VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 

ไฮน์ซ กูเดอเรียน บิดาแห่งหน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์” 3



ไฮน์ซ กูเดอเรียน (Heinz Guderian)

อัศวินผู้ก่อกำเนิด หน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์”

ตอนที่ 3

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้าขายและการพาณิชย์อื่นใด

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น





ในวันที่ 3 ตุลาคม ขณะที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ในแนวหน้า เขาได้เชิญ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทานอาหารกลางวันที่ครัวสนามของกองทัพน้อย อาหารในวันนั้นคือ สตูเนื้อหมู ที่แจกจ่ายให้ทหารทั่วไปนั่นเอง

เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พบว่าสตูนั้นใส่เนื้อหมู เขาก็ปฏิเสธเนื่องจากความเป็นมังสวิรัต และทานแอปเปิ้ลแทน พร้อมทั้งบอก ไฮน์ซ กูเดอเรียน ว่าในวันพรุ่งนี้เตรียมอาหารมังสวิรัตให้เขาด้วย วันรุ่งขึ้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้เชิญ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาที่ครัวสนามของกองพลยานเกราะที่ 1 ซึ่งได้เตรียมอาหารมังสวิรัตให้เรียบร้อยแล้ว

การสนทนาระหว่าง ไฮน์ซ กูเดอเรียน และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ บนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างมีรสชาติ และเต็มไปด้วยมิตรภาพ แสดงถึงความไว้วางใจที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีต่อ ไฮน์ซ กูเดอเรียนในเวลานั้น

ต่อมาเขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอก ประจำหน่วยยานเกราะ (Panzer Troops) พร้อมกับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังเคลื่อนที่ (Chief of Mobile Troops) โดยในช่วงแรกของการเสนอตำแหน่งนี้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ปฏิเสธถึงสองครั้ง เพราะดูเสมือนเป็นลดทอนอำนาจของเขาลงอย่างมาก แต่ในที่สุดก็ได้ทราบว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ คือผู้แต่งตั้งเขาเอง

เนื่องจากต้องการให้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เข้ามากำกับดูแลการพัฒนารถถังและยานเกราะของกองทัพเยอรมัน ซึ่งเขาถึงกับกล่าวว่า งานในตำแหน่งนี้หนักมาก จนต้องอาศัย “.. พละกำลังของเฮอร์คิวลิส ..” โดยต้องรับผิดชอบทั้งงานด้านเทคนิค งานด้านการฝึกของหน่วยแต่ละหน่วย ไม่แต่เฉพาะหน่วยยานเกราะเท่านั้น หน่วยทหารราบและหน่วยอื่นๆ ต้องได้รับการฝึกฝนในการทำการรบร่วมกับรถถังและยานเกราะ ซึ่งในขณะนั้น นับว่าเป็นแนวคิดใหม่ในการรบ

นอกจากนี้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ยังพบว่าหน่วยทหารราบยานเกราะและทหารราบยานยนต์ ที่มีอยู่ ยังไม่ได้รับการจัดสรรยานยนต์หุ้มเกราะลำเลียงพล และยานยนต์ขนส่งให้อย่างเพียงพอ หน่วยต่างๆ เหล่านั้น ยังคงพึ่งพาการเคลื่อนที่แบบดั้งเดิม นั่นคือการใช้ม้าเทียมรถนั่นเอง แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการจัดหาม้ามาเพิ่มเติม เพื่อรอสายการผลิตยานเกราะและยานยนต์ แต่ระยะเวลาที่มีอยู่ ก็น้อยเกินไป ซึ่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้นในอีกหนึ่งปีต่อไป จุดอ่อนข้อนี้จะปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางรุกเข้าสู่สหภาพโซเวียต ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เกินกว่ากำลังของม้าเทียมรถ จะรุกติดตามหน่วยรถถังและหน่วยยานยนต์ได้

ในที่สุดสงครามโลกครั้งที่สองก็เปิดฉากขึ้น เมื่อกองทัพเยอรมันยาตราทัพเข้าสู่ประเทศโปแลนด์ ในวันที่ 1 กันยายน ค..1939 ซึ่งในบันทึกของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “.. จุดเริ่มต้นของหายนะ ..” (The beginning of the disaster) โดยก่อนหน้านั้น คือในเดือนสิงหาคม เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 19 (XIX Army Corps) มีหน่วยภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา ประกอบด้วย กองพลยานเกราะที่ 3, กองพลทหารราบยานยนต์ที่ 2 และกองพลทหารราบยานยนต์ที่ 20 ในส่วนของกองพลยานเกราะที่ 3 นั้น เพิ่งได้รับรถถังรุ่นใหม่เข้าประจำการ คือรถถังแบบแพนเซอร์ 3 และแบบแพนเซอร์ 4

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในสงครามครั้งนี้ บุตรชายทั้งสองคนของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้เข้าทำการรบด้วย โดยบุตรชายคนโตคือ ไฮน์ซ กุนเธอร์ ประจำการอยู่กรมยานเกราะที่ 35 ส่วนบุตรชายคนเล็กคือ ควร์ท ได้รับการแต่งตั้งยศเป็นร้อยตรี ประจำอยู่ในกองพันยานเกราะลาดตระเวนที่ 3 ของกองพลยานเกราะที่ 3 ซึ่งอยู่ภายใต้การบังัคบบัญชาของเขาเอง

ในเวลาเช้ามืด ประมาณ 04.40 นาฬิกา ไฮน์ซ กูเดอเรียน ออกสำรวจแนวรบ ก่อนที่การบุกจะเปิดฉากขึ้น โดยใช้รถกึ่งสายพานลำเลียงพลเป็นพาหนะในการบัญชาการรบ เมื่อปืนใหญ่ของกองพลยานเกราะที่ 3 เปิดฉากยิงถล่มแนวตั้งรับของทหารโปแลนด์ สนามรบยังคงเต็มไปหมอกยามเช้า ทำให้ปืนใหญ่จำนวนหนึ่งยิงแบบเดาสุ่ม กระสุนนัดหนึ่งตกลงเบื้องหน้ารถบัญชาการของเขาประมาณ 50 หลา ส่วนนัดต่อมา ตกลงหลังรถของเขาอีกประมาณ 50 หลา

ไฮน์ซ กูเดอเรียน ตระหนักดีว่า กระสุนปืนใหญ่นัดต่อไป คงจะตกลงมายังจุดที่เขาอยู่แน่นอน เพราะปืนใหญ่กำลังพยายามปรับการยิง มาที่รถบัญชาการของตัวเขาเอง ไฮน์ซ กูเดอเรียน สั่งให้พลขับกลับรถ และวิ่งกลับไปยังแนวของเยอรมัน แต่ด้วยเสียงปืนที่ดังอื้ออึงอยู่ในขณะนั้น ทำให้พลขับอยู่ในอาการประหม่าและตกใจ จึงขับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง จนรถตกลงไปในคูน้ำอย่างแรง จนเพลาหน้าหัก รถไม่สามารถใช้การได้

ไฮน์ซ กูเดอเรียน และทหารในรถ ต้องพากันเดินกลับมายังกองบัญชาการของกองพลยานเกราะที่ 3 และขึ้นรถบัญชาการคันใหม่ มุ่งหน้าไปยังหน่วยปืนใหญ่ที่กำลังระดมยิงเข้าไปยังสายหมอกที่หนาทึบเบื้องหน้า นายทหารปืนใหญ่ผู้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าทำการรบ รู้สึกตกใจมากเมื่อ ไฮน์ซ กูเดอเรียน บอกเขาว่า การยิงเมื่อสักครู่ เกือบจะทำให้เกิดความสูญเสียของฝ่ายเดียวกัน

นอกจากนี้พวกทหารเยอรมัน ยังรู้สึกแปลกใจมาก ที่ผู้บัญชาการกองทัพน้อย มาอยู่ในแนวหน้าร่วมกับรถถัง ที่กำลังจะเคลื่อนที่ผ่านแนวออกตีในเวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ไฮน์ซ กูเดอเรียนถึงกับกล่าวว่า “.. พวกเขาดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก .. ข้าพเจ้าน่าจะเป็นผู้บัญชาการคนแรกๆ ที่พวกทหารเคยเห็นว่า เข้าบัญชาการรบเคียงข้างกับหน่วยในแนวหน้า ..”


การรบในโปแลนด์ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ แม้จะต้องพบกับการต้านทานจากทหารโปแลนด์อยู่บ้าง เมื่อการรบดำเนินไปได้ห้าวัน ในวันที่ 5 กันยายน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ระหว่างที่นั่งรถยนต์เพื่อตรวจความเคลื่อนไหวในแนวหน้าอยู่นั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เห็นสะพานแห่งหนึ่งในพื้นที่เมือง “วิสทูลา” (Vistula) ถูกทำลายลง จึงถามไฮน์ซ กูเดอเรียนว่า “.. ความเสียหายนั่นเกิดจากเครื่องทิ้งระเบิดของฝ่ายเราหรือ ..” เขาตอบว่า “.. ไม่ครับเกิดจากรถถังของเรา ..” (No, our Panzer) อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถึงกับทึ่งในขีดความสามารถของหน่วยรถถัง

เมื่อท่านผู้นำถามถึงยอดความสูญเสียจากการรบ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ตอบว่าความสูญเสียมีน้อยมาก ทั้งกองทัพน้อยทีี่ 19 มีทหารเสียชีวิตเพียง 150 นาย บาดเจ็บ 700 นาย เปรียบเทียบกับการรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่กรมเพียงกรมเดียว มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงถึง 2,000 นาย ไฮน์ซ กูเดอเรียน สรุปให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฟังว่า “.. รถถังเหล่านี้ คืออาวุธที่รักษาชีวิตของพวกเรา ..”(Tanks are the life-saving weapon)

หน่วยรถถังและยานเกราะของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน นอกจากจะสามารถรักษาชีวิตของทหารแล้ว ยังสามารถทำลายการต่อต้านของทหารโปแลนด์ลงได้อย่างเด็ดขาด และรุนแรง จากการรบเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทหารโปแลนด์สูญเสียอย่างหนัก กองพลทหารราบจำนวน 3 กองพลและกองพลน้อยทหารม้า จำนวน 1 กองพลน้อย ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ทหารเยอรมันสามารถยึดอาวุธและกระสุนตลอดจนจับเชลยศึกได้เป็นจำนวนมาก

ความสำเร็จของหน่วยรถถังและยานเกราะตามแนวคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประสบด้วยตนเอง สร้างความประทับใจให้เขาเป็นอย่างมาก พร้อมกับถาม ไฮน์ซ กูเดอเรียน ว่าในอนาคตจะต้องพัฒนาหน่วยรถถังให้มีประสิทธิภาพอย่างไร ไฮน์ซ กูเดอเรียน ตอบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ บรรจุรถถังแบบแพนเซอร์ 3 และแบบแพนเซอร์ 4 ให้กับหน่วยในแนวหน้าให้ครบ พร้อมกับเร่งสายการผลิตรถถังดังกล่าวเหล่านี้ ให้มีจำนวนเพียงพอ

นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาความเร็วของรถถังให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับเสริมความหนาของเกราะป้องกันรถถังให้เพียงพอ โดยเฉพาะด้านหน้าของตัวรถถัง รวมทั้งระยะยิงและอำนาจการยิงของปืนใหญ่ประจำรถ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงจะต้องเปลี่ยนปืนใหญ่ของรถถังแบบแพนเซอร์ 3 ที่มีขนาดเพียง 37 มิลลิเมตร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนลำกล้องปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรของรถถังแบบแพนเซอร์ 4 ที่เป็นลำกล้องสั้น ให้เป็นลำกล้องยาว เพื่อเพิ่มระยะและความแม่นยำ

ขณะเดียวกระสุนปืนใหญ่ ก็ต้องมีอำนาจการทำลายและเจาะเกราะที่รุนแรงมากขึ้น อดอล์ฟ  ฮิตเลอร์ รับปากที่จะปรับปรุงรถถังตามคำแนะนำของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก่อนที่จะเดินทางกลับในเวลาค่ำ พร้อมกับความยินดีปรีดาที่เกิดขึ้น จากความสำเร็จของหน่วยรถถังและยานเกราะของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน

การรบในโปแลนด์ ยังคงดำเนินต่อไป แต่ด้วยแสนยานุภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก กองทัพโปแลนด์จึงไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของกองทัพเยอรมันได้ ตามที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ กรุงวอร์ซอร์ (Warsaw) นครหลวงของโปแลนด์ถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง และต้องประกาศยอมแพ้ในที่สุด

ภายหลังความสำเร็จในการยึดครองโปแลนด์แล้ว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็รุกเข้าสู่ประเทศในสแกนดิเนเวีย และเตรียมการรุกเข้าสู่ยุโรปตะวันตก คือ เนเธอร์แลนด์, ลักเซมเบอร์ก, เบลเยี่ยมและฝรั่งเศส โดยในเดือนกุมภาพันธ์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้มีโอกาสพบกับหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการของจอมพล เกิร์ด ฟอน รุนด์สเต็ดท์ (Gerd von Rundstedt) และเพิ่งย้ายไปผู้บัญชาการกองทัพน้อยในปรัสเซีย (Prussia) นายทหารคนนี้คือ พลโท อีริค ฟอน แมนสไตน์ (Erich von  Manstein) ผู้ซึ่งนำเสนอแผนการรุกสู่ฝรั่งเศสที่กล้าหาญ (audacious) และเต็มไปด้วยจินตนาการ (imaginative) โดยแผนของ อีริค ฟอน แมนสไตน์ ระบุว่ากองพลยานเกราะของเยอรมันจะเคลื่อนที่ผ่านป่าอาร์เดนส์ (Ardennes) ที่ซึ่งฝรั่งเศสไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะมีกองทัพใดผ่านป่าทึบดังกล่าวมาได้ โดยเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

จากนั้นก็จะข้ามแม่น้ำเมิร์ส (Meuse) ซึ่งถือเป็นปราการธรรมชาติด่านสุดท้าย ที่ป้องกันฝรั่งเศสจากการรุกของกองทัพเยอรมัน เมื่อข้ามแม่น้ำเมิร์สมาได้ ก็จะผ่านเมือง "เซดาน" (Sedan) แล้วหน่วยยานเกราะของเยอรมันจะเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ราบทางตอนเหนือของฝรั่งเศสด้วยความเร็วสูง เพื่อมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งทะเลและช่องแคบอังกฤษ ซึ่ง ไฮน์ซ กูเดอเรียน  เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนแผนการของ อีริค ฟอน แมนสไตน์

ก่อนการรบในฝรั่งเศสจะเปิดฉากขึ้น กองทัพน้อยที่ 19 ของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยภายใต้การบังคับบัญชา โดยมีกองพลยานเกราะ 3 กองพล ประกอบด้วย กองพลยานเกราะที่1, 2 และ10 พร้อมทั้งกรมทหารราบ "กรอสดอยช์ลันด์" (Infantry  Regiment "Grossdeutschland') ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยรบชั้นยอดหน่วยหนึ่งของกองทัพบกเยอรมัน เป็นกองหนุน ขึ้นสมทบอยู่กับกองพลยานเกราะที่ 10 อีกด้วย โดย ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะขึ้นการบังคับบัญชาต่อ “กลุ่มยานเกราะฟอน ไคลส์” (Panzergruppe von Kleist ในภาษาเยอรมันหรือ Panzer Group von Kleist ในภาษาอังกฤษ) นำโดยจอมพลลุดวิก ฟอน ไคลส์ (Ludwig von Kleist) ซึ่งกลุ่มยานเกราะนี้ จะขึ้นตรงต่อ “กลุ่มกองทัพ บี”  (Army Group B) และทำการรุกผ่านป่าอาร์เดนส์ ตามแผนการของ อีริค ฟอน แมนสไตน์

โดยส่วนตัวแล้ว ไฮน์ซ กูเดอเรียนตระหนักดีว่า กองทัพบกของฝรั่งเศสนั้น จัดว่าแข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะรถถังนั้น ติดปืนใหญ่ที่ทรงอานุภาพ ตลอดจนมีความหนาของเกราะที่สูงมาก และที่สำคัญคือ มีจำนวนมากที่สุดในยุโรปตะวันตก และหากรวมจำนวนรถถังของกองทัพฝรั่งเศสและอังกฤษแล้ว จะมีรถถังเป็นจำนวนถึง 3,370 คัน ในขณะที่เยอรมันมีรถถังอยู่เพียง 2,445 คัน

นอกจากนี้ฝรั่งเศส ยังมีป้อม “มายิโนต์” (Maginot) ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกอีกด้วย เขากล่าวถึงทหารฝรั่งเศสตอนหนึ่งว่า “.. จากประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น เราตระหนักดี และให้การยกย่องทหารฝรั่งเศสในด้านความเป็นนักรบที่กล้าหาญ และทรหด อดทน รวมทั้งพร้อมที่จะปกป้องแผ่นดินฝรั่งเศส ด้วยเลือดทุกหยด และในการรบคราวนี้ เราก็ไม่สงสัยเลยว่า ทหารฝรั่งเศสจะยังคงต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณที่ห้าวหาญ ไม่เปลี่ยนแปลง ..”

ภารกิจของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน และกองทัพน้อยที่ 19 ของเขาคือ การรุกผ่านลักเซมเบอร์ก (Luxembourg) และสามเหลี่ยมทางตอนใต้ของเบลเยี่ยม ผ่านป่าอาร์เดนส์ จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่แม่น้ำ “เมิร์ส” (Meuse) ที่เมือง “เซดาน” (Sedan) เพื่อสนับสนุนกองพลต่างๆ ที่จะข้ามแม่น้ำเมิร์สตามมา และเพื่อให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ โดยสูญเสียน้อยที่สุด ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้ประสานกับกองทัพอากาศเยอรมัน ในการสนับสนุนจากเครื่องบินโจมตีแบบดำทิ้งระเบิดอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งก่อนการรุกจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน กองพลยานเกราะทั้งสามกองพลของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็เตรียมวางกำลังเรียงเป็นหน้ากระดาน ขนานไปกับเส้นเขตแดนติดต่อกับเบลเยี่ยม โดยกองพลยานเกราะที่ 1 อยู่ตรงกลาง ปีกขวาของกองพลนี้คือ กองพลยานเกราะที่ 2 และปีกซ้ายคือ กองพลยานเกราะที่ 10 และกรมทหารราบ "กรอสดอยช์ลันด์" ส่วนหน่วยปืนใหญ่และกองบัญชาการกองทัพน้อยที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน และนายทหารฝ่ายเสนาธิการของเขา จะประจำอยู่ จะวางกำลังด้านหลังของกองพลยานเกราะที่ 1 เป้าหมายของกองทัพน้อยที่ 19 คือรุกผ่านป่าอาร์เดนส์ของเบลเยี่ยม ข้ามแม่น้ำ “เมิร์ส” ยึดเมือง “เซดาน” และเจาะทะลุดินแดนฝรั่งเศสไปจนถึงช่องแคบอังกฤษ เพื่อตัดประเทศฝรั่งเศสให้แบ่งออกเป็นสองส่วน


(โปรดติดตามตอนต่อไป)





 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 9 มีนาคม 2560 19:41:18 น.
Counter : 1108 Pageviews.  

ไฮน์ซ กูเดอเรียน บิดาแห่งหน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์” 2



ไฮน์ซ กูเดอเรียน (Heinz Guderian)

อัศวินผู้ก่อกำเนิด หน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์”

ตอนที่ 2

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้าขายและการพาณิชย์อื่นใด

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น


สำหรับพลประจำรถนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน เสนอให้มีทั้งหมด 5 คน คือ ในป้อมปืนมีผู้บังคับรถ พลปืนและพลบรรจุกระสุน โดยผู้บังคับรถจะมีที่นั่งเหนือพลปืน และพลบรรจุกระสุนเล็กน้อย รวมทั้งมีป้อมเล็กๆ เป็นพิเศษเหนือป้อมปืนหลักสำหรับผู้บังคับรถ

ส่วนพลวิทยุและพลขับ จะอยู่ในตัวรถด้านล่าง ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารกันภายในรถด้วยไมโครโฟนและหูฟัง สำหรับการสื่อสารระหว่างรถถังคันอื่นๆ ตลอดจนและสื่อสารกับโลกภายนอกนั้น จะทำการติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุรับส่ง

แนวความคิดเกี่ยวกับยานเกราะของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แผนการก่อสร้างรถถังหลักตามแนวความคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ประสบปัญหาหลายอย่าง และต้องล่าช้าออกไป เพื่อเป็นการอุดช่องว่างนี้ รถถังแบบ แพนเซอร์ 2 (Panzer II หรือ Panzerkampfwagen II เขียนย่อว่า Pz.Kpf.II) ได้ถูกออกแบบขึ้น เพื่อพัฒนาให้ผลิตได้ก่อน

รถถังรุ่นนี้ ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ขนาด 20 มิลลิเมตร และมีปืนกลประจำรถ 1 กระบอก เป็นรถถังที่มีความคล่องตัวสูง และมีภารกิจหลักในการลาดตระเวนและตรวจการณ์

ในปี ค..1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี (Chancellor) ท่ามกลางกระแสนิยมอย่างล้นหลามของชาวเยอรมัน ไฮน์ซ กูเดอเรียน มีโอกาสได้ฟังสุนทรพจน์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ครั้งแรกในพิธีเปิดงานนิทรรศการรถยนต์ในกรุงเบอร์ลิน และมีความประทับใจอย่างมาก เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประกาศว่าเขาจะยกเลิกภาษีรถยนต์ จะจัดสร้างถนนของประเทศ (ต่อมาคือทางหลวงออโต้บาร์น (autobarn)) รวมทั้งจะสร้างรถยนต์ราคาถูก สำหรับประชาชน นั่นคือ รถโฟล์คสวาเกน นั่นเอง

นอกจากนี้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังได้แต่งตั้ง พลเอกแวร์เนอร์ ฟอน บลอมเบอร์ก (Werner von  Blomberg) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม ซึ่งบุคคลนี้มีแนวความคิดสมัยใหม่ ตรงตามแนวทางการพัฒนาการรบโดยใช้รถถังเป็นกำลังหลัก ของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เองก็มีความสนใจในเรื่อง การเคลื่อนย้ายทหาร และ เรื่องการใช้ยานเกราะในการรบ อยู่มากพอสมควร

ในห้วงเวลานี้เอง ที่เยอรมันได้ร่วมกับสหภาพโซเวียต ทำการพัฒนารถถังอย่างลับๆ ในดินแดนของสหภาพโซเวียต

ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน ค..1933 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ได้รับเลื่อนยศเป็น พันเอก และอีกสองเดือน เขาก็เข้าดำรงตำแหน่ง เสนาธิการประจำกองบัญชาการทหารยานเกราะ (Chief of staff  to the Armored Troops Command) และได้มีโอกาสนำเสนอ การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมาของกองทัพบกเยอรมันต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นครั้งแรกที่สำนักงานสรรพาวุธกองทัพบก ณ เมือง “คุมเมอร์สดอร์ฟ” (Kummersdorf) โดยเขาได้สาธิตการเข้าตีของหมวดจักรยานยนต์, หมวดต่อสู้รถถัง, หมวดรถถังแพนเซอร์ 1 (Panzer I  หรือ Panzerkampfwagen I เขียนย่อว่า Pz.Kpf.I), หมวดยานยนต์หุ้มเกราะเบา และ หมวดยานเกราะลาดตระเวน

ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประทับใจในการสาธิตของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน เป็นอย่างมาก จนถึงกับกล่าวว่า “..นั่นแหละ คือสิ่งที่ฉันต้องการ .. นั่นแหละ คือสิ่งที่ฉันอยากจะมี ..”




นับแต่นั้นมา การฝึกของหน่วยรถถังและยานเกราะ ก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างจริงจัง แม้ในระยะแรกยังต้องใช้รถถังจำลองจากไม้ในการฝึก แต่ก็ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงแนวคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ที่ต้องการให้รถถังเป็นกำลังหลักในการรุก และหน่วยอื่นๆ เป็นส่วนสนับสนุน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของอังกฤษและฝรั่งเศสในเวลาเดียวกัน ที่ต้องการพัฒนารถถังให้เป็นเพียงอาวุธสนับสนุนทหารราบเท่านั้น

โดยเฉพาะอังกฤษที่เป็นต้นแบบทางความคิดในการพัฒนารถถัง ที่ดูจะมีการออกแบบและสร้างรถถังรุ่นใหม่ๆ ที่มีความคล่องตัวสูง แต่ก็ต้องยุติโครงการต่างๆ เกือบทั้งหมดมาตั้งแต่ปลายปี ค..1929 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ตลาดหุ้นในนิวยอร์คมีปัญหาอย่างมาก จนส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก

ส่วนฝรั่งเศสนั้น ก็พัฒนารถถังที่มุ่งเน้นให้มีป้อมปืนขนาดเล็ก มีพื้นที่สำหรับผู้บังคับรถเพียงคนเดียว ซึ่งต้องทำหน้าที่ ทั้งการบังคับบัญชารถถัง พลปืน พลบรรจุกระสุน และ พลวิทยุในเวลาเดียวกัน การออกแบบที่ผิดพลาดดังกล่าวนี้ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการปฏิบัติการรบของรถถังฝรั่งเศสแต่ละคัน เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ยังมีปรากฏอยู่ โดยเฉพาะนายทหารรุ่นเก่าที่ยังติดแน่นอยู่กับภาพลักษณ์ของรถถังอันน่าเกลียด อุ้ยอ้าย และ เทอะทะ ในอดีต

หนึ่งในนั้นก็คือ พลเอก ลุดวิก ธีีโอดอร์ เบค (Ludwig Theodor Beck) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกของกองทัพบกเยอรมัน ที่มีแนวคิดต่อต้านการใช้รถถังเป็นกำลังหลักในการรุก แม้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะพยายามอธิบายยุทธวิธีของเขา

แต่คำตอบที่ได้ก็คือ “.. ไม่ .. ไม่ .. ฉันไม่มีอะไรจะทำกับหน่วยรถถังของคุณหรอก .. แนวคิดนี้มันล้ำหน้าเกินไปสำหรับฉัน ..”

นอกจากต่อต้านทางความคิดแล้ว ลุดวิก ทีโอดอร์ เบค ยังเห็นว่าหน่วยรถถังและยานเกราะนั้น ไม่ควรมีสถานะเป็น “กองพล” แต่ควรเป็นเพียง “กองพลน้อย” (Brigade) เท่านั้น เพราะมันมีหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนทหารราบ

เขายังพยายามลดจำนวนกองพลยานเกราะที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ขอจัดตั้งจำนวน 3 กองพลลงเหลือเพียงแค่ 2 กองพล และปรับกองพลยานเกราะที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ต้องการให้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว จนกลายเป็นเพียงกองพลเบา (Light Division) จำนวน 3 กองพลเบา โดยแต่ละกองพล ประกอบด้วย กรมทหารปืนเล็กยาวยานยนต์ (Motorized Rifle Regiment) จำนวน 2 กรม, กรมลาดตระเวณ (Reconnaissance Regiment) จำนวน 1 กรม, กรมทหารปืนใหญ่ (Artillery Regiment) จำนวน 1 กรม, มีกองพันรถถัง (Tank Battalion) เพียง 1 กองพัน ทำหน้าที่สนับสนุนกรมทหารปืนเล็กยาวยานยนต์ทั้งสองกรม (ในอนาคตเมื่อสงครามโลกครั้งที่ สอง เริ่มขึ้น กองพลเบาเหล่านี้ก็ได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ ตามแนวคิดของไฮน์ซ กูเดอเรียน เกือบทั้งหมด เช่น กองพลเบาที่ 5 ได้รับการยกระดับเป็น กองพลยานเกราะที่ 21 และเข้าทำการรบในสมรภูมิแอฟริกา ในปี ค..1941 เป็นต้น)

อย่างไรก็ตาม เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ท่านผู้นำ” ในเดือนมีนาคม ค..1935และปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ พร้อมกับฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่คอยจำกัดศักยภาพทางทหารของกองทัพเยอรมัน

ความฝันที่จะพัฒนา หน่วยยานเกราะที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้นำเสนอก็มีความเป็นจริงมากขึ้น ในฤดูร้อนของปีเดียวกัน ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้ทำการฝึกซ้อมสาธิตการเข้าตีด้วยการใช้รถถังเป็นกำลังหลักในการรุก ให้กับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และนายทหารระดับสูงได้ชม ที่สนามฝึกทางยุทธวิธีที่เมือง “มุนสเตอร์-ลาเกอร์ (Munster-Lager) มีการเข้าตีของรถถัง สนับสนุนด้วยทหารและปืนใหญ่ ภายหลังการฝึก ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก และในวันที่ 15 ตุลาคม ค..1935 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็สั่งให้จัดตั้งกองพลยานเกราะขึ้น 3 กองพล คือ กองพลยานเกราะที่ 1, 2 และ 3 โดย ไฮน์ซ กูเดอเรียน ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลยานเกราะที่ 2 ส่วน ลุดวิก ทีโอดอร์ เบค สามารถโน้มน้าวให้จัดตั้งกองพลน้อยยานเกราะได้ 1 กองพลน้อยคือ กองพลน้อยยานเกราะที่ 4 เพื่อทำหน้าที่ในการสนับสนุนทหารราบ

ในช่วงนี้มีทหารเหล่าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงได้มีการกำหนด "สี" ที่ขอบอินทนูบนไหล่ของทหารแต่ละหน่วย เพื่อเป็นการแยกแยะเหล่าให้ชัดเจน เช่น ทหารหน่วยรถถังจะใช้ “สีชมพู”, ทหารหน่วยยานเกราะลาดตระเวณ จะใช้ “สีน้ำตาล”, ทหารหน่วยปืนเล็กยาวยานยนต์ใช้ “สีเหลือง”, ทหารราบยานยนต์ใช้ “สีขาว” และทหารราบธรรมดาใช้ “สีเขียว” เป็นต้น

ในฤดูใบไม้ผลิของปี ค..1936 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ส่งกำลังเข้ายึดครอง “ไรน์แลนด์”  (Rhineland) โดยหน่วยรถถังและยานเกราะยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ แม้จะมีคำสั่งให้เตรียมพร้อมก็ตาม

วันที่ 1 สิงหาคมของปีเดียวกัน ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลตรี และอีกหนึ่งปีต่อมาคือ ปีค..1937 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเวลา 3 ปี ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้เขียนหนังสือชื่อ “อาคตุง แพนเซอร์” (Achtung Panzer แปลว่า “ระวัง ยานเกราะ”) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอแนวความคิด ในการใช้รถถังเป็นกำลังหลัก ในการโจมตีแบบสายฟ้าแลบหรือ “บลิซครีก” (Blitzkrieg)

