกข์แหงๆ

แล้วถ้าเราสมควรได้ แล้วเราได้ มันก็แค่สมใจตัวเอง แค่นั้น



Quote ประจำเดือนเมษายน

ความสุขแบบนี้มันไม่เหมือนความสุขที่คนรักกันจับมือกัน กอดกัน คิดตรงกันนะ
อันนั้นมันจะเป็นความสุขหวานชื่น ดี๊ด๊า จมดิ่งหัวใจเต้น
ความสุขเวลาทำบุญร่วมกันเนี่ย มันเหมือนสายลมอ่อนๆเย็นๆระหว่างกัน
ไม่ต้องไปหวังว่าทำบุญด้วยกันแล้วจะได้ครองรักกันตลอดไป
แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เวลาเรามองตากัน เราก็รู้ว่า เวลาเราอยู่ด้วยกัน
เราจะเดินไปข้างกันด้วยความเจริญด้านจิตใจร่วมกันงอกงามไปตามทาง

+++

ความรู้มีสองคม คมหนึ่งใช้ทำให้หายโง่ คมหนึ่งใช้ทำให้ยิ่งโง่ คนเราก็ใช้ผิดกันเรื่อยเลย

+++

เราว่าทุกคนในโลกนี้เจอความทุกข์มาแล้วกันทั้งนั้นแหละ
หลายๆคนในโลกนี้ เจอความทุกข์ซัดเข้าไป ก็รู้สึกว่าตัวเองตายไปเลย
ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เหมือนคนตาย ทุกสิ่งทุกอย่างจากไปแล้วไม่มีวันหวนกลับ
สิ่งที่มีในปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้
มุมมองแบบนี้ ท่านว.วชิรเมธีกล่าวว่า ถ้าเราคิดว่าชีวิตเป็นแก้ว ถูกตีแล้วต้องแตกเลย
มันก็จะเป็นแบบนี้
แต่ถ้าเรามองว่าชีวิตเป็นกระท้อน ถูกทุบอย่างไรก็ไม่แตก มองแล้วเราจะเข้มแข็งขึ้น

แล้วให้เห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ชีวิตยังเป็นเหมือนฤดูกาล
มีร้อน หนาว ฝน วนกันไปเวียนกันมา
กระท้อนของชีวิตถูกทุบเพื่อให้ช้ำ พอช้ำแล้วมันจะอร่อย เนื้อนุ่มน่ารับประทาน
ดังนั้น ความเครียด ปัญหาต่างๆ ถ้าเราคิดว่านี่คือการทำให้กระท้อนของชีวิต
หอม หวาน กรอบ อร่อย และเราจะเห็นว่า ชีวิตที่ไม่ถูกกระทบ
จะเป็นชีวิตที่เกิดมาอย่างกลวงๆ แต่ชีวิตที่ถูกกระทบนั้น
จะเป็นชีวิตที่ผ่านบททดสอบ

พบว่า ช่วงต้นๆปี ถ่ายรูปทีไร ใส่เสื้อสีชมพูตัวเดิมแทบทุกที

ไป : อัมพวา







---------------------------------------



เดือนพฤษภาคม



ทำโรงทานที่งานเปิดสวนสันติธรรม

เป็นการฝึกมือครั้งแรก และประสบความสำเร็จลงด้วยดี

ใจอิ่มไหมไม่เชิง ไม่ได้สนใจตรงนั้น รู้แต่ว่าสนุกที่จะทำอย่างนี้

ชีวิตแบบว่าจะเอามันตลอด ฮ่าๆ



ครบรอบคบกับพี่หมีมา 4 ปีในเดือนนี้

เรานี่ก็มั่นคงใช้ได้วุ้ย

อย่างว่า ชีวิตเรามาถึงจุดนี้ เราไม่ได้ต้องการใครมาเติมเต็มชีวิตแล้ว

มีคนรักอยู่ก็ไม่ได้มีแบบถ้าจากกันไปแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้

รู้สึกตัวเองเป็นวงกลมที่สมบูรณ์ที่แค่ยังอยากไปติดกับนู่นนี่

ไม่ได้เป็นวงกลมที่เว้าแหว่งรอหาสิ่งภายนอกมาทำให้ครบจบวง



แต่นี่ขนาดยึดติดน้อยลงนะเนี่ย

ก็ยังมีเรื่องที่ต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองมากมาย

ยังหวังนู่นนี่อีกเยอะแยะเลย



มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ที่เกี่ยวกับชีวิตเราโดยตรง

คือการตัดสินใจซื้อบ้านร่วมกับพี่หมี

ได้กุญแจบ้านมาครอบครองช่วงครึ่งหลังของเดือน

เป็นประสบการณ์แปลกใหม่

ที่พยายาม handle ให้ทั้งเงินและจิตใจมีสมดุลที่ดีอยู่



ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ก้าวไปอีกขั้นโอ๊เยอะไร

แต่มันเป็นความรู้สึกที่ ก็เมื่อถึงเวลาควรทำ ก็คงต้องทำ

แม้จะไม่ใช่เวลาที่พอเหมาะเจาะพอดีปัจจัยเพียบพร้อมทุกอย่างก็ตาม



ไป : สวนสันติธรรม ชิงช้าสวรรค์



Quote ประจำเดือนพฤษภาคม

อย่างเราๆเวลาทั่วไป เจออะไรรำคาญใจ กังวลใจ
ก็จะกังวลอย่างนั้นไปจนกว่ามันจะมีเหตุการณ์คลี่คลาย เราถึงจะหายรำคาญใจใช่ไหม
ถ้ามันยังเป็นแบบเดิม เราก็รำคาญใจอยู่นั่นแหละ

เพราะอย่างนั้น ชีวิตเราถึงได้รู้สึกทุกข์ไปตลอด
ไม่ว่าจะเรื่องนั้นเรื่องนี้
เพราะว่าอะไรมากระทบ ใจก็เฮโลตามมันไปไง
เหมือนเจอรถยนต์วิ่งเร็วๆก็คว้าไปจับหมับแล้วก็โดนลากตามรถไป ถลอกปอกเปิก
ต้องให้มันหยุด ใจถึงได้หยุด
ต้องให้รถหยุด ตัวเราถึงหยุดได้ พร้อมกับแผลถลอกทั้งหลาย
เราไม่ค่อยจะเรียนรู้ให้ใจมันหยุดเอง เพื่อให้มีแผลน้อยลง หรือไม่มีแผลเลย เท่าไหร่
ตาไม่ชัดก็คงทุกข์ไปตลอดจนกว่าจะหาย อะไรงี้

