Jack-A-Little-Monster
Nepal - Chapter 6: Dingboche - Lobuche

เวลาเดิน: 3 ชม.
ระยะทาง: 8 กม.
ความสูง: ขึ้น 700 ม.

Dingboche: 4360 ม.
Lobuche: 4930 ม.

เนินมรณะ...




มาเที่ยวแบบนี้ เรื่องห้องน้ำห้องท่า ต้องยอมรับสภาพกับมัน

จะไปหาห้องน้ำชักโครกสะอาดๆ นั่งสบาย มันไม่มี

แค่มีน้ำราดส้วม ก็นับว่าหรูมากแล้ว

..

ผมเป็นคนหนึ่งที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

ทีแรกคิดว่าจะอั้นๆ เอาไว้ แล้วไปเข้ารวดเดียวในวันกลับ

เอาเข้าจริง ต้องเข้าทุกวัน โดยเฉพาะหลังอาหารเช้า

กินข้าวเสร็จไม่ทันไร อาหารเก่าก็เดินทางมาถึงปากถ้ำเสียแล้ว

ช่วงนี้เป็นบ่อย แถมมาปวดเอาตอนจะเริ่มเดินทางทุกที

พอเข้าห้องน้ำเสร็จ ออกมา อ้าว..เพื่อนร่วมทริปหายไปหมดแล้ว

ต้องชะเง้อมองหา ดูว่าเค้าเดินไปทางไหนกัน

..

ผมกับพี่วินัยจะแย่งซีนกันเข้าห้องน้ำบ่อยมาก

แกเป็นเจ้าแห่งการเข้าห้องน้ำ

ดึกดื่นยามค่ำคืน บางทีก็จะโชคดีได้เห็นแกย่องมาปลดทุกข์

เช้าตรู่บางวันคิดว่าผมตื่นเช้าสุดแล้ว กะจะมาระบายของเสียหน่อย

ห้องน้ำดันล็อคซะนี่

ไม่ใช่ใคร ก็แกนั่นแหละ ชิงส่งแฟกซ์ก่อน

มาทริปนี้ เหมือนมาชิงดีชิงเด่น แย่งห้องน้ำกัน

บางทีผมก็ตัดหน้าแกเข้าได้ก่อน

แต่ดันไม่มี output ออกมา

บิวท์ยังไงก็ไม่ได้ อารมณ์มันไม่ถึงขีดสุด

เลยต้องเปิดทางให้แกมาสานต่อ

..





พักเรื่องส่งแฟกซ์ มาคุยกันในเรื่องวันนี้

งานหนักของวันนี้ ทุกคนรู้อยู่ในหัวกันแล้ว

ต้องไต่ระดับจาก 4300 ม. ไป 4900 ม.

งานนี้ดิ่งจริง ไม่มีอ้อมค้อม

ดีไปอย่าง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาขึ้นๆ ลงๆ ให้เสียความสูงเปล่าๆ

ผมนึกตลกๆ แต่จริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย

..

ผมเริ่มเดินออกจากโรงแรมที่ตอนนี้สมาชิกหายไปหมดแล้ว

เส้นทางไป Lobuche ต้องผ่านสถูปบนยอดเขาที่เมื่อวานหมอโอพาไป

มองไปลิบๆ เห็นกลุ่มพวกเราไปกันไกลแล้ว เลยต้องกวดฝีเท้าหน่อย

วันนี้เดินได้ค่อนข้างดี ควบคุมการหายใจได้ดีขึ้น

ได้เทคนิคใหม่ คือหายใจยาวๆ

หมอโอแนะนำมา ไม่ให้หายใจสั้นแต่ถี่ๆ

แกบอกมันจะ wash out CO2 ไปหมดแล้วจะเป็นตะคริวเอาได้

อีกหนึ่งเทคนิคคือ เดินก้าวสั้นๆ ในจังหวะคงที่

หากช่วงไหนเป็นสเตปใหญ่ๆ ให้ซอยออกเป็นย่อยๆ

เจอหินก้อนใหญ่ขวาง ให้เดินเลี่ยงเอา

ความเหนื่อยจะมาเยือนช้าลง

..





ช่วงเช้าวันนี้ฟ้าใส แดดแรง เหมือนอย่างเคย

ผมเดินผ่านไกด์ชีลี่ ที่จะคอยยืนคุมท้ายอยู่เสมอ

ดูท่าทางแกชิลๆ สบายๆ

เห็นแล้วอดชื่นชมแกไม่ได้ สเตปพี่แกเทพมาก

เมื่อก่อนแกเคยเป็น Porter หรือลูกหาบเหมือนคนอื่น

ประสบการณ์ล้นเหลือ เคยเข้าอบรมคอร์สกู้ภัยในหิมะมา แถมพูดภาษาอังกฤษได้ดี

เลยผันตัวมาเป็นไกด์แทน

หากแกเดินนำ ขออย่าให้ไปเดินตามแก

เพราะจะเดินไม่ทัน





..





