Jack-A-Little-Monster
Nepal - Chapter 4: Namche Bazaar - Tengboche

เวลาเดิน: 3 1/2 ชม.
ระยะทาง: 6 กม.
ความสูง: ขึ้น 750 ม.ลง 350 ม.

Namche Bazaar: 3420 ม.
Tengboche: 3870 ม.

เดินไกลกว่าที่คิดไว้เยอะ





ได้ลุ้นกันทุกวัน ว่าเวลาตื่นนอนมาอาการปวดหัวจากเมื่อคืนจะยังมีอยู่รึเปล่า

เพราะมันมีผลกับการเดินในแต่ละวันมาก

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งปวดหัวหนัก เจอไข้หวัดใหญ่เล่นงานตอนอยู่ อช.ภูหินร่องกล้า

แค่เดินจากที่จอดรถไปดูลานหินปุ่ม ยังเดินไม่ไหว!

มาที่นี่ เลยกลัวมากกับอาการปวดหัว

โชคดี..ที่เช้านี้ อาการปวดหัวไม่ปรากฏตัว

นับว่าร่างกายแข็งแกร่งกว่าเดิมเยอะ ปรับตัวได้เร็วกว่าปีก่อนที่ไปทิเบต

คืนนั้นอ้วก non-stop ทั้งคืน

อย่างน้อยประวัติศาสตร์ก็ไม่ซ้ำรอย!

..





เมื่อวานเพื่อนร่วมทริปไปชอปปิ้งกันในนัมเช บาซาร์กันอย่างสนุกสนาน ตัวเราได้แต่นอนซม จมไข้อยู่

วันนี้ร่างกายแข็งแรงดีแล้ว เดี๋ยวจะขอไปละลายเงินกับเค้าบ้าง

เกือบแปดโมงแล้ว แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่โผล่พ้นยอดเขา Kangtega เลยชวนพี่บุ๋ม ขึ้นไปลาน ฮ. อีกครั้งเพื่อชมความงามในยามเช้า

วันนี้เดินแปบเดียวก็ถึง ไม่ทุลักทุเลเหมือนเมื่อวาน

ยืนถ่ายรูปกันสักพัก แสงสว่างก็อาบฉายมาทั่วเมืองนัมเช

เป็นแสงที่สวย และอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

..





ยืนซึมซับบรรยากาศสักพัก เจอกลุ่มฝรั่ง 4 คนขึ้นมาที่ลาน ฮ. ยังไม่ทันจะได้เซย์ฮัลโหล เค้าก็ชิงถามก่อน

"ยู มารอเฮลิคอปเตอร์หรือ"
"เปล่าครับ มาดูวิวเฉยๆ" ผมตอบไป

สมาชิกคนหนึ่งในทีมเค้า มีอาการผิดปกติที่ปอด ไม่สามารถเดินต่อได้ จึงต้องเรียกฮ.มารับไปกาฎมัณฑุ มิน่าล่ะ ถึงถ่อขึ้นมาที่ลานฮ.

คุยไปคุยมา ได้ความว่าเพิ่งกลับมาจาก Island Peak เลยได้โอกาสถามข้อมูลที่อยากรู้

ฟังแล้ว ก็รู้สึกได้ถึงความยาก พิจารณาสารรูปของกลุ่มฝรั่งแล้ว ดูโปรๆ ยังไงไม่รู้

หันกลับมาดูตัวเอง ก็สมเพชปนอนาถ..

เหมือนเด็กเพิ่งหัดปีนเขา

คุยกับพี่บุ๋มกันสองคน

พวกเราจะมีปัญหาไปหรือวะ!?

..





นัมเช บาซาร์ เป็นหมู่บ้านที่ดูจะใหญ่สุดแล้วในเส้นทาง everest base camp โรงแรมมีมากมาย หลายระดับชั้น ร้านขายอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีให้เลือกกันอย่างจุใจ ไม่แพ้

Thamel

พวกเราใช้เวลาช่วงเช้าเลือกซื้อของที่จำเป็น (และไม่จำเป็น) ตามใจอยากและกำลังทรัพย์ที่พอจะมี เมืองนี้เหมือนตลาด Trekking ให้พวกเราเลือกซื้ออาวุธและอุปกรณ์

ต่างๆ ให้พร้อมก่อนจะไปออกศึกกันในเมืองถัดไป คิดแล้วก็สมชื่อ Bazaar จริงๆ (ความหมายจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้ยินแล้วเข้าใจไปเองว่าเหมือนตลาดขายของ)

ก่อนออกเดินทาง ทุกคนดูมีอาการและสีหน้าดีขึ้น ไม่รู้ว่าได้ยาดี หรือได้ชอปปิ้งมา





เส้นทางวันนี้ ดูจาก Lonely Planet ก็ได้ความว่า เดินไม่หนัก.. เพราะ Tengboche สูงกว่า Namche Bazaar แค่ 450 ม. เอง คงเดินชิ

ลๆ ละมั้ง ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ เลยบอกเพื่อนร่วมทริปไปประมาณนั้น ขณะที่เพิ่มความชัวร์ด้วยการถามไกด์ชิลี แกบอกว่า สำหรับแกเดินแค่ 1.5 ชม. ก็ถึงแล้ว

"ผมขอ x2 เข้าไปเลยละกัน งั้นผมใช้เวลาแค่ 3 ชม.ก็น่าจะถึง..." ผมยืนยันคำพูดชิลี เข้าไปอีกที

..





