VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 

ไปโดดบันจี้จัมพ์ที่นิวซีแลนด์

เมื่อพูดถึงนิวซีแลนด์ ... ใครไม่พูดถึง บันจี้ จั้มพ์ (Bungy Jump) ถือว่าเชยแหลก ...

ยิ่งนักเรียนไทยที่ไปเรียนที่นั่น ใครไม่เคยโดดบันจี้จั้มพ์ นี่ถือว้าผิดระเบียบศิษย์เก่าแดนกีวีเลยล่ะครับ ...

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า นิวซีแลนด์ คือต้นกำเนิดของกีฬาสุดเสียวนี้

ต้นตำรับคือ AJ Hackett แล้วก็แพร่ไปทั่วนิวซีแลนด์ ... จนตอนนี้แพร่ไปทั่วโลก ... พัทยายังมีเลย ...

ที่นิวซีแลนด์ ไปมุมไหนของประเทศ ก็จะเจอ บันจี้ จั้มพ์ ... สูงมั่ง เตี้ยมั่ง ... ตามแต่สถานที่ ... ไม่ว่าจะที่ Auckland, Taupo, Queenstown และที่เล็กๆ กระเซ็นกระสายอีกหลายแห่ง ...

แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ...

รับรองว่า ... เสียวสุดๆ ...

... ตอนร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างด้วยความเร็วสูง ... กระเพาะอาหารแทบจะหลุดไหลลงไปรวมกับสมอง ... หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต กระเพาะปัสสาวะ ไหลไปตามแรงกระชาก จนผสมปนเปกันหมด ...

กระโดดเสร็จ ต้องใช้เวลาให้ร่างกายเรียงเครื่องในสักระยะนึงก่อน ถึงจะเข้าที่ ...

เด็กไทยกลุ่มนึงจากเวลลิงตัน รวมกลุ่มกันไปเที่ยวเมืองเทาโป (Taupo) ตอนกลางของเกาะเหนือ

แวะไปชมน้ำตกฮูก้า (Huka fall) นั่งเรือเจ๊ตโบ๊ทที่ขับหวาดเสียวมาก คนขับมันโค-ตรซาดิสต์ ... เห็นก้อนหิน เห็นฝั่งตรงไหน เป็นต้องวิ่งเข้าใส่ ...

... หัวใจจะวาย ...


น้ำตกฮูก้า (Huka fall) และเรือเจ๊ทโบ๊ท (Jet Boat)


จบจากเรือเจ๊ทโบ๊ท เป็นธรรมเนียมที่ต้องไปดูบั้นจี้จั้มพ์ที่อยู่ไม่ไกลกันต่อ

พอไปถึง พวกผู้ชายก็เดินอาดๆ ไปซื้อตั๋วโดด ... เพื่อนบางคนแสนจะคุณหนู อยู่เมืองไทย อย่าว่าแต่โดดบันจี้เลย ขึ้นเนินเตี้ยๆ ก็ยังไม่เคย ...

... เริ่มหันมามองเพื่อนล่อกแล่ก ... เหมือนกับจะถามว่า ... เฮ้ย ... เอาจริงเหรอ ...

... อ้าว ไม่โดดเหรอ มานิวซีแลนด์ทั้งที ... กลับไปเมืองไทย ใครถามว่าได้โดดบันจี้จั้มพ์ของแท้หรือเปล่า ถ้าตอบว่า ไม่เคยนี่ อายเขาตายเลยนะโว้ย ... เพื่อนในกลุ่มสบประมาท เมื่อเห็นบางคนชักหน้าถอดสี ...

... มันสูงไม่ใช่เล่นนาโว้ย ... ตกลงไปตายห่- อยู่ที่นิวซีแลนด์แน่ๆเลย ... คนที่ไม่กล้าเริ่มออกอาการอิดออด ...

... เอาน่า ใครไม่กล้า ก็โดดกันเป็นคู่ก็ได้ ... ใครเจ๋ง โดดเดี่ยวเลย ... อีกคนเสนอทางออกให้เพื่อน

ในที่สุดก็ตัดสินใจกัน ... พวกกล้ามาก ก็โดดเดี่ยว ที่กล้าน้อยจนถึงไม่กล้า ก็โดดคู่ ...

... เอ็งไม่ต้องกลัว ผูกขากะข้า ... เอ็งไม่โดด เดี๋ยวข้าพุ่งออกไปเอง ... เอ็งหลับตากะแกล้งตายอย่างเดียว ... โอเค้ ... คู่ขาบันจี้นัดแนะกันขณะรอเพื่อนที่โดดคนเดียวกำลังผูกเชือกที่ขา

... เชือกเส้นเบ้อเร่อเลยหว่ะ ... คนที่เหลือมองเชือกที่ผูกขาเพื่อนคนแรกเป็นตาเดียว พร้อมวิพากวิจารณ์กันแซ่ด ...

พอผูกเชือกเสร็จ ฝรั่งมันก็พาไปยืนที่แท่น จากนั้น ก็ให้หันหน้าไปยิ้มกับกล้อง ถ่ายรูปก่อนโดด ... มันขายรูปได้อีกแน่นอน ... ใครไม่ซื้อก็บ้าแล้ว ... ครั้งเดียวในชีวิต ...


ถ่ายรูปก่อนโดด



จากนั้น มันก็นับ ทรี .. ทู ... วัน ... โก ....

เจ้าคนแรกหลับหูหลับตาพุ่งตัวออกไป ...

ร่างกายทุกส่วนทิ้งดิ่งลงไปยังลำธารเบื้องล่างยังกะเครื่องบินตก ... ได้ยินเสียงผู้กล้าจากแดนสยาม แหกปากลั่นหุบเขา ...

