Jack-A-Little-Monster

OHAYO! สวัสดี Fujisan @3776 m.

สิงหาคม 2555

..

"อย่าประเมินภูเขาต่ำเกินไป"

คำพูดที่ผมใช้เตือนสติหลายๆ คน กลับมาดังก้องในหัวผมหลายต่อหลายครั้ง

อาหารที่กินเข้าไปตอนห้าทุ่มถูกขย้อนออกมากองเรี่ยราดตามทาง

...
..
.





หนึ่งวันก่อนหน้า

รถบัสออกจากโตเกียวพาพวกเรามายังสถานีที่ 5 ที่เป็นจุดเริ่มเดินเท้าขึ้นสู่ยอดฟูจิซัง

สถานีคราคร่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น ทั้งหนุ่่มสาวเยาว์วัยยันไปถึงรุ่นคุณตาคุณยาย

พอจะมีเวลา ผมและเคลวินเพื่อนชาวสิงคโปร์เดินเข้าไปด้านในร้านอาหารเพื่อหาอะไรตุนใส่ท้องกันก่อน

อาการผมไม่ค่อยสู้ดีนัก นี่ยังไม่ทันได้เริ่มเดินเลยด้วยซ้ำ รู้สึกพะอืดพะอม

เวลาเจออากาศเย็นๆ ทีไร แพ้ทางทุกที

แม้ช่วงเดือนสิงหาคม จะเป็นช่วงหน้าร้อนที่ร้อนไม่แพ้กรุงเทพ

แต่บนภูเขา อากาศคนละเรื่องกับด้านล่าง

และช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่นของเทศกาลปีนเขาของชาวญี่ปุ่น

บรรยากาศโดยรวมดูคึกคักเป็นพิเศษ

..



คณะของพวกเราชักภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกก่อนจะเริ่มเดินเท้ากัน

เทรคกิ้งที่นี่ต้องไปกันเป็นกลุ่ม โดยมีไกด์นำหน้าและปิดท้าย

มีการเช็คยอดจำนวนสมาชิกกันตลอด

กลุ่มของพวกเรามีราว 30 คนได้ เป็นต่างชาติประมาณ 10 คน

อายุเฉลี่ยดูแล้วน่าจะเกินเลข 3!





..




วันแรกใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงกับหนทางที่ซิกแซกไปมา

มองขึ้นไปก็เห็นคลื่นมหาชนเดินต่อแถวเรียงคิวกัน

นี่ผมคิดถูกมั้ยนี่ที่มาช่วงนี้!?

หมอกลงค่อนข้างเยอะ ทำให้มองไม่ค่อยเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างนัก

อากาศเริ่มเย็นลง เมื่อความสูงเพิ่มขึ้น ผมต้องเอาเสื้อมาสวมเพิ่ม

เส้นทางเป็นดินทราย ทำเป็นขั้นๆ ให้เดิน

ไม่ค่อยเห็นสิ่งสวยงามอะไรนัก

..

ระหว่างทางมีจุดพักตามสถานีต่างๆ

มีร้านขายของ บ้านพัก ราคาเอาเรื่องทุกอย่าง

บนนี้ไม่มีถังขยะ หากซื้ออะไรดื่ม ขวดเปล่าเราจะต้องแบกลงมาทิ้งข้างล่างเอง



..


ราวบ่ายสามโมง พวกเราก็พาตัวเองมาถึงยังที่พักที่อยู่ระหว่างสถานีที่ 7 และสถานีที่ 8 โดยยอดเขาจะอยู่เลยสถานีที่ 9 ไปอีก

ไกด์พาพวกเราเข้าที่พัก วางเป้ได้ไม่ทันไรเค้าก็เรียกกินข้าว

อาหารเป็นอาหารญี่ปุ่นเป็นชุดๆ กินได้ไม่อิ่มเท่าไหร่ก็หมด

ด้วยความหนาวเย็นทำให้ผมงัดอุปกรณ์ทุกอย่างที่มีมาสวม

ในขณะที่คนญี่ปุ่นดูจะเฉยๆ กับอากาศมาก

เหมือนอากาศธรรมดา ไม่หนาวอะไร

..

ทานอาหารเสร็จ ไม่ทันได้ทำอะไร ไกด์ก็ให้ทุกคนเข้านอนทันที

ทั้งที่ยังเป็นช่วงบ่ายฟ้าสว่าง แต่ก็ต้องนอน

เพราะเวลาสี่ทุ่มพวกเราจะต้องตื่นเพื่อเดินขึ้นยอดฟูจิกัน

ที่นอนเหมือนโรงนอนของทหาร

มีสองชั้น ชั้นบนและชั้นล่าง

แต่ละชั้นก็เป็นฟูกนอนติดๆ กัน ไม่มีเว้นระยะใดๆ

แค่นอนราบเฉยๆ ตัวก็ติดกับคนอื่นแล้ว ไม่ต้องคิดจะพลิกจะอะไรทั้งนั้น

นี่ยังไม่รวมถึงหน้าตายังไม่ได้ล้าง ฟันไม่ได้แปรง เหงื่อไคลที่ไหลตอนเดินมาเหนื่อยๆ ก็ยังไม่ได้เช็ดอะไร

คนญี่ปุ่นมีระเบียบมาก

กินข้าวเสร็จก็เข้านอน

ไม่ถึงห้านาทีห้องที่จุคนมากกว่า 50 คนก็เงียบกริบเหมือนไม่มีใครอยู่

ผมจะหยิบของอะไรต้องระวังเสียงดังรบกวนคนอื่นสุดๆ


..