หลักการนั้นก็คือ การสนธิกำลังของหน่วยรถถัง และยานเกราะที่มีความเร็วในการเคลื่อนที่ มีเกราะป้องกันตนเอง และมีอำนาจการยิงที่รุนแรงของปืนใหญ่ประจำรถ สนับสนุนโดยทหารราบทหารปืนใหญ่ และเครื่องบิน โดยมีขั้นตอนในการปฏิบัติสรุปได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 คือ “การเตรียมการ” (Preparations) ทั้งการเตรียมการของหน่วยเอง ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร เพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน หรือ จุดที่เปราะบางที่สุดในแนวตั้งรับของข้าศึก การรวบรวมข้อมูลนี้ อาจกระทำโดยการใช้เครื่องบินขึ้นลาดตระเวนตรวจการณ์ทางอากาศ หรือ รวบรวมจากประชาชนในท้องถิ่น หรือวิธีการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสารที่ต้องการ

จากนั้น หน่วยรถถังหลัก ก็จะเตรียมกำลังเพื่อเข้าตีที่หมายที่กำหนดไว้ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว การเตรียมการเข้าตีนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร โดยเฉพาะการเข้าตีในระดับกองพล เนื่องจากมีรถถังยานยนต์และกำลังพลจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และกำลังพลเหล่านี้ ย่อมไม่อาจปิดปังเป็นความลับได้ เพราะการขนส่งต่างๆ จะเป็นที่สังเกตุได้ของพลเรือนทั่วไป ที่เดินทางสัญจรไปมา ดังนั้นขั้นตอนที่ 2 ที่จะกล่าวต่อไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขั้นตอนที่ 2 คือ “การเข้าตีลวง” (Faked attack) เป็นขั้นตอนที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างความสับสนให้กับข้าศึก ดังที่กล่าวมาแล้วในขั้นตอนที่ 1 ว่า เมื่อมีการเตรียมการตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ข้าศึกย่อมคาดการณ์ได้ว่า จะมีการปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะเป็นที่ใดนั้น ข้าศึกยังไม่ทราบได้ ดังนั้นการเข้าตีลวง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อทำให้ข้าศึกเข้าใจว่า การปฏิบัติการทางทหารจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเข้าตีลวง ณ จุดที่ข้าศึกคาดการณ์เอาไว้ ส่วนการเข้าตีจริงนั้น จะเกิดขึ้นในจุดที่ข้าศึกไม่คาดคิดมาก่อน

การเข้าตีลวงนั้น หน่วยที่เข้าตีลวง อาจปฏิบัติการเข้าตีอย่างเต็มที่ เพื่อยึดที่หมายที่กำหนดไว้เสมือนการเข้าตีจริง เพราะนอกจากจะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับข้าศึกแล้ว ยังจะทำให้ข้าศึกถอนกำลังจากจุดที่เป็นเป้าหมายหลัก มาช่วยแนวรบด้านที่เป็นเป้าหมายลวง อันจะส่งผลให้แนวตั้งรับของข้าศึก ที่ต้องการเข้าตีจริงมีความอ่อนแอ

ขั้นตอนที่ 3 คือ “การเข้าตีจริง” (Main assault) ซึ่งการเข้าตีหลักหรือการเข้าตีจริงนี้ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการประสานการเข้าตีของหน่วย 3 หน่วยหลักคือ

1. หน่วยรถถังและยานเกราะ ซึ่งเป็นกำลังหลักอันเปรียบเสมือนหัวหอกในการรุก โดยจะทำการเข้าตีเป็นกลุ่มก้อนด้วยรถถังจำนวนมาก แตกต่างจากการรบในอดีต ที่รถถังจะถูกใช้กระจัดกระจาย เพื่อสนับสนุนทหารราบ การโจมตีด้วยจำนวนที่มากมายนี้ จะทำให้มีการรวมอำนาจการยิงที่รุนแรง ผสมผสานกับการรุกที่รวดเร็ว จะทำให้ข้าศึกเสียขวัญและเกิดความสับสนอย่างมาก

ก่อนที่หน่วยรถถัง จะดำเนินการเข้าตีแนวตั้งรับของข้าศึกที่เลือกสรรไว้แล้วว่า เป็นจุดที่มีความเปราะบางที่สุด จะมีการ “ยิงเตรียม” ซึ่งเป็นการยิงด้วยปืนใหญ่ และการทิ้งระเบิดด้วยเครื่องบิน จนข้าศึกเกิดความบอบช้ำ เมื่อหน่วยรถถังเปิดฉากรุกและสามารถเจาะแนวตั้งรับของข้าศึกได้แล้ว หน่วยรถถังจะไม่หยุดอยู่ ณ พื้นที่นั้น แต่จะยังคงรุกต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วสูงสุด (Great Speed) เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเร็วในการรุก อันจะทำให้ข้าศึกไม่มีเวลาตั้งตัว โดยมีทหารราบยานเกราะที่ขนส่งด้วยรถสายพานลำเลียงพลติดตามไปด้วย ทิ้งแนวตั้งรับของข้าศึกที่ถูกเจาะไว้ ให้กับหน่วยทหารราบที่ตามมา เข้ากวาดล้าง และทำลาย

เมื่อใดก็ตาม ที่หน่วยรถถังพบกับการต้านทานที่แข็งแกร่ง พวกเขาจะตีวงโอบล้อมข้าศึก พร้อมกับร้องขอการสนับสนุนจากปืนใหญ่และเครื่องบิน ที่จะทำการระดมยิงและทิ้งระเบิดจนข้าศึกอ่อนกำลังลง รถถังและทหารราบยานยนต์จึงจะเข้าโจมตี โดยรถถังจะทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทหารราบ 2 ลักษณะ คือ ประการแรก มุ่งทำลายรถถังของฝ่ายตรงข้ามด้วยปืนใหญ่ประจำรถ และประการที่สอง คือ การทำลายแนวตั้งรับของข้าศึก เช่น ป้อมปืน ค่าย รังปืนกลหรือแนวต้านทานที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่กำลังทหารราบจะทำลายได้ จากนั้นหน่วยรถถังก็จะทำการรุกด้วยความเร็วสูงสุดต่อไป


2.
หน่วยทหารราบ
(Infantry) ในการรบแบบสายฟ้าแลบนี้ ทหารราบจะทำหน้าที่ในการสนับสนุนหน่วยรถถัง โดยมีบทบาทเป็นผู้ยึดครองพื้นที่ ในขณะที่หน่วยรถถังจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นทหารราบจึงมีความสำคัญมากในการรบแบบสายฟ้าแลบ เพราะนอกจากจะเป็นผู้ยึดพื้นที่แล้ว ยังเป็นผู้กวาดล้างข้าศึกที่แตกกระจัดกระจายอยู่ในวงล้อม (Pocket) ต่างๆ


นอกจากนี้ทหารราบ ยังต้องทำหน้าที่ในการป้องกันรักษาสะพาน หรือเส้นทางต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลาย เพราะโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนที่ของรถถัง ซึ่งหากถูกทำลายหรือถูกข้าศึกยึดได้แล้ว การรุกคืบหน้าของหน่วยรถถังจะหยุดชะงักลงทันที สำหรับการเคลื่อนที่ของหน่วยทหารราบนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน กล่าวว่า หน่วยทหารราบตามหลักการรบแบบสายฟ้าแลบนี้ ต้องมียุทโธปกรณ์ที่สำคัญ คือ รถหุ้มเกราะลำเลียงพล (Armored Personnel Carriers - APC) ซึ่งจะทำให้ทหารราบ สามารถเคลื่อนที่ติดตามการรุกด้วยความเร็วเทียบเท่ากับหน่วยรถถัง




3. การโจมตีทางอากาศจากอากาศยาน หรือเครื่องบิน (AirAttack) ไฮน์ซ กูเดอเรียน กล่าวว่า การรุกที่รวดเร็วของรถถังนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนทางอากาศจากกองทัพอากาศเยอรมัน หรือ ลุฟวาฟเฟอ (Luftwaffe) ทำให้เครื่องบินกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการรบแบบสายฟ้าแลบ ตามทฤษฎีของเขานั้น เครื่องบินจะทำหน้าที่เสมือนป้อมปืนลอยฟ้า ที่ระดมยิงและโจมตีทิ้งระเบิดใส่ข้าศึก ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่ในการทำลายข้าศึกทางภาคพื้นดินแล้ว กองทัพอากาศเยอรมัน ยังทำหน้าที่ในการกวาดล้างเครื่องบินของข้าศึกออกไปจากท้องฟ้า เพื่อการครอบครองน่านฟ้าเหนือสมรภูมิอย่างแท้จริงอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 4 “การรุกอย่างต่อเนื่อง” กระทำโดยหน่วยรถถังที่ จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและความรุนแรง จนกว่าข้าศึกจะถูกทำลายหรือยอมจำนน เพื่อให้ได้ชัยชนะขั้นเด็ดขาด โดยไม่รอเวลาให้ข้าศึกมีเวลาในการจัดแนวตั้งรับขึ้นใหม่

ขั้นตอนนี้ ก็คือการกวาดล้างและทำลายกำลังของข้าศึกที่หลงเหลือให้หมดไป ทั้งข้าศึกที่กำลังแตกกระจัดกระจายอยู่ และข้าศึกที่ตกอยู่ในวงล้อมต่างๆ การรุกอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดหย่อนนี้ จะทำให้ข้าศึกเสียขวัญ สับสน มีหลายครั้งที่ทหารข้าศึกไม่สามารถติดต่อกับผู้บังคับบัญชาได้ เพราะกองบัญชาการของตนถูกโอบล้อม ทหารที่เหลือจึงขาดการบังคับบัญชาและตัดสินใจยอมจำนน โดยมิได้ทำการต่อสู้เลย ดังเช่นที่เกิดขึ้นในการรบช่วงแรกๆ ในสหภาพโซเวียต ที่มีทหารรัสเซียยอมจำนนเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากกองบัญชาการของหน่วยถูกล้อม ถูกตัดขาดจากกองกำลังหลัก ถูกโจมตีหรือแม้แต่ถูกทำลายจนไม่สามารถสั่งการหน่วยขึ้นตรงของตนได้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการรุกแบบสายฟ้าแลบนี้เอง

จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติทั้งสี่ขั้นตอนของการรบแบบสายฟ้าแลบนั้น ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับกองกำลังฝ่ายรุก ที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งหน่วยยานเกราะ หน่วยทหารราบ หน่วยปืนใหญ่และอากาศยานของกองทัพอากาศ รวมทั้งจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด และต่อเนื่อง ดังนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน จึงได้ประยุกต์การใช้วิทยุติดต่อสื่อสาร ซึ่งในสมัยนั้นนับเป็นวิวัฒนาการสมัยใหม่ ที่กองทัพอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้กับรถถัง แต่เขาเป็นผู้พัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุในการปฏิบัติการจริง จนผู้บังคับหน่วยระดับสูงสามารถสั่งการไปยังรถถังเป็นรายคันในแนวหน้าได้เลยทีเดียว ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวถือเป็นการก่อกำเนิดการสื่อสารระหว่างยานเกราะกับหน่วยข้างเคียง และเป็นแบบอย่างในการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน

ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค..1938 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท พร้อมกับดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 16 (XVI Army Corps) รวมทั้งยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมนายทหารระดับสูงกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่กรุงเบอร์ลิน ในวันเดียวกันในที่ประชุม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แจ้งว่ามีการปลดนายทหารระดับสูงหลายคน เช่น จอมพล ฟอน บลอมเบอร์ก รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม และพลเอก ฟรายแฮร์ ฟอน ฟริทค์ (Freiherr von Fritsch) ผู้บัญชาการทหารบก เป็นต้น การสั่งปลดดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับนายทหารทุกคนที่ต่างไม่เคยพบกับเรื่องเช่นนี้มาก่อน พร้อมกันนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้ง พลเอก วอลเธอร์ ฟอน โบรคิทช์ เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก แทน พลเอกฟอน ฟริทช์

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสงครามนั้น เมื่อปลด จอมพล ฟอน บลอมเบอร์ก ออกไปแล้ว ก็ไม่ได้แต่งตั้งใครขึ้นแทน อำนาจทั้งหมดของกระทรวงจึงตกอยู่กับผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั่นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั่นเอง นายทหารทุกคนในที่ประชุมต่างเริ่มตระหนักดีว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กำลังเข้ามาควบคุมกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับการควบคุมประเทศเยอรมันแล้ว

แม้ว่า ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 16 แต่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ยังคงไว้วางใจ ให้เขากลับเข้าบัญชาการ กองพลยานเกราะที่ 2 เพื่อเข้าผนวกดินแดนของประเทศออสเตรีย ตามสนธิสัญญา “อันส์ชลูสส์” (Anschluss) ในช่วงเดือนมีนาคม ค..1938 โดยกองพลยานเกราะที่ 2 สามารถทำความเร็วในการเดินทางเข้าสู่กรุงเวียนนา (Vienna) ซึ่งมีระยะทาง 420 ไมล์ ในเวลาเพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมง การเคลื่อนพลในครั้งนี้ ทำให้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้พบจุดอ่อนของกองพลยานเกราะ นั่นคือ การบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ต่างๆ มีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถถัง ทำให้ต้องประสบกับปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง ระหว่างเดินทาง นอกจากนี้ เขายังพบว่าปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะน้ำมัน นับเป็นอุปสรรคสำคัญอีกข้อหนึ่ง เพราะรถยนต์บรรทุกน้ำมันไม่สามารถติดตามขบวนรถถังได้ทัน ทำให้รถถังขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งปัญหาทั้งสองประการที่ ไฮน์ซ กูเดอเรียน พบในครั้งนี้จะมีผลอย่างมากต่อการรบในสมรภูมิด้านสหภาพโซเวียต ที่จะเกิดขึ้นอีกไม่นานนับต่อจากนี้

ที่เมืองลินซ์ (Linz) ประเทศออสเตรีย ไฮน์ซ กูเดอเรียน อยู่เคียงข้างกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในขณะที่กำลังปราศรัยต่อหน้าฝูงชนชาวออสเตรียจำนวนมาก ที่กำลังยินดีปรีดาต่อการผนวกดินแดนของตนกับประเทศเยอรมัน

เขาบันทึกถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “.. ข้าพเจ้ายืนเคียงข้างกับฮิตเลอร์ บริเวณระเบียงศาลาว่าการเมืองลินซ์ ซึ่งทำให้สามารถสังเกตุกิริยาของฮิตเลอร์ได้อย่างใกล้ชิด ระหว่างที่กำลังปราศรัยต่อฝูงชน ที่ตื่นเต้นยินดีเบื้องล่าง .. น้ำตาของฮิตเลอร์ไหลอาบลงบนแก้มทั้งสองข้าง .. มันเกิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขา .. ไม่ใช่มาจากการเสแสร้งอย่างแน่นอน ..”

ภายหลังการผนวกดินแดนออสเตรีย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ตระหนักดีว่า กองพลยานเกราะนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด เขาจึงสั่งการให้จัดตั้งกองพลยานเกราะที่ 4 ขึ้นเพิ่มเติม พร้อมกับการเตรียมการจัดตั้งกองพลยานเกราะที่ 5 และกองพลเบาที่ 4 ทำให้ขีดความสามารถของหน่วยยานเกราะเยอรมันเพิ่มสูงขึ้น จนเป็นที่น่าเกรงขาม

ในวันที่ 1 ตุลาคม ค..1938 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ซึ่งขณะนั้นยังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพน้อยยานเกราะที่ 16 ที่มีกองพลยานเกราะและกองพลทหารราบยานยนต์อยู่ใต้การบังคับบัญชา จำนวน 3 กองพล ประกอบด้วยกองพลยานเกราะที่ 1, กองพลทหารราบยานยนต์ที่ 13 และกองพลทหารราบยานยนต์ที่ 20 ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนพลเข้ายึดครองแคว้นซูเดเตน (Sudetenland) ประเทศเชคโกสโลวะเกีย โดยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากชาวซูเดเตน เชื้อสายเยอรมัน และปราศจากการต่อต้านจากรัฐบาลเชคโกสโลวะเกีย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)






 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2560 10:29:58 น.
Counter : 536 Pageviews.  