พอเชือกตึง จนศรีษะแทบแตะพื้นน้ำ เชือกก็เด้งดึ๋งขึ้นมา ... ตอนนี้พอรู้ว่า ไม่ตายแล้ว ... ก็เริ่มสนุกกับการเด้งเชือกที่เด้งขึ้นเด้งลง

พอโดดเสร็จ ฝรั่งมันก็ค่อยๆหย่อนเชือกลงไปยังเรือที่อยู่ข้างล่าง ที่แล่นออกมารับตัวคนโดด พากลับไปขึ้นฝั่ง ...

คิวต่อไป เป็นการโดดแบบคู่ ... เหมือนๆกับได้ยินเสียงกรรมการประกาศ ... ต่อไป เป็นประเภทคู่จากไทยแลนด์....

... เอาไงดีวะ ... คู่ต่อไปเริ่มอึกอัก ขณะที่ฝรั่งสวมเชือกให้ที่ข้อเท้าของทั้งสองคน แต่รวบขาให้ติดกันทั้งสี่ขา

ไอ้เจ้าคนที่สบประมาทเพื่อนๆตอนแรก ตอนนี้ชักกล้าไม่ออก ...

... ข้าว่า ข้าไม่เอาแล้วว่ะ ... แม่-งโค-ตรสูงเลย ... เอ็งดูดิ ...

ตรงจุดที่ผูกเชือก เรามักเรียกว่า ... พื้นที่มรณะ ... เพราะแยกออกมาจากคิวด้านหลัง ... ผ่านเชือกกั้นเข้ามา ... มองเห็นสะพาน มองเห็นพื้นน้ำข้างล่าง มองเห็นทิวทัศน์โล่งเบื้องหน้า ... ชวนให้ปวดท้องน้อยและลามไปถึงปวดท้องฉี่ได้เป็นอย่างดี


3 .... 2 .... 1 ..... Goooooo ....


... เอาน่า ... มาถึงขั้นนี้ โดดก็โดดวะ ... ไอ้คนที่ไม่กล้าตอนแรก ดันเสือกกล้าขึ้นมาตอนนี้ ...

... เดี๋ยว เดี๋ยว ... คู่โดดเอามือเกาะราวเหล็กแน่น ... บ่งบอกอาการถอดใจ 100 เปอร์เซนต์

... เดี๋ยวทำเตี่ยเอ็งแน่ะ ... หลับหูหลับตาโดดให้มันเสร็จๆ ไปเถอะวะ ... คนอื่นเขาจะได้โดดต่อ ... เห็นมั้ยคิวยาวเหยียด ...

... หนอยดันเสือกมีวัฒนธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมนะเอ็ง ... ไอ้คนที่ไม่ยอมโดดค้อน ...

ไป ... พูดไม่พูดเปล่า ขยับตัวลากขาเพื่อนไปด้วย

... เฮ้ย ... เฮ้ย ... อย่าเพิ่ง ... กูยังไม่พร้อม .... คู่ซี้ร้องเสียงหลงเมื่อมองเห็นแผ่นกระดานที่เป็นจุดโดดอยู่เบื้องหน้า

... อะไรของเอ็งอีกล่ะ ... ตะกี้ล่ะก็ ... พูดเป็นฉาก เป็นฉาก ... ใครมาไม่โดด อายเขาตาย ... เพื่อนชักฉุน ในขณะที่ฝรั่งมองแบบ งง งง ... มันพูดอะไรกัน ...

... น่า ... ขอกูตั้งหลักก่อน ... แน่ะมีการอ้อน ...

...ไม่ต้องแล้ว ... เอ็งแค่หลับตาแล้วแกล้งทำเป็นตายแบบที่เอ็งบอกข้าเมื่อกี้นี้ ... เดี๋ยวข้าโดดเอง ... ไป ... คำสุดท้ายพูดไม่พูดเปล่า เสือกลากเพื่อนไปยืนที่สะพานด้วย

... พอถึงสะพานโดด ... ฝรั่งมันให้โอบเอวกันไว้ ... โอบเสร็จมองออกไปข้างหน้า ... เข่าแทบทรุด

... พระเจ้าเอ๋ย ... พระองค์รู้มั้ยว่ามันช่างน่าหวาดเสียวอะไรเช่นนี้ ...

มันโล่งไปหมด ... ยังกะกำลังจะโดดตึก ... ข้างหน้ามองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำ ขุนเขา ... ข้างล่าง โล่งโจ้ง ... หัวใจหวิว เหมือนจะเป็นลม

ยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ้วทั้งลังยังเอาไม่อยู่ ... ต่อให้ทั้งทา ... ทั้งดื่ม ...

เคยฝันว่าตกตึกแล้วสะดุ้งตกใจตื่นมั้ยครับ ... ยังไง ยังงั้น

ฝรั่งเริ่มนับ ... นับไม่นับเปล่า เสือกหันมาบอกให้ทุกคนที่ต่อคิวช่วยนับด้วย ...

... แม่-ง เสือกเอาพลังมวลชนมากดดัน ... ทำอย่างกับม๊อบที่ทำเนียบเชียวนะมีง ...

... ทรี ... ทู ... วัน ...

สามวินาที นานเหมือนสามชั่วโมง ...

จำอะไรไม่ได้ ... รู้แต่ว่า ได้ยินเสียงอะไร โก ... โก ...

ไอ้เพื่อนเจ้ากรรมกอดเอว เอียงตัวไปข้างหน้า ... ก่อนที่หน้าจะทิ่มลงไปเบื้องล่าง ... แน่นอนทั้งคู่หลับตาปี๋ ... ไม่มีใครอยากดูหรืออยากรู้ว่าวิวทิวทัศน์เป็นอย่างไง ...