เวลาสามทุ่ม ผมตื่นขึ้นด้วยอารมณ์นอนไม่ค่อยหลับ

ออกมาเดินดูดาวดินด้านนอกก็เจอหลายคนที่อารมณ์เดียวกับผม

อากาศด้านนอกหนาวพอประมาณยังพอจะทนไหว

ผมถือขาตั้งกล้องที่่อุตส่าห์แบกขึ้นมา กางๆ แล้วก็ถ่ายภาพไปนิดหน่อย

ไม่ค่อยประทับใจฝีมือตัวเอง เลยเลิกดีกว่า

ไม่นานเวลาสี่ทุ่มก็มาถึง ผู้คนเริ่มออกมากันมากขึ้น จนเต็มทางเดิน

เส้นทางต่อจากนี้จะไม่ค่อยเป็นทางเดินเท่าไหร่ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง

บางช่วงเป็นหินแหลมขรุขระ ต้องเดินเรียงแถวไปทีละคน

ผมมองไปที่สุดปลายยอดเริ่มเห็นแสงไฟลิบๆ

ตรูจะไปถึงมั้ยเนี่ย!?

..

ไม่รู้คนมันมาจากไหนกัน เดินกันให้ขวักไขว่ไปหมด

แต่ละคนก็มีคณะของตัว เดินกันเป็นกลุ่ม แต่บางทีก็แตกแถว แซงกันมั่วไปหมด

และแล้วผมและเคลวินก็พลัดหลงกับคณะ!

ไม่ใช่เพราะเราเดินไม่ดูหรอก แต่เพราะว่าผมมัวแต่อาเจียนอยู่

อากาศที่หนาวเหน็บ ยิ่งหนาวกว่าเดิมเมื่อลมพัดโหมกระหน่ำ

ช่วงหยุดพัก ผมนั่งขดตัวเป็นกุ้ง ลมไม่มีทีท่าจะปราณีผมแต่อย่างใด

และแล้วก็ได้ฤกษ์อ้วกครั้งแรกของผม ณ ความสูงเกินกว่า 3000 เมตร

เงยหน้าขึ้นมาอีกที

อ้าว แก๊งเราหายไปไหนแล้ว!

มันแย่ก็ตรงที่ช่วงที่พลัดหลงดันเป็นทางแยกเสียนี่

มองในความมืดก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเรามากับกลุ่มไหน

ทางนู้นก็มีกลุ่มหนึ่งใช้เส้นทางทางซ้าย

อีกทางก็มีหลายกลุ่มเดินขึ้นไป

เคลวินพยายามคุยกับไกด์กลุ่มอื่น แต่เหมือนเค้าจะไม่รู้จักไกด์เรา

พวกเราตกลงกันว่าจะใช้เส้นทางที่คนขึ้นกันเยอะๆ

ณ วินาทีนั้นผมก็ยังไงก็ได้

ร่างกายอ่อนล้า เพราะอากาศหนาวเหน็บ

เดินไปหยุดไป เพราะการจราจรติดขัด

เส้นทางก็คับแคบอยู่แล้ว เจอผู้คนล้านแปด

ทำให้ผมยิ่งเครียดขึ้นไปอีก

ไม่นานนักผมก็ขย้อนออกมาเป็นรอบที่สอง

ดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจผม ต่างคนก็ต่างแย่งชิงกันขึ้นไป

ผมปลีกตัวมาอ้วกด้านข้าง กลัวคนเค้าจะรังเกียจ

พอรู้สึกดีขึ้นผมก็เดินต่อ

ตอนนี้ร่างกายมันสั่นไปหมด อารมณ์น้องๆ ที่คีลีมันจาโรเลย

รู้ตัวเลยว่าเอาอุปกรณ์กันหนาวมาไม่พอ

เสื้อแจ็คเก็ตไม่อุ่นพอ ยิ่งขี้หนาวเป็นทุนเดิมด้วย

มันสั่นไปตัวและหัวใจ

..