เมื่อไม่เรียนรู้
ผลก็คือความทุกข์ที่รุมเร้า เพราะเราปลดปล่อยมันเองไม่ได้
เมื่อสะสมเข้า ความหมองหม่นก็จะบังเกิด
และอาจจะเลยเถิดไปถึงคนข้างๆอย่างช่วยไม่ได้
+++

มีคำนึงที่ตัวละครใน Paycheck พูดขึ้นมา คือ
คนที่ถูกรู้อนาคตแล้ว จะกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต
ในขณะที่ตัวละครพยายามทำทุกทางให้อนาคตเปลี่ยน

แสดงให้เห็นว่า คนเราจะรู้หรือไม่รู้อนาคตไม่สำคัญ
แต่ไม่ควรจะจำนนต่อโชคชะตาของตัวเอง
มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสมองไว้คิดอ่าน
มีความสามารถในการสังเคราะห์แสงผลิตกำลังใจให้ตนเอง
พร้อมที่จะขีดชะตาตัวเองใหม่เสมอ

อะไรที่ทำไปแล้ว เกิดความผิดพลาดไปแล้ว
ช่วยไม่ได้ แต่เก็บไว้เป็นบทเรียนได้
ปัจจุบันคือสิ่งที่จะลิขิตอนาคต
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตก็จะดีเอง

เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล
และเราเป็นคนที่ทำเหตุนั่นเอง























---------------------------------------



เดือนมิถุนายน



ไปกราบหลวงอา ถามไปซื่อๆเลยว่าทำที่ทำอยู่นี่เป็นไง

หลวงอาก็ตอบว่าไม่ผิดเพี้ยนอะไร ทำเป็นแล้วให้ขยันทำไป

และชี้แนะให้ดูว่าสรรพสิ่งพอแยกอะไรต่อมิอะไรออกมาแล้ว ตัวตนก็ไม่มี

เหมือนรถยนต์ แยกเป็นส่วนๆแล้ว รถยนต์ก็ไม่มีแล้ว

คนก็เช่นเดียวกัน เมื่อแยกเป็นธาตุ อารมณ์ กุศลอกุศล

ท้ายสุดจริงแล้วก็ไม่เห็นจะมีตัวตนอะไรให้ยึดเหนี่ยวเลย



นึกไปถึงตอนที่เอาแต่เชื่อตัวเอง ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเอง

ปัญญาน้อยนิดที่ตัวเองมีอยู่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขความสงสัยในชีวิตได้

แต่กลัวพึ่งศาสนาแล้วจะกลายเป็นคนหาปัญญาด้วยตัวเองไม่ได้

และเป็นคนที่ไม่ค่อยมีศรั่ทธากับศาสนา

เพราะไม่เชื่อเรื่องเชื่อไปก่อนแล้วดีเอง

แต่คิดผิดถนัดมากๆ

พอเข้ามาทางพระพุทธศาสนาแล้ว โดยวางอัตตาความกลัวโง่ลงอีกหน่อย

และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแบบไม่งมงาย

ก็ดันพบว่า ปัญญาค่อยๆเพิ่มขึ้น มีหลักในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ฝันไปวันๆ หรือเอาวัตถุมาเป็นเป้าหมายในชีวิต

ชีวิตดำเนินไปแบบมีความหมายหนักแน่น

รู้สึกเป็นชีวิตที่ดี




เป็นเดือนดีของปวงชนชาวไทย

ที่ในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปีแล้ว

ขอจงทรงพระเจริญ



เดือนแห่งการกินเดือนนี้

ความเบื่องานก็ยังเข้ามากวนอยู่เรื่อยๆ



ไป : สวนสุภัทราแลนด์ สวนผลไม้ประจำใจ ผลไม้สดๆอร่อยโคตะระ

วัดพระแก้ว สยามนิรมิต สวนกล้วยไม้



Quote ประจำเดือนมิถุนายน

แต่มาตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมีเหตุการณ์โศกนาฏกรรมอะไรเกิดขึ้นมา
เราก็รู้ได้ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น ป๊าม้าเรานี่แหละ จะเป็นสองคนแรกที่ปกป้องเราอย่างที่เขาจะสามารถทำให้ได้
เขาจะพร้อมอยู่กับเราเราทุกสถานการณ์
ที่เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจความรักของเขา ก็เพราะเราเห็นแก่ตัวเองมากไปเท่านั้นเอง
เรารักตัวเองและกำหนดว่าคนที่รักเราต้องทำอย่างนี้ๆกับเรา
ถ้าไม่ทำอย่างนี้แปลว่าไม่รักเรา แล้วเราก็ทุกข์ไปเอง
ต่อเมื่อเราค่อยๆพิสูจน์ตัวเองให้เขาหายห่วง พร้อมๆกับที่เราเปิดใจมองอะไรมากขึ้น
เราก็จะเห็นเองว่าคนที่รักเราที่สุดไม่ใช่คนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์
แต่เป็นคนที่คอยฉุดเราขึ้นมาจากหล่มที่เราเผลอลื่นล้มตกลงไปต่างหาก

กระนั้นเลยเราก็มักจะรักคนแบบแรก เพราะมันถูกใจเรา
ส่วนคนแบบที่สอง สักพักเมื่อเรามีความสุขขึ้นมาใหม่ เราก็มักจะลืมเขาไปอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเราเข้าใจความรักในแบบฉบับของแต่ละคน
เราก็จะรู้ว่าแต่ละคนก็ต้องการความรัก และต้องการแสดงความรักไม่แตกต่างกันเลย












































---------------------------------------



เดือนกรกฎาคม



ออกทริปห้องกล้องเป็นครั้งแรก สนุกดี

ยังมีเรื่องคิดวนเวียนอยู่ในหัว

ก็เรื่องเดิมๆ การต่อสู้ของใจกับความหวัง



เกิดไอเดียใสปิ๊งขึ้นมาอีกแล้ว

แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ทำ

อย่างไรก็ดีก็ตั้งใจจะทำมันให้สำเร็จลุล่วงไปให้จงได้

อุตส่าห์ปรึกษาคนสำคัญแล้วนี่นา

แต่ก็ดูเหมือนมีอุปสรรค (ที่หาเข้ามาเอง)