... ทั้งคู่ร้องเสียงหลง เป็นโทนเสียงผสมผสานกันอย่างได้จังหวะ ... จังหวะดิ่งลงไป ร้องดังเป็นโทนเสียงหนึ่ง ... จังหวะเชือกเด้งขึ้นมา ดังอีกโทนเสียงหนึ่ง ... ฟังไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร ...

กว่าเชือกจะหยุดเด้ง ... ทั้งคู่เกือบตาย ...



ตอนหย่อนเชือกลงไปที่เรือที่แล่นมารับ ... คู่โดดยังมีการถามว่า ... เป็นไงบ้างวะ ... คราวนี้มึงเล่าประสบการณ์ให้คนที่เมืองไทยฟังได้แล้วใช่มั้ย ...

... อย่าลืมเล่าตอนเอ็งแหกปากตะกี้นี้ด้วยนะ ... หนวกหูชิบหา-ยเลย ... เสือกมาตะโกนข้างหู ...

... เหอะน่า ... มันก็ดังพอกันละวะ ... อีกคนเถียง

... ว่าแต่อายคนดูจังว่ะ ...

ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นไปดูข้างบน ระหว่างนอนหงายท้องอยู่บนเรือ เห็นฝรั่งยืนเกาะรั้วดูกันแน่น ... ยังกะดูการให้อาหารจระเข้ที่ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ยังไง ยังงั้น ...

เดี๋ยวเราเดินขึ้นไป แกล้งบอกว่า เราเป็นเวียดนามก็แล้วกัน ...

... ยังอุตส่าห์มีลูกเล่นอีกแน่ะ ... ตะกี้ล่ะเกือบตาย ...

ระหว่างเดินขึ้นไป เห็นเพื่อนนักเรียนไทยคนที่จะโดดต่อไป คราวนี้โดดคนเดียว นั่งห้อยเท้าอยู่ปลายไม้กระดาน ...

... เฮ้ย ... ทำไมไม่โดด ... อย่านั่ง ... ยืน ... หลับหูหลับตาโดดไปเลย ... ทั้งคู่ตะโกนสอนเพื่อน ทั้งที่ตะกี้ตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด

... กูไม่เอาแล้ว ... กูไม่โดด ... เพื่อนที่นั่งอยู่ปลายไม้ตะโกนตอบ

อันที่จริง ทุกคนลงความเห็นว่า ตรงปลายไม้ ... จุดที่มันนั่งนั่นน่ะ ... หวาดเสียวยิ่งกว่าโดนลงไปเสียอีก ... ห้อยเท้าต่องแต่ง จะหล่นไม่หล่นแหล่ ...

เพื่อนๆกล่อมอยู่พักใหญ่ ... ฝรั่งที่มามุงดูก็ลุ้นว่ามันจะโดดหรือไม่โดด

สักประเดี๋ยว ... ไอ้เจ้านั่น ก็หย่อนตัวจากท่านั่ง ค่อยๆหล่นลงไป ... เป็นท่าโดดบันจี้จัมพ์ที่น่าเอน็จอนาถที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ก่อสร้างบันจี้จัมพ์ที่เทาโปมา

นักเรียนไทยผู้หญิงที่ไปด้วย โดดคู่ ตั้งใจล้างอายให้เด็กผู้ชาย พอไปถึงจุดโดด เกาะเอวกันกันพุ่งตัวลงไปข้างล่าง ... ได้ยินแต่เสียงกรีด ... กริ๊ด ... กริ๊ด ... เหมือนตอนดูคอนเสริต์

... อย่างน้อยก็เป็นสัญญานว่าน้องทั้งสองเค้ายังไม่เป็นไร ... ยังมีแรงกริ๊ด ...

เสร็จสิ้นการกระโดดครบทุกคน ... มานั่งมองหน้ากัน ผลัดกันวิจารณ์ ไม่วิจารณ์เปล่า หัวเราะกันน้ำหูน้ำตาไหล

... นี่ไง ... กูบอกแล้ว มานิวซีแลนด์ทั้งที ... มันต้องโดดบันจี้ ...

เพื่อนอีกคนตบศรีษะมันดังป้าบ ... เอ็งไม่ต้องพูดมาก ... ตะกี้นี้ หน้าซีดขาสั่นพั่บๆ ... ตอนนี้ทำมาพูดดี ...

เพื่อนๆ หัวเราะกันลั่น ...

ลาทีบันจี้จั้มพ์ ... ครั้งเดียวก็เกินพอ ...










 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2551 12:01:26 น.
Counter : 4564 Pageviews.  

ชีวิตนักเรียนไทยใน Wellington ตอนที่ 9

พูดถึงนครเวลลิงตัน เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ มีอยู่อย่างหนึ่ง ที่ไม่พูดถึง ไม่ได้เลย ....

ขาดประเด็นนี้ เหมือนไม่ได้ไป เวลลิงตัน ...

เด็กไทยคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึงถามเพื่อนๆ ... เวลลิงตันมีอะไรบ้างที่น่าประทับใจ ...

ลมแรง ... เพื่อนๆ พร้อมกันตอบ

จริง ... อีกคนเห็นด้วย

...วันก่อนวิ่งลงรถเมล์ ลมแม่-ง พัดเอาซะ ... เป๋เลย

เฮ้ย พวกเรายังดี ... วันก่อนข้าเจอผู้หญิงฝรั่งแก่ๆ อ่ะ ... ลมพัดจนแกต้องเกาะเสาไฟเลย ...

รูดเสาด้วยรึเปล่า ... อีกคนแซว

ของข้าเจ๋งกว่า ... วันก่อนยายแก่ฝรั่งคนหนึ่งกางร่มอยู่ เพราะฝนตกพรำๆ ... ลมพัดมาวูบเบ้อเร่อ ...