ฟ้าเริ่มสาง ผมเดาได้เลยว่าคนส่วนใหญ่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอดวงตะวันฉายแสงอยู่บนยอด

ผมกัดฟันเดินขึ้นไปต่อ หลังจากที่อาเจียนเป็นรอบที่สาม

ไม่นานนักผมก็พาร่างอันทรุดโทรมมาถึงยอด

ผู้คนมากมายนั่งรอทางทิศตะวันออกอย่างใจจดใจจ่อ

ผมอยากจะถ่ายรูปแต่มันหนาวเกินกว่าที่ผมจะหยิบกล้องได้

พยายามกัดฟันหยิบมากดหนึ่งทีแล้วก็ต้องรีบเก็บใส่กระเป๋า

เคลวินพยายามเดินหาคณะของพวกเรา แต่ก็ยังไม่เจอ

ตอนนี้ผมไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นนอกจากนั่งผิงไฟ

ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า คิดแล้วก็เจ็บใจตัวเองที่มาพลาดประมาทกับเรื่องที่ไม่ควร

ซ้ำรอยคีลีมันจาโรชัดๆ!

..

ผมนั่งผิงไฟอยู่ในร้านอาหารร้านหนึ่ง สั่งกาแฟร้อนมากินแก้วหนึ่ง พอจะทำให้อุ่นได้เล็กน้อย

เสียงผู้คนโห่ฮาดังเข้ามาในร้าน ผมเดาว่าพระอาทิตย์น่าจะขึ้นแล้วล่ะ

แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะออกไปถ่ายรูปแต่อย่างใด

..

นั่งพักได้ไม่นาน ไกด์ก็มาบอกว่าถึงเวลาลงแล้ว...

อะไรฟระ ขึ้นมาได้แค่ 15 นาทีเอง

(จริงๆ คณะเราใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งไม่มีคนเดินกันมากนัก ทำให้ถึงกันนานพอควรแล้ว ขณะที่เราสองคนต้องต่อแถวขึ้นอีกเส้นหนึ่งซึ่งใช้เวลาเยอะกว่ามาก)

ผมยังไม่ได้เดินรอบปากปล่องตามที่ตั้งใจเลย

เอาจริงๆ ถึงมีเวลา ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะสามารถไปเดินได้ เพราะร่างกายสั่นสะท้านไปหมด

โปสการ์ดที่เขียนมาจากด้านล่างก็ไม่่ได้ไปหย่อนที่ข้างบน (กลับไปหย่อนสถานี 5 แทน)

ก่อนลงผมหยิบกล้องขึ้นมาเก็บรูปไว้สองสามรูปก่อนลง เป็นทะเลเมฆที่ไม่เห็นแม้กระทั่งเขาลูกอื่นๆ

รู้สึกเสียดายโอกาสที่อุตส่าห์ลำบากลากสังขารขึ้นมา

ถึงอย่างนั้นผมก็ยังดีใจที่ได้มาเยือนจุดสูงสุดของญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต


..







 

Create Date : 25 มกราคม 2556    
Last Update : 20 สิงหาคม 2556 21:48:53 น.
Counter : 975 Pageviews.  

== Preikestolen - Norway ==

Preikestolen บัลลังก์หินแห่งนอร์เวย์


เมษายน 2555

..






หาโอกาสมาเที่ยวนอร์เวย์เป็นครั้งแรก

ค้นหาแหล่งที่เที่ยวในหนังสือท่องเที่ยวแล้วก็ต้องสะดุดตากับแท่งหินแท่งนี้ ไปลำบากยังไงก็ขอไปยลสักครั้งในชีวิตเถอะ

นั่งเครื่องบินจาก Oslo ไปยังเมือง Stavanger ถึงช่วงเย็นๆ

เมืองนี้น่ารัก น่าอยู่ดีแฮะ

..

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทานอาหารเช้าที่โรงแรม พนักงานใจดีบอกให้แพ็คอาหารกลางวันไปด้วย

ค่ากินค่าอยู่ที่นอร์เวย์ แพงนรกมาก อาหารแต่ละมื้อ กินไปปาดน้ำตาไป มื้อไหนประหยัดได้ต้องรีบประหยัดเลย อิอิ

..

ไปรอขึ้นเรือที่ท่าเรือ ที่อยู่ไม่ไกลนักจากโรงแรม รอเวลาเรือก็ยังไม่มา แต่มีนักท่องเที่ยวอยู่สามสี่คน เลยสอบถามได้ความว่าจะไป Preikestolen เหมือนกัน

เรามีเพื่อนแย้ว!

..

ล่องเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ ฝ่าความหนาวเย็น มีเราบ้าอยู่คนเดียว ออกไปถ่ายรูปต้านลมหนาว เพราะวิวมันสวยงามเหลือเกิน

ยิ่งใกล้ Lysefjord แล้วอดใจไม่ไหว งัดหมวก เสื้อหนาวจัดเต็ม พร้อมลุย

..

ถึงท่าเรือต้องนั่งรถบัสต่อไปถึงจุดเริ่มเดิน อันนี้จองทริปก่อนจะบินมาที่นี่แล้ว เลยไม่ต้องห่วง

นั่งรถชมวิวสวยๆ สองข้าง ต้นไม้งามๆ ฟยอร์ดอลังการ แปบเดียวก็ถึงจุดเริ่มเดิน

..