ทำให้ไม่มีเวลาทำสักที



แอบจิตตกเรื่องซื้อบ้าน

รับความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงินไม่ทัน เอิ๊ก

แต่ก็เป็นอยู่ไม่กี่วันก็ดีขึ้น เพราะพี่หมีด้วยแหละ



ไป: ศรีราชา สวนรถไฟ





Quote ประจำเดือนกรกฎาคม



บางทีสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เรามองข้ามไป หรือสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราได้มา
อย่างเช่นคูปองส่วนลดนี้
เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะ deserve มันนะ
อย่างคูปองส่วนลดของอุปโภคบริโภคเล็กๆน้อยๆอย่างนี้
มีค่ากับคนอื่นที่เขามีรายได้ต่ำกว่าเรามากๆ
เราซื้อได้อย่างสบายๆในขณะที่มีคนอีกจำนวนหนึ่งต้องกัดฟันซื้อในสิ่งที่จำเป็น
คนเหล่านั้นแหละที่เราคิดว่า deserve มันจริงๆ



























---------------------------------------



เดือนสิงหาคม



ยังสนุกกับการออกทริปถ่ายรูปอยู่

แต่สภาพคล่องทางการเงินไม่มี

และดูเหมือนจะมีอุปสรรคทางการเงินอยู่ได้

ซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นเดจาวู



เริ่มรู้สึกมีส่วนร่วมกับบ้านใหม่มากขึ้น

ตามคำแนะนำของพี่หมีว่าให้คลุกคลีอยู่กับบ้านเยอะๆ

แล้วความรู้สึกจะดีขึ้นเอง

ก็ดีขึ้นจริงๆด้วย



ก็ ชักจะเห่อบ้านแล้วแหละ 555

หลังจากเมื่อก่อน

ถึงแทบไม่เคยเอาเงินไปซื้อเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้า

แต่ก็เอาเงินไปซื้อหนังสือ ของกิน ของเล่น ก็หมดไปไม่แพ้กัน

เดี๋ยวนี้ ใจเปลี่ยนไปโฟกัสที่ของแต่งบ้านโดยอัตโนมัติแล้ว

มีอาณาจักรเป็นของตัวเอง ชอบจัง



ไป : เกาะเกร็ด วัดโพธิ์ บางแสน



Quote ประจำเดือนสิงหาคม

คนเรามีเส้นทางเดินของตัวเองแตกต่างกันไป
แทบทุกคนในชีวิต เดินมาร่วมกันถึงจุดหนึ่งเท่านั้น
แล้วก็แยกย้ายตามเส้นทางที่ถ่างออกของตัวเองไป
บอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่จะมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง สองครั้ง สามครั้ง
หรือในชีวิตนี้ อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้

บางครั้ง ครั้งที่สองที่เราเจอกัน
เราก็รู้สึกได้เลยว่า เราจะไม่น่าจะมีครั้งที่สามของกันแล้ว
ถึงแม้ครั้งที่สองของเรา ก็ยังแยกย้ายจากกันด้วยความรักของเพื่อนรักที่มีอยู่ปริ่มๆ

+++

พอมาพิจารณาดูว่าตัวเองยังคิดไม่ดีได้ขนาดนี้
ไม่มีทางอยู่แล้วว่าคนอื่นจะไม่มีที่จะคิดเหมือนเรา หรือยิ่งกว่าเรา
เราก็เลยมาคิดว่า เออ การที่เรามีดีเนี่ย
มันก็เป็นจุดที่เปิดโอกาสให้ใครเขามาทำร้ายเราหรือคิดไม่ดีกับเราเหมือนกันนะ
การที่มีดีก็ทำให้คนที่มีนอนไม่หลับได้เหมือนกัน

+++

ลองมองสำรวจเข้ามาในหอคอย
เปิดผ้าอัตตาออกดูว่ามีอะไรอยู่ในนั้น
มองไปสักพัก ก็คงจะเริ่มเห็นคำตอบได้รางๆ







































---------------------------------------



เดือนกันยายน



ไปสวนสันติธรรม คราวนี้เจอเพื่อนในสตูสองคน

นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี

ที่คนในวงกว้างเริ่มพูดภาษาเดียวกันได้ละ



นอกจากเป็นช่วงราหูอมตัง

แต่ยังไม่วายดันติดการ์ตูนซีรีส์

จากที่ไม่ได้อ่านมานานชาติ

เลยยิ่งกรอบเข้าไปอีก

เงินมีเท่าไหร่ก็แพ้ความอยาก เอิ๊ก



เป็นครั้งแรกที่ไปมีทติ้งเพื่อนๆแล้วไม่มีเงินติดตัว

เพื่อนๆเราก็ดีใจหาย

เพื่อนเก่านี่ ต่อติดกันง่ายจัง ถึงจะห่างหายกันไป



นอกจากนี้ก็ยังเป็นช่วงราหูขัดขาอีก

มีเรื่องให้เจ็บตัวเจ็บป่วย ไม่เว้นแต่ละวันเลย



เอนจอยบ้านมากๆ



ไป : ศรีราชา



Quote ประจำเดือนกันยายน

บางทีก็คิดว่าตัวเองพิเศษ
บางทีก็คิดว่าตัวเองไม่มีอะไรเลย

ตอนนี้กำลังหัดใช้ชีวิตแบบคนที่รู้ตัวดีว่าไม่สำคัญอยู่

ชีวิตแบบนี้ดียังไงเหรอ
ก็ดีที่ไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าเราจะสำคัญอะไรยังไงกับใครที่ไหน
แล้วก็เอาเวลามาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

ทำไมต้องหัดน่ะเหรอ...

ก็คนเรามักตะเกียกตะกายจะเป็นคนสำคัญกันโดยธรรมชาติอยู่แล้วนี่นา

ของมันไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ ก็เลยต้องหัด
พอเริ่มหัด ก็เริ่มพบว่า มันก็สบายดีเหมือนกัน
เวลาที่ไม่ต้องแบกคำว่า "ฉันสำคัญ" "ฉันมีดี" เนี่ย






















---------------------------------------



เดือนตุลาคม



เริ่มซ้อมทำอาหารไปโรงทานเดือนหน้า

ได้ไปจิ่วไจ้โกวตามที่อยากไปมาหลายปีสักที

ไปแล้ว ไม่ผิดหวัง สวยงามมากมายหลายหลาก

สนุกสนานทุกที ที่ handle สถานการณ์ได้

อย่างที่รู้ว่าเที่ยวเมืองจีนจะเอาสบายปูพรม

หายาก ต้องลำบากกันนิดนึง

แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากแล้ว มันจะสนุกไปหมด

ถ้ารู้ว่าร่างกายตัวเอง sensitive กับอะไรขนาดไหน

ก็ให้ปกป้องร่างกายตัวเองไว้ให้ดี

จะได้เที่ยวได้ดีๆ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวท้องเสียให้หมดมู้ดกัน