ร่มงี้ ...ตลบขึ้นไปตามแรงลมเลย ... โครงร่มเกือบเสียบคอไอ้ฝรั่งที่ยืนรอรถเมล์อยู่ข้างๆแน่ะ ...

ข้าว่า โดนร่มเสียบคอตายนี่ คงทุเรศน่าดู ... เน้าะ ...

เวลลิงตัน ลมแรง ติดอันดับโลก ... บางคนว่าอันดับสองของโลก บางคนว่าอันดับห้า ... ข้าไม่ใช่นักสถิติ ... เอ็งไปค้นเอาเอง ... เพื่อนคนเดิมสรุป

แต่ที่แน่ๆ ฉายาของเวลลิงตันน่ะ เขาเรียก windy wellington -วินดี้ เวลลิงตัน

ทีมรักบี้ของเวลลิงตัน มันยังใช้ชื่อ wellington herricanes - เวลลิงตัน เฮอร์ริเคนส์เลย ...


สัญญลักษณ์ทีมเวลลิงตัน เฮอร์ริเคน ทีมรักบี้ประจำเมืองเวลลิงตัน


นอกจากลมแรงแล้ว มีอะไรอีก ... เด็กไทยน้องใหม่ถาม

เพื่อนๆ ที่มาอยู่ก่อนนิ่งนึก

ข้าว่ามันก็เหมือนๆกันนะทุกเมืองนะ ... แกะ ... แกะ ... ละก็ แกะ

ใช่ แกะก้นดำ ...

น้องใหม่สงสัย ... ทำไมเรียกแกะก้นดำอ่ะ ...

โธ่ ... คนไทยมาเห็นแกะทีไร เห็นตื่นเต้นกันจัง ... ตอนที่เลี้ยงในทุ่งน่ะ พอขนมันยาวมากๆ ตอนมันถ่ายอ่ะ ..เอ็งเอ๋ย ...

มันเลอะเต็มขนที่ก้นมันเลย ... แล้วก็ไม่ได้ทำความสะอาด ปล่อยทิ้งเป็นเดือน ... ไปดูสิ ตามทุ่งน่ะ ก้นดำสกปรกทุกตัว

แกะ ... ธรรมดาไป ... เอาแบบที่ขึ้นชื่อของเวลลิงตัน

นึกออกแล้วเว้ย ... อันนี้เด็ดกว่าเพื่อน

... แผ่นดินไหว ...

เด็กเก่าเวลลิงตันทุกคน พร้อมใจกันผงกหัวพร้อมๆกัน

ใช่ ... เวลลิงตันตั้งอยู่บน fault line หรือรอยเคลื่อนของเปลือกโลก ...

ง่ายๆ ก็คือ เปลือกสองแผ่น มันมาบรรจบกัน เป็นแนวยาวที่เวลลิงตัน

วันดี คืนดี ไอ้เจ้าเปลือกสองแผ่นนี้ ก็เกิดอาการปวดเมื่อย ครั่นเนื้อ ครั่นตัว ... เลยถือโอกาส ขยับตัวไปมาเสียหน่อย

การขยับตัวของมัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น


แนว fault line ของเวลลิงตัน บริเวณ ทรอนดอน (throndon)



วันก่อนข้านอนหลับอยู่ สะดุ้งตื่นตอนตีสอง ... เพราะเตียงมันสั่นยังกะมีคนจับเขย่า

ข้านึกว่า ผีจูออน เล่นงานเข้าให้ซะแล้ว ... ตาแก่ พ่อของโฮมสเตย์เพิ่งตายไปไม่นานด้วย ...

แล้วเอ็งทำไง ... เพื่อนๆ ถาม

ข้าโดดลงจากเตียง ไปมุดอยู่ที่มุมห้อง ... แต่ห้องก็สั่น ครึ่ก ครึ่ก ไม่หยุด ... โครงเครงไปมา ... ข้าวของล้มระเนระนาด ... ได้สักปะเดี๋ยวก็หยุดสั่น

ตอนนั้น ข้าท่องนะโมแหลกราญเลย ...

เฮ้ย ... ผีฝรั่งมันจะฟังคาถาเอ็งรู้เรื่องเหรอวะ ... เพื่อนขัด

ไม่รู้ ... แต่พอลูกๆ โฮมสเตย์มาเคาะประตู ... ข้ากระโจนออกไปนอกห้องเลย ...

ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า ... แผ่นดินไหว ... เกิดมาจากท้องพ่อ ท้องแม่ ไม่เคยเจอแบบที่มันสั่นขนาดเลยวะ ... เอ็งต้องลอง ... ประโยคสุดท้ายมันหันไปหาน้องใหม่เวลลิงตัน



บ้านหลังนี้สร้างคร่อม fault line เลยเป็นอย่างที่เห็น


พอเห็นน้องใหม่ทำหน้าตาเหรอหรา เพื่อนอีกคนก็เสริมขึ้น

ของข้านี่เลย ... วันก่อน ทานข้าวเย็นกับโฮมสเตย์ ... แผ่นดินแม่-งไหวโว้ย ...

ลูกๆโฮมสเตย์มันมุดลงไปอยู่ใต้โต๊ะทานข้าวหมดเลยสามคน

แล้วเอ็งทำไง ... เพื่อนๆ ถาม

ข้าก็ลงไปมุดด้วย แต่ลูกโฮมสเตย์คนนึง ชื่อ ไอ้โจชัวร์ อายุ 6 ขวบเอง แม่-งแสบ ... มันถีบข้าออกมาจากใต้โต๊ะ ...