ไฮน์ซ กูเดอเรียน บิดาแห่งหน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์” 1




ไฮน์ซ กูเดอเรียน (Heinz Guderian)

อัศวินผู้ก่อกำเนิด หน่วยยานเกราะ “แพนเซอร์”

ตอนที่ 1

โดย พันเอกศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการค้าขายและการพาณิชย์อื่นใด

อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อความรู้และการศึกษาเท่านั้น




รุ่งอรุณของวันที่ 17 มิถุนายน ค..1888 ที่เมือง “คลุม” (Kulm) ใกล้กับเมือง “วิสทูลา”  (Vistula) ในปรัสเซียตะวันตกของเยอรมัน ทารกน้อยผู้ซึ่งจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงยุทธวิธีการรบแบบโบราณ ไปสู่ยุทธวิธีการรบแบบสมัยใหม่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ได้ถือกำเนิดขึ้น

เขาคือ ไฮน์ซ กูเดอเรียน บิดาของเขา คือ ร้อยโทเฟรดริค กูเดอเรียน (Friedrich Guderian) ซึ่งเป็นนายทหารสังกัดกองพันทหารราบเบา “ปอเมเรเนียน” ที่ 2 (2nd Pomeranian Jager Battalion คำว่า เยการ์ (Jager หรือ Jaeger) ในภาษาเยอรมัน หมายถึงผู้ล่า (hunter) ในที่นี้หมายถึง หน่วยทหารราบเบา (Light Infantry))

บิดาของเขาได้กลายเป็นต้นแบบของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ในการเป็นนายทหารมืออาชีพ ที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อประเทศชาติ ส่วนมารดาคือ คลาร่า เคริคฮอฟฟ์ (Clara Kirchhoff) แม้บิดาของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน จะเป็นนายทหารรับราชการ แต่ก็มีรากฐานมาจากตระกูลที่มีฐานะมั่งคั่ง เนื่องจากบรรพบุรุษเป็นนายทุน เจ้าของที่ดินในปรัสเซีย ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของไฮน์ซ กูเดอเรียน ค่อนข้างสะดวกสบายพอสมควร

ในปี ค..1891 บิดาของเขาย้ายไปประจำการที่เมือง “โคลมาร์” (Colmar) ในแคว้น “อัสซาส”  (Alsace) ทำให้ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 6 ขวบ ต้องย้ายติดตามไปด้วย แต่เนื่องจากบิดามีวัตถุประสงค์ ที่จะให้เขาเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อย การย้ายไปอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกล ดูเหมือนจะไม่เหมาะสม ดังนั้นอีกไม่นานนัก ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำ และในวันที่ 1 เมษายน ค..1901 ก็ถูกส่งเข้าโรงเรียนนายร้อย “คาร์สรัวฮ์” (Karlsruhe Cadet School) ก่อนจะย้ายมาเข้าโรงเรียนนายร้อยหลักที่ “กรอสส์-ลิคเตอเฟลด์” (Gross-Lichterfelde) ใกล้กับกรุงเบอร์ลิน

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค..1907 หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยแล้ว ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น นายทหารประจำกองพันทหารราบเบา “ฮันโนเฟอเรียน” ที่ 10 (10th Hanoverian Jager Battalion) ที่แคว้นลอเรนซ์ ซึ่งเป็นกองพันที่บิดาของเขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพัน และในวันที่  27 มกราคม ค..1908 เขาก็ได้รับการประดับยศเป็นร้อยตรี

ต่อมาในเดือนตุลาคม ค..1913 ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้สมรสกับ มาร์กาเร็ทเทอ โกร์เนอ (Margarete Goerne) มีบุตรชายสองคน คือ ไฮน์ซ กุนเธอร์ (Heinz Gunter) และ ควร์ท (Kurt) ซึ่งทั้งตัวเขาและลูกชายทั้งสองคน ต่างก็ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายคนโต ที่ต่อมาได้เป็นนายทหารชั้นยศ “พลตรี” ของกองทัพเยอรมันตะวันตกในช่วงหลังสงคราม

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไฮน์ซ กูเดอเรียน ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในป้องกันชายแดนทางด้านตะวันออกของประเทศ โดยเริ่มต้นที่ “ไซลีเซีย” (Silesia) และบริเวณทะเล “บอลติค”  (Baltic) ในเวลาต่อมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในพื้นที่ทะเลบอลติค เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในกองพลน้อยไรซ์แวร์ ที่ 10 (10th Reichswehr Brigade) ในเมือง “ฮันโนเฟอร์” (Hanover) เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้บังคับกองร้อยของกองพันทหารราบเบา “ฮันโนเฟอเรียน” ที่ 10 ในปี ค..1920 และอีกสองปีต่อมาก็ได้รับการทาบทามให้ไปปฏิบัติหน้าที่นายทหารฝ่ายเสนาธิการ โดยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นายทหารตรวจสอบการขนส่งกำลังพล ประจำกองพันยานยนต์ขนส่งบาวาเรียนที่ 7 (7th Bavarian Motorized Transport Battalion) ที่เมือง “มิวนิค” (Munich) ซึ่งสังกัดอยู่กับกรมยานยนต์ขนส่ง (Motorized Transport Department)

ด้วยภารกิจใหม่นี้เอง ที่ไฮน์ซ กูเดอเรียน ต้องศึกษาค้นคว้าอย่างมาก เนื่องจากตระหนักดีว่าพื้นฐานความรู้ของตนเอง เป็นพื้นฐานของการเป็นทหารราบ และมีความเกี่ยวข้องน้อยมากกับงานด้านการขนส่ง หรือด้านยานยนต์ หนังสือที่เขาศึกษาค้นคว้าส่วนใหญ่ เขียนขึ้นโดยนายทหารอังกฤษ ผู้มีประสบการณ์ด้านการรบด้วยยานเกราะ เช่น ร้อยเอก ลิดเดลล์ ฮาร์ท (Liddell Hart) ผู้ซึ่งให้ความสำคัญในการใช้กำลังรถถังและยานเกราะในการรบระยะไกล ตลอดจนใช้เพื่อทำลายการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งได้นำเสนอแนวความคิดของกองพลยานเกราะ ที่เป็นการประสานงานกันระหว่าง ยานเกราะ และ ทหารราบ

หลังจากการศึกษางานเขียนของ ลิดเดลล์ฮาร์ท แล้ว ไฮน์ซ กูเดอเรียน ถึงกับกล่าวว่า “.. ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ร้อยเอก ลิดเดิลล์ ฮาร์ท อย่างมาก ในข้อแนะนำต่างๆ อันนำมาซึ่งการพัฒนากำลังยานเกราะให้ก้าวหน้าไป ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ..”




ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารถถังและยานเกราะในกองทัพเยอรมันขณะนั้น นับเป็นเรื่องใหม่ เพราะแทบไม่มีใครสนใจสนใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเลย การค้นคว้าอย่างจริงจังของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ไปโดยปริยาย ข้อเขียนของเขาเกี่ยวกับการพัฒนากำลังรบที่มีรถถังและยานเกราะเป็นหัวหอก ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารรายสัปดาห์ของกองทัพ (Militar - Wochenbllatt) พร้อมๆ กับชื่อเสียงของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก พลเอก ฟอน แอลรอค (von Alrock) บรรณาธิการของวารสารดังกล่าว ถึงกับเดินทางมาพบเขาเป็นการส่วนตัว เพื่อขอให้เขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทของรถถังและยานเกราะอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างปี ค..1923– 1924 พันโท วอลเธอร์ ฟอน โบรคิทช์ (Walther von Brauchitsch) ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้ทำการฝึกทดสอบความเป็นไปได้ ในการนำรถถัง  ยานเกราะ ทหารราบ และเครื่องบิน ประสานการปฏิบัติการรบร่วมกัน การฝึกนี้เป็นที่สนใจของกรมการฝึกกองทัพบก (Army Training Department) อย่างมาก และ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ฝึกสอนด้านยุทธวิธีและประวัติศาสตร์การทหาร โดยทำหน้าที่เผยแพร่แนวความคิดการรบแบบใหม่นี้ ให้กับหน่วยทหารต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะการสอนยุทธวิธีให้กับหน่วยทหารรถถัง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสเห็นรถถังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภายในตัวรถถัง ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ส่งผลให้เขาเกิดแนวความคิดการใช้รถถังในการรบว่า

“.. หากรถถังทำการรบด้วยตัวของมันเอง หรือทำการรบร่วมกับทหารราบ จะประสบความสำเร็จได้ยากมาก .. คุณสมบัติเด่นของรถถังที่จำเป็นต้องมีในการรบสมัยใหม่ คือ ต้องมีความเร็ว และสามารถเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศในรูปแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี .. การใช้รถถังเข้าทำการรุก จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ โดยรถถังทำหน้าที่หลักในการรุก และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ทำหน้าที่รอง ..”

แนวความคิดของ ไฮน์ซ กูเดอเรียน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะแนวคิดในการจัดตั้งกองพลยานเกราะ (Panzer Division) แต่ก็มีนายทหารหัวเก่า ที่ยังคงมองว่าความคิดของเขาเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ดังเช่น พลเอก ออตโต ฟอน สตัลป์นาเกล (Otto von Stulpnagel) ผู้ตรวจสอบโครงการยานยนต์ขนส่งซึ่งกล่าวว่า “.. กองพลยานเกราะเป็นสิ่งที่เพ้อฝัน (a Utopian dream) และคุณจะไม่มีวันได้เห็นมันเลยตลอดชีวิต ..”

อย่างไรก็ตาม ไฮน์ซ กูเดอเรียน ก็ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอแนวความคิดในการใช้รถถังและยานเกราะในการรบตามแบบฉบับของเขา ในช่วงแรกทุกคนให้ความสนใจกับการใช้รถหุ้มเกราะลำเลียงพล (Armored Troop Carrier) ซึ่งเป็นรถยนต์สี่ล้อ ที่ใช้ขนส่งทหารและได้รับอนุญาตตามสนธิสัญญาแวร์ซายให้เยอรมันมีไว้ในครอบครองได้ แต่ในปี ค..1932 ความกังวลเกี่ยวกับสนธิสัญญาแวร์ซายก็เริ่มหมดไป เพราะอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีแนวความคิดที่จะพัฒนากำลังรบของกองทัพเยอรมันอย่างเงียบๆ โดย ไฮน์ซ กูเดอเรียนได้เสนอรูปแบบรถถังที่จะใช้ในกองพลยานเกราะว่า ควรมีรถถัง 2 ประเภท คือ รถถังขนาดเบา (Light Tank) และรถถังขนาดกลาง (Medium Tank)




รถถังขนาดเบา จะติดตั้งปืนใหญ่ที่มีขีดความสามารถในการยิงกระสุนเจาะเกราะ พร้อมกับปืนกลอีก 2 กระบอก กระบอกแรกติดตั้งในป้อมปืน และอีกกระบอกหนึ่ง ติดตั้งกับตัวรถ ซึ่งปืนใหญ่ของรถถังขนาดเบานั้น มีการโต้เถียงกันมากว่า ควรจะเป็นขนาด 37 มิลลิเมตร หรือ 50 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นขนาด 37 มิลลิเมตร แต่ไฮน์ซ กูเดอเรียน มองว่าควรเป็นขนาด 50 มิลลิเมตร เนื่องจากทหารราบทั่วไป มีปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 37 มิลลิเมตรอยู่แล้ว ซึ่งต่อมาแนวความคิดนี้คือการกำเนิดของรถถังเบา ที่มีน้ำหนัก 15 ตันแบบ แพนเซอร์ 3 (Panzer III หรือ Panzerkampfwagen III เขียนย่อว่า Pz.Kpf.III) ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 37 มิลลิเมตร และสามารถรองรับการเปลี่ยนปืนใหญ่ให้เป็นขนาด 50 มิลลิเมตรได้

สำหรับรถถังขนาดกลางนั้น ไฮน์ซ กูเดอเรียน มีความเห็นว่า ควรติดตั้งปืนใหญ่ที่มีอำนาจการยิงไกล และติดตั้งปืนกล 2กระบอก เช่นเดียวกับรถถังเบา ขนาดของปืนใหญ่ประจำรถนั้น ทุกคนลงความเห็นว่าควรเป็นขนาด 75 มิลลิเมตร โดยไฮน์ซ กูเดอเรียน เสนอว่ารถถังขนาดกลางนี้จะมีภารกิจอยู่ 2 ประการ

ประการแรกคือ ทำการสนับสนุนรถถังขนาดเบาในการรุก

และประการที่สองคือทำลายเป้าหมายที่อยู่นอกเหนือระยะยิงของรถถังขนาดเบา

ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาแนวความคิดนี้เป็นรถถังขนาดกลางที่มีน้ำหนัก 20 ตัน แบบแพนเซอร์ 4 (Panzer IV หรือ Panzerkampfwagen IV เขียนย่อว่า Pz.Kpf.IV) ติดตั้งปืนใหญ่ลำกล้องสั้นขนาด 75 มิลลิเมตร และต่อมาปรับปรุงเป็นแบบลำกล้องยาวที่มีขีดความสามารถในการยิงไกลและแม่นยำขึ้น รถถังรุ่นนี้ได้ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของหน่วยรถถังเยอรมันจนสิ้นสุดสงคราม


(โปรดติดตามตอนที่ 2)





 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2559 20:53:06 น.
Counter : 1071 Pageviews.  