เดินออกจาก Dingboche ไม่ไกลนักจะเห็นเมืองอีกเมืองที่หน้าตาคล้ายๆ Dingboche

เมืองนี้คือ Pheriche นั่นเอง

ขากลับหากไม่สังเกตให้ดี จะหลงเข้าใจผิดเอาได้ง่ายๆ ว่าเมืองนี้คือ Dingboche

จำง่ายๆ เวลากลับจาก Lobuche

Dingboche ทางซ้าย Pheriche ทางขวา

Dingboche มีสถูปบนเขา Pheriche มีเฮลิคอปเตอร์

..





ทางระหว่างเมือง Dingboche ไปยัง Dughla เส้นทางค่อนข้างง่าย จนเดินแล้วหลงตัวเองว่าเดินเก่ง

เดินๆ ไปไม่นาน ผมก็เจอพี่วินัยที่กำลังข้ามสะพานไปยังเมือง Dughla (4620 ม.)

เมืองนี้เล็กเหลือเกิน มีร้านอาหารอยู่ 2 ร้าน ภายในร้าน คนรออาหารเป็นล้าน

อย่างเคย พวกเราไม่ได้หยุดกินอาหารกัน ปกติจะเดินรวดเดียวไปให้ถึงจุดหมาย

แล้วค่อยกินอย่างสบายอารมณ์





ปราการด่านข้างหน้า เป็นเนินสูงที่ไต่ระดับขึ้นเขาไปยังด้านบน ซึ่งเป็นที่ที่รายล้อมไปด้วยสถูปของผู้เสียชีวิตจากการเดินทางบนเส้น Everest แห่งนี้

เนินนี้ พวกเราเรียกกันว่า เนินมรณะ บางคนเรียก เนินนรก

พี่วินัยออกตัวไปก่อน ขณะที่ผมขอนั่งจิบน้ำาร้อนในกระติกใบเก่งสีฟ้า

ไม่ต้องเร่งรีบอะไร มีเวลาอีกตั้งเยอะแยะ

ผมผ่อนคลายอารมณ์ หลังจากดูนาฬิกาแล้ว วันนี้เราทำเวลาได้ค่อนข้างดี

หารู้ไม่ว่านรกจริงๆ มันกำลังรออยู่หลังจากนี้

..

นั่งผ่อนคลายมาได้สักสิบนาที มองไปด้านหลัง เห็นพี่เอตามมาสมทบ

โอเค ได้เวลาไปต่อละ พี่วินัยยังพักรออยู่ไม่ไกล





เส้นทางต่อไปนี้ เป็นการเดินขึ้นเนินหิน ที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ดิน

กับระยะความสูงในแนวดิ่ง 300 เมตร ที่ต้องใช้แรงกาย แรงใจ มากถึงมากที่สุด

ผมพยายามงัดเทคนิคต่างๆ มาใช้

- ก้าวสั้นๆ หลบหลีกก้อนหินใหญ่ .. แต่ทางมันก็เต็มไปด้วยหินใหญ่ ซึ่งหลบไม่พ้น ก็ต้องก้าวข้ามมันไป -> เหนื่อย
- หายใจยาวๆ .. พอเหนื่อย หายใจยาวๆ เริ่มเอาไม่อยู่ หัวใจมันเต้น ตุ้บตั้บๆ มั่นใจเลยว่า heart rate เกิน 170 แน่นอน -> ยิ่งเหนื่อย
- หาเส้นทางที่ถูกต้อง.. เส้นทางที่ถูกคือ เส้นที่คนเดินเยอะๆ แม้ไม่ใช่เส้นทางที่สั้นที่สุด ทีแรกเดินตามพี่วินัย แกเล่นข้ามหินก้อนใหญ่ๆ โดยดูจากระยะกระจัดสั้นสุด เดินตามแกได้ไม่กี่ก้าวผมคงช็อคตายก่อน เลยต้องหาทางที่มีรอยเท้าเยอะๆ แม้จะอ้อมบ้าง แต่ก็เป็นทางที่ลูกหาบนิยมใช้ ระยะก้าวจะสั้นหน่อย
แม้กระนั้นด้วยอาการที่สะสมมา พอผมเงยหน้าขึ้นเพื่อไปจะหาเทรลเดิน ก็ปรากฎภาพความโหดร้ายของเขาสูงชัน ทำให้กำลังใจมันหดหาย -> โคตรเหนื่อย

ในที่สุดก็ต้องหยุดพักหายใจ ลดจังหวะหัวใจอยู่ทุกๆ ไม่กี่ก้าว ขณะนี้พี่วินัยเริ่มตัวเล็กลงเรื่อยๆ

สเตปแกนี่ผมยกให้เลย ฟิตเปรี๊ยะจริงๆ

..