มันกะฆาตกรรมอำพรางเอ็งแน่ๆ เลย ... แม่-งกะให้หลังคาถล่มลงมาทับเอ็งตอนแผ่นดินไหว ... แผนมันสูง ... เพื่อนอีกคนแทรก

ไอ้โจชัวร์มันคงแค้นเอ็งอ่ะ ดูเวปโป๊ไม่แบ่งมัน ... เพื่อนๆ ที่เหลือฮากันลั่น

เข้าเรื่อง ... เข้าเรื่อง ... กลับมาท๊อปปิกเดิม ... อีกคนพยายามดึงเพื่อนๆ กลับมาเรื่องแผ่นดินไหว ...

ถุย .. เพื่อนอีกคนหมั่นไส้ ... ทำมาพูดภาษาอังกฤษ ... นี่เอ็งเชื่อมั้ย ไอ้นี่นะ ตอนมาใหม่ๆ ภาษาอังกฤษ หมาไม่แด-ก เลย

ข้าจำได้ ตอนมาใหม่ๆ เพื่อนๆ ฝรั่งด่ามัน มันตะโกนสวนลั่นเลย ... shut down ...

ฝรั่งฮากันสำลักเลย ... แม้กระทั่งไอ้คนที่กำลังด่า ... แถมมันยังช่วยสอนอีกว่า shut up - หุบปาก - โว้ย ไม่ใช่ shut down

.... ก็ข้าไม่รู้นี่ ตอนอยู่เมืองไทย ปิดคอมทีไร มันขึ้น shut down ทุกทีนี่หว่า ...

แล้วเสือกตะโกนซะลั่นเชียว ... shut down ... ฝรั่งมันเล่าเรื่องเอ็งเป็นปีเลย ....


แนว fault line ที่ Totara park ที่ Upper Hutt ตอนเหนือของเวลลิงตัน



อ้าว อ้าว ... มาเรื่องแผ่นดินไหวต่อดีกว่า

ที่เนี่ย เขาจะสอนเด็กๆ ในโรงเรียนเลยว่า ถ้าแผ่นดินไหว จะต้องทำยังไง ...

... แล้วต้องทำไงวะ ... เด็กใหม่เวลลิงตันถามต่อด้วยความสงสัย

มุดใต้โต๊ะเรียน .... รุ่นพี่อธิบายต่อ

มุดทำไม ...

... มุดลงไปทำการบ้านอ่านหนังสือมั้ง ... เพื่อนอีกคนแทรก

มุดใต้โต๊ะเพราะโครงสร้างของโต๊ะมันพอป้องกันเอ็งได้ ...

จากเพดานบ้านถล่มลงมาเนี่ยนะ ... โต๊ะตัวแค่เนี้ย ... เอาอยู่เหรอวะ ...

อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่กลางห้องละวะ ... รับเพดานเต็มๆ ... แบนแต๊นแต๋ ... ศพไม่สวย ... เหมือนกล้วยทับราดน้ำอ้อย ...

แล้วถ้ามุดโต๊ะไม่ได้ หรือไม่ก็ถูกคนอื่นแบบไอ้โจชัวร์ถีบออกมาจากใต้โต๊ะ ... จะทำยังไง ...

นี่เลย ... นักเรียนรุ่นแรกๆ เล่าให้เพื่อนฟังต่อ ...

หาบริเวณตรงวงกบประตู ไปยืนตรงช่องประตู ตรงที่มันมีโครงป้องกันเอ็งได้ ...

ตายห่- ... เนื้อที่แคบนิดเดียว ... ประตูแบนเท่าฝาโลง ... มันมิถีบกันสนั่นหวั่นไหวอย่างกะไอ้โจชัวร์เหรอ

อันนั้นต้องแล้วแต่บุญกรรมของเอ็ง ...

.. สาธุ ... เพื่อนๆ อนุโมทนา


อาคารรัฐสภาในเวลลิงตัน ฐานอาคารแยกออกจากพื้น เคลื่อนไหวได้ ป้องกันแผ่นดินไหว



เขาบอกว่า ที่เวลลิงตันเนี่ย อาคารที่เป็นกระจกเยอะ ถ้าเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ๆ สักครั้ง สิ่งที่จะทำอันตรายต่อคนมากที่สุด คือ กระจกอาคารสูงๆ นี่แหละ ...

ทำไมวะ ... เพื่อนๆ สงสัย

อ้าว ... ก็เวลากระจกมันหล่นลงมาจากชั้น 20 มาถึงพื้นดิน ... ความเร็วมันสูงใช่มั้ย ...

พอมันกระทบพื้น แตกกระจาย ตอนกระจายเนี่ย ... เขาว่าความเร็วมันเท่าๆกะกระสุนปืนเชียวนะเอ็ง ... แล้วไม่ใช่นัดเดียว ...

ลองคำนวณดู ว่า กระจกทั้งเมืองน่ะ กระสุนกี่ล้านนัด

... เพื่อนคนหนึ่งผลุนผลันลุกขึ้น ...

เอ็งจะไปไหน ... เพื่อนๆ กระชากแขน

กูจะกลับเมืองไทย ... เดี๋ยวกูโทรหาแม่ก่อน ... กำลังหาเหตุผลกลับเมืองไทยพอดี

นั่งลง ... ฮา ... เพื่อนๆหัวเราะกันลั่น







 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 20:02:36 น.
Counter : 2628 Pageviews.  