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ อัศวินกระโหลกไขว้ของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 2)





ธีโอดอร์ ไอค์เคอ

(Theodor Eicke)

อัศวินผู้ภักดีแห่งหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ

(ตอนที่ 2)

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น




ภายหลังจากการรบด้านฝรั่งเศสยุติลง ชื่อเสียงความห้าวหาญของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เริ่มเป็นที่ยอมรับในกองทัพเยอรมัน เนื่องจากพวกเขารบอย่างกล้าหาญและบ้าบิ่น จนยอดความสูญเสียมีสูงถึง 1,140 นาย เป็นนายทหารถึง 300 นาย รวมทั้งยังสามารถจับเชลยฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทั้งหมดกว่า 16,000 นาย จนกระทั่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็คัดเลือกนายทหารประทวน (ยศต่ำกว่าร้อยตรี) ด้วยตัวของเขาเอง เพื่อส่งไปฝึกเป็นนายทหารที่เมือง “บาด โทลซ์ (Bad Tolz) พร้อมทั้งสั่งให้มีการฝึกกำลังพลของกองพลอย่างหนักที่เมือง“บอร์โดซ์” (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเตรียมการบุกสหภาพโซเวียต หรือรัสเซีย โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึง เมษายน ค..1941 การฝึกเข้มข้นมาก จนทำให้มีกำลังพลเสียชีวิตจากการฝึก 10 นาย บาดเจ็บ 16 นายและอีก 250 นาย ต้องเข้าโรงพยาบาล

ต่อมาในกลางเดือนพฤษภาคม ค..1941 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สั่งยกเลิกการลากิจ ลาป่วยทั้งหมดของกำลังพลในกองพลของเขา และออกเดินทางจากเมืองบอร์โดซ์ ในประเทศฝรั่งเศส เข้าทำการรบในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ในยุทธการ “บาร์บารอสซ่า”  (Barbarossa) โดยขึ้นสายการบังคับบัญชากับกลุ่มกองทัพเหนือ (Army Group North) นำโดย จอมพล วิลเฮล์ม ริทเทอร์ ฟอน ลีป (Wilhelm Ritter von Leeb) ทำการรุกโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เมือง “เลนินกราด” (Leningrad)

และนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟต้องมาสังกัดในกลุ่มยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Group) ของพลเอก อีริค โฮปเนอร์ ผู้ซึ่งไม่นิยมชมชอบในตัว ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จากการเผชิญหน้ากันในฝรั่งเศส จนสั่งให้จัดกองพลของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นกองกำลังหนุน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บัญชาการกองพล เอส เอส  โทเทนคอฟ เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อการรบดำเนินไป ทหารกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตก็เริ่มฟื้นตัวและสามารถตั้งหลักได้จากการรุกแบบสายฟ้าแลบของเยอรมัน ทำให้การต่อต้านจากฝ่ายรัสเซียทวีความรุนแรงมากขึ้น กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิที่เมือง “ดินซค์” (Dvinsk) ทางตอนกลางของลิธัวเนีย (Lithuania) ในวันที่ 27 มิถุนายน ค..1941

ณ สมรภูมิแห่งนี้ ทหารรัสเซียต่อสู้อย่างกล้าหาญแบบยอมตายในสนามรบ อีกทั้งฝ่ายรัสเซียยังมีรถถังคอยให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา ทำให้การรุกของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องหยุดชะงักลงหลายครั้ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทหาร เอส เอส และธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ยังต่อสู้อย่างทรหด เพื่อทำการรุกคืบหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะต้องสูญเสียอย่างหนักหรือเคลื่อนที่ได้อย่างล่าช้าก็ตาม

การรุกยิ่งเป็นไปอย่างรุนแรงและเด็ดขาดมากขึ้น เมื่อกองทัพน้อยยานเกราะที่ 56 (LVI Panzer Corps) ของพลเอก อีริค ฟอน แมนสไตน์ (Eric von Manstein) ถูกส่งมาเป็นหัวหอกในการรบ โดยกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ทำหน้าที่คุ้มกันกำลังส่วนปีกของกองทัพน้อยดังกล่าว กระทั่งในวันที่ 2 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และทหารของเขาเคลื่อนที่ผ่านเมือง “แดคดา” (Dagda) อันเป็นพื้นที่หนองบึง ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำท่วมขัง ยากต่อการเคลื่อนที่ของยานยนต์ ตลอดจนเหมาะต่อการตั้งรับของทหารรัสเซีย

ทหาร เอส เอส ถูกซุ่มโจมตีจากกองพลปืนเล็กยาวที่ 42 ของรัสเซีย (42nd Rifle Division) ทำให้ฝ่ายเยอรมันสูญเสียทหารไปกว่า 100 นาย รวมทั้งยังถูกยิงตรึงอยู่กับที่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รถถังรัสเซียก็ยังเสริมกำลังเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งฝูงบินของเครื่องบินดำทิ้งระเบิด แบบเจยู 87 สตูก้า (Ju 87  Stuka) ของกองทัพอากาศเยอรมันได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า และทำลายปืนใหญ่ตลอดจนรถถังของรัสเซียไปจนหมดสิ้น ทำให้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นำกองพลของเขาเคลื่อนที่ต่อไปได้ และสามารถยึดเมือง “โรสนอฟ” (Rosenov) ได้ในอีกสองวันต่อมา

ในวันที่ 6 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นำกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เคลื่อนที่ลึกเข้าไปในสหภาพโซเวียต จนถึงแนวสตาลิน (Stalin Line) ท่ามกลางการต่อต้านจากทหารรัสเซีย จนต้องพบกับความสูญเสียอย่างหนัก แต่ก็ยังสามารถจัดตั้งหัวหาดได้ที่แม่น้ำ “เวอลิกายา” (Velikaya) แม้ว่าจะต้องถูกระดมยิงจากปืนใหญ่อย่างหนักตลอดทั้งคืนก็ตาม ระหว่างการสู้รบในครั้งนี้ รถยนต์ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้แล่นทับทุ่นระเบิดดักรถถัง จนตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บ แต่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ยังคงทำการรบต่อไป

โดยในวันที่ 12 กรกฎาคมสามารถรุกคืบหน้าไปถึงเมือง “ปอร์คอฟ” (Porkhov) พร้อมกับให้การสนับสนุนกองทัพน้อยยานเกราะที่ 56 อย่างต่อเนื่อง จนในวันที่ 21 กรกฎาคม พวกเขาก็เคลื่อนที่มาถึงทะเลสาบ “อิลเมน” (Ilmen) และผ่านภูมิประเทศที่เป็นป่ามืดทึบ ตลอดจนหนองน้ำที่ชื้นแฉะ การรบยิ่งถูกทำให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มใต้ดินของรัสเซียได้ปฏิบัติการก่อกวนแนวหลังของทหารเยอรมัน เช่น ซุ่มโจมตีหน่วยทหาร ระเบิดสะพาน ซุ่มโจมตีขบวนลำเลียงส่งกำลังบำรุง และดักฟังสายโทรศัพท์ เป็นต้น

โดยเฉพาะการดักฟังสายโทรศัพท์นั้น ทำให้กลุ่มใต้ดินสามารถล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้และทำการเข้าตีทหาร เอส เอส หลายครั้ง จนได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจากความกล้าหาญของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ในแนวรบด้านสหภาพโซเวียต ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็ก ชั้นอัศวิน (the Knight’s Cross of the Iron Cross) ในวันที่ 26 ธันวาคม ค..1941

อย่างไรก็ตาม ยิ่งฝ่ายรัสเซียตอบโต้รุนแรงมากขึ้นเท่าใด เมื่อทหาร เอส เอส จับกุมเชลยศึกหรือฝ่ายใต้ดินได้ ก็ยิ่งแสดงออกถึงความทารุณโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น มีหลายครั้งที่ทหารของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้ทำการสังหารหมู่เชลยศึก และสมาชิกกลุ่มใต้ดิน ตลอดจนชาวบ้านที่ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านต่างๆ จนกลายเป็นที่ครั่นคร้ามของชาวรัสเซียไปทั่ว ในขณะที่ฝ่ายรัสเซียก็แก้แค้น ด้วยการสังหารเชลยศึกเยอรมันที่เป็นทหาร เอส เอส ทันทีเช่นกัน

ในช่วงต้นปี ค..1942 กลุ่มกองทัพกลาง (Heers gruppe Mitte ในภาษาเยอรมันหรือ Army Group Center ในภาษาอังกฤษ) รุกเข้ายึดกรุงมอสโคว์ (Moscow) เมืองหลวงของสหภาพโซเวียต ตามยุทธการ "ไต้ฝุ่น" (Operation Typhoon หรือ Taifun ในภาษาเยอรมัน) จนกระทั่งฤดูหนาวอันโหดร้ายได้สร้างความเสียหายให้กับกองทัพเยอรมันเป็นอย่างมาก พร้อมๆ กับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากกองทัพแดงของรัสเซีย ทำให้กองทัพที่ 16 (XVI Army)  ของเยอรมัน ซึ่งประกอบด้วยกำลังทหาร 6 กองพล จำนวนกว่า 100,000 คน สังกัดกองทัพน้อยที่ 2 (II Corps) และบางส่วนของกองทัพน้อยที่ 10 (X Corps) ประกอบไปด้วยกองพลทหารราบที่ 12, 30, 32, 123, 290 (12th, 30th , 32nd, 123rd, 290th Infantry Divisions) และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องถอยร่นจนตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพรัสเซียในพื้นที่เมือง "เดมแยงส์" (Demyansk : บางเอกสารออกเสียงว่า “เดเมียงส์”) และพื้นที่ใกล้เคียงระหว่างวันที 8 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม ค..1942

การสู้รบในวงล้อม "เดมแยงส์" เปิดฉากขึ้น ในวันที่ 7 มกราคม ค..1942 เมื่อกองทัพจู่โจมของสหภาพโซเวียตจำนวน 3 กองทัพ ประกอบด้วย กองทัพจู่โจมที่ 1(1s tShock Army)  กองทัพจู่โจมที่ 3 (3rd Shock Army) และกองทัพจู่โจมที่ 4 (4th Shock Army) เป็นหน่วยหลักในการเข้าตีแนวตั้งรับของทหารเยอรมันทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในวงล้อม "เดมแยงส์" ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลโทวอลเธอร์ ฟอน บร็อคดอฟ (Walter Von Brockdorff) ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 2 ซึ่งขึ้นตรงกับกลุ่มกองทัพเหนือของจอมพล วิลเฮล์ม ริทเธอร์ ฟอน ลีบ (Wilhelm Ritter von Leeb)

การรบในวงล้อม “เดมแยงส์” ครั้งนี้ แม้ ธีโอดอร์ไอค์เคอ และทหาร เอส เอส จากกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ จะต่อสู้อย่างทรหด แต่ด้วยการรุกที่รุนแรงและกำลังพลที่ไม่มีขีดจำกัดด้านปริมาณของกองทัพแดง ทำให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ต้องประสบความสูญเสียอย่างหนักถึงกว่า 80% จนไม่สามารถดำรงสถานะเป็นกองพลอยู่ได้ ต้องปรับกำลังลงเหลือเป็น “หน่วยเฉพาะกิจ” หรือ“คามฟ์กรุฟ” (Kampfgruppe) โดยใช้ชื่อว่า “หน่วยเฉพาะกิจ ไอค์เคอ”(Kampfgruppe “Eicke”)

ในวันที่ 20 เมษายน ค..1942 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ (SS-Obergruppenfuhrer เป็นชั้นยศที่เทียบเท่าพลโท) พร้อมทั้งได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขน ชั้นอัศวินประดับใบโอ็ค (Knight's Cross of the Iron Cross with Oak Leaves) จากมือของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งนับเป็นทหารเยอรมันคนที่ 88 ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงนี้

เมื่อกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ได้รับอนุมัติให้ถอนกำลังออกจากวงล้อม "เดมแยงส์" ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน เพื่อปรับกำลังใหม่ในประเทศฝรั่งเศส ณ เวลานี้ กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เหลือกำลังพลอยู่เพียง 6,000 นายเท่านั้น ส่วนกำลังพลกว่า 24,000 นาย หรือร้อยละ 80 ของหน่วยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการสู้รบในครั้งนี้ อีกทั้งยังนับเป็นการสู้รบที่หนักหน่วงที่สุดจนหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ แทบจะสิ้นสภาพความเป็นหน่วยรบในระดับ "กองพล" เลยทีเดียว

กำลังพลที่เหลือของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เดินทางไปปรับกำลังใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลของเขาก็ได้รับมอบภารกิจใหม่ในการเข้าควบคุมรัฐบาลวีชี่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่เยอรมันตั้งขึ้น ภายหลังการยึดครอง แต่เนื่องจากฮิตเลอร์ไม่ต้องการเสี่ยงให้รัฐบาลวีชี่ควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ จึงเข้ายึดพื้นที่ครอบครองของรัฐบาลวีชี่

ด้วยภารกิจใหม่นี้เอง ที่ทำให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้รับกองพันยานเกราะเพิ่มเติมอีก 1 กองพัน และยกระดับหน่วยจากกองพลธรรมดา เป็น กองพลทหารราบยานเกราะ โดยมีนามหน่วยใหม่ว่า กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ หรือ กองพล เอส เอส แพนเซอร์เกรเนเดียร์ที่ 3 โทเทนคอฟ (3.SS-Panzergrenadier-Division Totenkopf ในภาษาเยอรมันหรือ 3rd SS Panzer Grenadier Division Totenkopf ในภาษาอังกฤษ)

ต่อมา ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ของเขาได้รับคำสั่งให้เดินทางจากฝรั่งเศส กลับเข้าสู่สมรภูมิเมือง "คาร์คอฟ" ด้านรัสเซียอีกครั้ง ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค..1943 โดยกองพลของเขา ประกอบกำลังด้วยรถถังแบบ แพนเซอร์ 3 จำนวน 81 คัน รถถังแบบแพนเซอร์ 4 จำนวน 22 คันและรถถังแบบ “ไทเกอร์” อีกจำนวน  9 คันและเข้าสมทบกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ไลป์สตานดาร์ทเทอ (1stSS Panzer Division Leibstandarte) และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2ดาส ไรซ์ (2ndSS Panzer Division Das Reich) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยรบชั้นยอดเช่นเดียวกัน และอยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการกับกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1ของ เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เพาว์ หรือ พอล เฮาส์เซอร์ (SS Obergruppenfuhrer Paul Hausser : ชั้นยศ เอสเอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เทียบเท่าชั้นยศ พลโท)

การรุกของเยอรมันเปิดฉากขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ หน่วยยานเกราะของเยอรมันทำการรุกด้วยความเร็วสูงสุด และในห้วงวันที่ 24- 25 กุมภาพันธ์ ฝ่ายเยอรมันก็บุกเข้าเมืองคาร์คอฟ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ เปิดฉากเข้าตีตรงหน้าอย่างรุนแรง ในขณะที่กองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็รุกเข้าโอบล้อมตัดเส้นทางลำเลียง และปิดทางล่าถอย ก็ส่งผลให้กองทัพรถถังที่ 3 ของรัสเซียต้องประสบความเสียหายอย่างหนัก จนแทบจะละลายทั้งกองทัพเลยทีเดียว

แต่แล้วในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ซึ่งอยู่ที่กองบัญชาการกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ก็ไม่สามารถติดต่อทางวิทยุกับ กรมทหารราบยานเกราะของเขาได้ (คาดว่าน่าจะเป็นกรมทหารราบยานเกราะที่ 5) ด้วยความเป็นห่วงในสถานการณ์ในแนวรบ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จึงตัดสินใจขึ้นบินด้วยเครื่องบินตรวจการณ์แบบ ฟีเซอเลอร์ เอฟไอ 156 สตอร์ค(Fieseler Fi 156 Storch) เพื่อค้นหาหน่วยดังกล่าว

ในเวลาประมาณ 16.00 นาฬิกา เครื่องบินของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้บินมาถึงบริเวณหมู่บ้าน “อาร์เทลโนเย” (Artelnoje) และพบว่าหน่วยยานเกราะของเขาที่ขาดการติดต่อนั้นกำลังตกอยู่ในวงล้อมที่หมู่บ้านแห่งนี้ หลังจากบินวนสังเกตุการณ์อยู่ชั่วครู่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สั่งให้นำเครื่องบินร่อนลง โดยที่ไม่ทราบว่าหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีหน่วยทหารรัสเซียตั้งมั่นอยู่

ขณะที่นักบินนำเครื่องบืนจะร่อนลงบนพื้นที่โล่งระหว่างหมู่บ้านทั้งสอง ทหารรัสเซีย (คาดว่าน่าจะเป็นกำลังพลจากกองพลปืนเล็กยาวที่ 267 (267th Rifle Division)) ก็ระดมยิงใส่เครื่องบินของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอร าวกับห่าฝน ด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและอาวุธนานาชนิด จนเครื่องบินตกลงสู่พื้นไฟลุกท่วม กองพันยานเกราะลาดตระเวน เอส เอส ที่ 3 (3rd SS Panzer Reconnaissance Battalion) ของเยอรมัน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน นำโดยผู้บังคับกองพันคือ เอส เอส เฮาป์สตรุมฟือเรอห์ อาร์เซอลิโน มาซารี (SS Hauptstrumfuhrer Arzelino Masarie : สำหรับชั้นยศ เอส เอส เฮาป์สตรุมฟือเรอห์ นี้เทียบเท่าชั้นยศ ร้อยเอก) “อาร์เทลโนเย”เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอด จึงพยายามนำกำลังพลพร้อมรถกึ่งสายพานลำเลียงพลเข้าไปช่วย พร้อมด้วยรถถังแพนเซอร์ท่ามกลางการระดมยิงอย่างหนักจากทหารรัสเซีย จนกระทั่งรถถังแพนเซอร์ถูกยิงจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังได้รับความเสียหาย แต่อาร์เซอลิโน มาซารีก็สามารถนำรถกึ่งสายพานลำเลียงพลเข้าไปถึงตัวเครื่องบินที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อยู่ และเห็นว่านักบินและผู้โดยสารอีก2คน คือ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และนายทหารคนสนิทของเขาที่ติดอยู่ในเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด ความพยายามที่จะนำร่างของผู้เสียชีวิตออกมาไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากทหารรัสเซียระดมยิงใส่จนยานยนต์ทุกคันได้รับความเสียหาย และต้องล่าถอยกลับไปยังที่มั่น

