Jack-A-Little-Monster

Nepal - Chapter 7: Lobuche - Gorak Shep - EBC

Lobuche - Gorak Shep

เวลาเดิน: 2 ชม.
ระยะทาง: 4.5 กม.
ความสูง: ขึ้น 250 ม.

Gorak Shep - EBC (ไป - กลับ)

เวลาเดิน: 3 1/2 ชม.
ระยะทาง: 10 กม.
ความสูง: ขึ้น 200 ม.ลง 200 ม.

Lobuche: 4930 ม.
Gorak Shep: 5160 ม.
EBC: 5340 ม.

บรรลุจุดหมายที่หนึ่ง





วันนี้เป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันของทริปนี้ หลายๆ คนมาที่เนปาลก็เพราะตั้งใจจะไปยังเป้าหมายสำคัญของวันนี้

Everest Base Camp

หรือ EBC ที่เรียกกันจนติดปาก

คนระดับน้ำทะเลอย่างพวกเรา เพียงแค่ได้ไปสัมผัส EBC ก็สุดยอดแล้ว

อารมณ์ประมาณพิชิตยอด Everest เห็นจะได้

ปีก่อนไปสัมผัสจากฝั่งเหนือด้านทิเบตมา

อันนั้นเห็น Everest อย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้เดินไปด้วยสองขาของตัวเอง

นั่งรถยาวเข้าไปถึง EBC เลย

ขนาดนั้น ยังเอามาโม้ได้สามบ้านแปดบ้าน

แล้วนี่ล่ะ ไม่ยิ่งน่าภูมิใจกว่าหรือ

..





ผมทำธุระส่วนตัวเสร็จ ออกมาสมาชิกก็หายไปหมดเหมือนอย่างเคย

ทุกคนมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ

จุดหมายแรกคือ Gorak Shep (5160 ม.)

หลายๆ คนในยามเช้า ดูไม่สดใส กระปรี้กระเปร่า

บางคนปวดหัว บางคนเบื่ออาหาร

อย่างไรก็แล้วแต่ ต้องกินยาให้หาย กินข้าวเพื่อให้พลังงานไว้ก่อน

หนทางยังอีกยาวไกลนัก





เส้นทางจาก Lobuche ไป Gorak Shep ไม่หนักหนาสาหัสอะไร มีบางช่วงที่ขึ้นชัน แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ





พยายามฝืนๆ ไม่มองมัน เดินจ้ำๆ ไปสักพักก็พ้นมาได้





..

เดินๆ พอเห็นยอดพูโมริ สูงทะลุฟ้าขึ้นมา ก็เริ่มดีใจ เพราะอีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว





ผมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เดินมาถึง Gorak Shep โดยตามหลังพี่วินัยมาไม่ห่างนัก

ขณะที่ทีมม้าเร็วอย่างหมอโอ และหมอ Arthur คาดว่าน่าจะถึงกันได้สักพักแล้ว





มองหาโรงแรม Snowland ที่ชิลีได้จองเอาไว้ ไม่เจอธง แต่เดินไปหน่อยก็เจอหมอโอยืนอยู่หน้าที่พัก

แปลกใจเล็กน้อยว่าคนมาถึงคนแรกไม่ใช่หมอโอ แต่เป็นป๋าคมรัฐนี่เอง

สงสัยแกคงอัดอั้นมานาน วันนี้ขอเดินเต็มสปีดหน่อย

ฝีเท้าแกนี่เชอร์ปาเมืองไทยนี่เอง!

..

ห้องพักวันนี้ดูสะอาดดี แต่ภายในห้องเย็นจนไม่อยากจะเข้าไปข้างใน

เหมือนกับห้องแช่แข็งยังไงไม่รู้

ผมเลือกได้ห้องติดกับห้องน้ำ คาดว่าเสียงคงไม่ดังนัก เพราะพื้นไม่ใช่พื้นไม้

จะฉี่ จะถ่าย คืนนี้สะดวกแน่

..

สมาชิกเริ่มมาสมทบมากขึ้น ขณะที่ป๋าบอกว่า 11.30 am จะเริ่มออกเดินทางกันสำหรับกลุ่มแรกที่จะไป EBC

พอใกล้ได้เวลา อาการปวดท้องก็มาเยือนผมอีกแล้ว

รีบแจ้นเข้าห้องน้ำ

พื้นห้องน้ำนี่ลื่นปรื้ดเพราะมีน้ำแข็งเกาะทั่วไปหมด เหยียบไม่ดี ขาพรวดลงไปคอห่านได้ง่ายๆ

เขียนไปเขียนมาก็วกกลับเข้ามาเรื่องสุขาได้ทุกทีสิ

รีบๆ ทำธุระแล้วออกไปดีกว่า

..

พอผมออกมา สมาชิกกลุ่มแรกหายไปหมดแล้ว มีอยู่สองสามคน ที่ตัดสินใจไม่ไปนั่งพักผ่อนกันในห้องอาหาร





เดินมาสมทบกับพี่เอ ที่ด้านหน้าที่มอง Kala Pattar ตระหง่านอยู่ตรงหน้า

พรุ่งนี้จะขึ้นไปบนนั้น แต่วันนี้ขอพักไว้ก่อน

มุ่งหน้าสู่ EBC





..





เส้นทางเดินค่อนข้างลำบาก บางช่วงเดินบนกลาเซียร์ บางช่วงก็เป็นหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ ต้องอาศัยการทรงตัวที่ดี

ผมเดินๆ ไปตามจังหวะตัวเอง จนในที่สุดก็ไปสมทบกับกลุ่มกองหน้า

มีป๋านำทัพ ตามด้วยหมอโอ หมอ Arthur และพี่วินัยยืนปิดท้าย

กลุ่มนี้เดินกันไว เวลาเดินตามต้องคอยคุมฝีเท้าให้ดี

จังหวะหายใจก็สำคัญ หากเร่งเกินไป เหนื่อยจัดจะหลุดกลุ่มได้ง่ายๆ

พวกเราเดินกันไปตามทางที่มีขึ้นมีลง ส่วนใหญ่จะขึ้น

แม้ไม่ชันมาก แต่ด้วยความสูงระดับนี้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ

สักพักใหญ่ ก็พบว่าตัวเองยืนอยู่บนสันเขา





ด้านหน้าฝั่งตะวันออก มียอด Nuptse ตั้งตระหง่านอยู่

ขณะที่ Everest ยืนหลบตัวอยู่ด้านหลัง แม้จะโดนบังแต่ด้วยความสูงก็บังไม่มิด

มองไปเบื้องล่างไกลๆ ข้างหน้า เห็นเตนท์สีเหลืองกระจัดกระจายกันอยู่

ใช่แล้ว พวกเรามาถึง Everest Base Camp กันแล้ว

แต่ยัง..ยังไม่ถึง ยังจะต้องไต่ลงไปด้านล่าง เพื่อไปชมกันในระยะใกล้

ทางเริ่มดิ่งชัน เดินแล้วก็เริ่มห่วงตอนขากลับ

ขบวนจามรีไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ เดินเบียดมา ดูสับสนวุ่นวาย

ตอนนี้ต้องแยกตัวชั่วคราวกัน ทางใครทางมัน

ลงไปจนสุดแล้วยังต้องไต่ขึ้นเนินเล็กๆ อันเป็นที่ตั้งของกองหินที่ถูกกำหนดให้เป็น Base Camp





กว่าจะถึงเนินนี้ได้ แทบรากเลือด





เช่นเดียวกับพวกเรา นักท่องเที่ยวหลายคนมาถึงจุดนี้เพื่อบันทึกภาพเวลาสำคัญ

ครั้งหนึ่งในชีวิต ข้าคือ

"ผู้พิชิต EBC"





..