ป่วยการจะมองหน้าขึ้นไป

มองลงดีกว่า

หันกลับมามองด้านล่าง

ขบวนจามรีแห่กันขึ้นมาเต็มไปหมด

เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยว ที่ต่างคนต่างก็พยายามปีนป่ายกันขึ้นมา

เห็นแล้วช่วยเพิ่มกำลังใจให้นิดหน่อย

เราไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว

..

เดินๆ อยู่ ผมก็เจอดา สมาชิกขาเดินเก่งอีกคน เธอเป็นสาวเดินไวที่เดินไม่แพ้ผู้ชาย ได้โอกาสเลยขอเดินตามรอยเธอละกัน

ผมล่ะชอบมาก เดินตามคนสเตปดีๆ แบบ copy รอยเท้ากันเลย

เดินแบบนี้ไม่ต้องมองด้านบน ไม่ต้องหาเทรลเอง

แค่ทำหน้าที่เดินตามคนข้างหน้าได้ก็พอ

ทำตัวเหมือนกาฝาก แอบเกาะดาไปได้สักพัก แซงก็ไม่แซง ดาเค้าคงจะรำคาญ

พอใกล้จะถึงยอด ก็สลัดตัวหนีออกมา

ผ่านพ้นเนินมรณะได้เสียที

ขอบคุณนะดา

..





ลานด้านบนเป็นลานกว้าง มีสถูปที่ทำจากกองหินซ้อนๆ กันตั้งเรียงรายกันเต็มไปหมด

บางอันก็มีป้ายชื่อผู้เสียชีวิต บางอันมีรูปถ่ายติดไว้ด้วย

เห็นแล้วก็นึกเคารพผู้กล้าเหล่านี้ พวกเขาได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lobuche รึเปล่า

หากภารกิจล้มเหลว หรือเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับตัวเอง

ก็คงต้องยอมรับสภาพ และขอเป็นส่วนหนึ่งในตำนาน everest แห่งนี้

..

ผ่านอนุสรณ์สถานผู้เสียชีวิตมาแล้ว ทีแรกคิดว่าใกล้จะถึง Lobuche แล้ว

แต่จริงๆ ยังต้องเดินอีกไกลพอควร

มองไปไกลๆ เห็นทะเลสาป มีเตนท์เหลืองตั้งอยู่บนน้ำแข็งเป็นทิวแถว

เข้าใจว่าเป็นกลุ่มที่จะไปเทรคเส้น Gokyo Ri ผ่าน Chola Pass

ดูจากแผนที่แล้วเส้นทางนั้นก็ไม่ใช่ง่ายๆ เลย





..

ผมเดินเข้ามาอย่างอ่อนแรงในร้านอาหารที่มีธงชาติไทยแขวนอยู่ โดยหมอโอ หมอ Arthur และพี่วินัย มาถึงได้ครู่ใหญ่แล้ว

ขอกุญแจจากไกด์ดีบีไปเลือกเอาห้องหนึ่ง แล้วก็กลับมานั่งที่โต๊ะเดิม

เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 3 คนกำลังซัดอาหารเสียเต็มคราบ หน้าแต่ละคนไหม้เกรียม ดูวัยแล้วน่าจะยังไม่ถึง 30 เลยด้วยซ้ำ

เห็นเค้าสั่งแล้ว เลยสั่งน้ำมะนาวร้อนมาดื่มบ้าง ตามด้วยไข่เจียวเห็ด 2 ฟอง

นั่งสักพักแล้วรู้สึกอาการไม่ค่อยดี มันหนาวสะท้านไปหมด

กินไข่เจียวอย่างพะอืดพะอม คาดว่าอาการจับไข้เริ่มมาเยือน

จนในที่สุด ทนไม่ไหว ขอปลีกตัวเข้าไปพักผ่อนในห้องที่ขณะนี้พี่เกียรติก็กำลังนอนอยู่

ดูอาการแล้ว ท่าจะแย่ทั้งคู่

..