รุ่งอรุณของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ในเวลาประมาณ 05.15 นาฬิกา อาร์เซอลิโน มาซารี ก็รวบรวมกำลังพลของเขา ประกอบด้วยรถปืนใหญ่อัตตาจรแบบ สตุก 3 (StuG III) จำนวน 2 คัน รถกึ่งสายพานลำเลียงพลอีก 3 คัน และกองร้อยรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) จำนวน 2 กองร้อย กลับเข้าไปที่ซากเครื่องบินอีกครั้ง ท่ามกลางการระดมยิงของทหารรัสเซีย รถปืนใหญ่อัตตาจรสามารถทำลายปืนใหญ่ต่อสู้รถถังและสามารถขับไล่ทหารรัสเซียออกจากที่มั่นได้ เมื่อทหารเยอรมันไปถึงซากเครื่องบิน ก็พบว่าร่างของผู้เสียชีวิตถูกถอดเสื้อผ้า อาวุธและเหรียญตราต่างๆ ถูกถอดออกไปจนหมดโดยทหารรัสเซียในช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่นำมาจากร่างของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ถูกพบอยู่ที่ฐานปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของทหารรัสเซียที่พลประจำปืนล่าถอยไปหมดแล้ว

ทหารของกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ นำศพของธีโอดอร์ ไอค์เคอ กลับมาทำพิธีฝังศพอย่างสมเกียรติ และฝังร่างของเขาที่เมือง “โอเรลกา” (Orelka) ในดินแดนสหภาพโซเวียต และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการกองพลผู้กล้าหาญท่านนี้ กรมทหารราบยานเกราะ เอส เอสที่ 6 ของกองพลทหารราบยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ ได้ตั้งสมญานามของหน่วยว่า กรมทหารราบยานเกราะ เอส เอสที่ 6 “ธีโอดอร์ ไอค์เคอ” (6th SS Panzergrenadier Regiment “Theodor Eicke”) พร้อมทั้งจัดทำแถบแขนเสื้อเป็นชื่อของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ประดับที่ปลายแขนเสื้อเครื่องแบบของกำลังพลทุกคนในกรมอีกด้วย

ต่อมา ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ได้สั่งให้นำศพของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ มาทำพิธีฝังใหม่ที่สุสานทหารเยอรมัน “เฮเกอวาลด์” (Hegewald) ที่เมือง “ซิโทเมียร์” (Zhitomir) ในสหภาพโซเวียตและในปี ค..1944 เมื่อเยอรมันต้องล่าถอยจากดินแดนสหภาพโซเวียต ร่างของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ถูกขุดขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 เพื่อนำไปฝังในดินแดนของเยอรมัน

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นับเป็นนักรบชั้นอัศวินของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อย่างแท้จริง เขาออกแบบและวางโครงสร้างค่ายกักกันของนาซีเยอรมัน ที่เต็มไปด้วยโหดเหี้ยมไร้ความปราณี และปลิดชีวิตผู้คนนับล้านคน จนกลายเป็นที่กล่าวขวัญมาจนถึงปัจจุบัน เขาฝึกฝนและปลูกฝังแนวความคิดของกำลังพล ภายใต้การบังคับบัญชาของเขาในกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ (ภายหลังได้รับการยกระดับเป็นกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ) ให้เป็นนักรบที่ห้าวหาญ แข็งแกร่ง ดังที่เขากล่าวอยู่เสมอว่า “.. การฝึกอย่างหนักทำให้ไม่ต้องสูญเสียเลือด อันที่จริงแล้วการฝึกหนัก ทำให้ไม่ต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ทั้งไม่ต้องสูญเสียความเคียดแค้น ความอับอาย และความเศร้าโศกเสียใจ ..” ส่งผลให้กองพลดังกล่าว กลายเป็นกองพลที่น่าเกรงขามที่สุดกองพลหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง ดังคำกล่าวของจอมพล อีริค ฟอน  แมนสไตน์ อัจฉริยะสงครามของกองทัพเยอรมัน ตอนหนึ่งที่ว่า

“..ฉันเคยได้รับกองพลนี้มาอยู่ในสายการบังคับบัญชาหลายครั้งหลายหน และฉันก็คิดว่ากองพล เอส เอส โทเทนคอฟ น่าจะเป็นหน่วย เอส เอส ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยร่วมรบกันมา..”







 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 22:01:16 น.
Counter : 641 Pageviews.  

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ อัศวินกระโหลกไขว้ของฮิตเลอร์ (ตอนที่ 1)





ธีโอดอร์ ไอค์เคอ

(Theodor Eicke)

อัศวินผู้ภักดีแห่งหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟ

(ตอนที่ 1)

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

สงวนลิขสิทธิ์ในการทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้น




         เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ (Theodor Eicke) (SS Obergruppenfuhrer - โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ เป็นชั้นยศของหน่วย เอส เอส เทียบเท่าพลโท) เป็นนายทหารหน่วยเอส เอส ที่อยู่เคียงข้าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มาโดยตลอด นับตั้งแต่ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำนาซีเยอรมัน ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าภารกิจนั้นจะเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงมากมายเพียงใดก็ตาม อีกทั้งยังเป็นผู้บัญชาการค่ายกักกัน “ดาเคา” อันลือชื่อด้านความโหดเหี้ยมและผู้บัญชาการกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ (3rd SS Panzer Division Totenkopf) ที่มีประวัติในการรบด้วยความความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว จนเป็นที่เกรงขามของศัตรู

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค..1892 ที่เมือง “ฮูดินเกน” ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของอาณาจักรเยอรมัน (German Empire) ปัจจุบันอยู่ในแคว้นอัลซาส - ลอเรนซ์ (Alsace-Lorraine) ของฝรั่งเศส เขาเป็นลูกคนเล็กจากพี่น้องทั้งหมด 11 คนของ “ไฮน์ริค  ไอค์เคอ” (Heinrich Eicke) นายสถานีรถไฟซึ่งมีฐานะอยู่ในระดับชนชั้นกลาง

ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเรียนมากนัก จนเมื่ออายุ 17 ปี ต้องออกจากโรงเรียน โดยที่ไม่สำเร็จการศึกษา และก่อนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะเปิดฉากขึ้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็สมัครเข้าเป็นทหารอาสาในกรมทหารราบ บาแวเรียนที่ 23 ซึ่งมีสมญาหน่วยว่า “เคอนิช เฟอร์ดินานด์ แดร์ บุลกาเรน” (23rd Bavirian Infantry Regiment “Konig Ferdinand der Bulgaren”) ในปีค..1909 ก่อนที่ในปี ค..1914 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น เขาก็ย้ายไปอยู่กรมทหารราบที่ 3 “พริ้นซ์ คาร์ล ฟอน บาเยิร์น” (3rd Infantry Regiment “Prinz Karl von Bayern”) และย้ายไปประจำการในกรมทหารราบที่ 22 “เฟอร์ส วิลเฮล์ม ฟอน เฮอเฮนซอลเลิร์น” (22nd Infantry Regiment “Furst Wilhelm von Hohenzollern”) ตามลำดับ ท้ายที่สุด ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ย้ายไปรับหน้าที่สมุห์บัญชีในกองร้อยปืนกลทดแทน สังกัด กองทัพน้อยที่ 2 (II.Armee-Korps) ผลการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่สอง (บางเอกสารระบุว่า เขาปลดประจำการออกจากกองทัพ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงในตำแหน่งเพียงผู้ช่วยสมุห์บัญชี)

ภายหลังจากนั้น ในปีต่อมาคือปี ค..1919 เขาก็เข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคที่เมืองอิลเมอเนา (Ilmenau) แต่ก็ถูกบังคับให้ลาออก ด้วยเหตุผลทางด้านการเงินและการมีแนวคิดทางการเมืองหัวรุนแรง กระทั่งในปี ค..1920 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็เข้ารับราชการเป็นตำรวจ (เอกสารส่วนใหญ่ระบุว่าดำรงตำแหน่ง “สารวัตร” (Inspector)) ที่เมือง “ทูรินเกีย”  (Thuringia) โดยสังกัดหน่วยตำรวจรักษาความปลอดภัย และหน่วยตำรวจปราบปรามอาชญากรรม ในแคว้นไรน์ ก่อนที่จะถูกปลดในปี ค..1923 เนื่องจากมีแนวความคิดทางการเมืองที่รุนแรงในการต่อต้านระบบสาธารณรัฐ

ต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม ค..1928 เขาก็เข้าร่วมกับพรรคนาซี (NAZI :  Nationalsozialismus ในภาษาเยอรมัน หรือ NationalSocialism ในภาษาอังกฤษ) โดยเข้าร่วมพร้อมกับ เอิร์นส์ รูห์ม (Ernest Rohm) ผู้ซึ่งต่อมาจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วย เอส เอ (SA) หรือ “กองพันจู่โจม : สตรุมอับไทลุง” (Sturmabteilung) ได้รับหมายเลขสมาชิกของพรรคนาซีลำดับที่ 114,901

ในช่วงแรกของการเข้าร่วมกับพรรคนาซีนั้น ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เข้าประจำการในหน่วย เอส เอ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่หน่วย เอส เอส (SS– Schutzstaffel) หรือหน่วยองครักษ์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Protection Squadron) ในวันที่ 20 สิงหาคม ค..1930 (เอกสารบางฉบับระบุว่า เขาสมัครเข้าสังกัดหน่วย เอส เอส ในวันที่ 29 กรกฎาคม ค..1930) เป็นสมาชิกหน่วย เอส เอส หมายเลข 2,921

ณ ที่แห่งนี้ ดูเหมือนว่า ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้นำหน่วย เอส เอส  ในขณะนั้นจะมีความนิยมชมชอบในตัวเขาอยู่มากพอสมควร จึงทำให้เขาได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว โดยในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค..1931 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส สตานดาร์ทเทนฟือเรอห์ (SS - Standartenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพันเอก) สังกัดหน่วย ฟือเรอห์ กรม เอส เอส ที่ 10 (Fuhrer 10. SS-Standarte) ก่อนที่จะปรับหน่วยเป็นหน่วย ฟือเรอห์ ที่  2 กองพลน้อย เอส เอส ที่ 10 (Fuhrer II/10.SS-Brigade)

ในห้วงเวลานี้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ซึ่งมีฐานะเป็นองครักษ์ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ทำการเคลื่อนไหว สนับสนุนการขึ้นสู่อำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทั้งอย่างเปิดเผย และในทางลับ เขาได้รับคำสั่งให้วางแผนทำลายคู่แข่งทางการเมือง ที่เป็นเสี้ยนหนามกีดขวางหนทางสู่ความสำเร็จของพรรคนาซี ด้วยการเตรียมวางระเบิดศัตรูของพรรคในแคว้นบาแวเรีย (Bavaria) แต่แผนการถูกเปิดเผยเสียก่อน ทำให้ในเดือนกรกฎาคม ค..1932 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ถูกตัดสินจำคุก เป็นเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยความช่วยเหลือของพรรคนาซี และ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ เขาจึงสามารถหลบหนีไปกบดานยังประเทศอิตาลีได้

ต่อมาเมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ธีโอดอร์ ไอค์เค อก็เดินทางกลับสู่เยอรมันในเดือนมีนาคม ค..1933 แต่ก็ถูกคู่แข่งในพรรคนาซีกล่าวหาว่า เป็นผู้ปัญหาทางจิตและจับเข้าไปรักษาตัวในสถานบำบัดทางจิตพร้อมๆ กับที่ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ได้จัดตั้งค่ายกักกัน (Concentration Camp) ที่เมือง “ดาเคา” (Dachau) อย่างเป็นทางการ ซึ่งค่ายกักกันแห่งนี้ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้เป็นเพียงเรือนจำ หรือสถานที่กักกักทั่วไป แต่ต้องเป็นค่ายกักกันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตามแนวความคิดของระบอบนาซีด้วย เหตุนี้จึงมีความต้องการผู้บัญชาการค่ายที่มีความสามารถเฉพาะตัว และเป็นผู้ที่ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ไว้วางใจเป็นพิเศษ

ในที่สุด ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ก็ตัดสินใจเลือก ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และสั่งให้ปล่อยตัวเขาออกจากสถานบำบัดทางจิต พร้อมทั้งเลื่อนยศให้เป็น เอส เอส โอบาร์ฟือเรอห์ (SS Oberfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพันเอกพิเศษ แต่ไม่เท่าพลจัตวา) และมอบหมายภารกิจให้ปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของระบบค่ายกักกันทั้งหมด

             ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จึงเริ่มงานของเขาตามแนวความคิดของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ด้วยการขอจัดตั้งหน่วยพิเศษที่ทำหน้าที่ ผู้คุมค่ายกักกัน (GuardUnit) หรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ (SS Totenkopfverbande ต่อมายกระดับเป็น เอส เอส วาค์ฟาร์บานเดอ : SS Wachverbande) และในวันที่ 30 มกราคม ค..1934 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น เอส เอส บริกาเดอฟือเรอห์ (SS Brigadefuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลจัตวา) และดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการค่ายกักกัน “ดาเคา” และมีการออกแบบสัญลักษณ์ “หัวกะโหลกไขว้” (Death’s head หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า โทเทนคอฟ : Totenkopf) โดยติดเครื่องหมายนี้ไว้ที่ปกเสื้อของทหาร เอส เอส ที่คุมค่ายกักกันทุกคน พร้อมๆ กับมีการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับนักโทษด้วยเช่นกัน

บุคลิกของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ นั้น เป็นผู้ที่ต่อต้านศาสนาอย่างออกนอกหน้า เขามองว่าศาสนาคือศัตรูตัวฉกาจของระบอบสังคมนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของพรรคนาซี ดังนั้นทหาร เอส  เอส จะต้องไม่เชื่อในหลักศาสนา แต่ต้องยึดมั่นในแนวคิดของลัทธินาซีอย่างเหนียวแน่น หน่วยทหาร เอส เอส ที่ทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกันหรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ ตามแนวคิดของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ จะต้องเป็นหน่วยพิเศษ ที่มีความพิเศษเหนือยิ่งกว่าทหาร เอสเอส ทั้งปวง และจะได้รับคำเตือนว่า “..ทหาร เอส เอส ที่แสดงออกถึงความมีมนุษยธรรมต่อนักโทษ จะต้องได้รับการลงโทษสถานหนัก ..”