เส้นทางเดินระยะทาง 3.8 กม. ไม่มีเจ้าหน้าที่นำทาง มีแต่รอยเท้าบนหิมะที่นักท่องเที่ยวก่อนหน้าฝากทิ้งไว้ให้เราเดินตาม ระหว่างทางไม่มีร้านค้าใดๆ แถมเป็นช่วงหลังหน้าหนาวมาไม่นานนัก

ทางเดินจึงเต็มไปด้วยหิมะที่เริ่มจะละลาย เดินๆ ก็ลื่นล้มโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

..






ผมเดินสะพายเป้ ดุ่มๆ ไปตามทาง บางช่วงเป็นทางแยกต้องอาศัยดูรอยเอาบ้าง เพราะป้ายก็มีบ้างไม่มีบ้าง

มาเที่ยวช่วงนี้ พบเจอนักท่องเที่ยวน้อยมาก บางครั้งรู้สึกว่ามันก็เหงา วังเวงอยู่เหมือนกัน

ทางเดินช่วงแรกๆ ยังจะพอเดินได้สบาย แต่ช่วงหลังๆ มีแต่หิมะเกาะขาวโพลน ยิ่งเป็นหิมะที่มันๆ เพราะคนเหยียบกันเยอะ ยิ่งอันตราย

ผมจำไม่ได้แล้วว่าลื่นล้มไปกี่ครั้ง รองเท้าหนังเพิ่งถอยมาจากเฮลซิงกิ หวังว่าจะช่วยให้การเดินทางราบรื่น แต่ก็ยังไม่วายลื่นไปหลายดอก

มีจุดหนึ่งต้องปีนป่ายไปบนก้อนหิมะที่อัดแน่นเป็นมัน ขาขวาเหยียบไปแล้วรู้ทันทีว่าลื่นมาก ขาซ้ายพยายามจะหาที่ค้ำก็ไม่มี

มือทั้งสองจะไปเกาะยึดอะไรได้ เพราะข้างหน้าเป็นหิมะหมด ไม่มีต้นไม้หรือต้นหญ้าเล็กๆ เลย

ตัวไปคาอยู่ตรงนั้น เสียววาบ

ด้านล่างเป็นเหวลึก

ตกลงไปคงไม่ต้องคิด นี่ยังไม่รวมว่าจะมีใครรู้รึเปล่าว่าเราตกอยู่ตรงนี้!?

รวบรวมสมาธิ แล้วค่อยๆ วางเท้า ไม่รู้อะไรทำให้ผมสามารถดันตัวขึ้นไปได้ โดยไม่ลื่น

ผ่านจุดนี้ไปได้ ผมใจหายวาบเลย

..

เดินเดินไปอยู่ชั่วโมงนึงไม่เจอใครสวนมาเลย กลุ่มที่มาด้วยกันขณะนี้ก็อยู่ด้านหลัง ผมมองไปด้านหน้าไกลๆ ก็ไม่เจอใคร

พอหันกลับไปก็ไม่เห็นใครสักคน

รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนฟยอร์ดแห่งนี้

ทางมีขึ้นมีลง บางช่วงต้องปีนป่าย เกาะต้นไม้ บู๊เอาการ

อาศัยรอยเท้าคนคอยนำทาง ไม่ได้เดินหลงผิด

เพราะทางมันหลงได้ง่ายอยู่

สักพักช่วงทางเดินขึ้นก็เจอชายสองคนเดินสวนมา

เค้าว่าอีกประมาณชั่วโมงนึงก็ถึง ได้ยินเค้าว่าวิวสวยคุ้มค่าทำเอาผมมีแรงฮึดอีกครั้ง

..







ช่วงที่ใกล้จะถึง เส้นทางลัดเลาะริมหน้าผา ที่อันตรายๆ ก็มีโซ่กั้นเอาไว้ ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจมาก (จริงๆ กั้นๆ ไปให้หมดเลยก็ดีนะ บางช่วงอันตรายมาก)

ไม่นานนัก Pulpit Rock หรือหินประมุข หรือหินบัลลังก์สุดแล้วแต่จะเรียกก็ปรากฎโฉมให้เห็น

ใจผมนี่อยากจะกระโดดไปตรงนั้นเสียให้ไวๆ แต่ดูจากเส้นทางต้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไปอย่างช้าๆ

อากาศยังหนาวเหน็บ ฟ้าปิดเหมือนเคย

ดูรอบๆ แล้วไม่มีคนเลยแฮะ แต่แอบเห็นสองคนกำลังขึ้นไปยอดเขาด้านบน

พอจะมีแรงเดินต่อ เลยตามขึ้นไปชมวิวบ้าง








ทางขึ้นต้องบอกว่าเสียวกว่าขามาก่อนหน้านี้ มันคล้ายๆ กับการปีนหน้าผา แต่ชันเป็นบางช่วง

ที่ยากคือมันลื่นมาก

ผมต้องปีนไป สวดมนต์ไป ขออย่าให้มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นด้วยเถิด







จนในที่สุดก็พาตัวเองขึ้นมาอยู่ด้านบนซึ่ง ณ จุดนี้สามารถเห็น Pulpit Rock พร้อมกับวิวสุดอลังการได้

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งสามารถเห็นวิวเมืองและทิวเขาสุดลูกหูลูกตา






..

