Jack-A-Little-Monster
OHAYO! สวัสดี Fujisan @3776 m.

สิงหาคม 2555

..

"อย่าประเมินภูเขาต่ำเกินไป"

คำพูดที่ผมใช้เตือนสติหลายๆ คน กลับมาดังก้องในหัวผมหลายต่อหลายครั้ง

อาหารที่กินเข้าไปตอนห้าทุ่มถูกขย้อนออกมากองเรี่ยราดตามทาง

...
..
.





หนึ่งวันก่อนหน้า

รถบัสออกจากโตเกียวพาพวกเรามายังสถานีที่ 5 ที่เป็นจุดเริ่มเดินเท้าขึ้นสู่ยอดฟูจิซัง

สถานีคราคร่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น ทั้งหนุ่่มสาวเยาว์วัยยันไปถึงรุ่นคุณตาคุณยาย

พอจะมีเวลา ผมและเคลวินเพื่อนชาวสิงคโปร์เดินเข้าไปด้านในร้านอาหารเพื่อหาอะไรตุนใส่ท้องกันก่อน

อาการผมไม่ค่อยสู้ดีนัก นี่ยังไม่ทันได้เริ่มเดินเลยด้วยซ้ำ รู้สึกพะอืดพะอม

เวลาเจออากาศเย็นๆ ทีไร แพ้ทางทุกที

แม้ช่วงเดือนสิงหาคม จะเป็นช่วงหน้าร้อนที่ร้อนไม่แพ้กรุงเทพ

แต่บนภูเขา อากาศคนละเรื่องกับด้านล่าง

และช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่นของเทศกาลปีนเขาของชาวญี่ปุ่น

บรรยากาศโดยรวมดูคึกคักเป็นพิเศษ

..



คณะของพวกเราชักภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกก่อนจะเริ่มเดินเท้ากัน

เทรคกิ้งที่นี่ต้องไปกันเป็นกลุ่ม โดยมีไกด์นำหน้าและปิดท้าย

มีการเช็คยอดจำนวนสมาชิกกันตลอด

กลุ่มของพวกเรามีราว 30 คนได้ เป็นต่างชาติประมาณ 10 คน

อายุเฉลี่ยดูแล้วน่าจะเกินเลข 3!





..




วันแรกใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงกับหนทางที่ซิกแซกไปมา

มองขึ้นไปก็เห็นคลื่นมหาชนเดินต่อแถวเรียงคิวกัน

นี่ผมคิดถูกมั้ยนี่ที่มาช่วงนี้!?

หมอกลงค่อนข้างเยอะ ทำให้มองไม่ค่อยเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างนัก

อากาศเริ่มเย็นลง เมื่อความสูงเพิ่มขึ้น ผมต้องเอาเสื้อมาสวมเพิ่ม

เส้นทางเป็นดินทราย ทำเป็นขั้นๆ ให้เดิน

ไม่ค่อยเห็นสิ่งสวยงามอะไรนัก

..

ระหว่างทางมีจุดพักตามสถานีต่างๆ

มีร้านขายของ บ้านพัก ราคาเอาเรื่องทุกอย่าง

บนนี้ไม่มีถังขยะ หากซื้ออะไรดื่ม ขวดเปล่าเราจะต้องแบกลงมาทิ้งข้างล่างเอง



..


ราวบ่ายสามโมง พวกเราก็พาตัวเองมาถึงยังที่พักที่อยู่ระหว่างสถานีที่ 7 และสถานีที่ 8 โดยยอดเขาจะอยู่เลยสถานีที่ 9 ไปอีก

ไกด์พาพวกเราเข้าที่พัก วางเป้ได้ไม่ทันไรเค้าก็เรียกกินข้าว

อาหารเป็นอาหารญี่ปุ่นเป็นชุดๆ กินได้ไม่อิ่มเท่าไหร่ก็หมด

ด้วยความหนาวเย็นทำให้ผมงัดอุปกรณ์ทุกอย่างที่มีมาสวม

ในขณะที่คนญี่ปุ่นดูจะเฉยๆ กับอากาศมาก

เหมือนอากาศธรรมดา ไม่หนาวอะไร

..