อากาศบนนี้หนาวมาก ลมก็พัดแรง ขนาดผมใส่เสียเต็มยศก็ยังเอาไม่อยู่

สมาชิกในทีมเริ่มทยอยมากันหลายคน ก่อนกลับจึงได้มีโอกาสถ่ายรูปหมู่กันใบสองใบ





..

ช่วงบ่ายแก่ๆ ท้องฟ้าดูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอีกรอบแล้ว

ทัพหน้าที่ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศ EBC จนหนำใจแล้วจึงเริ่มเดินทางกลับ Gorak Shep

เดินย้อนกลับมาได้สักพัก ก็เจอหมอสุ่นค่อยๆ เดินสวนมา

หมอฟันอารมณ์ดีรายนี้ เน้นเก็บรายละเอียดในทุกๆ ส่วนของการเดินทาง

เรื่องราวต่างๆ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพถ่าย

เห็นแล้วก็ประทับใจไม่รู้ลืม





..

ไม่นานนักพวกเราก็เจอพี่นเรศร์ที่เดินมาอย่างช้าๆ โดยมีชิลี่คอยประกบอยู่

พี่แกดูหน้าตาซูบซีดมากเพราะอาการป่วยเมื่อสองสามวันก่อน

ผมนับถือแกจริงๆ หัวจิตหัวใจแกร่งมาก

แม้จะอยู่ในสภาพที่อิดโรย ยังสามารถพยายามดั้นด้นมาได้ขนาดนี้

อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจตรงที่ชิลี่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

ได้แต่บอกแกว่า อีกไม่ไกลนักก็จะถึงแล้ว

สู้ๆ นะพี่!

..

ทนไปเพื่ออะไร!?

ช่วงขาลง ผมลงแบบไม่หยุดพัก เดินจ้ำๆ เพราะใจอยากจะพักเต็มที่แล้ว

เลยเดินให้มันเสร็จๆ ไปในทีเดียว

ถึงที่พักเจอพี่เหมียวนั่งคุยกับลูกหาบอยู่ในห้องอาหาร

กำลังฝึกภาษาเนปาลกันอยู่

อีกมุมหนึ่ง พี่แมวลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นผม เรียกผมไปนั่งใกล้ๆ

แกเริ่มเล่าถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา

สักพักก็ร้องไห้ออกมา!

เวลานี้ผมรับรู้ความยากลำบากของแกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

น้ำตาพาลจะไหลออกมาด้วย

แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้

..

ทริปนี้มันไม่ใช่ทริปร่าเริง หรรษา ผ่อนคลายอะไรนัก

มันเหมือนด่านทดสอบ

ทดสอบตัวเอง

มีขีดความอดทนมากน้อยแค่ไหน

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผมจะอดทนไปได้สักแค่ไหน

แต่เย็นวันนั้น หลังจากคิดตรึกตรองดูแล้ว

ผมบอกป๋า..

"ผมตัดสินใจไม่ไป Island Peak แล้ว!"

จบตอนที่ 7

==================================================================================




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2554    
Last Update : 12 มิถุนายน 2554 7:40:24 น.
Counter : 806 Pageviews.  

Nepal - Chapter 6: Dingboche - Lobuche

เวลาเดิน: 3 ชม.
ระยะทาง: 8 กม.
ความสูง: ขึ้น 700 ม.

Dingboche: 4360 ม.
Lobuche: 4930 ม.

เนินมรณะ...




มาเที่ยวแบบนี้ เรื่องห้องน้ำห้องท่า ต้องยอมรับสภาพกับมัน

จะไปหาห้องน้ำชักโครกสะอาดๆ นั่งสบาย มันไม่มี

แค่มีน้ำราดส้วม ก็นับว่าหรูมากแล้ว

..

ผมเป็นคนหนึ่งที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

ทีแรกคิดว่าจะอั้นๆ เอาไว้ แล้วไปเข้ารวดเดียวในวันกลับ

เอาเข้าจริง ต้องเข้าทุกวัน โดยเฉพาะหลังอาหารเช้า

กินข้าวเสร็จไม่ทันไร อาหารเก่าก็เดินทางมาถึงปากถ้ำเสียแล้ว

ช่วงนี้เป็นบ่อย แถมมาปวดเอาตอนจะเริ่มเดินทางทุกที

พอเข้าห้องน้ำเสร็จ ออกมา อ้าว..เพื่อนร่วมทริปหายไปหมดแล้ว

ต้องชะเง้อมองหา ดูว่าเค้าเดินไปทางไหนกัน

..

ผมกับพี่วินัยจะแย่งซีนกันเข้าห้องน้ำบ่อยมาก

แกเป็นเจ้าแห่งการเข้าห้องน้ำ

ดึกดื่นยามค่ำคืน บางทีก็จะโชคดีได้เห็นแกย่องมาปลดทุกข์

เช้าตรู่บางวันคิดว่าผมตื่นเช้าสุดแล้ว กะจะมาระบายของเสียหน่อย

ห้องน้ำดันล็อคซะนี่

ไม่ใช่ใคร ก็แกนั่นแหละ ชิงส่งแฟกซ์ก่อน

มาทริปนี้ เหมือนมาชิงดีชิงเด่น แย่งห้องน้ำกัน

บางทีผมก็ตัดหน้าแกเข้าได้ก่อน

แต่ดันไม่มี output ออกมา

บิวท์ยังไงก็ไม่ได้ อารมณ์มันไม่ถึงขีดสุด

เลยต้องเปิดทางให้แกมาสานต่อ

..





พักเรื่องส่งแฟกซ์ มาคุยกันในเรื่องวันนี้

งานหนักของวันนี้ ทุกคนรู้อยู่ในหัวกันแล้ว

ต้องไต่ระดับจาก 4300 ม. ไป 4900 ม.

งานนี้ดิ่งจริง ไม่มีอ้อมค้อม

ดีไปอย่าง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาขึ้นๆ ลงๆ ให้เสียความสูงเปล่าๆ

ผมนึกตลกๆ แต่จริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย

..

ผมเริ่มเดินออกจากโรงแรมที่ตอนนี้สมาชิกหายไปหมดแล้ว

เส้นทางไป Lobuche ต้องผ่านสถูปบนยอดเขาที่เมื่อวานหมอโอพาไป

มองไปลิบๆ เห็นกลุ่มพวกเราไปกันไกลแล้ว เลยต้องกวดฝีเท้าหน่อย

วันนี้เดินได้ค่อนข้างดี ควบคุมการหายใจได้ดีขึ้น

ได้เทคนิคใหม่ คือหายใจยาวๆ

หมอโอแนะนำมา ไม่ให้หายใจสั้นแต่ถี่ๆ

แกบอกมันจะ wash out CO2 ไปหมดแล้วจะเป็นตะคริวเอาได้

อีกหนึ่งเทคนิคคือ เดินก้าวสั้นๆ ในจังหวะคงที่

หากช่วงไหนเป็นสเตปใหญ่ๆ ให้ซอยออกเป็นย่อยๆ

เจอหินก้อนใหญ่ขวาง ให้เดินเลี่ยงเอา

ความเหนื่อยจะมาเยือนช้าลง

..





ช่วงเช้าวันนี้ฟ้าใส แดดแรง เหมือนอย่างเคย

ผมเดินผ่านไกด์ชีลี่ ที่จะคอยยืนคุมท้ายอยู่เสมอ

ดูท่าทางแกชิลๆ สบายๆ

เห็นแล้วอดชื่นชมแกไม่ได้ สเตปพี่แกเทพมาก

เมื่อก่อนแกเคยเป็น Porter หรือลูกหาบเหมือนคนอื่น

ประสบการณ์ล้นเหลือ เคยเข้าอบรมคอร์สกู้ภัยในหิมะมา แถมพูดภาษาอังกฤษได้ดี

เลยผันตัวมาเป็นไกด์แทน

หากแกเดินนำ ขออย่าให้ไปเดินตามแก

เพราะจะเดินไม่ทัน





..