ผมทักทายหนุ่มสาวชาวนอร์เวย์ที่ขึ้นมาก่อนผม ก่อนจะปลีกตัวไปถ่ายรูป

สักพักก็ลงมายัง Pulpit Rock ด้านล่าง

แสงแดดเริ่มสาดส่องพอทำให้อุ่นหัวใจได้บ้าง

หยิบเอาอาหารกลางวันที่แพ็คมานั่งกินไป ชมวิวไป

นักท่องเที่ยวเริ่มมากันมากขึ้น สักพักผมก็อาสาถ่ายรูปให้พวกเค้า

แน่นอน เค้าก็เลยถ่ายผมให้ผมรูปนึง

พอได้เวลาสักพัก ผมก็เดินลง








ขากลับผมสวนกับนักท่องเที่ยวมากมาย บางคนพาหมามาด้วย ดูแล้วน่ารักดี

ขาลงยากไม่แพ้ขาขึ้น ผมซุ่มซ่ามเดินทำน้ำแข็งแตกไปหลายหน

กางเกงเลอะ รองเท้าเยินไปหมด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข








ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่มาเยือน Preikestolen

หากมีโอกาสมานอร์เวย์อีกครั้ง

อยากจะแวะไป Kjeragbolten บ้าง

หวังว่าสักวันคงจะเป็นจริง







 

Create Date : 23 มกราคม 2556    
Last Update : 20 สิงหาคม 2556 21:56:47 น.
Counter : 1141 Pageviews.  

ไต่ Kilimanjaro หลังคาแอฟริกา ตอนที่ 6 Summit Mt. Kilimanjaro

วันที่หก Summit Mt. Kilimanjaro

Elevation (m): 4600m to 5895m (Down to Mweka Hut 3100m), Distance: 7 km ascent/23 km descent, Hiking Time: 6-8 hours ascent/ 7-8 hours descent, Habitat: Stone screed and ice-capped summit.

วันที่ 1 มกราคม 2555





...


"..ถ้าจะตายก็ขอให้ได้ถึงยอดก่อนแล้วกัน..."

ความคิดนี้แว่บเข้ามาในหัว ในขณะที่รู้สึกสับสน อ่อนแอ ร่างกายหนาวสั่นไปหมด

หลังจากถอดชุดทั้งหมดออก และใส่เสื้อวูลเพิ่มเข้าไปอีกตัว

ความหนาวสั่นก็ทำให้ผมไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีกเลย

เคยเห็นตัวการ์ตูนที่มันหนาวสั่น แบบฟันบนล่างขบกันไหม.. ผมเป็นแบบนั้นเลย

รู้สึกวูบๆ มือที่ใส่ถุงมือถึง 2 ชั้นอยู่แล้วซุกแน่นในกระเป๋าเสื้อนวม Columbia

ณ Stella Point ที่ระดับความสูง 5756 เมตร ผมจำไม่ได้ว่านั่งลงกับพื้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่

"Hypothermia" ผมได้ยินหมอโอ ตะโกนบอกไกด์และลูกหาบ

รู้สึกได้ว่า มีสองสามคนเข้ามากอดผม บางคนก็ทุบหลังผมดังปึ้กๆ

น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้มันเสียใจที่อ่อนแอใกล้ตาย หรือดีใจที่ได้รับไออุ่น

...

"Are you okay?" ใครสักคนถามผม ผมพยักหน้าหงึกๆ กลบเกลื่อนรอยน้ำตา

รู้สึกตัวอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย รีบพยุงตัวขึ้น แล้วคว้าเป้ใส่หลัง จากนั้นก็เดินตามหมอสุ่น และหมอโอไปทันที

ยังไม่ทันได้ขอบคุณผู้ช่วยยืดชีวิตเหล่านั้น

"..ถ้าจะตายก็ขอให้ได้ถึงยอดก่อนแล้วกัน..."

...

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า พวกเราเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2012 กันด้วยการเดินขึ้นยอด Uhuru จุดสูงสุดของทวีปอาฟริกาในความมืด

จาก Barafu Camp ที่ความสูง 4600 เมตร ออกเดินทางกันตั้งแต่ 5 ทุ่ม หวังว่าจะได้ไปยืนชื่นชมดวงอาทิตย์ แสงแรกแห่งปีใหม่กันอย่างสดใส

หนทางไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด!?