เวลาไปเที่ยว อยากให้พี่หมีไปด้วย

ไม่ได้โหยหาคนกอดหรือคนช่วยถือของ

แต่อยากให้เรามีประสบการณ์ดีๆร่วมกันเยอะๆ

อยากให้รู้ว่าชีวิตเราไปพบไปเจออะไรมาบ้าง

อยากให้เขามาเจอมาพบเหมือนเรา



เดือนนี้ก็ยังไม่หายจนสุดขีด

เอาเข้าไป

ราหูนะราหู เอาตังเค้าคืนมานะ



มีงานเข้ามาเสนอ

แต่จนป่านนี้ ก็ยังทำอยู่ที่เดิม

และแฮปปี้ตามปรกติ ไม่ได้เสียดาย

เพราะเขาก็ให้อย่างที่เราเรียกไปไม่ได้ด้วยแหละ



ปลายเดือนออกโรงทานกฐินบุญญาวาส

ก็สำเร็จไปด้วยดีและอิ่มอร่อยกันถ้วนหน้า

คิดๆดูไอเราก็ทำนู่นทำนี่ เยอะแยะนะ

ทำไปได้ ทั้งงานใหญ่งานเล็ก ตัวแค่เนี้ย

เพื่อนๆก็เหมือนกัน ให้ทำอะไร ทำหมดเลย

ชาติหน้าเกิดมาหน้าตาเหมือนกันหมดทำไงอะ อิอิ



ไป : จิ่วไจ้โกว หวงหลง บุญญาวาส





Quote ประจำเดือนตุลาคม

จนมาถึงวันนี้ การถือร่มก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาของเราไป

ไม่ใช่ว่าไม่เกลียดความชื้นแฉะแล้ว
ยังเกลียดเหมือนเดิม
แต่พบว่า
เราไม่เห็นว่าร่มเป็นโซลูชั่นที่อยากหลีกเลี่ยงเป็นที่สุดอีกต่อไป

เห็นได้ชัดว่า ทัศนคติคนเรามันเปลี่ยนได้ตลอดเวลาจริงๆ
เปลี่ยนแบบไม่รู้ตัวว่าเปลี่ยนด้วย
ความรู้สึกก็เปลี่ยนกลับไปกลับมาด้วย

เห็นอย่างนี้แล้ว
จะยึดติดอะไรกับทัศนคติตัวเองกันนักนะ คนเรา...

เห็นคนที่ยึดคติตัวเองไว้
ประกาศว่าฉันเป็นตัวฉันอย่างนี้
ไม่คิดว่าที่ยึดอยู่นั้นผิด หรือเปลี่ยนแปลงได้

สักวันเขาก็จะรู้
ถ้าเขาอยากจะรู้นะ









































---------------------------------------



เดือนพฤศจิกายน



เอนจอยคุกกิ้งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เข้าขั้นหมกมุ่น

ยิ่งเริ่มทำขนมแล้วก็ยิ่งเอนจอยหนัก

เข้าขั้นเสพติดเลยเชียวล่ะ

จะพบว่าไดแต่ละวันมีแต่เรื่องของกินๆๆๆๆๆทั้งนั้น

กิจกรรมอื่นไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน



มองกลับไป เราทำงานหนักกะสิ่งที่หมกมุ่นเหมือนกันนะ

ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืน

ที่บ้านก็ไม่ใช่ว่าใกล้ๆ

หมดตังไปเยอะ แต่ก็สนุกที่ได้ทำ



อ้อ ไปหัดยิงปืนให้ถูกวิธีด้วย อย่างเอนจอย



ไป : ทุ่งทานตะวัน



Quote ประจำเดือนพฤศจิกายน

ระยะนี้ก็รู้สึกเนืองๆว่า จิตใจเราดีเหมือนกันนะ
ถึงจะไม่ใช่คนดีเด่อะไรเท่าไหร่
พอรู้สึกว่าจิตใจดี อารมณ์ก็ดีตามไปด้วย
รู้สึกว่าทำอะไรให้ใครก็ตั้งอยู่ที่ใจที่เป็นกุศลและไม่โลภบุญ
พอได้มีจิตใจอย่างนี้ ทำอะไรๆด้วยจิตใจอย่างนี้ในชีวิตประจำวัน
ก็รู้สึกได้ว่าก็เหมือนได้ทำบุญทุกวันเหมือนกัน
แม้ว่าจะเป็นการทำบุญที่ไม่มีมีบัญญัติหรือชาวบ้านนึกกันไม่ถึงก็ตาม

+++

สังคมมักตั้งข้อกังขาว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป
เราว่าสังคมให้โอกาสพิสูจน์ความดีน้อยมากเลย
เราลองคิดกันง่ายๆเลยนะ
ขนมเค้กแค่ชิ้นเดียว กว่าจะทำออกมาได้ ก็ยังต้องใช้กระบวนการนู่นนี่
ผสมนั่นนี่เข้าด้วยกัน และยังมีเทคนิคอะไรอีกแพรวพราว
กว่าจะออกมาให้เห็นเป็นก้อนงามๆได้

แต่กับความดี พอทำดีแล้วจะหวังว่าจะได้รับเลยเป็นกอบเป็นก้อนเป็นกำ
พอใครทำชั่ว ก็หวังว่าจะให้คนนั้นมันตายต่อหน้าต่อตา
(พอตัวเองทำชั่ว ได้แต่อธิษฐานว่าอย่าให้กรรมมีจริง 555)
ทำไมไม่คิดว่ากระบวนการกรรมสนองเป็นอะไรที่ซับซ้อนยากแก่ความเข้าใจ
เหมือนกระบวนการที่ซับซ้อนอื่นๆในโลกบ้าง
มันเลยฟังดูไม่แฟร์เลยที่จะบังคับให้กรรมต้องสนองให้เห็นๆตรงไปตรงมา
ถึงจะยอมเชื่อกัน
พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ ต้องให้กรรมมันสนองตามใจฉัน
ฉันถึงจะยอมเชื่อ
(และหลายๆคนคงปฏิเสธว่า ฉันป่าวให้ตามใจฉัน
แต่ฉันไม่เห็นว่ากรรมจะสนองคนชั่วซะที ก็น่านแหละ)