เดินออกจาก Dingboche ไม่ไกลนักจะเห็นเมืองอีกเมืองที่หน้าตาคล้ายๆ Dingboche

เมืองนี้คือ Pheriche นั่นเอง

ขากลับหากไม่สังเกตให้ดี จะหลงเข้าใจผิดเอาได้ง่ายๆ ว่าเมืองนี้คือ Dingboche

จำง่ายๆ เวลากลับจาก Lobuche

Dingboche ทางซ้าย Pheriche ทางขวา

Dingboche มีสถูปบนเขา Pheriche มีเฮลิคอปเตอร์

..





ทางระหว่างเมือง Dingboche ไปยัง Dughla เส้นทางค่อนข้างง่าย จนเดินแล้วหลงตัวเองว่าเดินเก่ง

เดินๆ ไปไม่นาน ผมก็เจอพี่วินัยที่กำลังข้ามสะพานไปยังเมือง Dughla (4620 ม.)

เมืองนี้เล็กเหลือเกิน มีร้านอาหารอยู่ 2 ร้าน ภายในร้าน คนรออาหารเป็นล้าน

อย่างเคย พวกเราไม่ได้หยุดกินอาหารกัน ปกติจะเดินรวดเดียวไปให้ถึงจุดหมาย

แล้วค่อยกินอย่างสบายอารมณ์





ปราการด่านข้างหน้า เป็นเนินสูงที่ไต่ระดับขึ้นเขาไปยังด้านบน ซึ่งเป็นที่ที่รายล้อมไปด้วยสถูปของผู้เสียชีวิตจากการเดินทางบนเส้น Everest แห่งนี้

เนินนี้ พวกเราเรียกกันว่า เนินมรณะ บางคนเรียก เนินนรก

พี่วินัยออกตัวไปก่อน ขณะที่ผมขอนั่งจิบน้ำาร้อนในกระติกใบเก่งสีฟ้า

ไม่ต้องเร่งรีบอะไร มีเวลาอีกตั้งเยอะแยะ

ผมผ่อนคลายอารมณ์ หลังจากดูนาฬิกาแล้ว วันนี้เราทำเวลาได้ค่อนข้างดี

หารู้ไม่ว่านรกจริงๆ มันกำลังรออยู่หลังจากนี้

..

นั่งผ่อนคลายมาได้สักสิบนาที มองไปด้านหลัง เห็นพี่เอตามมาสมทบ

โอเค ได้เวลาไปต่อละ พี่วินัยยังพักรออยู่ไม่ไกล





เส้นทางต่อไปนี้ เป็นการเดินขึ้นเนินหิน ที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ดิน

กับระยะความสูงในแนวดิ่ง 300 เมตร ที่ต้องใช้แรงกาย แรงใจ มากถึงมากที่สุด

ผมพยายามงัดเทคนิคต่างๆ มาใช้

- ก้าวสั้นๆ หลบหลีกก้อนหินใหญ่ .. แต่ทางมันก็เต็มไปด้วยหินใหญ่ ซึ่งหลบไม่พ้น ก็ต้องก้าวข้ามมันไป -> เหนื่อย
- หายใจยาวๆ .. พอเหนื่อย หายใจยาวๆ เริ่มเอาไม่อยู่ หัวใจมันเต้น ตุ้บตั้บๆ มั่นใจเลยว่า heart rate เกิน 170 แน่นอน -> ยิ่งเหนื่อย
- หาเส้นทางที่ถูกต้อง.. เส้นทางที่ถูกคือ เส้นที่คนเดินเยอะๆ แม้ไม่ใช่เส้นทางที่สั้นที่สุด ทีแรกเดินตามพี่วินัย แกเล่นข้ามหินก้อนใหญ่ๆ โดยดูจากระยะกระจัดสั้นสุด เดินตามแกได้ไม่กี่ก้าวผมคงช็อคตายก่อน เลยต้องหาทางที่มีรอยเท้าเยอะๆ แม้จะอ้อมบ้าง แต่ก็เป็นทางที่ลูกหาบนิยมใช้ ระยะก้าวจะสั้นหน่อย
แม้กระนั้นด้วยอาการที่สะสมมา พอผมเงยหน้าขึ้นเพื่อไปจะหาเทรลเดิน ก็ปรากฎภาพความโหดร้ายของเขาสูงชัน ทำให้กำลังใจมันหดหาย -> โคตรเหนื่อย

ในที่สุดก็ต้องหยุดพักหายใจ ลดจังหวะหัวใจอยู่ทุกๆ ไม่กี่ก้าว ขณะนี้พี่วินัยเริ่มตัวเล็กลงเรื่อยๆ

สเตปแกนี่ผมยกให้เลย ฟิตเปรี๊ยะจริงๆ

..

ป่วยการจะมองหน้าขึ้นไป

มองลงดีกว่า

หันกลับมามองด้านล่าง

ขบวนจามรีแห่กันขึ้นมาเต็มไปหมด

เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยว ที่ต่างคนต่างก็พยายามปีนป่ายกันขึ้นมา

เห็นแล้วช่วยเพิ่มกำลังใจให้นิดหน่อย

เราไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว

..

เดินๆ อยู่ ผมก็เจอดา สมาชิกขาเดินเก่งอีกคน เธอเป็นสาวเดินไวที่เดินไม่แพ้ผู้ชาย ได้โอกาสเลยขอเดินตามรอยเธอละกัน

ผมล่ะชอบมาก เดินตามคนสเตปดีๆ แบบ copy รอยเท้ากันเลย

เดินแบบนี้ไม่ต้องมองด้านบน ไม่ต้องหาเทรลเอง

แค่ทำหน้าที่เดินตามคนข้างหน้าได้ก็พอ

ทำตัวเหมือนกาฝาก แอบเกาะดาไปได้สักพัก แซงก็ไม่แซง ดาเค้าคงจะรำคาญ

พอใกล้จะถึงยอด ก็สลัดตัวหนีออกมา

ผ่านพ้นเนินมรณะได้เสียที

ขอบคุณนะดา

..





ลานด้านบนเป็นลานกว้าง มีสถูปที่ทำจากกองหินซ้อนๆ กันตั้งเรียงรายกันเต็มไปหมด

บางอันก็มีป้ายชื่อผู้เสียชีวิต บางอันมีรูปถ่ายติดไว้ด้วย

เห็นแล้วก็นึกเคารพผู้กล้าเหล่านี้ พวกเขาได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lobuche รึเปล่า

หากภารกิจล้มเหลว หรือเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับตัวเอง

ก็คงต้องยอมรับสภาพ และขอเป็นส่วนหนึ่งในตำนาน everest แห่งนี้

..

ผ่านอนุสรณ์สถานผู้เสียชีวิตมาแล้ว ทีแรกคิดว่าใกล้จะถึง Lobuche แล้ว

แต่จริงๆ ยังต้องเดินอีกไกลพอควร

มองไปไกลๆ เห็นทะเลสาป มีเตนท์เหลืองตั้งอยู่บนน้ำแข็งเป็นทิวแถว

เข้าใจว่าเป็นกลุ่มที่จะไปเทรคเส้น Gokyo Ri ผ่าน Chola Pass

ดูจากแผนที่แล้วเส้นทางนั้นก็ไม่ใช่ง่ายๆ เลย





..