ทานอาหารเสร็จ ไม่ทันได้ทำอะไร ไกด์ก็ให้ทุกคนเข้านอนทันที

ทั้งที่ยังเป็นช่วงบ่ายฟ้าสว่าง แต่ก็ต้องนอน

เพราะเวลาสี่ทุ่มพวกเราจะต้องตื่นเพื่อเดินขึ้นยอดฟูจิกัน

ที่นอนเหมือนโรงนอนของทหาร

มีสองชั้น ชั้นบนและชั้นล่าง

แต่ละชั้นก็เป็นฟูกนอนติดๆ กัน ไม่มีเว้นระยะใดๆ

แค่นอนราบเฉยๆ ตัวก็ติดกับคนอื่นแล้ว ไม่ต้องคิดจะพลิกจะอะไรทั้งนั้น

นี่ยังไม่รวมถึงหน้าตายังไม่ได้ล้าง ฟันไม่ได้แปรง เหงื่อไคลที่ไหลตอนเดินมาเหนื่อยๆ ก็ยังไม่ได้เช็ดอะไร

คนญี่ปุ่นมีระเบียบมาก

กินข้าวเสร็จก็เข้านอน

ไม่ถึงห้านาทีห้องที่จุคนมากกว่า 50 คนก็เงียบกริบเหมือนไม่มีใครอยู่

ผมจะหยิบของอะไรต้องระวังเสียงดังรบกวนคนอื่นสุดๆ


..


เวลาสามทุ่ม ผมตื่นขึ้นด้วยอารมณ์นอนไม่ค่อยหลับ

ออกมาเดินดูดาวดินด้านนอกก็เจอหลายคนที่อารมณ์เดียวกับผม

อากาศด้านนอกหนาวพอประมาณยังพอจะทนไหว

ผมถือขาตั้งกล้องที่่อุตส่าห์แบกขึ้นมา กางๆ แล้วก็ถ่ายภาพไปนิดหน่อย

ไม่ค่อยประทับใจฝีมือตัวเอง เลยเลิกดีกว่า

ไม่นานเวลาสี่ทุ่มก็มาถึง ผู้คนเริ่มออกมากันมากขึ้น จนเต็มทางเดิน

เส้นทางต่อจากนี้จะไม่ค่อยเป็นทางเดินเท่าไหร่ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง

บางช่วงเป็นหินแหลมขรุขระ ต้องเดินเรียงแถวไปทีละคน

ผมมองไปที่สุดปลายยอดเริ่มเห็นแสงไฟลิบๆ

ตรูจะไปถึงมั้ยเนี่ย!?

..

ไม่รู้คนมันมาจากไหนกัน เดินกันให้ขวักไขว่ไปหมด

แต่ละคนก็มีคณะของตัว เดินกันเป็นกลุ่ม แต่บางทีก็แตกแถว แซงกันมั่วไปหมด

และแล้วผมและเคลวินก็พลัดหลงกับคณะ!

ไม่ใช่เพราะเราเดินไม่ดูหรอก แต่เพราะว่าผมมัวแต่อาเจียนอยู่

อากาศที่หนาวเหน็บ ยิ่งหนาวกว่าเดิมเมื่อลมพัดโหมกระหน่ำ

ช่วงหยุดพัก ผมนั่งขดตัวเป็นกุ้ง ลมไม่มีทีท่าจะปราณีผมแต่อย่างใด

และแล้วก็ได้ฤกษ์อ้วกครั้งแรกของผม ณ ความสูงเกินกว่า 3000 เมตร

เงยหน้าขึ้นมาอีกที

อ้าว แก๊งเราหายไปไหนแล้ว!

มันแย่ก็ตรงที่ช่วงที่พลัดหลงดันเป็นทางแยกเสียนี่

มองในความมืดก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเรามากับกลุ่มไหน

ทางนู้นก็มีกลุ่มหนึ่งใช้เส้นทางทางซ้าย

อีกทางก็มีหลายกลุ่มเดินขึ้นไป

เคลวินพยายามคุยกับไกด์กลุ่มอื่น แต่เหมือนเค้าจะไม่รู้จักไกด์เรา

พวกเราตกลงกันว่าจะใช้เส้นทางที่คนขึ้นกันเยอะๆ

ณ วินาทีนั้นผมก็ยังไงก็ได้

ร่างกายอ่อนล้า เพราะอากาศหนาวเหน็บ

เดินไปหยุดไป เพราะการจราจรติดขัด

เส้นทางก็คับแคบอยู่แล้ว เจอผู้คนล้านแปด

ทำให้ผมยิ่งเครียดขึ้นไปอีก

ไม่นานนักผมก็ขย้อนออกมาเป็นรอบที่สอง

ดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจผม ต่างคนก็ต่างแย่งชิงกันขึ้นไป

ผมปลีกตัวมาอ้วกด้านข้าง กลัวคนเค้าจะรังเกียจ

พอรู้สึกดีขึ้นผมก็เดินต่อ

ตอนนี้ร่างกายมันสั่นไปหมด อารมณ์น้องๆ ที่คีลีมันจาโรเลย

รู้ตัวเลยว่าเอาอุปกรณ์กันหนาวมาไม่พอ

เสื้อแจ็คเก็ตไม่อุ่นพอ ยิ่งขี้หนาวเป็นทุนเดิมด้วย

มันสั่นไปตัวและหัวใจ

..