หมอทวีเดินเข้ามาในห้อง นั่งคุยสัพเพเหระกัน ดูอาการของเราสองคนจะดีขึ้นแล้ว

ช่วงเย็นสมาชิกรวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่เพียงแต่กลุ่มเรา ยังมีกลุ่มคุณป้าขี่ม้าก็มาพักที่นี่ รวมไปถึงกลุ่มฝรั่งที่ไม่รู้มาจากไหนอยู่กันเต็มห้องอาหารไปหมด

สักพักป๋าเดินมาบอกว่าให้ย้ายห้องไปนอนอีกด้านหนึ่ง เลยต้องย้ายของกันชุลมุน

ห้องใหม่ สร้างยังไม่เสร็จดี เพดานเตี้ยมั่งสูงมั่ง ผมลองของใหม่ด้วยการเอาหัวโขกเพดานโนไปหนึ่งดอก

แม้จะเป็นห้องใหม่ แต่ก็ยังไม่มีไฟ ห้องน้ำมีสองห้อง น้ำราดส้วมแข็งเป้ก เลยไม่กล้าเข้า ต้องไปเข้าห้องน้ำด้านร้านอาหาร

คืนนี้ผมถูกจัดให้นอนกับหมอโอ และหมอสุ่นกับห้อง 3 เตียง ส่วนพี่เกียรติได้นอนกับพี่ชะลิต

ย้ายของเสร็จก็กลับไปนั่งกินอาหารกัน วันนี้ป๋าสั่ง yak steak มาให้ รสชาติอร่อยมาก

จากทีแรกๆ ผมไม่แตะเนื้อจามรี เพราะคิดว่าเหมือนเนื้อวัว

ถึงตอนนี้ผมกินมันอย่างไม่ลังเล

สงสารก็สงสาร มันอุตส่าห์แบกของให้คน

แต่ก็กินมัน

ยังจำคำพูดหมอทวีได้

"เนื้อ yak ไม่ใช่เนื้อวัว ผมเลยกินได้"

..

หลายๆ คนดูท่าทางไม่แข็งแรง อาการปวดหัวแวะมาเยือนอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งคนฟิตสุดอย่างหมอโอ

แกเริ่มบ่นปวดหัว

ถึงเวลานี้ ใครมียาอะไรก็กินๆ เข้าไปซะ

หมอมยุรี หรือหมอมะที่พวกเราเรียกกัน แกทำหน้าที่หมอมาตลอด แม้แต่ตอนที่มาเที่ยว

ใครมีอาการอะไรขอให้บอก แกจะจ่ายยาให้ตามอาการ

มาทริปนี้ก็อุ่นใจดี หลายๆ คนเป็นหมอ ให้คำปรึกษาโดยไม่คิดตัง

หากไม่มีพวกเค้า ผมคงได้แต่กินพาราไปจนจบทริป

ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

..

คืนนี้เป็นคืนที่นอนอึดอัดที่สุด

คิดว่าหน้าต่างไม่ได้เปิด หรือเปิดน้อยมาก อากาศเบาบางเหลือเกิน

บางช่วงต้องลุกขึ้นมานั่งหลังพิงฝา แล้วพยายามนอนให้หลับ

กลัวเหมือนกันว่าหากอากาศไม่พอ นอนๆ แล้ววูบ อาจไหลตายไปเลยก็ได้

ตอนดึก มีเสียงจามรีมาก่อกๆ แก่กๆ ใกล้ห้องนอน หนวกหูเสียงกระดิ่งทั้งคืน

ช่างเป็นราตรีที่ยาวนานนัก

จบตอนที่ 6

==================================================================================



Create Date : 10 มิถุนายน 2554
Last Update : 10 มิถุนายน 2554 8:50:25 น. 2 comments
Counter : 365 Pageviews.

 
สวดยอดด ข้าน้อยขอคารวะ ณ ตรงนี้เลย

ไม่ได้เข้าไม่กี่วันวันก่อนเข้ามายังเป็นเรื่องดอยลังกาไรนั่นที่นครพนมอยุ่เลย วันนี้เข้ามาอีกถึงตะลึง โห เรื่องราวการเดินทางไปดินแดนในฝัน แถมอัพติดๆกี่ตอนละเนี่ยสามมัง ใช่มะ
นับถือจริงๆ นักเดินทางตัวจริงเสียงจริง อยากสัมภาษณ์เลยอ่ะว่าทำงานอะไรใยถึงได้ท่องเที่ยวมากมายได้ขนาดนี้ อิจฉาเหลือล้นเลยนะครับ

เอาล่ะ เด๋วจะค่อยๆถอยหลังไปละเมียดตั้งแต่ต้นครับ

สวดยอดๆ ๆ ๆ ๆ


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 10 มิถุนายน 2554 เวลา:12:58:25 น.  

 
อารมณ์บอกไม่ถูกค่ะ แต่ลุ้นไปด้วยละ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 10 มิถุนายน 2554 เวลา:15:05:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.