ก็ งี้แหละ คนเลยแห่กันไปทำตัวเด่น ดัง เท่ สะใจ
ใครร้ายไม่เป็นนี่เชยระเบิด
แล้วสังคมก็ง่อนแง่นลงเรื่อยๆ
แล้วเราก็โทษว่าคนนั้นเลว คนนั้นไม่ดี

























---------------------------------------



เดือนธันวาคม



การต่อสู้กับความหวังและจิตใจมันก็มาอีกละ

มาได้เป็นระลอก ก็ต้องดูแล้วดูอีกไป



ความต้องการจะทำอะไรเป็นของตัวเองมีมากขึ้นเรื่อยๆ

จนพอที่จะแน่วแน่เลือกว่าจะทำอะไรบ้าง

(ก็ยังเยอะอยู่ดี)



มองคร่าวๆไว้ว่าจะลาออกเมื่อไหร่

อยากออกมาทำอะไรของเราเต็มตัว

แต่เอาเข้าจริงๆก็อาจจะไม่ได้ลาออกก็ได้

เมื่อก่อนไม่มีบ้าน จะออกก็ได้ ไม่อะไร

เดี๋ยวนี้มีบ้านแล้ว คิดมากขึ้น

แต่ไม่มองว่ามันเป็นภาระนะ

เพียงแค่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เอามาพิจารณาเพื่อหาทางออกที่ดีๆ

ตามสติปัญญาจะคิดได้



ไป : เชียงใหม่ เชียงราย



Quote ประจำเดือนธันวาคม

ในความคิดเรา คนที่ใช่มันเลยดูจะเป็นคำที่ไว้อ่านสวยๆในนิยาย ในเอ็มวี
แต่แอพพลายได้ยากในชีวิตจริง
จนอย่าไปเสียแรงแอพพลายมันเลย
เอาเป็นว่าเชื่อมั่นในหัวใจตัวเอง
เอามันไปชั่งตวงกับเหตุผลให้ได้บาลานซ์
ง่ายๆแต่ทำอยากอย่างนี้ ก็น่าจะโอเค

+++

การไม่มี ไม่ได้แปลว่าขาด
อันนี้เคยพูดมาครั้งนึงแล้วล่ะ
การมี กลับจะทำให้ตัวเองมีเรื่องประมาทขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะเป็นความเก่ง ความมีเอกลักษณ์ หรือความงาม

การมี ไม่ใช่โชคดีเสมอไป
การมีก็ทำให้เราเสียโอกาสอะไรไปหลายๆอย่าง
สมมติกึ่งเล่นๆกึ่งจริงว่าเช่น ดันเกิดมาสวย
จะไปมีโอกาสเข้าใจคนที่ไม่สวยแล้วอิจฉาเราได้ไม่ง่าย
นอกจากจะไปเจอคนสวยกว่า หรือมีอะไรเหนือกว่า
ถึงจะเกิดอิจฉาขึ้นมาให้เรียนรู้บ้าง
ถ้าเอาสมมติจริงๆง่ายๆเลยก็เช่น ถ้าเกิดมามีสุขภาพดีๆ
แล้วเราก็สูบบุหรี่จนเป็นมะเร็งปอด
ถึงได้เพิ่งรักสุขภาพของตัวเอง

ในขณะที่การไม่มี ก็ไม่ใช่ว่าจะโชคร้ายเสมอไป
ขอเพียงอย่าประชดชีวิต หรือเกิดอาการผิดเพี้ยนจากความผิดหวังไป
สมมติกึ่งเล่นๆกึ่งจริงๆว่าเช่น ดันเกิดมาไม่สวย
ถึงจะอิจฉาคนสวยบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสสร้างแรงผลักดันให้ตัวเอง
ให้ทำอะไรได้ดีๆในชีวิตเยอะแยะ
แซงหน้าคนที่เอาแต่ยึดติดว่าตัวเองยังสวยจนไม่คิดพัฒนาจิตใจ
ทำให้มี achievement ให้ตัวเองโดยที่มีค่ากว่าความสวยเยอะแยะ
สมมติจริงๆง่ายๆก็ ถ้าเกิดมาไม่ได้มีสุขภาพที่ดี
ก็จะแคร์ และรักษาสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี
จนอาจจะอยู่เย็นเป็นสุขมากกว่าพวกแข็งแรงแต่ไม่สนใจสุขภาพตัวเองซะอีก

จริงๆการมีหรือไม่มีมันเป็นแค่ปัจจัยภายนอกเท่านั้น
อยู่ที่ว่าเราสามารถจะดูแลรักษาสิ่งที่เท่าที่เรามีได้อย่างดี
ก่อนที่จะไปฝันถึงสิ่งที่จะได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ รึเปล่า

+++

เรารู้แล้วว่าพระเจ้าทำไมไม่สร้างให้มนุษย์รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้
ก็เพราะจะสอนให้มนุษย์รู้ผลจากความประมาทที่ก่อขึ้นเองไงล่ะ





















































