ผมเดินเข้ามาอย่างอ่อนแรงในร้านอาหารที่มีธงชาติไทยแขวนอยู่ โดยหมอโอ หมอ Arthur และพี่วินัย มาถึงได้ครู่ใหญ่แล้ว

ขอกุญแจจากไกด์ดีบีไปเลือกเอาห้องหนึ่ง แล้วก็กลับมานั่งที่โต๊ะเดิม

เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 3 คนกำลังซัดอาหารเสียเต็มคราบ หน้าแต่ละคนไหม้เกรียม ดูวัยแล้วน่าจะยังไม่ถึง 30 เลยด้วยซ้ำ

เห็นเค้าสั่งแล้ว เลยสั่งน้ำมะนาวร้อนมาดื่มบ้าง ตามด้วยไข่เจียวเห็ด 2 ฟอง

นั่งสักพักแล้วรู้สึกอาการไม่ค่อยดี มันหนาวสะท้านไปหมด

กินไข่เจียวอย่างพะอืดพะอม คาดว่าอาการจับไข้เริ่มมาเยือน

จนในที่สุด ทนไม่ไหว ขอปลีกตัวเข้าไปพักผ่อนในห้องที่ขณะนี้พี่เกียรติก็กำลังนอนอยู่

ดูอาการแล้ว ท่าจะแย่ทั้งคู่

..

หมอทวีเดินเข้ามาในห้อง นั่งคุยสัพเพเหระกัน ดูอาการของเราสองคนจะดีขึ้นแล้ว

ช่วงเย็นสมาชิกรวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่เพียงแต่กลุ่มเรา ยังมีกลุ่มคุณป้าขี่ม้าก็มาพักที่นี่ รวมไปถึงกลุ่มฝรั่งที่ไม่รู้มาจากไหนอยู่กันเต็มห้องอาหารไปหมด

สักพักป๋าเดินมาบอกว่าให้ย้ายห้องไปนอนอีกด้านหนึ่ง เลยต้องย้ายของกันชุลมุน

ห้องใหม่ สร้างยังไม่เสร็จดี เพดานเตี้ยมั่งสูงมั่ง ผมลองของใหม่ด้วยการเอาหัวโขกเพดานโนไปหนึ่งดอก

แม้จะเป็นห้องใหม่ แต่ก็ยังไม่มีไฟ ห้องน้ำมีสองห้อง น้ำราดส้วมแข็งเป้ก เลยไม่กล้าเข้า ต้องไปเข้าห้องน้ำด้านร้านอาหาร

คืนนี้ผมถูกจัดให้นอนกับหมอโอ และหมอสุ่นกับห้อง 3 เตียง ส่วนพี่เกียรติได้นอนกับพี่ชะลิต

ย้ายของเสร็จก็กลับไปนั่งกินอาหารกัน วันนี้ป๋าสั่ง yak steak มาให้ รสชาติอร่อยมาก

จากทีแรกๆ ผมไม่แตะเนื้อจามรี เพราะคิดว่าเหมือนเนื้อวัว

ถึงตอนนี้ผมกินมันอย่างไม่ลังเล

สงสารก็สงสาร มันอุตส่าห์แบกของให้คน

แต่ก็กินมัน

ยังจำคำพูดหมอทวีได้

"เนื้อ yak ไม่ใช่เนื้อวัว ผมเลยกินได้"

..

หลายๆ คนดูท่าทางไม่แข็งแรง อาการปวดหัวแวะมาเยือนอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งคนฟิตสุดอย่างหมอโอ

แกเริ่มบ่นปวดหัว

ถึงเวลานี้ ใครมียาอะไรก็กินๆ เข้าไปซะ

หมอมยุรี หรือหมอมะที่พวกเราเรียกกัน แกทำหน้าที่หมอมาตลอด แม้แต่ตอนที่มาเที่ยว

ใครมีอาการอะไรขอให้บอก แกจะจ่ายยาให้ตามอาการ

มาทริปนี้ก็อุ่นใจดี หลายๆ คนเป็นหมอ ให้คำปรึกษาโดยไม่คิดตัง

หากไม่มีพวกเค้า ผมคงได้แต่กินพาราไปจนจบทริป

ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

..

คืนนี้เป็นคืนที่นอนอึดอัดที่สุด

คิดว่าหน้าต่างไม่ได้เปิด หรือเปิดน้อยมาก อากาศเบาบางเหลือเกิน

บางช่วงต้องลุกขึ้นมานั่งหลังพิงฝา แล้วพยายามนอนให้หลับ

กลัวเหมือนกันว่าหากอากาศไม่พอ นอนๆ แล้ววูบ อาจไหลตายไปเลยก็ได้

ตอนดึก มีเสียงจามรีมาก่อกๆ แก่กๆ ใกล้ห้องนอน หนวกหูเสียงกระดิ่งทั้งคืน

ช่างเป็นราตรีที่ยาวนานนัก

จบตอนที่ 6

==================================================================================




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2554    
Last Update : 10 มิถุนายน 2554 8:50:25 น.
Counter : 411 Pageviews.  

Nepal - Chapter 5: Tengboche - Dingboche

เวลาเดิน: 3 ชม.15 นาที
ระยะทาง: 9-10 กม.
ความสูง: ขึ้น 580 ม. ลง 70 ม.

Tengboche: 3870 ม.
Dingboche: 4360 ม.

เริ่มนับวันถอยหลัง..




คืนที่ผ่านมานอนไม่สนิทเอาซะเลย แม้จะแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่มันหายใจลำบากเหลือเกิน เวลาสูดหายใจเข้า อากาศเย็นๆ วิ่งผ่านโพรงจมูกแล้วก็แสบไปหมด

แต่หากเอาผ้าปิดจมูกเวลานอน อากาศมันก็ติดขัดเหมือนอยู่ในห้วงสูญญากาศ

กลัวมากว่า นอนๆ แล้วขาดหายใจ

แล้วก็ตายไปซะอย่างงั้น!?

อากาศภายในห้องเมื่อคืนวัดได้ -3 องศา

..





แพ็คของเรียบร้อย ก็เดินเล่นยามเช้าก่อนแสงอาทิตย์สาดส่อง หาทำเลสวยๆ ในวัด Tengboche ภาพอมาดาบลัมทอดเงาดำมืดอยู่ตรงหน้า ช่วงเวลานี้ยังบดบังดวงตะวันไว้เสียมิดชิด





วันนี้ ณ เมือง Dingboche จะได้เห็นอมาดาบลัมในอีกมุมหนึ่งที่ไม่คุ้นตาจากทางฝั่งเหนือ

เส้นทางวันนี้จะเป็นอย่างไร คงไม่ต้องเดามากนัก

ยิ่งเดิน ยิ่งสูง หนทางก็คงจะมีแต่ดิ่งขึ้นเท่านั้นเอง




..





เสียงผู้คนในห้องอาหารเริ่มดังมากขึ้น เมื่อสมาชิกเริ่มทยอยกันเข้ามา

อาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวเปล่า ข้าวผัด หมูฝอย ปลากรอบ และเมนูใหม่ ปลาซาบะกระป๋อง

หลายๆ คนเริ่มเบือนหน้าหนี อาหารที่เริ่มจะจำเจ แต่ก็ต้องทนๆ กินไป

แม้เพิ่งจะผ่านทริปไปไม่กี่วัน แต่บางคนก็เริ่มนับวันถอยหลังกันแล้ว

หนึ่งในนั้นก็คือ ผม

จำวันเวลาไม่ค่อยได้นัก ว่าแต่ละวันคือวันอะไร

แต่พอมานั่งนับๆ ดูแล้ว ก็ตกใจ

เพิ่งผ่านมาได้แค่ 4 วันเองนี่หว่า

เหลืออีกตั้งสิบกว่าวัน

เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหนอ

..

เมื่อคืนป๋าปรับเปลี่ยนแผนเล็กน้อย

จากทีแรกให้วันนี้ไปนอนที่ Pheriche เปลี่ยนไปนอนที่ Dingboche แทน

สองเมืองนี้อยู่ใกล้ๆ กัน

Dingboche จะอยู่สูงกว่าเล็กน้อย ประมาณ 130 เมตร

เส้นทางเดียวกัน แต่ถึงจุดหนึ่งจะมีทางแยก ซ้ายไป Pheriche ขวาไป Dingboche

..