ฟ้าเริ่มสาง ผมเดาได้เลยว่าคนส่วนใหญ่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอดวงตะวันฉายแสงอยู่บนยอด

ผมกัดฟันเดินขึ้นไปต่อ หลังจากที่อาเจียนเป็นรอบที่สาม

ไม่นานนักผมก็พาร่างอันทรุดโทรมมาถึงยอด

ผู้คนมากมายนั่งรอทางทิศตะวันออกอย่างใจจดใจจ่อ

ผมอยากจะถ่ายรูปแต่มันหนาวเกินกว่าที่ผมจะหยิบกล้องได้

พยายามกัดฟันหยิบมากดหนึ่งทีแล้วก็ต้องรีบเก็บใส่กระเป๋า

เคลวินพยายามเดินหาคณะของพวกเรา แต่ก็ยังไม่เจอ

ตอนนี้ผมไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นนอกจากนั่งผิงไฟ

ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า คิดแล้วก็เจ็บใจตัวเองที่มาพลาดประมาทกับเรื่องที่ไม่ควร

ซ้ำรอยคีลีมันจาโรชัดๆ!

..

ผมนั่งผิงไฟอยู่ในร้านอาหารร้านหนึ่ง สั่งกาแฟร้อนมากินแก้วหนึ่ง พอจะทำให้อุ่นได้เล็กน้อย

เสียงผู้คนโห่ฮาดังเข้ามาในร้าน ผมเดาว่าพระอาทิตย์น่าจะขึ้นแล้วล่ะ

แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะออกไปถ่ายรูปแต่อย่างใด

..

นั่งพักได้ไม่นาน ไกด์ก็มาบอกว่าถึงเวลาลงแล้ว...

อะไรฟระ ขึ้นมาได้แค่ 15 นาทีเอง

(จริงๆ คณะเราใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งไม่มีคนเดินกันมากนัก ทำให้ถึงกันนานพอควรแล้ว ขณะที่เราสองคนต้องต่อแถวขึ้นอีกเส้นหนึ่งซึ่งใช้เวลาเยอะกว่ามาก)

ผมยังไม่ได้เดินรอบปากปล่องตามที่ตั้งใจเลย

เอาจริงๆ ถึงมีเวลา ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะสามารถไปเดินได้ เพราะร่างกายสั่นสะท้านไปหมด

โปสการ์ดที่เขียนมาจากด้านล่างก็ไม่่ได้ไปหย่อนที่ข้างบน (กลับไปหย่อนสถานี 5 แทน)

ก่อนลงผมหยิบกล้องขึ้นมาเก็บรูปไว้สองสามรูปก่อนลง เป็นทะเลเมฆที่ไม่เห็นแม้กระทั่งเขาลูกอื่นๆ

รู้สึกเสียดายโอกาสที่อุตส่าห์ลำบากลากสังขารขึ้นมา

ถึงอย่างนั้นผมก็ยังดีใจที่ได้มาเยือนจุดสูงสุดของญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต


..







Create Date : 25 มกราคม 2556
Last Update : 20 สิงหาคม 2556 21:48:53 น. 4 comments
Counter : 987 Pageviews.

 
เหนื่อยมั๊ยจ๊ะ
คนเยอะมากมาย ยังกะภูกระดึง
แอบเห็นมีออกซิเจนขายด้วย


โดย: kuroyume วันที่: 25 มกราคม 2556 เวลา:20:55:26 น.  

 
เย้ ๆๆ ได้เกาะหลังมาปีนเขาฟูจิด้วย


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:17:18:11 น.  

 
โอ้โหย นี่ก็อีกหนึ่งภูเขาในฝันของผมเลยครับ แต่ว่าพออ่านเรื่องราวความเป็นระเบียบเรียกได้ว่าระเบียบจัดชนิดเจ๊เบียบของเราต้องเรียกพี่แบบที่ห้านาทีหลับการเงียบกริบแบบนี้ ตายห่เลย จะไปไหวไม๊เนี่ยเรา แถมเจอคุณจขบ.อ้วกทำแฮดทริคอีก โห ถ้าจะลำบากร่างกายสุดขึดเป็นแน่แท้ ขนาดการันตีว่าหนักเหมือนคีรีมันจาโร โฮ ประมาทไม่ได้จริงๆเลยครับแบบนี้

แต่ก็นะ ดูรูปทะเลเมฆที่ไม่เห็นภูเขาอื่นใดอีกแบบนี้แล้วมันก็อยากไปเห็นเต็มๆตากะเค้าสักครั้งในชีวิตจริงๆ


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:9:20:59 น.  

 
สุดยอดจริงๆๆ
ปีนได้ไงนิ เก่งอ่ะ เก่งมากๆๆ


โดย: kwan_3023 วันที่: 16 มีนาคม 2556 เวลา:12:42:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.