---------------------------------------



สรุปภาพรวมที่เห็นเด่นชัดในปี ๒๕๔๙ ก็คือ



หนึ่ง เรื่องการเงินไม่ดีเลย แย่อย่างแรง

ขนาดมีเงินเดือนเยอะขึ้นนะเนี่ย

ส่วนหนึ่งเพราะว่ารายจ่ายมากด้วยแหละ

สอง ต้องสู้กับความหวังความต้องการของจิตใจมาตลอดปี

ทำให้แอบผิดใจอยู่ข้างเดียวกับพี่หมีบ่อยๆ

สาม สุขภาพก็มีเจ็บป่วย และหาเรื่องเจ็บตัวได้เรื่อยๆ

แต่ไม่ถึงกับมีอุบัติเหตุ ปีนี้รถไม่ชนเลยด้วย



พี่หมีก็ดีใจหาย เกิดเป็นพี่หมีนี่เหนื่อยนะ

ไหนจะทำงานเป็นเซเว่นอีเลฟเว่น

ไหนจะต้องมาเอาอกเอาใจคุณหนูอีก



พอเห็นภาพรวมแล้ว

ก็นึกถึงที่หมอพีร์ทายได้เหมือนกัน

สามเรื่องนี้แหละที่เด่นชัดตามที่ทายไว้จริงๆด้วย

แต่เวลาจะแม่นป่าวไม่รู้ จำไม่ได้



แต่อย่างไรก็ตาม

ทางด้านจิตใจ ก็ไม่ได้ถึงกับรู้สึกตกนรกหมดอาลัยตายอยาก

เวลาจิตตกขึ้นมา

และรู้สึกดีที่ได้ทำบุญเป็นเรื่องเป็นราวหลายครั้งอยู่เหมือนกัน

แลเจริงๆพอหันกลับไปก็รู้สึกดีที่ได้มีบททดสอบจิตใจเยอะด้วย





สำหรับปีนี้ ๒๕๕๐

เป็นปีหมู ซึ่งไม่ถูกกับปีเกิดเรา

โบราณเขาว่าจะมีอุปสรรคแยะ

แต่ถึงโบราณไม่บอก

เราดูการเดินทางของชีวิตปีนี้แล้ว

มันก็ยังต้องเต็มไปด้วยอุปสรรคอีกแหละ

และอาจจะมากขึ้นกว่าปี ๒๕๔๙ ด้วยซ้ำ

เพราะเริ่มออกเดินทางแล้ว

และยังมีสิ่งที่รอออกเดินทางอยู่อีกหลายอย่าง

ข้อดีก็คือ ทำให้เราแข็งแรงขึ้น มีบทเรียนให้ทำเยอะ

ถ้าอะไรก็ดีไปหมดแล้วเราก็ไม่รู้จะเรียนรู้อะไรอะสิ



ตั้งเป้าไว้ก่อนละกัน



หนึ่ง นอนไม่เกินตีหนึ่ง ตื่นเช้าขึ้น (มาข้อแรกก็ทำยากแล้ว)

สอง มีเงินเก็บมากขึ้นอย่างน้อยอีกหนึ่งเท่าของตอนนี้

แต่ถ้าเกิดการลาออกจากงานขึ้นมา หรือเริ่มโปรเจค ก็อาจจะทำไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ตั้งเป้าไว้ก่อน

สาม โปรเจคที่คิดเอาไว้สามอย่าง ทางโลกสอง ทางธรรมหนึ่ง

ขอให้ได้เริ่มต้นทำทั้งสามอย่างด้วยเถิด

สี่ จะทำบุญแบบที่เป็นเรื่องเป็นราวไม่น้อยกว่าปี ๒๕๔๙ ปีที่แล้วรวมๆก็น่าจะหมดไปเป็นหมื่นอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เกินกำลังที่จะทำให้ได้ หลักๆตอนนี้จะเป็นเรื่องเวลามากกว่ากำลังทรัพย์



เอาสี่ข้อก่อนละกัน สำหรับปีนี้




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:44:02 น.   
Counter : 217 Pageviews.  

การไม่มี ไม่ได้แปลว่าขาด

การไม่มี ไม่ได้แปลว่าขาด
อันนี้เคยพูดมาครั้งนึงแล้วล่ะ
การมี กลับจะทำให้ตัวเองมีเรื่องประมาทขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ไม่ว่าจะเป็นความเก่ง ความมีเอกลักษณ์ หรือความงาม

การมี ไม่ใช่โชคดีเสมอไป
การมีก็ทำให้เราเสียโอกาสอะไรไปหลายๆอย่าง
สมมติกึ่งเล่นๆกึ่งจริงว่าเช่น ดันเกิดมาสวย
จะไปมีโอกาสเข้าใจคนที่ไม่สวยแล้วอิจฉาเราได้ไม่ง่าย
นอกจากจะไปเจอคนสวยกว่า หรือมีอะไรเหนือกว่า
ถึงจะเกิดอิจฉาขึ้นมาให้เรียนรู้บ้าง
ถ้าเอาสมมติจริงๆง่ายๆเลยก็เช่น ถ้าเกิดมามีสุขภาพดีๆ
แล้วเราก็สูบบุหรี่จนเป็นมะเร็งปอด
ถึงได้เพิ่งรักสุขภาพของตัวเอง

ในขณะที่การไม่มี ก็ไม่ใช่ว่าจะโชคร้ายเสมอไป
ขอเพียงอย่าประชดชีวิต หรือเกิดอาการผิดเพี้ยนจากความผิดหวังไป
สมมติกึ่งเล่นๆกึ่งจริงๆว่าเช่น ดันเกิดมาไม่สวย
ถึงจะอิจฉาคนสวยบ้าง แต่ก็เป็นโอกาสสร้างแรงผลักดันให้ตัวเอง
ให้ทำอะไรได้ดีๆในชีวิตเยอะแยะ
แซงหน้าคนที่เอาแต่ยึดติดว่าตัวเองยังสวยจนไม่คิดพัฒนาจิตใจ
ทำให้มี achievement ให้ตัวเองโดยที่มีค่ากว่าความสวยเยอะแยะ
สมมติจริงๆง่ายๆก็ ถ้าเกิดมาไม่ได้มีสุขภาพที่ดี
ก็จะแคร์ และรักษาสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี
จนอาจจะอยู่เย็นเป็นสุขมากกว่าพวกแข็งแรงแต่ไม่สนใจสุขภาพตัวเองซะอีก

จริงๆการมีหรือไม่มีมันเป็นแค่ปัจจัยภายนอกเท่านั้น
อยู่ที่ว่าเราสามารถจะดูแลรักษาสิ่งที่เท่าที่เรามีได้อย่างดี
ก่อนที่จะไปฝันถึงสิ่งที่จะได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ รึเปล่า




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:36:01 น.   
Counter : 246 Pageviews.  

คนที่ใช่ กับคนที่เลือก

ไม่ค่อยเชื่อในทฤษฎีคนที่ใช่เท่าไหร่
อาจจะเป็นเพราะเราเชื่อในเรื่องของสิ่งหนึ่งมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีมั้ง
และคนเรามีมิติ ทำให้บอกยากว่าใช่หรือไม่ใช่
ร้อยละเก้าสิบเก้า จึงไม่สามารถพูดเต็มปากว่า คนนี่แหละ ที่ใช่ไปทุกกระเบียดนิ้ว
ทั้งรูปลักษณ์ นิสัย สันดอน สภาพแวดล้อม ฯลฯ

แต่มันก็แล้วแต่นิยามคำว่าคนที่ใช่อีก
คนที่ใช่ อาจจะแปลว่าคนที่ชอบเฉยๆก็ได้
บางคนอาจจะแปลไปว่าเป็นคนที่เลิศเลอเพอร์เฟกที่สุดเท่าที่จะหาได้
แต่เราขอมีแต่คนที่เลือกละกัน
ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าคนนี้ใช่หรือไม่ใช่
ถ้าบทชอบรักขึ้นมา จะเอาคนนี้แหละ
เลือกเสร็จ มันก็จบไปหนึ่งเอพิโซด
เลิกกัน หาเลือกใหม่ ก็เริ่มต้นศักราชใหม่ ก็แค่นั้น

ในความคิดเรา คนที่ใช่มันเลยดูจะเป็นคำที่ไว้อ่านสวยๆในนิยาย ในเอ็มวี
แต่แอพพลายได้ยากในชีวิตจริง
จนอย่าไปเสียแรงแอพพลายมันเลย
เอาเป็นว่าเชื่อมั่นในหัวใจตัวเอง
เอามันไปชั่งตวงกับเหตุผลให้ได้บาลานซ์
ง่ายๆแต่ทำอยากอย่างนี้ ก็น่าจะโอเค




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:35:35 น.   
Counter : 191 Pageviews.  