ชีวิตนักเรียนไทยใน Wellington ตอนที่ 8

ในช่วงหน้าหนาว อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนแรกๆ แล้วว่า เวลลิงตันหนาวสุดๆ แม้ไม่หนาวเท่าเกาะใต้ แต่ลมที่เวลลิงตันที่พัดกระหน่ำ จนได้รับฉายาว่า windy wellington ก็เพิ่มความหนาวเหน็บให้แทรกเข้าไปในทุกขุมขน

เด็กไทยส่วนใหญ่ ขนเสื้อผ้ากันหนาวไปจากเมืองไทยกระเป๋าเบ้อเริ่ม ... และส่วนมากก็แทบใช้กันหนาวไม่ได้

เสื้อผ้าที่เมืองไทย เอาไว้กันความหนาวแบบเมืองไทย ... เจอความหนาวที่นิวซีแลนด์ ... เอาไม่อยู่

เนื้อผ้าเสื้อกันหนาวจากเมืองไทย ความแน่นของเส้นใย ... ไม่แน่นมาก ... เพราะทำเอาไว้ระบายลม

สังเกตุนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวนิวซีแลนด์หน้าหนาว ... ใส่เสื้อผ้าซ้อนกันหนาอย่างกับเอสกิโม ... เวลาเดิน แขนขากางพอๆ กับหุ่นยนต์ ... ที่หุบแขนไม่ลง ... เพราะเสื้อผ้าหนามาก ... จนมันค้ำรักแร้เอาไว้ ...

คนนิวซีแลนด์ ใส่เสื้อกันหนาวบางๆ ตัวเดียว ... กันหนาวได้ชะงัด ...

อย่างเสื้อกันหนาวที่นิยมในนิวซีแลนด์ ยี่ห้อ Kathmandu - กาฏมัณฏุ ตัวข้างล่างนี้

เสื้อกันหนาว ยี่ห้อ Kathmandu


ผมไม่ทราบว่า มันทอเนื้อผ้าแน่นมาก หรือมันใส่เตาไฟฟ้า ถุงน้ำร้อน ผ้าห่มนวม หรืออะไรก็ตามแต่ไว้ข้างใน ... รู้แต่ว่า อุ่นดีมาก ... ตัวเดียวอยู่เลย

ฝรั่งมันเอาไว้ใส่เดินป่า ปีนเขา ที่เรียกว่า tracking

เด็กไทยขนเสื้อกันหนาวไปจากเมืองไทย ... ไปเจอเจ้าเสื้อ Kathmandu ... ลืมของที่ขนมาจากเมืองไทยทันที

อีกอย่างหนึ่งที่เห็นคือ ... เด็กไทยเวลาไป นิยมแฟชั่นเกาหลี ญี่ปุ่น ...

น้องผู้หญิงคนหนึ่งไปเรียนภาษาที่เวลลิงตัน ... ตอนแรกนึกว่ามาจากเกาหลี ... ใส่เสื้อหนังพลาสติค ทรงนักดับเพลิง ... สีเหลืองสด ... กระโปรงสั้น ถุงเท้ายาวย่นๆ ยาวถึงเข่า

เด็กไทยยังงง ... ฝรั่งยิ่งงงใหญ่ ... มันนึกว่ามาเล่นละครสัตว์ หรือมาถ่ายมิวสิควีดิโอ

เสื้อผ้าบางอย่างอยู่เมืองไทยราคาแพง ... แต่ไปถึงนั่น ไม่มีใครรู้จัก

เสื้อผ้าที่นิวซีแลนด์บางยี่ห้อแสนแพง แต่อยู่เมืองไทยก็ไม่มีใครรู้จักเหมือนกัน

เช่น Kathmandu, Canterbury

นักเรียนไทยอยู่ไป อยู่ไป ... หันไปซื้อเสื้อผ้าที่เป็นแฟชั่นของที่นิวซีแลนด์ใส่กัน ... ของที่ขนไปจากเมืองไทย เก็บอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ใส่ในตู้เก็บของของโฮมสเตย์

อีกอย่างหนึ่งที่นักเรียนไทย โดยเฉพาะผู้ชายเจอกันมาก คือ ต้องทาครีมในหน้าหนาว ไม่งั้นปากแตก ผิวลอกเป็นขุยๆ

... เฮ้ย ... เอ็งกำลังจะลอกคราบเหรอ ... เพื่อนๆ เห็นหน้าตาหนุ่มน้อยจาก กทม. แห้ง แตก เป็นขุย ลอกเป็นแผ่นๆ เพราะอากาศหนาว

อากาศมันหนาว ... ข้าไม่รู้จะทำไง ... ปากก็แตกจนแสบไปหมดแล้ว ... มันอธิบายพลางปลิ้นริมฝีปากให้เพื่อนดู

อื้อฮือ ... เพื่อนๆ คราง ... ยังกะขาดน้ำมาเป็นชาติเชียวนะเอ็ง ...

ทาครีม ... ทาลิปมัน ... เพื่อนแนะนำ

เกิดมาไม่เคย ... ยิ่งทาครีมหน้าเหนียวเหนอะหนะ ... นอนไม่ได้เลย ... มันคราง

.. ไม่ได้ ... ต้องทา ... ไม่งั้นเป็นหนักกว่านี้ ... เพื่อนรุมขู่

โดนขู่มากๆ ต้องไปซื้อครีมกับลิปมันมาจากร้าน Farmers ที่ Queensgate ใน Lower Hutt


ห้างควีนส์เกต (Queensgate) ใน Lower Hutt, Wellington


คืนแรกของการทาครีม ... นอนไม่หลับ ... หน้าเลอะ เหนียวหนึบเหมือนทากาว ... แก้มไปโดนหมอน โดนที่นอนทีไร เป็นต้องสะดุ้งตื่นทุกที ...

ตื่นทั้งคืน ... เดินงุ่นง่านจนปวดฉี่ เข้าห้องน้ำอีกตลอดคืน ...

โฮมสเตย์นึกว่าท้องเสีย ... ไปหายากับผงเกลือแร่มาให้ทาน ...