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ สั่งการให้กำลังพลที่ปฏิบิตหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกันของเขา ฝึกอย่างหนักทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ความเป็นผู้นำ และความรักหมู่คณะ ตลอดจนต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความปราณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยแผนการฝึกของหน่วยที่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กำหนดขึ้นในแต่ละเดือนนั้น กำลังพลจะถูกฝึกอย่างหนัก เป็นเวลาสามสัปดาห์ ทั้งการใช้อาวุธ การต่อสู้ด้วยมือเปล่า การเข้าตี รุก รับ ร่นถอย ตามแบบฉบับของทหารทั่วไป ตลอดจนการเป็นผู้นำหน่วยในการรบ และสัปดาห์ที่สี่ จะเป็นการฝึกทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกัน พร้อมกับการปฏิบัติจริงในค่ายกักกัน

ตลอดห้วงเวลาของการฝึกทหารหน่วยนี้ จะถูกปลูกฝังความคิดตามแนวคิดของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอที่ว่า ผู้ต้องขังไม่ว่าจะเป็นใคร มีฐานะร่ำรวย หรือยิ่งใหญ่มาจากที่ใดก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ค่ายกักกัน จะถูกแปรสภาพ กลายเป็นชนชั้นที่ด้อยกว่าชนชาติเยอรมันในทันที และบุคคลเหล่านี้ คือศัตรูอย่างถาวร รวมทั้งพวกเขาจะไม่มีวันหวนกลับมาเป็นมิตรกับพรรคนาซีได้อีกเลย กล่าวง่ายๆ ก็คือ ผู้ถูกส่งเข้าค่ายกักกันนั้น คือศัตรูอันถาวรของพรรคนาซี ที่รอการทำลายล้างเพียงสถานเดียวนั่นเอง

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ สั่งการให้ปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมสุดขั้ว ตามแบบฉบับของ “นาซี”  ให้กับกำลังพลทั้งหมด โดยการอบรมจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ

หัวข้อแรก เป็นการปลูกฝังประวัติศาสตร์ของพรรคนาซี ที่เต็มไปด้วยความน่าภาคภูมิใจ

หัวข้อที่สอง เป็นการปลูกฝังแนวคิดเรื่องชนชาติอารยัน ที่เหนือกว่าชนชาติอื่นๆ โดยหัวข้อนี้ จะเน้นความพิเศษและความน่าภาคภูมิใจ ในความเป็นชนชาติอารยันของทหาร เอส เอส ที่ทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกัน หรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ ว่าเป็นชนชาติอารยันที่เหนือกว่าผู้ถูกคุมขังในค่ายทุกคน

ส่วนหัวข้อสุดท้ายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดลึกซึ้งในชนชาติที่เป็นศัตรูอย่างถาวรกับพรรคนาซี เช่น ยิว บอลเชวิค และพวกที่นับถือศาสนาต่างๆเป็นต้น

รูดอล์ฟ โฮสส์ (Rudolf Hoss) ผู้บังคับการค่ายกักกันที่“ออสชวิทซ์” (Auschwitz)ได้อธิบายถึงลักษณะของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ว่า “..เ ขาใส่แนวความคิดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างมาก (an antipathy) ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนกำลังพลที่เข้ารับการฝึกเพื่อเป็นผู้คุมค่ายกักกัน มันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับบุคคลภายนอก ที่จะรับรู้ถึงความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อนักโทษทุกคนในค่ายกักกัน ..”

แนวความคิด ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังบนพื้นฐานของลัทธิชาตินิยมแบบสุดขั้วที่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ปลูกฝังให้กับกำลังพลของหน่วย ทำให้ทหารของหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ กลายเป็นผู้ที่มีความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีในค่ายกักกัน และเป็นนักรบที่เต็มไปด้วยความห้าวหาญ เมื่อหน่วยต้องแปรสภาพจากผู้คุมค่ายกักกัน ไปสู่หน่วยรบและออกสู่สมรภูมิ ในห้วงเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้ไป

ค่ายกักกัน “ดาเคา” ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เริ่มเปิดรับนักโทษชุดแรกจากเรือนจำ สตาเดิลไฮม์ จำนวน 200 คน ในวันที่ 22 มีนาคม ค..1933 ค่ายนี้อยู่ทางใต้ของประเทศเยอรมัน มีพื้นที่กว้าง 300 เมตร ยาว 600 เมตร มีวัตถุประสงค์เพื่อกักกันนักโทษที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองต่อพรรคนาซี หรือ “ศัตรูของรัฐ” เป็นหลัก (Enemies of the State)

ค่ายกักกัน “ดาเคา” สามารถจุนักโทษได้กว่า 5,000 คน แต่ในช่วงหลังๆ มีนักโทษเป็นจำนวนถึง 12,000 คน ทำให้ความเป็นอยู่ แออัดยัดเยียดกันอย่างมาก โดยนักโทษที่นี่จะถูกใช้แรงงาน สำหรับโรงงานผลิตอาวุธ และด้วยการบริหารจัดการของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทำให้ค่ายกักกัน “ดาเคา” กลายเป็นต้นแบบของค่ายกักกันอื่นๆ ของเยอรมัน รวมทั้งเป็นสถานที่ฝึกทหาร เอส เอส ที่เป็นผู้คุมค่ายกักกันต่างๆ

บริเวณทางเข้าค่ายกักกัน “ดาเคา” จะมีประตูเหล็กขนาดใหญ่ พร้อมข้อความว่า “การทำงานจะทำให้ท่านมีอิสระ”( Arbeit Macht Frei ในภาษาเยอรมัน หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Work makes you free) สำหรับขั้นตอนแรกของการรับนักโทษนั้น จะเป็นการถอดเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ติดตัวทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่ของค่าย และเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักโทษ แม้ว่าค่ายกักกัน “ดาเคา”จะมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้คุมขังนักโทษการเมือง แต่ในระยะต่อมา ค่ายนี้ก็ถูกใช้คุมขังชาวเยอรมันเชื้อสายยิวด้วยเช่นกัน

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กำหนดให้แยกประเภทของนักโทษในค่ายกักกัน “ดาเคา” ออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เช่น

นักโทษการเมืองที่ถูกจับโดยหน่วยตำรวจลับ “เกสตาโป” (Gestapo) จะติดแถบสีแดง

นักโทษอาชญากรรมโดยสันดาน หรือพวกมืออาชีพจะติดแถบสีเขียว

นักโทษคริสเตียน หรือผู้นับถือพระยะโฮวาฮ์ (Jehavah’s Witnesses) จะติดแถบสีม่วง

นักโทษพวกรักร่วมเพศ จะติดแถบสีชมพู

นักโทษหลบหนีเข้าเมืองจะติดแถบสีน้ำเงิน

ส่วนพวกนักโทษชาวยิวจะถูกติดแถบสีเหลืองและมีเครื่องหมาย“ดาวของเดวิด” (Starof David) ติดที่อกเสื้อ เป็นต้น

นับตั้งแต่เปิดค่ายกักกันแห่งนี้ในปี ค..1933 จนกระทั่งสงครามยุติลง มีนักโทษถูกคุมขังอยู่ค่ายเป็นจำนวนทั้งสิ้น 206,206 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 31,951 คน ซึ่งร่างของผู้เสียชีวิตเหล่านี้ จะถูกนำไปเผาในเตาเผาศพภายในค่าย อย่างไรก็ตามแม้พฤติกรรมของทหาร เอส เอส ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ที่เป็นผู้คุมค่ายจะเต็มไปความโหดร้ายทารุณ และไร้ซึ่งความปราณี รวมทั้งมีการขาดแคลนอาหารอย่างมากในค่ายตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่มีสุขอนามัยที่เพียงพอ แต่ที่ค่ายกักกัน “ดาเคา” ก็ไม่มีการสังหารหมู่ด้วยการยิงเป้า หรือรมแก๊สเหมือนในค่ายกักกันอื่น มีเพียงการลำเลียงนักโทษจากที่นี่ไปสังหารหมู่ ด้วยการรมแก๊สในค่ายกักกันต่างๆ

ในปี ค..1934 ภายหลังจากประสบความสำเร็จในการวางระบบที่ค่ายกักกัน “ดาเคา” จนกลายเป็นต้นแบบของค่ายกักกันอื่นทั่วเยอรมันแล้ว ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ปรับหน่วยคุมค่ายกักกัน หรือ เอส เอส โทเทนคอฟแฟร์บานเดอ อีกครั้ง โดยขยายหน่วยออกเป็น 5 กองพันหรือ “สตรุมบานน์” (Sturmbanne) ประกอบด้วย กองพันโอบาร์บาเยิร์น 1 (I Oberbayern),  กองพันเอลเบอ 2 (II Elbe), กองพันซาคเซน 3 (III Sachsen), กองพันออสท์ฟริสลันด์ 4 (IV  Ostfriesland) และ กองพันทูริงเงน 5 (V Thuringen)

ซึ่งทั้ง 5 กองพันนี้ ได้ถูกปรับโครงสร้างอีกครั้งในเวลาสามปีต่อมา คือปี ค..1937 โดยยุบรวมกองพันทั้งหมด และขยายกำลังพลเป็น 3 กรม (Standarten ในภาษาเยอรมันหรือ Regiment ในภาษาอังกฤษ) คือ กรมโทเทนคอฟที่ 1 โอบาร์บาเยิร์น (Totenkopf Standarte I,  Oberbayern) มีฐานและรับผิดชอบค่ายกักกันหลักที่เมือง “ดาเคา”,

กรมโทเทนคอฟที่ 2 บรานเดนบวร์ก (Totenkopf II, Brandenburg) รับผิดชอบค่ายกักกัน “บูคเคนไวลด์” (Buchenwald) ที่เมือง“โอราเนียนบวร์ก” (Oranienburg)

และกรมโทเทนคอฟที่ 3 ทูริงเกน (Totenkopf III, Thuringen) รับผิดชอบค่ายกักกัน “ซาคเซนเฮาเซน” (Sachsenhausen) ที่เมือง“แฟรงเคนเบิร์ก” (Frankenberg)

ความโหดร้ายภายใต้น้ำมือของทหาร เอส เอส ในค่ายกักกัน มีปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ตัวอย่างเช่น ค่ายกักกัน “บูคเคนไวลด์” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมโทเทนคอฟที่ 2 บรานเดนบวร์ก เป็นค่ายกักกันที่มีวัตถุประสงค์ ในการส่งนักโทษไปยังโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ของเยอรมัน มิใช่ค่ายกักกันที่ใช้ในการสังหารหมู่ นับเป็นค่ายกักกันมีความเหี้ยมโหดอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีนักโทษเสียชีวิตถึงวันละ 6,000คน ทั้งจากความอดอยาก การทรมาน การทุบตี และการเจ็บป่วย ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ในการแขวนคอนักโทษผู้เคราะห์ร้ายว่า “..ในการแขวนคอนักโทษนั้น ทหาร เอส เอส ที่เป็นผู้คุม จะปรากฏตัวในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ที่สะอาดเอี่ยม ติดเหรียญตราครบถ้วน นักโทษคนอื่นๆ จะถูกบังคับให้เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อชมการประหารชีวิต จากนั้นทหาร เอส เอสจะเลือกนักโทษหนึ่งคน ให้มาทำหน้าที่ในการดึงเก้าอี้ของผู้เคราะห์ร้าย ที่กำลังจะถูกแขวนคอใช้ยืนอยู่ หากนักโทษคนนั้นไม่ยอมกระทำตามคำสั่งในการดึงเก้าอี้ ตัวเขาเองก็จะต้องขึ้นไปยืนบนเก้าอี้นั้นเพื่อถูกแขวนคอด้วยเช่นกัน .. มันเป็นสิ่งสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างมาก .. เมื่อเสร็จสิ้นการแขวนคอแล้ว นักโทษทุกคนจะต้องแสดงความเคารพท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์  ตามแบบฉบับของพวกนาซี ..”

นอกจากนี้ ค่ายกักกัน “บูคเคนไวลด์” ยังใช้เป็นสถานที่ทดลองทางการแพทย์ที่ขึ้นชื่อลือชาด้านความไร้มนุษยธรรม เชลยศึกรัสเซียที่ค่ายแห่งนี้ จะถูกเผาตามร่างกายด้วยสารฟอสฟอรัส เพื่อทดสอบยาสำหรับรักษาแผลไฟไหม้ ที่เยอรมันกำลังคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาชาวเยอรมันที่ถูกแผลไฟไหม้จากระเบิดฟอสฟอรัสของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร การเผาส่วนต่างๆ ของร่างกายเชลยรัสเซียนั้น เป็นไปอย่างโหดเหี้ยม บางครั้งบาดแผลไหม้ลึกจนถึงกระดูก จากนั้นเชลยผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ก็จะถูกทิ้งให้เสียชีวิตอย่างทรมาน ก่อนที่แพทย์เยอรมันจะทำการทดลองต่อนักโทษคนใหม่ ที่ร่างกายยังสมบูรณ์ต่อไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ระหว่างการไต่สวน ก่อนที่ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ จะปลิดชีวิตตัวเอง มีการนำภาพถ่ายต่างๆ ของการทดลองด้านการแพทย์ดังกล่าวมาแสดงต่อเขา ซึ่งเขาได้ย้อนถามกลับว่า “.. ฉันต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยหรือ ..”

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ปรับปรุงโครงสร้างค่ายกักกันของนาซีเท่านั้น เขายังเป็นเครื่องจักรกลสังหารที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ใช้ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม หรือบุคคลที่เขาไม่ไว้วางใจ ดังเช่น เมื่อกลางปี ค..1934 เอิร์นส์ รูห์ม ผู้บัญชาการหน่วย เอส เอ มีท่าทีที่กระด้างกระเดื่อง และตั้งตนเองเป็นใหญ่เหนือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ประสบความสำเร็จในภารกิจ“ชาตินิยม” (Nationalistic) แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จด้าน “สังคมนิยม” (Socialistic) ตามแนวคิดสังคมชาตินิยมของพรรคนาซี ทำให้มีการวางแผนกวาดล้าง เอิร์นส์ รูห์มและ พลพรรค เอส เอ ของเขา โดยการกวาดล้างเปิดฉากขึ้นที่เมือง “มิวนิค” (Munich) ในวันที่ 30 มิถุนายน ค..1934 หรือที่รู้จักกันในนามว่า “ราตรีแห่งมีดยาว” (Night of the Long Knives) และใช้ชื่อการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “ยุทธการฮัมมิ่งเบิร์ด” (Operation Hummingbird) โดยทหาร เอส เอส จะใช้คำว่า “ฮัมมิ่งเบิร์ด” เป็นรหัสลับ ในการเริ่มการปฏิบัติกวาดล้างและสังหารฝ่าย เอส เอ

ภารกิจในครั้งนี้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ รับหน้าที่สำคัญ พร้อมกับกำลังพลหน่วย เอส เอส ที่เขาเป็นคนเลือกมาด้วยตนเอง จากค่ายกักกัน “ดาเคา” ทำการสนับสนุนทหาร เอส เอส จากหน่วย เอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเทอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Leibstandarte SS Adolf Hitler) ซึ่งเป็นหน่วยองครักษ์ประจำตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เข้าจับกุม เอิร์นส์ รูห์ม และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วย เอส เอ ตลอดจนบุคคลรอบข้างของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่แม้จะเคยฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “ท่านผู้นำ” แต่หากมีความหวาดระแวงเพียงน้อยนิด โทษที่จะได้รับก็คือ “ความตาย” ทำให้การกวาดล้างเป็นไปอย่างเหี้ยมโหด ตามแนวทางการปฏิบัติของทหาร เอส เอส ที่ถูกฝึกมาให้ปฏิบัติตามคำสั่งของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์โดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

เอิร์นส์ รูห์ม ถูกจับกุมตัวและส่งไปคุมขังที่เรือนจำ “สตาเดิลไฮม์” (Stadelheim Prison) รอการตัดสินใจในชะตาชีวิตจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในที่สุด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ตัดสินใจว่า เอิร์นส์ รูห์ม จะต้องตาย

อีกสองวันต่อมา คือในวันที่ 2 กรกฎาคม ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และ มิเชล ลิปเพอร์ท (Michel Lippert) ผู้ช่วยของเขา ก็เข้าไปพบกับ เอิร์นส์ รูห์ม ในห้องขัง พร้อมกับวางปืนพก “บราวนิง” ไว้บนโต็ะ โดย ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กล่าวสั้นๆ กับ เอิร์นส์ รูห์ม ว่า ให้เวลา 10นาทีในการปลิดชีพตนเอง ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะเป็นผู้ลงมือยิงเอง แต่ เอิร์นส์ รูห์ม เถียงว่า “ถ้าฉันจะต้องตาย ให้ อดอล์ฟ เป็นคนลงมือด้วยตัวเขาเอง” (If I am to be killed, let Adolf do it  himself)