Absolute Answer

โลกุตตรธรรม = ธรรมอันไม่ใช่วิสัยของโลก

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบธรรมะเป็นใบไม้เพียงกระหยิบมือเดียวในพระหัตถ์
ในขณะที่ความจริงความรู้นั้นยังมีอีกมากมายเท่าใบไม้ในป่าใหญ่
จุดประสงค์ของพระธรรมคือความหลุดพ้นการเกาะเกี่ยวจากทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ

คนเราเกิดมาจึงควรจะเรียนรู้และยอมรับอะไรที่มากกว่าธรรมะในพระหัตถ์
คนเรายังต้องเรียนคณิต วิทย์ ชีวะ ฝรั่งเศส เพื่อเอาไปต่อยอดทำมาหากิน
คนเราต้องเรียนรู้กฏกติกา มารยาทสังคม เพื่อเอาไปใช้ในชีวิตที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น
คนเราต้องเรียนรู้เรื่องโลกๆไปพร้อมๆกับเรื่องราวเพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเองด้วย
จึงจะสมดุล

ดังนั้น ถึงแม้ธรรมะจะเป็นสิ่งที่สมควรจะยึดเป็นสรณะของใจ
แต่เพราะธรรมะเป็นใบไม้กำมือหนึ่ง ไม่ใช่ใบไม้ทั้งป่า
ธรรมะจึงไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างทุกเรื่องราวบนโลก
และคำถามความสงสัยข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นมากมาย
ก็ไม่ได้ต้องการ Absolute Answer แบบโลกุตตรธรรมเสมอไป
เลยทำให้บางทีถกๆกันเรื่องโลกๆอยู่
มีคนโยนโลกุตตรธรรมตู้มลงมา วงแตก ก็มีให้เห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน
หรือในทางกลับกัน โยนโลกๆตู้มในวงโลกุตตระ
อันนี้ก็แตกโพละตัวใครตัวมันเหมือนกัน
ก็จะใช้อะไรเมื่อไหร่ ก็คงต้องดูกาละเทศะกันไป

บางทีเขียนได ก็มีทั้งเรื่องในความหมายของโลก และธรรม สลับกันบ้าง
เรื่องโลกๆก็จะเขียนตรงๆ คนเป็นคน แมวเป็นแมว
แนวธรรมะที่เขียนน้อยกว่าก็ประมาณคนเป็นก้อนชุมนุมแห่งธาตุ เราเป็นอัตตา ไรงั้น
ซึ่งนิยามความหมายของคำๆหนึ่ง คนเขียนมีในใจแน่นอน
แต่เวลาอ่านคอมเมนท์ ก็ได้เห็นจากคอมเมนท์ที่ตอบมาว่า
ผู้ตอบมีความเอนเอียงตีความไปด้านไหน
ซึ่งก็ ทำให้ความเห็นหลากหลายดีนิ : )




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:34:48 น.   
Counter : 281 Pageviews.  

แค่คิดดี สังคมก็ดีขึ้นแล้ว

เมือ่วันก่อนเราเพิ่งฟังแดดเล่าเรื่องเด็กสมัยนี้นี่
เริ่มเป็นเด็กแบบกาเหว่าที่บางเพลงมากขึ้นทุกที
แล้วก็ยกตัวอย่างคนทำงานใกล้ตัวแดดให้ฟัง

ฟังแล้วทำหน้ามุ่ยหน้าจอคอม
แค่คนอย่างนี้คนเดียว สังคมก็วุ่นวายแล้วล่ะ
แต่ที่แย่ก็คือ เราก็รู้สึกว่า เด็ก(ก็โตแล้วอะนะ)
ในสังคมนี้ ที่มันไม่รู้จักหิริโอตตัปปะ
หรือไม่รู้จักความรับผิดชอบชั่วดีนี่ มันมากขึ้นเรื่อยๆ

คนที่ไม่รู้จักความดีความชั่ว
แต่ดันได้ดีเพราะมีความสามารถเนี่ย
ยิ่งน่ากลัวกันไปใหญ่
และก็เป็นตัวอย่างให้สังคมว่า
มีความสามารถซะอย่าง ทำตัวเยี่ยงมารขนาดไหน ก็ได้ดี

และสังคมก็ฉาบฉวยขึ้นเรื่อยๆ
อะไรดีก็คือทำแล้วได้เลย ทำสิบได้ร้อย อันนี้เรียกว่าดี
ทำโดยเหยียบคนอื่นให้ตัวเองสบายๆ แล้วก็ได้เงินมากกว่าเขา เรียกว่าดี
คนก็แห่ไปทำกันใหญ่ เพราะเห็นคนอื่นทำแล้วได้ดีกัน
ทั้งๆที่ก็ชอบพูดว่าตัวเองมีวิจารณญาณ คิดเองได้
แต่หารู้ไม่ว่าคนก็ตกอยู่ในความโลภ โกรธ หลง อยู่อย่างนี้แหละ
แค่เห็นเจมส์บอนดฆ่าคนเป็นผักปลา
แต่ใจเราก็ยังแอบเชียร์อยู่เพราะมันเป็นพระเอก เพราะเท่
แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าใจเรามันบิดเบือนได้ขนาดไหน

สังคมมักตั้งข้อกังขาว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป
เราว่าสังคมให้โอกาสพิสูจน์ความดีน้อยมากเลย
เราลองคิดกันง่ายๆเลยนะ
ขนมเค้กแค่ชิ้นเดียว กว่าจะทำออกมาได้ ก็ยังต้องใช้กระบวนการนู่นนี่
ผสมนั่นนี่เข้าด้วยกัน และยังมีเทคนิคอะไรอีกแพรวพราว
กว่าจะออกมาให้เห็นเป็นก้อนงามๆได้