เส้นทางเริ่มต้นจาก Tengboche ทางเดินลาดลงแบบน่าใจหาย

เจอทางลาดลงนี่มันน่าท้อใจไม่แพ้ทางขึ้นชัน

เพราะหมายความว่าขากลับจะต้องเดินดิ่งขึ้น

หากเจอทางเรียบๆ จะสบายสุด

แต่มาปีนเขา ไม่ขึ้น ไม่ลง จะเรียกว่าขึ้นเขาได้ไงฟระ !?

..

จาก Tengboche ลงดิ่งมาสักร้อยเมตรได้มั้ง ก็ถึงเมือง Debuche เมืองถัดมาที่มีโรงแรมกระจายๆ อยู่

หลายๆ คนเริ่มหยุดที่นี่

ไม่ใช่เหนื่อย

แต่หยุดเพื่อถอดเสื้อหนาวที่เริ่มกลายเป็นเสื้อร้อน

แล้วก็เดินต่อ

..

เส้นทางต่อจาก Debuche เป็นทางค่อนข้างราบเรียบประมาณ 15 นาทีก็ถึงเมือง Milinggo จากนั้นทางก็ดิ่งลงจนถึงสะพานแขวนที่ข้ามแม่น้ำ Imja Khola





หนทางเริ่มดิ่งขึ้นชัน ในขณะที่วิวอมา ดาบลัมก็เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ





ไม่ไกลนักก็มาถึงเมือง Pangboche(3860 ม.)

เมืองนี้ค่อนข้างใหญ่ มีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกับที่พัก และร้านอาหาร

ผมไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากนักในการเยี่ยมชมเมือง แค่เดินไปดูไป

พี่วินัยเดินนำผมอยู่แบบไม่ห่างมากนัก

ในขณะที่หมอโอ และหมอ Arthur หายลับไปตั้งแต่เริ่มเดินแล้ว




..

วันนี้เดินๆ ไปนอกจากจะต้องหลบขบวนจามรีแล้ว ยังต้องเดินหลบขบวนม้าด้วย

มีนักท่องเที่ยว 3 คนนั่งม้ามาเที่ยว

มาทราบทีหลังว่าเป็นคนไทย

ไม่ได้มีโอกาสคุยด้วย

แต่ได้ยินว่าไปถึงแค่ Gorak Shep แล้วก็กลับ

เท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่ไปให้ถึงกาลาพัตตาร์ หรือ EBC





..

ด้วยความว่องไว เทคนิคแพรวพราว ทำให้พี่วินัยพริ้วหลบหลีกขบวนจามรีไปได้

บางช่วงแกอาศัยความแข็งแกร่ง เดินเทรลใหม่ ตัดขึ้นเขาแล้วสปีดแซงหน้าขบวนนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่มเข้าแถวยาว

ขณะที่ผมทำตัวมีมารยาทคอยเดินตามพวกเค้าไป

จริงๆ คือเนียนพักเหนื่อยไปในตัว

..

ขบวนม้าของคุณป้า 3 ท่าน(ขออนุญาตเรียกป้านะครับ เพราะอายุท่าจะมากกว่าผมพอประมาณ) ชอบมาจี้กดดันผมอยู่เนืองๆ จริงๆ แกก็เดินของแกนั่นแหละ แต่ผมน่ะกดดันตัวเองมากกว่า ประมาณว่าไม่ชอบให้ขบวนยาวๆ มาแซง เพราะเวลาแซงกลับมายากเหลือเกิ๊นน

บางทีสปีดหนีเดินไปไกลแล้ว หันกลับมาดู พวกแกก็ยังอยู่ไม่ห่างนัก แถมเดินก่อบๆ กวดมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย (แต่ม้าน่าจะเหนื่อย)





แต่ในที่สุดขบวนท่านป้าก็มาจ่อตูดผม จนต้องขอยอมแพ้ ยอมปล่อยให้แกแซงไปจนได้ ในช่วงที่มาถึงเมือง Shomare (4010 ม.)

แต่พอให้แกแซงเสร็จ ปรากฎว่าแกก็หยุด ไม่ไปต่อ เพราะแกมาพักที่เมืองนี้พอดี

ผมเลยต้องขออนุญาตแซงกลับอีกรอบ

ซึ่งขณะนี้พี่วินัยหายวับไม่เห็นแม้เงาแล้ว

..

เส้นทางหลังจากนี้เป็นทางโล่งๆ เตียนๆ

เหมือนเดินบนทางราบ

แต่ไม่ราบจริง

เป็นทางราบขึ้น เดินแล้วโคตรเหนื่อย

ยิ่งทางโล่งๆ บางทีเดินๆ แล้วหลง trail

เดินผิดเดินถูกได้ง่ายๆ

..





ผมเดินมาถึงหินสลักมนต์ก้อนใหญ่ ก็เจอทางแยก

น่าจะใช่ทางแยกไป Pheriche กับ Dingboche

ตัดสินใจไปทางขวา ซึ่งเป็นทางลง

ขณะที่ทางซ้าย คือทางขึ้นข้างบน

มองไปทางซ้าย ไหงมีแต่คนเดิน

ขณะที่ด้านเรา ไม่เห็นสักคนเลย

เล่นเอาลังเลใจอยู่เหมือนกัน

เลยถามลูกหาบคนนึงที่เดินสวนมา เพื่อความแน่ใจ

..

เส้นทางไป Dingboche ต้องบอกว่า

วังเวงมาก

ทำไมมันเงียบเชียบ คนน้อยอย่างนี้

เดินๆ เจอแต่ลูกหาบ

ช่วงเริ่มต้นทางราบเรียบลัดเลาะตามไหล่เขา

จากนั้นก็ลงดิ่งเพื่อข้ามสะพาน

เพื่อที่จะขึ้นดิ่ง เหมือนอย่างเคย

..

ผมเดินผ่านเขาสูงลูกนั้นมาด้วยท่าทีอ่อนแรงปนลังเล

ยังไม่แน่ใจว่ามาถูกทางรึเปล่า

เดินมาตั้งนานไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย

แต่ก็ยังต้องเดินต่อไป

ดูจากพื้นก็มีรอยเท้า ยังไงซะก็ต้องไปทะลุ Dingboche นั่นแหละ

จนไปเจออีกเนินหนึ่ง เห็นคนสองคนนั่งพักกันบนยอด

กลั้นใจเดินขึ้นไปบนนั้น ก็เจอลูกหาบนั่งพักเมาท์กันอยู่





ใจชื้นขึ้นเยอะ เมื่อรู้ว่ามาถูกทางแล้ว

แถมได้รับข่าวดี ว่าอีกสักครึ่งชั่วโมงก็ถึง

แหม กำลังแรง กำลังใจมันกลับมาในบัดดล

คุยๆ กันไป โอ้ ลูกหาบรู้จักโทนี่ จาด้วยแฮะ

ดังมาถึงเอเวอเรสต์เลยนะพี่จา

..

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมก็มาสมทบกับหมอโอ หมอ Arthur และพี่วินัยที่นั่งพักกันอยู่หน้าโรงแรมแห่งแรกของเมือง Dingboche

ไกด์ยังไม่มา เลยยังไม่เห็นธงชาติแขวนอยู่

ตกลงกันว่าพักกินข้าวกันที่ร้านนี้ก่อนละกัน

ผมเลยเอาธงส่วนตัวมาแขวนไว้ ดักเพื่อนร่วมทริปไว้ก่อน

..