เวลาผ่านไป 10 นาทีตามที่กำหนดไว้ โดยที่ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นแต่อย่างใด ธีโอดอร์  ไอค์เคอ และ มิเชล ลิปเพอร์ท เดินกลับไปที่ห้องพบว่า เอิร์นส์ รูห์ม กำลังยืนรออยู่อย่างท้าทาย มิเชล ลิปเพอร์ท จึงหยิบปืนสั้นขึ้นยิง เอิร์นส์ รูห์ม ในระยะประชิด จนเสียชีวิตในที่สุด (บางเอกสารระบุว่าผู้ยิงคือ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ แต่จากคำให้การของ มิเชล ลิปเพอร์ท ในการไต่สวนหลังสงครามสิ้นสุดลงระบุว่า มิเชล ลิปเพอร์ท เป็นผู้ยิง) ผลงานในการโค่นล้มหน่วย เอส เอ ครั้งนี้ ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่งตั้ง ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นผู้ตรวจการณ์ค่ายกักกันพร้อมกับเลื่อนยศเป็น เอส เอส กรุพเพนฟือเรอห์ (SS– Gruppenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลตรี) ในวันที่ 11 กรกฎาคม ค..1934

ภายหลังการรวมประเทศออสเตรียเข้ากับเยอรมันตามสนธิสัญญา “อันส์ชลูสส์”  (Anschluss) ในปี ค..1938 หน่วยต่างๆ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ดูจะมีภารกิจล้นมือกับการควบคุมค่ายกักกันที่เปิดขึ้นใหม่ราวกับดอกเห็ด ชาวยิวและพวกคอมมิวนิสต์ ตลอดจนผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคนาซีจำนวนมาก ถูกกวาดต้อนมายังค่ายกักกัน จนต้องขยายกำลังทหาร เอส เอส ของหน่วยคุมค่ายกักขัง หรือ เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ เพิ่มขึ้นอีก 1 กรม คือ กรมโทเทนคอฟที่ 4 ออสท์มาร์ค (Totenkopf IV, Ostmark) รับผิดชอบพื้นที่เมือง “ลินซ์” (Linz) ซึ่งในภายหลังกำลังพล เอส เอส ของกรมนี้ จะเข้าปฏิบัติภารกิจในการควบคุมค่ายกักกัน “มอเธาเซน” (Mauthausen)ในออสเตรีย และเป็นค่ายกักกันอันลือชื่ออีกแห่งหนึ่งของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง และอีกไม่นานนักก็ขยายเพิ่มอีกหนึ่งกรม เป็นกรมที่ห้า นั่นคือ กรมโทเทนคอฟที่ 5, เอคฮาร์ท (Totenkopf V, Eckhardt) เพื่อเตรียมปรับกำลังจากผู้คุมค่ายกักกันไปสู่กำลังรบของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ

นับจากเดือนเมษายน ค..1938 เป็นต้นมา ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็วางระบบการจัดกำลังกรม ที่มีภารกิจคุมค่ายกักขังของเขาตามแนวทางของกองทัพบก นั่นคือ ในแต่ละกรมทั้งสี่กรมนั้น จะประกอบไปด้วยกองพัน จำนวน 3 กองพัน แต่ละกองพัน แบ่งออกเป็น 3 กองร้อยทหารราบ และ 1 กองร้อยปืนกล โดยแต่ละกองร้อยทหารราบ จะมีกำลังพลจำนวน 148 นาย ส่วนกองร้อยปืนกล จะมีกำลังพล 150 นาย รวมทั้งมีหน่วยสนับสนุนของกองพันประกอบด้วย หน่วยแพทย์ หน่วยขนส่ง และหน่วยสื่อสาร ซึ่งต่อมาในห้วงฤดูหนาวของปี ค..1939 กำลังพลทั้งหมดเหล่านี้ จะถูกจัดตั้งเป็นกองพล เอส เอส ต่างๆ ตามดำริของท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ในเดือนตุลาคม ค..1939 ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ต้องการสร้างชื่อเสียงให้กับทหาร เอส เอส จากค่ายกักกันของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี มีระเบียบวินัยสูง ตลอดจนมีแนวความคิดตามแบบฉบับของพรรคนาซี ดังนั้น กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ (SS Division Totenkopf) จึงถูกจัดตั้งขึ้น โดยจัดกำลังพลจากหน่วย เอส เอส โทเทนคอฟฟาร์บานเดอ ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทั้ง 3กรม ที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมค่ายกักขัง คือกรมที่ 1 โอบาร์บาเยิร์น, กรมที่ 2 บรานเดนบวร์ก และกรมที่ 3 ทูริงเกน พร้อมกับกำลังจากหน่วย เอส เอส ไฮม์แวร์ “ดานซิก” (SS Heimwehr “Danzig”) รวมทั้งมีการเลื่อนยศของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็น เอส เอส โอบาร์กรุพเพนฟือเรอห์ (SS Obergruppenfuhrer เป็นชั้นยศเทียบเท่าพลโท) และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการของกองพลเป็นคนแรก

การดึงกำลังพล ที่ทำหน้าที่ผู้คุมค่ายกักกันมาเป็นกำลังรบในกองพลที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ ทำให้ตำแหน่งผู้คุมค่ายกักกันจำนวนเกือบทั้งหมด ที่ธีโอดอร์ไอค์เคอฝึกฝนมากับมือ ต้องว่างลง จึงได้มีการจัดกำลังพล เอส เอส เข้ามาเสริมในค่ายกักกัน ผู้คุมค่ายกักกันชุดใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นทหาร เอส เอสจากหน่วยกำลังสำรองที่มีอายุมาก และไม่มีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่ต้องออกทำการรบในแนวหน้า หรือไม่ก็จัดจากทหาร เอส เอส รุ่นเยาว์ ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ โดยมีการจัดตั้งหน่วยผู้คุมค่ายกักกันรุ่นใหม่ขึ้น มีชื่อเรียกว่า โทเทนคอฟ วาคสตรุมบานเนอ (Totenkopf Wachsturmbanne) แต่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ที่ไร้ความปราณีตลอดจนแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วที่ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ วางแนวทางไว้ ก็ยังคงใช้ปฏิบัติอยู่เช่นเดิม

ในช่วงแรกของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ นั้น แม้จะยังไม่ได้เข้าร่วมในการบุกโปแลนด์เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้นก็ตาม แต่กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็เข้าสู่สมรภูมิในการรุกเข้าสู่ฝรั่งเศส ทั้งนี้เนื่องจากความพยายามในการผลักดันของ ไฮน์ริค ฮิมม์เลอร์ ที่ต้องการให้กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ได้พิสูจน์ฝีมือในการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นระลอกแรกของการเข้าโจมตี (fist-wave attack) แต่พลเอก ฟรานซ์ ฮาลเดอร์ (General Franz Halder) เสนาธิการกองทัพบกเยอรมัน ยังไม่มั่นใจในขีดความสามารถของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพลของเขา จึงจัดให้หน่วยอยู่ในส่วนกองหนุนในการรุกเข้าสู่เบลเยี่ยมและลักเซมเบอร์ก

จนกระทั่งพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส (General Maximilian Freiherr von Weichs) ผู้บัญชาการกองทัพที่ 2 (2nd Army) ผู้ซึ่งเคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ภายใต้การบังคับบัญชาของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ (เป็นที่ทราบกันดีว่า ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นผู้ต่อต้านการนับถือศาสนา) เมื่อผู้บัญชาการกองทัพที่ 2 เดินทางมาถึง ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้บันทึกถึงลักษณะและความรู้สึกของพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส ว่า “.. สีหน้าเยือกเย็นและบ่งบอกถึงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน ..”

ทั้งนี้ก็เพราะว่าพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส ได้รับข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่ากองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ไม่มีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ด้วยตนเอง และยังมีกำลังพลที่มีคุณภาพต่ำ อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นทหารอาชีพของพลเอก มักซิมิเลียน ฟรายแฮร์ ฟอน ไวช์ส เมื่อได้ตรวจสอบความพร้อมรบของหน่วยจากการฝึกด้วยกระสุนจริงครบถ้วนแล้ว สีหน้าและกิริยาท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป ผู้บัญชาการกองทัพที่ 2 ได้เข้ามาแสดงความยินดีกับ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ พร้อมกับกล่าวว่า ทหาร เอส เอส ของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ มีความสมบูรณ์ของร่างกายที่ยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะเข้าสู่สนามรบได้ทุกเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนหน่วยปืนใหญ่เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ถูกจัดให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกองทัพที่ 2 ในกลุ่มกองทัพ เอ (Army Group A) ซึ่งมีผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพคือ พลเอก เกิร์ด ฟอน รุนด์สเต็ดท์ (General Gerd von Rundstedt) โดยกลุ่มกองทัพ เอ เป็นกองกำลังหลักที่จะเข้าพิชิตประเทศฝรั่งเศส ประกอบด้วยกำลังรบถึง 45 กองพล และกองทัพน้อยรถถังถึง 3 กองทัพน้อย พร้อมรถถังและยานเกราะอีกกว่า 2,000 คัน

ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค..1940 ธีโอดอร์ ไอค์เคอ และกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าสู่สมรภูมิ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพน้อยยานเกราะที่ 15 (XV Panzer Corps) ร่วมกับกองพลยานเกราะที่ 7 (7th Panzer Division) ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตรี เออร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) กองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เคลื่อนที่ผ่านประเทศเนเธอร์แลนด์ ลงใต้เข้าสู่ประเทศเบลเยี่ยม ใช้เส้นทางลัดผ่านเมือง “ลีเก้” (Liege)โดยปราศจากการปะทะใดๆ จนกระทั่งในวันที่ 19 พฤษภาคม เวลาประมาณ 04.00 นาฬิกาขณะที่หน่วยกำลังหยุดพักใกล้ชายแดนฝรั่งเศส ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนที่เข้าสู่ฝรั่งเศสโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน “เลอ ชาโตว์ (Le Cateau) ที่ซึ่งกองพลยานเกราะที่ 7 ของ เออร์วิน รอมเมล กำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากทหารฝรั่งเศส ภารกิจของกองพล เอส เอสโทเทนคอฟ ก็คือการช่วยกู้สถานการณ์ของกองพลยานเกราะที่ 7 ที่กำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน

ธีโอดอร์ ไอค์เคอ สั่งให้กรมทหารราบที่ 1 พร้อมด้วยกองร้อยปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง กองร้อยทหารช่าง และกองร้อยปืนใหญ่ของกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ เคลื่อนที่เข้าตีทหารฝรั่งเศส เพื่อลดแรงกดดันต่อหน่วยของ เออร์วิน รอมเมล เมื่อทหาร เอส เอส ของธีโอดอร์  ไอค์เคอเปิดฉากการรบเป็นครั้งแรก พวกเขาก็พบว่าทหารของฝรั่งเศสนั้น ส่วนใหญ่เป็นกำลังพลผิวดำจากดินแดนอาณานิคมโมรอคโค และสนับสนุนด้วยหน่วยรถถังของฝรั่งเศส การปะทะเป็นไปอย่างดุเดือด จนถึงขั้นประชิดตัวระหว่างนักรบอารยันของจักรวรรดินาซี กับนักรบผิวดำจากทวีปแอฟริกา ที่พวกเขามองว่าเป็นพวก “ต่ำกว่ามนุษย์” (sub-human)

ทหาร เอส เอส ของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทำการรบอย่างห้าวหาญบ้าบิ่น ไม่เกรงกลัวต่ออันตราย ทำให้สามารถขับไล่ทหารข้าศึกออกไปจากแนวรบ ที่มีอยู่กระจัดกระจายในหมู่บ้านต่างๆ หลายแห่ง การสู้รบยืดเยื้อข้ามคืนมาจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม และจับเชลยได้กว่า 1,600 นาย ในจำนวนนี้เป็นนายทหารยศ พันเอก 2 นายและยศ พันตรี จำนวน 4 นาย พร้อมยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เป็นจำนวนมาก

ผลงานในฝรั่งเศสครั้งนี้ แม้ว่าจะทำให้ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ได้รับเหรียญกล้ากางเขนเหล็กชั้นที่ 2 (Iron Cross 2nd Class) ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค..1940 และเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่ 1 (Iron Cross 1st Class) ในอีกห้าวันถัดมา แต่ก็ทำให้กองพล เอส  เอส โทเทนคอฟ ถูกเพ่งเล็งถึงขีดความสามารถของกำลังพลอีกครั้ง พลเอก อีริค โฮปเนอร์  (General Erich Hoepner) ของกองทัพบกเยอรมัน ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้ว อีริค โฮปเนอร์ มีแนวคิดต่อต้านทหาร เอส เอส อย่างรุนแรง และชัดเจน โดยเฉพาะการไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา การเผชิญหน้าระหว่าง อีริค โฮปเนอร์ และ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ เป็นไปอย่างตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่อ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ กล่าวโต้แย้งว่า ความสูญเสียกำลังพลไม่ได้ทำให้ผลของการรบแตกต่างไปแต่อย่างใด และทหาร เอส เอส จะไม่ล่าถอยต่อหน้าศัตรูโดยเด็ดขาด อีริค โฮปเนอร์ โกรธมากจนถึงกับกล่าวกับ ธีโอดอร์ ไอค์เคอต่อหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการว่า “.. ไอค์เคอไม่เคยใส่ใจต่อชีวิต และความสูญเสียของผู้ใต้บังคับบัญชา ..” ก่อนเดินทางกลับ อีริค โฮปเนอร์ ถึงกับเรียก ธีโอดอร์ ไอค์เคอว่า “คนขายเนื้อ” (Butcher) หรือ “คนงานโรงงานฆ่าสัตว์”

นอกจากความห้าวหาญในการรบแล้ว ทหาร เอส เอส ของกองร้อยที่ 14 สังกัดกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ยังนำความเหี้ยมโหดเมื่อครั้งเป็นผู้คุมค่ายกักขังติดตัวมาด้วย พวกเขาทำการสังหารโหดเชลยศึกอังกฤษ จำนวน 97 นาย จากกองพันที่ 2 กรมนอร์ฟอล์ค (Royal Norfalk Regiment) ที่เมือง เลอ พาราดิส (Le Paradis) ทำให้ชื่อเสียงด้านลบของทหาร เอส เอสแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของทหารสัมพันธมิตรและทหารกองทัพเยอรมันด้วยกันเอง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเหี้ยมโหดของทหาร เอส เอสนี้ ถูกปลูกฝังมาจากแนวความคิดชาตินิยมสุดขั้วของ ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ตั้งแต่เมื่อครั้งพวกเขาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้คุมค่ายกักกัน และเมื่อแปรสภาพมาเป็นกำลังรบในแนวหน้า ธีโอดอร์ ไอค์เคอ ก็มักให้โอวาทต่อกำลังพลในกองพล เอส เอส โทเทนคอฟ ของเขา โดยเน้นถึงการทำลายล้างข้าศึกอย่างไร้ความปราณีอยู่เสมอว่า “.. ศัตรูของรัฐ ตลอดจนผู้บ่อนทำลายรัฐทุกคน จะต้องชำระหนี้  (liquidated) จากการกระทำของพวกเขา เพราะท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ปรารถนาให้พวกเราเหล่าทหาร เอส เอส ทำหน้าที่ในการปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนจากศัตรูเหล่านั้น ..”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)





 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 21:30:50 น.
Counter : 1142 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.