ตั้งแต่เริ่มต้นทริป อุปสรรคที่พวกเราได้พบเจอมาล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศทั้งนั้น

เส้นทางที่ชันดิก พื้นดินที่ร่วนๆ โรยไปด้วยหินกรวดภูเขาไฟ แม้สร้างความลำบากในการเดิน

แต่ก็ไม่เท่ากับ "ลม" ที่เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่คอยขวางคอพวกเราอยู่

แต่ละก้าวเป็นไปด้วยความลำบาก หลายครั้งหลายหน

"ลม" ที่ตอนนี้สามารถทำให้ตัวผมที่แบกเป้รวมน้ำหนักตัวแล้วเกือบ 90 กก. ปลิวตุปัดตุเป๋ไปได้อย่างง่ายๆ

แต่ไม่ใช่ความแรงของลม

ความเย็นยะเยือกของมันตะหากที่กำลังฆ่าผม

..



*รูปหลังจากพิชิตยอดแล้ว กำลังเดินลง



น่าจะสักความสูงราว 5300 เมตรได้ ที่ผมเริ่มออกอาการ

ซุปที่ซดมาก่อนออกเดินทาง ถูกขยอกออกมากองอยู่ตรงพื้น

ด้วยลมที่พัดแรง ทำให้ขากางเกงผมเปรอะไปหมด

หลังจากอ้วกเสร็จ ก็เดินต่อ...

ไม่นานนัก..

ก็อ้วกออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง

..



*รูปหลังจากพิชิตยอดแล้ว กำลังเดินลง


อาการปวดหัว ไม่มีปรากฎให้เห็น

สงสัยว่าสาเหตุน่าจะมาจากความหนาวเย็น

ยิ่งเดินสูง ลมยิ่งพัดแรง บางช่วงยังอดโมโหไม่ได้

มันจะโหมกระหน่ำไปไหนวะ

..

ไกด์บาลีหยุดพักเป็นช่วงๆ ให้พวกเราได้หายใจหายคอ

บางช่วงลมพัดแรงจัด หาที่หลบมุมไม่ได้ต้องยืนแข็งรับลมอย่างสุดทรมาน

ผมหยิบน้ำร้อนมาแบ่งกันจิบ ในขณะที่น้ำขวดใสกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว

หมอสุ่นดูนาฬิกา เช็คความสูง ตะโกนบอกเพื่อนๆ

เหลืออีก 2 ชั่วโมงจะถึง Stella Point

"จะไปต่อ หรือยอมแพ้ลงไปตอนนี้เลยดี"

ผมครุ่นคิดยังลังเลใจ หัวมันสับสนไปหมด

ยิ่งขึ้นสูง ก็ยิ่งหนาว แล้วมันจะไปหลบหนาวได้ที่ไหน

แต่ยอมแพ้แล้วลงไป ไม่กลายเป็นผู้แพ้หรือ

ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ หมอสุ่นซึ่งอยู่หน้าผมก็เดินต่อแล้ว

ทำให้ผมต้องก้าวตามไป ก่อนที่คนข้างหลังผมจะมากดดันผมเอา

"ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน!"

...
..
.






ผมเดินสวนกับพี่นเรศร์ ที่น่าจะซัมมิทไปแล้ว ผมยิ้มแห้งๆ ทักแก ดูท่าทางแกเหมือนจะไม่คุ้นกับผมนัก เพราะตอนนี้มันบวมฉึ่งไปทั้งหน้า ทั้งปาก

แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องทางด้านหลัง ขณะที่ผมเดินกระย่องกระแย่ง เหมือนผีตายซาก เดินตามหมอสุ่นไปอย่างช้าๆ

เป็นแสงแรกของปี 2012 ที่งดงาม แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นภาพสุดท้ายของชีวิตแล้ว

ด้านซ้ายเป็น Glacier ที่งดงามเกินบรรยาย

หันหัวไปมองด้านหลัง ดวงตะวันสีแดงส้ม สวยงามเหลือเกิน นี่เองสิ่งที่เราบากบั่นมา

ในใจยังคิดชื่นชมสิ่งสวยงาม ขณะที่ร่างกายใกล้จะหมดพลังงานเต็มที

ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย




*รูปหลังจากพิชิตยอดแล้ว กำลังเดินลง



สักพัก ก็เริ่มอ้วกออกมาอีก ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ในท้องแล้ว

มองไปข้างหน้า เห็นหมอโอ กับหมอสุ่นกำลังกอดกันอยู่

ผมเขยกๆ ตามไป แล้วก็โผเข้าไปด้วย

สามคนยืนกอดกันนิ่ง

น้ำหูน้ำตาผมไหลพราก ไม่เคยเจออะไรสุดๆ ขนาดนี้

อีกนิดเดียวพวกเราจะทำได้แล้ว

หมอโอ หันมาบอกผมเป็นภาษาอังกฤษ

ประมาณว่า

"It's enough, let's go to summit"

ผมงงๆ แต่พอจะเข้าใจว่า หน้าผมคงจะบวมมาก จนหมอโอเข้าใจว่าเป็นฝรั่ง

ลมยังโหมกระหน่ำอย่างไม่ปราณี แสงแดดยามเช้าไม่ได้ช่วยให้ผมอุ่นแม้แต่น้อย

เริ่มมองเห็นจุดสูงสุดที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน

ป้าย Uhuru Peak จุดสูงสุดบนยอด Kibo ของ Mt. Kilimanjaro ที่ระดับความสูง 5895 เมตร ถูกจับจองถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานโดยผู้พิชิตจากทั่วทุกสารทิศ

ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ไม่รู้ร้องไห้เพราะดีใจที่พิชิตยอดได้ หรือท้อ เหนื่อยล้ากับความลำบากของทริปและความอ่อนหัดของตัวเอง..