มื้อกลางวันของผมเป็นช็อคโกแล็ตร้อน ก่อนตบท้ายด้วยไข่เจียว 2 ฟอง รสชาติไม่เลวนัก

สมาชิกเริ่มมาสมทบกันเกินครึ่งแล้ว ปุรนารายณ์มาถึงก็ออกไปหาโรงแรมที่เราจะนอนกัน

สักพักก็พาพวกเราไปยังโรงแรมดังกล่าว

โรงแรมนี้วิวดี จากห้องอาหาร มองออกไปเห็นยอด Island Peak ด้วย

จัดแจงแบ่งห้องกันเสร็จก็มีเวลาเหลือ

หมอโอก็ชวนไปชมสถูปบนยอดเขา (เหมือนอย่างเคย)

กลุ่มนี้ได้เที่ยวคุ้มกว่าเค้าเลยจริงๆ

..





เส้นทางขึ้นไปชมสถูป ต้องเดินเข้าไปทางด้านหลังโรงแรม Himalayan Lodge

ผ่านที่ใครก็ไม่รู้ แล้วก็เริ่มขึ้นเขาไปเรื่อยๆ

ทางชันไม่ใช่น้อย ผมก้มหน้าก้มเดินจนในที่สุดก็ไปสมทบกับกลุ่มหมอโอที่ยืนถ่ายรูปกันอยู่ด้านบน





อากาศหนาวเย็น หิมะเริ่มโปรยปราย สายลมเกรี้ยวกราด

จะถ่ายรูปทียังไม่ค่อยอยากจะควักกล้องออกมา





..

คืนนี้หลายๆ คนดูมีอาการซึมๆ

แพ้ความสูง

อากาศหนาว

เบื่ออาหาร

ฯลฯ

จำได้ว่า Lonely Planet แนะนำว่าควรจะพักที่ Pheriche/Dingboche เพิ่มอีก 1 คืนเพื่อปรับตัว

แต่พวกเราไม่มีเวลาขนาดนั้น

ผมเลยกังวลพอสมควรว่าการเดินแบบ nonstop ของพวกเราจะเกินลิมิตที่ทำให้เกิด AMS รึเปล่า

พรุ่งนี้ยังมีงานที่หนักกว่าวันนี้รออยู่...Lobuche 4910 ม.

คิดได้เช่นนั้นผมก็เริ่มนับวันถอยหลังกลับบ้านอีกแล้ว

..


จบตอนที่ 5

==================================================================================





 

Create Date : 09 มิถุนายน 2554    
Last Update : 9 มิถุนายน 2554 22:35:19 น.
Counter : 639 Pageviews.  

Nepal - Chapter 4: Namche Bazaar - Tengboche

เวลาเดิน: 3 1/2 ชม.
ระยะทาง: 6 กม.
ความสูง: ขึ้น 750 ม.ลง 350 ม.

Namche Bazaar: 3420 ม.
Tengboche: 3870 ม.

เดินไกลกว่าที่คิดไว้เยอะ





ได้ลุ้นกันทุกวัน ว่าเวลาตื่นนอนมาอาการปวดหัวจากเมื่อคืนจะยังมีอยู่รึเปล่า

เพราะมันมีผลกับการเดินในแต่ละวันมาก

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งปวดหัวหนัก เจอไข้หวัดใหญ่เล่นงานตอนอยู่ อช.ภูหินร่องกล้า

แค่เดินจากที่จอดรถไปดูลานหินปุ่ม ยังเดินไม่ไหว!

มาที่นี่ เลยกลัวมากกับอาการปวดหัว

โชคดี..ที่เช้านี้ อาการปวดหัวไม่ปรากฏตัว

นับว่าร่างกายแข็งแกร่งกว่าเดิมเยอะ ปรับตัวได้เร็วกว่าปีก่อนที่ไปทิเบต

คืนนั้นอ้วก non-stop ทั้งคืน

อย่างน้อยประวัติศาสตร์ก็ไม่ซ้ำรอย!

..





เมื่อวานเพื่อนร่วมทริปไปชอปปิ้งกันในนัมเช บาซาร์กันอย่างสนุกสนาน ตัวเราได้แต่นอนซม จมไข้อยู่

วันนี้ร่างกายแข็งแรงดีแล้ว เดี๋ยวจะขอไปละลายเงินกับเค้าบ้าง

เกือบแปดโมงแล้ว แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่โผล่พ้นยอดเขา Kangtega เลยชวนพี่บุ๋ม ขึ้นไปลาน ฮ. อีกครั้งเพื่อชมความงามในยามเช้า

วันนี้เดินแปบเดียวก็ถึง ไม่ทุลักทุเลเหมือนเมื่อวาน

ยืนถ่ายรูปกันสักพัก แสงสว่างก็อาบฉายมาทั่วเมืองนัมเช

เป็นแสงที่สวย และอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

..





ยืนซึมซับบรรยากาศสักพัก เจอกลุ่มฝรั่ง 4 คนขึ้นมาที่ลาน ฮ. ยังไม่ทันจะได้เซย์ฮัลโหล เค้าก็ชิงถามก่อน

"ยู มารอเฮลิคอปเตอร์หรือ"
"เปล่าครับ มาดูวิวเฉยๆ" ผมตอบไป

สมาชิกคนหนึ่งในทีมเค้า มีอาการผิดปกติที่ปอด ไม่สามารถเดินต่อได้ จึงต้องเรียกฮ.มารับไปกาฎมัณฑุ มิน่าล่ะ ถึงถ่อขึ้นมาที่ลานฮ.

คุยไปคุยมา ได้ความว่าเพิ่งกลับมาจาก Island Peak เลยได้โอกาสถามข้อมูลที่อยากรู้

ฟังแล้ว ก็รู้สึกได้ถึงความยาก พิจารณาสารรูปของกลุ่มฝรั่งแล้ว ดูโปรๆ ยังไงไม่รู้

หันกลับมาดูตัวเอง ก็สมเพชปนอนาถ..

เหมือนเด็กเพิ่งหัดปีนเขา

คุยกับพี่บุ๋มกันสองคน

พวกเราจะมีปัญหาไปหรือวะ!?

..





นัมเช บาซาร์ เป็นหมู่บ้านที่ดูจะใหญ่สุดแล้วในเส้นทาง everest base camp โรงแรมมีมากมาย หลายระดับชั้น ร้านขายอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีให้เลือกกันอย่างจุใจ ไม่แพ้

Thamel

พวกเราใช้เวลาช่วงเช้าเลือกซื้อของที่จำเป็น (และไม่จำเป็น) ตามใจอยากและกำลังทรัพย์ที่พอจะมี เมืองนี้เหมือนตลาด Trekking ให้พวกเราเลือกซื้ออาวุธและอุปกรณ์

ต่างๆ ให้พร้อมก่อนจะไปออกศึกกันในเมืองถัดไป คิดแล้วก็สมชื่อ Bazaar จริงๆ (ความหมายจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้ยินแล้วเข้าใจไปเองว่าเหมือนตลาดขายของ)

ก่อนออกเดินทาง ทุกคนดูมีอาการและสีหน้าดีขึ้น ไม่รู้ว่าได้ยาดี หรือได้ชอปปิ้งมา





เส้นทางวันนี้ ดูจาก Lonely Planet ก็ได้ความว่า เดินไม่หนัก.. เพราะ Tengboche สูงกว่า Namche Bazaar แค่ 450 ม. เอง คงเดินชิ

ลๆ ละมั้ง ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ เลยบอกเพื่อนร่วมทริปไปประมาณนั้น ขณะที่เพิ่มความชัวร์ด้วยการถามไกด์ชิลี แกบอกว่า สำหรับแกเดินแค่ 1.5 ชม. ก็ถึงแล้ว

"ผมขอ x2 เข้าไปเลยละกัน งั้นผมใช้เวลาแค่ 3 ชม.ก็น่าจะถึง..." ผมยืนยันคำพูดชิลี เข้าไปอีกที

..