วันนี้เดินผ่านขอบกระด้งของหมู่บ้าน ขึ้นไปทางด้านบน แล้วเลาะไปตามขอบหน้าผา ด้านขวา เป็นเหวลึกสูง ทางกว้างแต่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังในบางช่วง

มีพ่อครัว ปุรนารายณ์ เป็นเหมือนไกด์อีกคนหนึ่ง คอยนำทาง แกพูดอังกฤษไม่ค่อยคล่องนัก บางทีถามอะไร แกก็ Yes Yes ตลอด

หากจะเอาคำตอบจากแกจริงๆ อย่าถามคำตอบ Yes/No ให้ถามด้วย What/How/Where หรืออะไรก็แล้วแต่

หากแกตอบมา Yes ก็แสดงว่า แกฟังไม่เข้าใจ..

..





เดินมาได้ไม่ไกลนัก แกชี้ให้ดูวิว Everest เป็นมุมแรกที่พวกเราสามารถมองเห็นยอดเอเวอเรสต์ หลายๆ คนดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ รวมถึงผมด้วย แม้ผมจะเคยเห็นยอดจากทางด้านเหนือ แต่มุมทางใต้ก็ดูอลังการไม่แพ้กัน

ถ่ายรูปหมูกันแล้ว ก็เริ่มเดินกันต่อ ผ่านเขาลูกแล้วลูกเล่า วิวก็คล้ายๆ เดิม แต่ก็ยังเห่อถ่ายรูปกันอยู่ ผมติดใจวิวที่มีฉากหลังเป็น Ama Dablam เขาลูกนี้ฟอร์มสวยเหลือเกิน





ถ้ามีปัญญา มีพลัง และมีเงิน อยากจะลองขึ้นไปบนนั้น.. มัวแต่ฝันกลางวันไป..เอา Island Peak ให้รอดก่อนเหอะ แล้วค่อยมาว่ากัน

..





ระหว่างทางมีสถูปตั้งอยู่หลายอัน มีสถูปอันหนึ่งสร้างเพื่อเทิดทูน Tenzing Norgay และเหล่าเชอร์ปาแห่งเอเวอเรสต์





น่านับถือพวกเค้าเหล่านี้ รวมไปถึงคนที่พยายามมาสร้างสถูปไว้บนนี้ สำหรับผม ขอแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางเล็กๆ บนเส้นทางเอเวอเรสต์ก็ดีใจมากพอแล้ว





..





เวลาประมาณเที่ยง แดดเปรี้ยงใส่หัว ปุรนารายณ์ ชี้เส้นทางให้ผมดู หลังจากผมใคร่อยากรู้ว่ามันอีกไกลมั้ยกว่าจะถึง Tengboche

แกบอกต้องลงไปด้านล่างเพื่อข้ามสะพานก่อนที่จะขึ้นไปบนเขาลูกทางขวามือ!?





สรุปว่าเราอยู่ที่ระยะความสูงประมาณ 3500 ม.แต่ต้องเดินดิ่งลงไปนู่น เพื่อข้ามน้ำไปแล้วค่อยไต่ระดับไปขึ้นไป 3870 ม.!

@#%!? (สบถในใจ) รู้งี้ไม่ถามดีกว่าว่ะ

แต่ได้ข่าวร้าย มีหรือจะไม่บอกเพื่อนๆ

รีบไปแจ้งกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อทำลายขวัญและกำลังใจทันที

..




ตอนนี้ผมมาอยู่ตรงสะพานแขวน ดูนาฬิกา suunto เรือนเก่งแล้วหดหู่ เพราะเสียดายความสูงที่เราทำไป ซึ่งบัดนี้หดหายเหลือ 3200 ม.กลายเป็นว่าเราต้องขึ้นไปอีกเกือบ 700 ม.ในแนวดิ่ง

ผม ดา หมอทวี และพี่ชะลิตนั่งรอขบวนจามรีที่ข้ามมาจากอีกฟากเดินพ้นสะพาน ระหว่างรอก็ขอเติมพลัง อัดน้ำ อัดขนม Angels เยลลี่เติมพลังของพี่เกียรติ ที่หลายๆ ฝ่ายให้

การยอมรับ เป็น energy bar ดีๆ นี่เอง แถมกินง่าย เคี้ยวคล่อง ไม่แข็งเป้ก เหมือนพวก Alpen, Mars เวลาเก็บที่อากาศเย็นๆ

หลังจากทำใจได้เรียบร้อย ผมก็ขอออกตัวข้ามสะพานมาก่อน ก้มหน้าก้มตารับสภาพความลำบากกับเส้นทางที่เหลือ

พยายามลืมเรื่องเดินๆ ไปซะ เอา iPod มายัดหู แล้วก็เปิดเพลงกลบ แล้วเดินอย่างช้าๆ

มารู้สึกตัวอีกที ก็ตามมาทันป๋าเสริฐ แล้วก็เริ่มเดินไปด้วยกัน

เจอหนุ่มชิลี คุยกันได้ความว่า แกมาคนเดียว ตัวคนเดียว ไม่มีไกด์ ไม่มีลูกหาบ

ขอนับถือจริงๆ มาไกลขนาดนี้ แถมมาได้ด้วยตัวคนเดียว

..