พยายามอธิบาย แต่ภาษาอังกฤษไม่แข็ง ... เลยต้องกินยาแก้ท้องเสีย กับผงเกลือแร่ ... เพราะทนโฮมสเตย์เซ้าซี้ไม่ได้ ... ซวยจริงๆ ... ไอ้ครีมเฮงซวยนี่ มีผลข้างเคียงอย่างนี้เอง ...

วันรุ่งขึ้นทาลิปมันไปโรงเรียน ... เพื่อนๆ มองกันจนเหลียวหลัง ... ชักสงสัย จนต้องเดินไปหาเด็กไทยด้วยกัน

... เอ็งเป็นอะไร ... เพื่อนทัก ... ทาปากสีชมพูเชียวนะ ...

เฮ้ย ... มันร้องตกใจ ... ลิปมัน ... ไม่มีสีไม่ใช่เหรอ

ใครบอกเอ็งว่าลิปมัน ... นี่มันลิปสติกสีชมพูเลยล่ะ ...

หนอยซื้อผิด ... ยายคนขายก็ไม่บอก ... อุตส่าห์อธิบายตอนไปซื้อจนเมื่อยมือ ... ได้สีชมพูมาซะเลย

มิน่า ... ขึ้นรถไฟมาจาก Lower Hutt คนมองทั้งขบวน ... แถมไปซื้อของที่ร้านแดรี่ (Dairy) หน้าปากซอย แขกอินเดียเจ้าของร้าน มันมองไม่วางตาเลย

ถั่วมันๆ จ้า ... ถั่วมันๆ ... เพื่อนๆ หัวเราะกันครืน


มหาวิทยาลัย Victoria อีกมุมหนึ่ง


พักเรื่องนักเรียนไทยกันสักนิด อย่าว่าผมยกย่องชมเชยฝรั่งเลยนะ ... มารู้จักอาจารย์ชาวกีวีของผมกันหน่อยดีกว่า ... เขามีวิถีชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย

ในช่วงก่อนเปิดเรียนปริญญาโท ศาสตราจารย์ ราล์ฟ เพ๊ทแมน (Prof. Ralph Pettman) หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยวิคตอเรีย เชิญนักศึกษาทั้ง 16 คน ไปทานอาหารเย็นที่บ้านของเขา

Pettman เล่าให้ผมฟังว่า เขาจบปริญญาเอกจากอังกฤษ แต่งงานครั้งแรกกับภรรยาชาวออสเตรเลีย ก่อนที่จะหย่า แล้วไปเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยที่ประเทศญี่ปุ่น จนได้เจอภรรยาคนที่สอง ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียวนี่เอง

Pettman เป็นตัวอย่างผู้ที่ถ่อมตน ... ที่ผมรับเอามาเป็นแบบอย่างหลายอย่างด้วยกัน

ประการแรกคือ การไม่โอ้อวด ทะนงตัว ทั้งๆที่เขาเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ ได้เกียรตินิยม เป็นศาสตาจารย์ สอนมาทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เขียนตำราหลายเล่ม

... เป็นตำราที่ผมซื้อเก็บกลับมาเมืองไทยทุกเล่ม

ไม่อาจปฏิเสธว่า เขาเป็นผู้รอบรู้ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่งของโลกก็ว่าได้

แต่เชื่อหรือไม่ครับ .... Pettman พูดอยู่เสมอว่า ... ผมไม่ใช่คนที่รอบรู้ด้านรัฐศาสตร์ หรือเก่งกาจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ... เพียงแต่ผมเป็นผู้ที่มีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษเท่านั้น

ฟังคำพูดถ่อมตัวของเขาแล้ว ... น่าชื่นชม ... เพราะไม่ได้พูดแบบเสแสร้ง ... พูดแบบให้คนอื่นต้องชื่นชมตัวเขาเอง ...

เป็นการพูด ที่แสดงออกถึงความสนใจ ความสามารถ และความภาคภูมิใจในตัวเอง ... แต่ก็ไม่ยกตนข่มผู้อื่น

... วันงานเลี้ยงที่บ้านของเขา ...

Pettman เดินถือถาดใส่ Chip พร้อมครีม Dip ใส่จานเดินบริการลูกศิษย์ทีละคน ทีละคน ... คุยไปด้วย เสริฟไปด้วย ...ไม่ถือตัว

... แต่ก็มีความไว้ตัวในความเป็นอาจารย์ ผสมผสานอยู่ในบุคคลิกที่ลงตัวอย่างน่าทึ่ง

อีกประการหนึ่งที่ผมชื่นชมเขา ก็คือ ... ความใฝ่รู้

Pettman จะเรียนรู้ทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามา จะมาก จะน้อย แล้วแต่โอกาส

เขาไปเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์อยู่ที่ญี่ปุ่นหลายปี ... ระหว่างนี้ก็ไปเรียนศิลปะต่อสู้ป้องกันตัว "ไอกิโด้" ของญี่ปุ่นไปด้วย

เรียนจนได้สายดำ ... ที่น่าทึงคือ กลับมานิวซีแลนด์ เขากลายเป็นอาจารย์สอนไอคิโด้ให้กับเด็กกีวี

เป็นทั้งปราชญ์ทางวิชาการ และเป็นทั้งโปรทางการกีฬา ..

ประโยคที่เขาพูดกับผมอยู่เสมอว่า คือ ... ความพยายามอย่างเดียว ... อาจไร้ค่า ... เพราะความพยายามต้องมีควบคู่กับสติปัญญา

ลืมบอกไป เขาเป็นพุทธ นิกายชินโตครับ

สติมี ... ปัญญาเกิด ... เหมือนหลักธรรมบ้านเราเปี๊ยบ




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2551    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2551 13:54:26 น.
Counter : 3550 Pageviews.  