วันนี้เดินผ่านขอบกระด้งของหมู่บ้าน ขึ้นไปทางด้านบน แล้วเลาะไปตามขอบหน้าผา ด้านขวา เป็นเหวลึกสูง ทางกว้างแต่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังในบางช่วง

มีพ่อครัว ปุรนารายณ์ เป็นเหมือนไกด์อีกคนหนึ่ง คอยนำทาง แกพูดอังกฤษไม่ค่อยคล่องนัก บางทีถามอะไร แกก็ Yes Yes ตลอด

หากจะเอาคำตอบจากแกจริงๆ อย่าถามคำตอบ Yes/No ให้ถามด้วย What/How/Where หรืออะไรก็แล้วแต่

หากแกตอบมา Yes ก็แสดงว่า แกฟังไม่เข้าใจ..

..





เดินมาได้ไม่ไกลนัก แกชี้ให้ดูวิว Everest เป็นมุมแรกที่พวกเราสามารถมองเห็นยอดเอเวอเรสต์ หลายๆ คนดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ รวมถึงผมด้วย แม้ผมจะเคยเห็นยอดจากทางด้านเหนือ แต่มุมทางใต้ก็ดูอลังการไม่แพ้กัน

ถ่ายรูปหมูกันแล้ว ก็เริ่มเดินกันต่อ ผ่านเขาลูกแล้วลูกเล่า วิวก็คล้ายๆ เดิม แต่ก็ยังเห่อถ่ายรูปกันอยู่ ผมติดใจวิวที่มีฉากหลังเป็น Ama Dablam เขาลูกนี้ฟอร์มสวยเหลือเกิน





ถ้ามีปัญญา มีพลัง และมีเงิน อยากจะลองขึ้นไปบนนั้น.. มัวแต่ฝันกลางวันไป..เอา Island Peak ให้รอดก่อนเหอะ แล้วค่อยมาว่ากัน

..





ระหว่างทางมีสถูปตั้งอยู่หลายอัน มีสถูปอันหนึ่งสร้างเพื่อเทิดทูน Tenzing Norgay และเหล่าเชอร์ปาแห่งเอเวอเรสต์





น่านับถือพวกเค้าเหล่านี้ รวมไปถึงคนที่พยายามมาสร้างสถูปไว้บนนี้ สำหรับผม ขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางเล็กๆ บนเส้นทางเอเวอเรสต์ก็ดีใจมากพอแล้ว





..





เวลาประมาณเที่ยง แดดเปรี้ยงใส่หัว ปุรนารายณ์ ชี้เส้นทางให้ผมดู หลังจากผมใคร่อยากรู้ว่ามันอีกไกลมั้ยกว่าจะถึง Tengboche

แกบอกต้องลงไปด้านล่างเพื่อข้ามสะพานก่อนที่จะขึ้นไปบนเขาลูกทางขวามือ!?





สรุปว่าเราอยู่ที่ระยะความสูงประมาณ 3500 ม.แต่ต้องเดินดิ่งลงไปนู่น เพื่อข้ามน้ำไปแล้วค่อยไต่ระดับไปขึ้นไป 3870 ม.!

@#%!? (สบถในใจ) รู้งี้ไม่ถามดีกว่าว่ะ

แต่ได้ข่าวร้าย มีหรือจะไม่บอกเพื่อนๆ

รีบไปแจ้งกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อทำลายขวัญและกำลังใจทันที

..




ตอนนี้ผมมาอยู่ตรงสะพานแขวน ดูนาฬิกา suunto เรือนเก่งแล้วหดหู่ เพราะเสียดายความสูงที่เราทำไป ซึ่งบัดนี้หดหายเหลือ 3200 ม.กลายเป็นว่าเราต้องขึ้นไปอีกเกือบ 700 ม.ในแนวดิ่ง

ผม ดา หมอทวี และพี่ชะลิตนั่งรอขบวนจามรีที่ข้ามมาจากอีกฟากเดินพ้นสะพาน ระหว่างรอก็ขอเติมพลัง อัดน้ำ อัดขนม Angels เยลลี่เติมพลังของพี่เกียรติ ที่หลายๆ ฝ่ายให้

การยอมรับ เป็น energy bar ดีๆ นี่เอง แถมกินง่าย เคี้ยวคล่อง ไม่แข็งเป้ก เหมือนพวก Alpen, Mars เวลาเก็บที่อากาศเย็นๆ

หลังจากทำใจได้เรียบร้อย ผมก็ขอออกตัวข้ามสะพานมาก่อน ก้มหน้าก้มตารับสภาพความลำบากกับเส้นทางที่เหลือ

พยายามลืมเรื่องเดินๆ ไปซะ เอา iPod มายัดหู แล้วก็เปิดเพลงกลบ แล้วเดินอย่างช้าๆ

มารู้สึกตัวอีกที ก็ตามมาทันป๋าเสริฐ แล้วก็เริ่มเดินไปด้วยกัน

เจอหนุ่มชิลี คุยกันได้ความว่า แกมาคนเดียว ตัวคนเดียว ไม่มีไกด์ ไม่มีลูกหาบ

ขอนับถือจริงๆ มาไกลขนาดนี้ แถมมาได้ด้วยตัวคนเดียว

..





ช่วงท้ายๆ เดิน หยุด เดิน หยุด เป็นงี้ ไม่รู้กี่สิบรอบ

หอบแล้วหอบอีก แล้วก็มองดูภูเขา Thamserku กับ Kangtega เป็นเพื่อนปลอบใจ ด้านล่างมีลูกหาบผู้หญิงกับเด็ก เค้าก็หยุดพักบ่อยเหมือนกัน

ไม่เป็นไรน่า..อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เหนื่อยคนเดียว




..





บ่ายสองสิบห้านาที ในที่สุดก็พาตัวเองขึ้นมาจนถึง Tengboche จนได้ สังเกตจากสถูปยักษ์ที่เด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า และก็ดีใจสุดๆ เมื่อได้เห็นธงไตรรงค์แขวนอยู่หน้าโรงแรม
เป็นอันว่าการเดินทางของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว!

..

นั่งแหมะอยู่ในห้องอาหาร ร่างกายอ่อนเพลีย วิงเวียนเล็กน้อย

สั่ง Rhododendron Tea มานั่งจิบ ไกด์ดีบีบอกว่าชากุหลาบพันปี ช่วยปรับตัวให้เข้ากับสภาพความสูงได้ดี

โฆษณาให้อีกว่าชาแบบนี้หาได้ไม่กี่ที่ และ Tengboche ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผมลองชิมๆดู รสชาติมันเหมือนชิมน้ำหอมรสกุหลาบยังไงพิลึก

แต่ไม่รู้อุปทานรึเปล่า

สักพักก็รู้สึกดีขึ้น!

..





ใกล้ๆ สี่โมงเย็น พลพรรคชวนกันไปชม Tengboche Monastery





ภายในงดงามมาก มีนักท่องเที่ยวพอสมควร ผมถือโอกาสเข้าไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัย เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทริป

คิดว่าคำขอของผมก็คงไม่ต่างจากคนอื่นนัก




..

ช่วงเย็นๆ แรงยังมี เวลายังเหลือ เลยเดินขึ้นไปชมเมืองจากมุมสูง ระยะความสูงประมาณ 3900 ม. ด้านบนวิวก็พอจะโอเค แต่หิมะตกหนักมาก แถมลมพัดหิมะเข้าหน้าเข้าตา เลยอยู่นานไม่ได้ ต้องรีบแจ้นลงมา





อากาศเริ่มปิด ฟ้าเริ่มขมุกขมัว

ชักเป็นห่วงอากาศในวันถัดๆ ไปซะแล้ว เพราะช่วงนี้ออกแนวนี้ทุกวันเลย

..