แต่กับความดี พอทำดีแล้วจะหวังว่าจะได้รับเลยเป็นกอบเป็นก้อนเป็นกำ
พอใครทำชั่ว ก็หวังว่าจะให้คนนั้นมันตายต่อหน้าต่อตา
(พอตัวเองทำชั่ว ได้แต่อธิษฐานว่าอย่าให้กรรมมีจริง 555)
ทำไมไม่คิดว่ากระบวนการกรรมสนองเป็นอะไรที่ซับซ้อนยากแก่ความเข้าใจ
เหมือนกระบวนการที่ซับซ้อนอื่นๆในโลกบ้าง
มันเลยฟังดูไม่แฟร์เลยที่จะบังคับให้กรรมต้องสนองให้เห็นๆตรงไปตรงมา
ถึงจะยอมเชื่อกัน
พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ ต้องให้กรรมมันสนองตามใจฉัน
ฉันถึงจะยอมเชื่อ
(และหลายๆคนคงปฏิเสธว่า ฉันป่าวให้ตามใจฉัน
แต่ฉันไม่เห็นว่ากรรมจะสนองคนชั่วซะที ก็น่านแหละ)

ก็ งี้แหละ คนเลยแห่กันไปทำตัวเด่น ดัง เท่ สะใจ
ใครร้ายไม่เป็นนี่เชยระเบิด
แล้วสังคมก็ง่อนแง่นลงเรื่อยๆ
แล้วเราก็โทษว่าคนนั้นเลว คนนั้นไม่ดี

ต๊าย ตัวเองดีนักนี่ 555

มาเล่าเรื่องดีๆที่เจอดีกว่า นอกเรื่องมานาน

วันนี้เดินลงมากดลิฟต์ ก็เจอรปภ.ที่เจอหน้ากันมาจะปีนึงละ
เราพอจะรู้ว่าแกไปลงเรียนรามไว้
แล้วบางทีแกก็เอาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านออกเสียงอย่างตั้งใจ
เราก็ยิ้มกับความขยันของแกนะ
ก็รปภ.กี่คนกัน ที่จะขยัน ลงเรียนหนังสือ

ช่วงนี้ไม่ค่อยเจอแกเท่าไหร่
วันนี้เจอตอนค่ำๆ แกทักทาย เราก็เลยทักกลับไปว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเจอ
แกก็ยิ้มอายๆ บอกว่าอาจารย์ปล่อยเลิกช้า มาไม่ทัน
เราก็เห็นใจแกอยู่หรอกเพราะเรียนกลางวัน
แล้วจากรามมาที่ตึกออฟฟิศตอนหกโมงเย็นเนี่ย นรกมาก

แล้วแกก็เล่าต่อว่ามีพรีเซนต์วิชาพฤติกรรมการสอน
เราก็ หือ ลงเรียนครุศาสตร์เหรอ
แกก็บอกว่าครับ ที่รามเรียกว่าคณะศึกษาศาสตร์
แล้วก็ยิ้มแหะๆพูดว่า ผมอยากเป็นครู
ก็เลยถามต่อไปว่า อยากสอนวิชาอะไรเหรอ
แกก็บอกว่า ภาษาอังกฤษครับ
ที่พรีเซนต์วันนี้เป็นวิชาที่ยากมากๆเลย พรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษด้วย
เราก็เอ๊อ ดีจังเลยๆ พอดีลิฟต์มาเลยไม่ได้คุยต่อ

ในยิ้มแหะๆของรปภ.เราเห็นประกายความหวังมันกระเด็นออกมาเต็มเลยล่ะ
ความหวังที่จะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ
สำหรับคนแบบเราๆมันก็ไม่ใช่เป้าหมายที่คิดว่าจะเป็น
เราคงคิดแต่เรื่องเงินเดือนไม่พอใช้ ไปเที่ยวไหนดีหว่า
แต่สำหรับรปภ.คำพูดน้ำเสียงของเขาแสดงถึงความปรารถนาใฝ่ดีมากๆ

รู้สึกดีอะที่ได้เจอคนใฝ่ดี
ใฝ่ดีนี่ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลจริงๆ
ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรที่ไหน เราก็ว่าคนใฝ่ดียังไงก็ต้องได้ดี
ถึงวันนี้เขายังไปไม่ถึงตรงนั้น
แต่ความใฝ่ดีอย่างนี้ ไม่ว่าจะไปถึงตรงไหน ก็ได้ดีแก่ตัวทั้งนั้น

นึกถึงคนที่โชคดีกว่ารปภ.คนนี้ไม่รู้กี่แสนคนในประเทศ
แต่ไม่รู้ตัวว่าตัวเป็นคนดี มัวแต่คิดน้อยเนื้อต่ำใจเพราะแค่ไม่มีอะไรบางอย่าง
จนทำร้ายตัวเอง พาลไปเดือดร้อนคนรอบข้าง
อยากให้ดูรปภ.คนนี้เป็นตัวอย่าง ว่าการไม่เสียชาติเกิดเป็นคนเนี่ย เขาทำกันยังไง

++++++++

รู้สึกดีที่คนรอบข้างเป็นคนดีซะส่วนใหญ่
(ส่วนคนที่ไม่ดี ไม่ปรากฏให้เราเห็นว่าเขาไม่ดี และอาจจะไม่ค่อยมีแถวๆนี้)
ถึงไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เป็นคนดีที่ต้องสละชีวิตเพื่อสิ่งที่ตนคิดว่าดี
แต่ก็เป็นคนที่ทักจะคิดดีๆ แล้วสังคมที่แวดล้อมด้วยคนแบบนี้
อยู่แล้วมันก็สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาหักหลังหรือหลอกเอาอะไรมากนัก

อยากให้สังคมดี มันก็ต้องเริ่มที่ตัวเองอะนะ จริงๆ




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551   
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:22:27 น.   
Counter : 287 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

JeyZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




รหัสสมาชิก 3 พันนิดๆ
เป็นมนุษย์ต่างดาว
มีแมวเป็นนาย มีกายเป็นบ่าว
ทำงานหลายอย่าง
ชอบทำอาหาร ชอบชิมอาหาร
ชีวิตนี้ก็ไปมาหลายที่อยู่เหมือนกัน
เป็นมิตร ไม่กัด ตรงไปตรงมา
ไม่ถนัดสนทนากับเกรียน และชาวภาษาวิบัติ
[Add JeyZ's blog to your web]