...

หมายเหตุ: ทริปนี้สภาพอากาศเลวร้ายมาก ทั้งฝนที่โหมกระหน่ำตกเกือบทุกวัน ทั้งลูกเห็บ และฝุ่นที่ลมหอบมาปะทะหน้า ปะทะตา ทำเอาตาฝ้าตาฟางกันไปหลายคน
รวมไปถึงอากาศที่หนาวเหน็บ และลมที่หนาวสุดขั้วหัวใจ พัดหอบหลายๆ คนปลิวกระเด็นจนเกือบตกเหว





 

Create Date : 23 มกราคม 2556    
Last Update : 23 มกราคม 2556 14:34:41 น.
Counter : 458 Pageviews.  

ไต่ Kilimanjaro หลังคาแอฟริกา ตอนที่ 5 (Karanga Camp - Barafu Camp)

วันที่ห้า Karanga Camp ไปยัง Barafu Camp

Elevation (m): 3930m to 4600m, Distance: 6 km, Hiking Time: 3 hours, Habitat: Alpine Desert.

วันที่ 31 ธันวาคม 2554

...






เมื่อคืนเป็นวันหนึ่งในไม่กี่คืนที่ผมหลับสบาย ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นดี

หยิบเอารองเท้ามาสวม กว่าจะออกจากเตนท์ได้ก็เหนื่อยแล้ว

ฟ้าใส แดดสวย อากาศเย็นๆ ลมสงบ

ท่าจะเป็นการเริ่มต้นวันที่ดี

..






มองไปข้างหน้าเห็นยอดคีลี่อยู่ตรงหน้านี่เอง

ดูแล้วเหมือนใกล้ราวเดินไปขึ้นยอดเองยังไหว

แต่จริงๆ แล้วยังต้องไปพักอีกแคมป์หนึ่งก่อน

จุดหมายของเราวันนี้คือ บาราฟูแคมป์ ที่ระดับความสูง 4,600 เมตร

ระยะทางไม่ไกลมากนัก แค่ราว 6 กม.

..






เส้นทางสองข้างทางค่อนข้างแห้งแล้ง

ไม่มีดอกไม้งามๆ ให้เห็นเหมือนวันก่อนๆ

คงเป็นเพราะที่ระดับความสูง

ต้นไม้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

..





วันนี้พวกเราเดินกันอย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ

ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่พักแรม

ไกด์บาลีเข้าไปเช็คอินกับเจ้าหน้าที่

ยอดคีลี่ยังถูกปกคลุมไปด้วยเมฆอยู่

ดูระยะทางที่จะต้องขึ้นไป กับความชันแล้ว

ก็เอาเรื่องอยู่!

มองไปอีกด้านเห็นยอดมาเวนซี่ ตั้งตระหง่านเคียงข้างไม่ห่าง

รูปทรงของมันดูสวยแปลกตาน่าค้นหา






..


แสงแดดแผดจ้า เป็นโอกาสเหมาะที่จะเอาเสื้อผ้าที่เปียกชื้นมาผึ่ง

เป็นวันแรกในหลายๆ วันที่มีแดดมาให้พวกเราอบอุ่นหัวใจ

แต่อาบแดดไปได้สักพักก็ต้องเข้าไปนอนเพราะลมพัดแรงมาก ความร้อนจากแดดไม่สามารถเอาความหนาวเย็นอยู่ได้

ภายในเวลาไม่นาน ก็มีลูกเห็บเล็กๆ ตกลงมา ทั้งๆ ที่ยังมีแดดอยู่






..

ห้องน้ำที่แคมป์นี้ตั้งอยู่หมิ่นเหม่ริมหน้าผา

เสียวๆ อยู่ว่าเข้าๆ ไปลมพัดจะตกหน้าผาตายรึเปล่า

..







คืนนี้เป็นคืนสิ้นปี แน่นอนว่าพวกเราเตรียมตัวไปเฉลิมฉลองกันบนจุดสูงสุดของทวีปแอฟริกา

อาหารมื้อเย็นเป็นสปาเกตตี้ ผมกินไปคำสองคำก็ไม่รู้สึกอยากจะกินอีก

วันนี้พวกเราจะต้องเข้านอนกันแบบฟ้ายังไม่มืด

เพราะภารกิจสุดท้ายรอเราอยู่ ในเวลา 5 ทุ่ม

ยังต้องใช้แรงใจแรงกายอีกเยอะ ในวันปีใหม่

จะเป็นยังไงเดี๋ยวก็คงรู้กัน!