ตกดึกอากาศหนาวเย็นมาก แต่ผมก็ยังเสี้ยนออกไปถ่ายรูป คว้าถุงมือขนเป็ด mammut ที่ยิ่งใช้ขนก็ยิ่งหลุดไปสวมมือไว้แล้วก็เอาขาตั้งไร้ยี่ห้อไปถ่ายรูปสถูปด้านนอก

แต่เพราะความหนาวและลมแรง สรุปว่าไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ

ไปๆ มาๆ ก็เลยสำเร็จโทษ เอาขาตั้งอันนั้นทิ้งไว้ที่นัมเชเลย

..

คืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศเบาบาง หรือมันหนาวเกิน อาการแสบจมูกเริ่มมาเยือน หายใจไม่ค่อยออก นอนแล้วอึดอัดมาก

จบตอนที่ 4

==================================================================================




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2554    
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 22:35:26 น.
Counter : 846 Pageviews.  

Nepal - Chapter 3: Phakding - Namche Bazaar

เวลาเดิน: 5 ชม.
ระยะทาง: 7 กม.
ความสูง: ขึ้น 1000 ม.! ลง 100 ม.

Phakding: 2610 ม.
Namche Bazaar: 3420 ม.

ลางร้าย AMS





ตื่นเช้ามาเก็บของเรียบร้อยฝากลูกหาบเสร็จก็ออกมาชมบรรยากาศภายนอก หิมะตกเมื่อคืน ทำเอาภูเขาขาวโพลนไปด้วยเกล็ดหิมะ

ดูงดงามแต่ก็หนาวเหน็บจับใจ





วันนี้ต้องเดินไต่ระดับจาก 2,600 ไป 3,400 เมตร หอบแดกแน่นอน ของจริงน่าจะเป็นวันนี้!





แรกๆ เดินตามบ้านเรือน ผ่านหมู่บ้าน Zamfute, Toktok, Benkar





ทางมีขึ้นสลับลง เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยอะไรมากนัก





แต่กะดูแล้วว่าถ้าเมื่อวานมานอน Monjo ก็ไกลเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ





มาถึง Monjo เวลาประมาณสิบโมงครึ่งถึงด่านอุทยาน Sagarmartha รอไกด์

มาติดต่อเรื่องบัตรผ่านสักพัก ขออนุญาตเรียบร้อยก็ได้เดินกันต่อ





ผ่านประตูรั้วไปก็จะเข้าสู่ Jorsale หนทางดิ่งลงสุดๆ (ตอนกลับเหนื่อยแน่)





จากนั้นทางก็เริ่มขึ้นสูงทีละนิดๆ






และก็เริ่มโหดขึ้นเรื่อยๆ สมาชิกเริ่มแตกแถวกันแล้ว ใครเร็วก็ไปก่อน ใครช้าก็ค่อยๆ ไป

รู้สึกจะต้องข้ามสะพาน 5 สะพานละมั้ง เดินมากๆ ก็เบลอ จำผิดจำถูก





ผมเดินตามสาวออสเตรเลียนคนนึง เห็นเธอสเตปดีมาก ก้าวฉับๆ สปีดไม่มีตก ท่าทางพึ่งได้ เลยขอก๊อปปี้รอยเท้าด้วยการเดินตามเป็นเงาตามตัว เดินแบบนี้ดี ไม่ต้องคิดหาแทร็คเดินเอง

แค่เดินตามที่เธอเดินก็พอ แต่หลังๆ ไม่ไหวละ สเตปเทพเกิน เดินตามไม่ทัน ต้องปล่อยให้เธอหายวับไปกับสายลม





ตอนนี้ก้มหน้าก้มตาเดิน พยายามไม่มองไปข้างบน เพราะจะท้อใจเอา คนอื่นไม่รู้หายไปไหนหมด ช่วงสุดท้ายก่อนจะถึงต้องควักเสื้อแจ็คเก็ตมาใส่กันหิมะ ก่อนจะพาตัวเองมาถึง

Namche Bazaar ด้วยสภาพอ่อนระโหยโรยแรง ด้วยเวลาที่เกือบจะบ่ายโมงแล้ว เห็นพี่วินัยรออยู่ ยืนรอสักพักหมออาเธอร์กับป๋าเสริฐก็ตามมา ไม่นานนักดีบีก็ตามมาสมทบ

และพาไปเข้าโรงแรม Nmaste Lodge คนอื่นเริ่มมาสมทบ รวมถึงหมอโอที่เดินเลยไปอีกฝั่งหนึ่งของเมืองก่อนหน้านี้




..

มองลอดกระจกออกไปเห็นหิมะตกหนักมาก สั่ง tuna sandwich มากิน เริ่มรู้สึกพะอืดพะอม กินไปได้ครึ่งนึง ที่เหลือให้หมอโอ อาการคลื่นไส้เริ่มถามหา

ช่วงบ่ายชวนกันไปชมวัดบนเขา (อีกแล้ว) ไปก็ไป แต่ได้แค่เดินตาม เพราะอาการเริ่มไม่ดีแล้ว





เดินๆ แล้วก็เวียนหัว เริ่มอยากจะอ้วก จนในที่สุดก็ได้ฤกษ์อ้วกครั้งที่หนึ่ง บนยอดเขา Namche Bazaar อะไรวะ แค่ระดับ 3,400 เมตรแพ้ความสูงแล้วเหรอวะเนี่ย
จะไหวมั้ยเนี่ย





แต่อ้วกแล้วดีขึ้น ในที่สุดก็เดินไปสมทบกับกลุ่มที่ลานฮ.ได้ แต่สักพักกลุ่มก็จะขึ้นไปดูบ้านหลังหนึ่งบนเขากันอีก (ฟิตจริงเว้ย) งานนี้ขอบายครับ เพราะเริ่มอยากจะอ้วกอีกแล้ว





เดินไปเดินมาแล้วก็ต้องขอยอมแพ้ถอยกรูดกับที่พักก่อน ได้อ้วกไปอีกที ตอนนี้รู้สึกหนาวไปหมด เข้าห้องแล้วกินยานอน แต่หนาวสั่นไปหมด หยิบเอา thermaplast มาแปะ

อกไว้แผ่นนึง แล้วก็นอนขดตัวในห้อง ถุงนอนกับเสื้อหนาวบางส่วนที่อยู่กับลูกหาบยังมาไม่ถึง เลยนอนนิ่งๆ ขดเป็นกุ้งตายอยู่บนเตียง รอคอยความหวัง..

สักพักนึง ไปขอยา Diamox มากินครึ่งเม็ด แล้วก็กลับไปขดต่อ

ชั่วโมงหนึ่งหลังจากนั้น พี่บุ๋มแวะมาที่ห้องบอกให้นั่งอย่านอน ก็เลยนั่งดู เออ หายใจดีกว่าเยอะเลย

..

หัวค่ำอาการดีขึ้น ออกมานั่งที่ห้องอาหาร บรรยากาศอบอุ่นกว่าห้องนอนเยอะ มีจุดไฟต้มน้ำทำให้ห้องอุ่นน่านอน สมาชิกส่วนใหญ่มารวมตัวกันที่ห้องนี้เพื่อรอกินอาหารเย็นกัน

มารู้อีกทีว่ามีคนป่วยเหมือนเราอยู่สามสี่คน (มีเพื่อนแล้ว)

บางคนอาการดีก็ไปอาบน้ำกันตามใจชอบ แต่ของเราขออาบรวบยอดเลยละกัน

แค่วันนี้ก็แย่แล้ว แล้วพรุ่งนี้จะไหวไหม?





จบตอนที่ 3

==================================================================================




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2554    
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 22:33:13 น.
Counter : 486 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.