ช่วงท้ายๆ เดิน หยุด เดิน หยุด เป็นงี้ ไม่รู้กี่สิบรอบ

หอบแล้วหอบอีก แล้วก็มองดูภูเขา Thamserku กับ Kangtega เป็นเพื่อนปลอบใจ ด้านล่างมีลูกหาบผู้หญิงกับเด็ก เค้าก็หยุดพักบ่อยเหมือนกัน

ไม่เป็นไรน่า..อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เหนื่อยคนเดียว




..





บ่ายสองสิบห้านาที ในที่สุดก็พาตัวเองขึ้นมาจนถึง Tengboche จนได้ สังเกตจากสถูปยักษ์ที่เด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า และก็ดีใจสุดๆ เมื่อได้เห็นธงไตรรงค์แขวนอยู่หน้าโรงแรม
เป็นอันว่าการเดินทางของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว!

..

นั่งแหมะอยู่ในห้องอาหาร ร่างกายอ่อนเพลีย วิงเวียนเล็กน้อย

สั่ง Rhododendron Tea มานั่งจิบ ไกด์ดีบีบอกว่าชากุหลาบพันปี ช่วยปรับตัวให้เข้ากับสภาพความสูงได้ดี

โฆษณาให้อีกว่าชาแบบนี้หาได้ไม่กี่ที่ และ Tengboche ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผมลองชิมๆดู รสชาติมันเหมือนชิมน้ำหอมรสกุหลาบยังไงพิลึก

แต่ไม่รู้อุปทานรึเปล่า

สักพักก็รู้สึกดีขึ้น!

..





ใกล้ๆ สี่โมงเย็น พลพรรคชวนกันไปชม Tengboche Monastery





ภายในงดงามมาก มีนักท่องเที่ยวพอสมควร ผมถือโอกาสเข้าไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัย เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทริป

คิดว่าคำขอของผมก็คงไม่ต่างจากคนอื่นนัก




..

ช่วงเย็นๆ แรงยังมี เวลายังเหลือ เลยเดินขึ้นไปชมเมืองจากมุมสูง ระยะความสูงประมาณ 3900 ม. ด้านบนวิวก็พอจะโอเค แต่หิมะตกหนักมาก แถมลมพัดหิมะเข้าหน้าเข้าตา เลยอยู่นานไม่ได้ ต้องรีบแจ้นลงมา





อากาศเริ่มปิด ฟ้าเริ่มขมุกขมัว

ชักเป็นห่วงอากาศในวันถัดๆ ไปซะแล้ว เพราะช่วงนี้ออกแนวนี้ทุกวันเลย

..

ตกดึกอากาศหนาวเย็นมาก แต่ผมก็ยังเสี้ยนออกไปถ่ายรูป คว้าถุงมือขนเป็ด mammut ที่ยิ่งใช้ขนก็ยิ่งหลุดไปสวมมือไว้แล้วก็เอาขาตั้งไร้ยี่ห้อไปถ่ายรูปสถูปด้านนอก

แต่เพราะความหนาวและลมแรง สรุปว่าไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ

ไปๆ มาๆ ก็เลยสำเร็จโทษ เอาขาตั้งอันนั้นทิ้งไว้ที่นัมเชเลย

..

คืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศเบาบาง หรือมันหนาวเกิน อาการแสบจมูกเริ่มมาเยือน หายใจไม่ค่อยออก นอนแล้วอึดอัดมาก

จบตอนที่ 4

==================================================================================




Create Date : 08 มิถุนายน 2554
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 22:35:26 น. 2 comments
Counter : 872 Pageviews.

 
ทางเดินดูลื่นด้วย

ตามมาเที่ยวต่อค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 9 มิถุนายน 2554 เวลา:15:06:53 น.  

 
ตอนนี้สนุกมาก เนื้อเรื่องค่อยเยอะจุใจหน่อย เห็นวิวอากาศปิดภาพสุดท้ายแล้วอลังการสายตาดี

ธงไตรรงค์ที่เห็นเพราะเค้าตั้งใจทำเป็นสัญลักษณ์บอกจุดหมายของพวกเราหรือเปล่า หรือว่าเพราะเป็นโรงแรมเจ้าของคนไทย

เห็นสภาพบ้านช่องแล้วโหตึกรามทั้งนั้นเลย นับๆดูบ้านหลังสูงตั้งสี่ห้าชั้น


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 18 มิถุนายน 2554 เวลา:14:40:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.