..




 

Create Date : 23 มกราคม 2556    
Last Update : 23 มกราคม 2556 14:08:56 น.
Counter : 690 Pageviews.  

ไต่ Kilimanjaro หลังคาแอฟริกา ตอนที่ 4 (Barranco Camp - Karanga Camp)

วันที่สี่ Barranco Camp ไปยัง Karanga Camp

Elevation (m): 3950m to 3930m, Distance: 7 km, Hiking Time: 4 hours, Habitat: Alpine Desert.



อากาศครึ้มๆ มีฝนปรอยๆ ไม่หนักมาก ผมเขยิบตัวออกจากถุงนอนอย่างยากลำบาก ใส่รองเท้าแล้วรีบออกมาทำธุระในมุมส่วนตัว

..

หลังจากอาหารมื้อเช้า พวกเราก็เก็บสัมภาระส่วนตัว อันไหนให้ลูกหาบแบกก็แยกออกมา เป้ผมที่จะแบกเองใบใหญ่มาก ทาเดไกด์นำทางอีกคนมายกแล้วบอกว่าหนักเกินไป

แต่ผมยังยืนกรานจะแบกไปเอง

..





ผู้คนเริ่มออกเดินทาง ขณะที่พวกเราค่อนข้างก็ช้า มองไปฝั่งตรงกันข้ามก็ตกตะลึงกับเส้นทางที่ท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

วันนี้เราจะต้องปีนกำแพงยักษ์ Barranco ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้าเรา

มองไปลิบๆ เห็นผู้คนที่เดินล่วงหน้าไปก่อนกำลังปีนขึ้นหน้าผายักษ์

ดูเหมือนกับฝูงมดไต่เขายังไงก็ไม่รู้

เห็นแล้วก็ตื่นเต้นปนเป็นห่วงว่าจะขึ้นไปไหวหรือเปล่า






..


เส้นทางขึ้นกำแพงยักษ์เป็นทางเดินแคบๆ ต้องเดินขึ้นกันไปแบบทีละคนๆ ทำให้คิวยาว บางช่วงอันตราย ต้องปีนป่าย ไกด์จะมีหน้าที่ช่วยดึง ช่วยดันให้ทุกคนผ่านไปได้

บางช่วงลูกหาบก็อาศัยเส้นทางลัด ลัดเลาะริมหน้าผา ซึ่งก็ไม่แนะนำให้พวกเราเดินตาม

..








ฝนยังตกปรอยอยู่ไม่ขาดสาย ทำให้ผมไม่ค่อยจะได้ควักกล้องเอามาถ่ายอะไรมากนัก ลำพังแค่การปีนขึ้นก็ยากพอสมควรแล้ว

เดินดิ่งขึ้นกันอยู่นานในที่สุดก็พ้นกำแยงยักษ์มาได้

หลังจากนั้นเส้นทางก็เป็นทางเรียบๆ มีขึ้นและมีลง ไม่นานมากนักก็มาถึงแคมป์ของวันนี้ Karanga Camp

..


อากาศยังแย่อยู่ไม่เสื่อมคลาย ฝนยังตกลงมาสร้างความหนาวเหน็บสุดหัวใจ

พอเตนท์ถูกกางได้แล้ว ผมก็รีบเข้าไปซุกตัวนอนซึมอยู่ภายใน

ทรมานจริงๆ!

..

ตกเย็นอากาศดูจะดีขึ้น ฟ้าเริ่มเปิด ผมเริ่มโผล่หัวออกจากกระดอง สำรวจโลกภายนอกแล้ว ต้องรีบคว้ากล้องออกมาถ่ายให้สมใจอยากหน่อย

มองไปด้านหลังเห็นยอดคีลี่อยู่ไม่ไกล (ทั้งที่มันก็ยังไกลอยู่นั่นแหละ)

ฟ้าเริ่มเป็นสีฟ้า






ขอเป็นพจมานบนคีลี่สักรูป






ช่วงนี้บรรยากาศเริ่มคึกคัก เพราะอากาศเริ่มดี เสียงหัวเราะสนุกสนาน เราสามารถได้ยินกันไปทั่ว





รวมสมาชิก





..


ตกดึก อากาศยิ่งดี ฟ้าเปิดโล่ง เลยมีโอกาสมาถ่ายดาวฟ้า และดาวดิน







มองเห็น Mt. Meru และดาวดิน





คืนนี้ทำเอาพวกเราหัวใจพองโต ฝันดีมีแรงใจพร้อมรับสถานการณ์ในวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างมาก




 

Create Date : 22 มกราคม 2556    
Last Update : 22 มกราคม 2556 22:42:16 น.
Counter : 378 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.