ชีวิตนักเรียนไทยในเวลลิงตัน นิวซีแลนด์ ตอนที่ 7

นักเรียนไทย และนักเรียนเอเชีย เมื่อไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเด็กกีวี มักจะถูกมองว่า หน้าใหญ่ บ้านรวย ใช้เงินเป็นเบี้ย มีทั้งรถ มือถือ คอมพิวเตอร์ IPOD, MP3 สารพัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกราคาแพง

เรื่องนี้ปฏิเสธยาก ... แม้จะไม่ใช่เด็กไทยทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนใหญ่

นักเรียนไทยคนหนึ่ง จบตรีจากเมืองไทย มาเข้าเรียนสถาบันภาษา ยังไม่ได้เรียนต่อปริญญาโทเลย ทางบ้านก็ให้ซื้อรถเลย

... เป็นรถสปอร์ตสองประตูคันหรู ... แม้จะเป็นมือสองจากญี่ปุ่น ... แต่ก็เป็นสิ่งที่เด็กกีวี ... เอื้อมไม่ถึง ... ฝันก็ยังฝันไม่ถึงด้วยซ้ำ

เพราะเด็กกีวี กว่าจะได้ของมาแต่ละชิ้น ... ต้องไปทำงานพิเศษ ... เก็บเงิน ... บ้านรวยก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กจะจับจ่ายใช้สอยได้ตามชอบใจ

วิถีชีวิตแบบตะวันออกของเอเชีย และแบบตะวันตกของนิวซีแลนด์ ต่างกันสุดขั้ว ในเรื่องนี้ ... ว่างๆ วานนักวิเคราะห์ช่วยวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียหน่อยนะครับ ...

กลับมาเรื่องของนักเรียนไทย เจ้าของรถสปอร์ตกันต่อ ...

พี่แกขับรถขึ้นลงโอ๊คแลนด์ (Auckland) กับเวลลิงตัน (Wellington) เป็นว่าเล่น ... แฟนอยู่โอ๊คแลนด์ ... เรียนภาษาอยู่เวลลิงตัน ...

เพื่อนๆ นับถือในความรักของมัน และนับถือในความตั้งใจเรียนของมันด้วย ...

เดินทางจากบนสุดของเกาะเหนือ ยันใต้สุดของเกาะเหนือ ...


แผนที่ประเทศนิวซีแลนด์ประกอบด้วย เกาะเหนือ และเกาะใต้


มันมาเรียนสองปี ... ขับรถเป็นระยะทางมากกว่าคนฝรั่งกีวีบางคน .. ขับทั้งชีวิตเสียอีก ...

จนกระทั่งวันหนึ่ง ... ขับจากโอ๊คแลนด์ลงมาเวลลิงตัน ขับเร็วเป็นพายุ ประกอบกับถนนลื่นกำลังได้ที่ ... รถแฉลบลงข้างทางแถว ปาล์มเมอสตั้น นอร์ท (Palmerston North) ที่อยู่ตอนกลางของเกาะเหนือ

ไฟลุกท่วมรถ ... มันคลานออกมา ... จากนั้นก็หามุมเหมาะๆ เอาโทรศัพท์มือถือถ่ายคลิป ตอนรถไฟไหม้ ... แล้วเอาคลิปมาโชว์ให้เพื่อนๆ ดู

เพื่อนๆ ลงมติว่า ... นอกจากนับถือมันในเรื่องความรัก เรื่องการตั้งใจเรียน เรื่องขับรถระยะทางไกลแล้ว ... ยังไม่พอ ... ต้องนับถือในอารมณ์สุนทรีย์ของมันเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง ...

คนอะไร ... เกือบจะตายอยู่รอมร่อ ... ยังใจเย็นถ่ายคลิปมาเผื่อแผ่เพื่อนๆ ดูอีก ... สุดยอด ...

จากนั้น ไม่ถึงสัปดาห์ ... มันมีรถสปอร์ตคันใหม่ มาขับขึ้นลงเกาะเหนืออีก ... เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

น่ารักทั้งพ่อแม่ที่บ้านเมืองไทย ... และคุณลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่นิวซีแลนด์ ... ว่างๆ จะขอไปเป็นลูกบุญธรรม ... เพื่อนๆ นักเรียนไทยที่โหนรถไฟ รถเมล์บ่นให้กันฟัง ...


มหาวิทยาลัย Victoria แห่ง Wellington (Victoria University of Wellington)


เด็กนักเรียนเอเชีย แม้ในระดับมัธยม พวกฟอร์ม 5 - 6 แทบทุกคน มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกราคาแพง ชนิดที่เด็กฝรั่ง ลูกๆของโฮมสเตย์ นั่งมองกันตาปริบๆ

ใหม่ๆ พวกโฮมสเตย์ยังไม่ค่อยคุ้นกับเมืองไทย ... นึกว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เพราะดูทีวีทีไร เห็นเรื่องเมืองไทย เป็นต้องมีควายไถนา ... เด็กโดดน้ำลงคลอง ... พระเดินบิณฑบาตรกลางสายหมอกของท้องทุ่งนา

แถมยังมีภาพตลาดน้ำ ... มีคนพายเรือขายผลไม้ในลำคลอง

ภาพเหล่านี้ ทำให้ฝรั่งนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่า เมืองไทยมันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ...

ตาแก่ที่โฮมสเตย์คนหนึ่ง มาถามผมว่า ... เคยใช้ส้วมแบบที่มีชักโครกมั้ย ... มันคงกลัวว่า พอผมเข้าส้วมแล้วจะตกใจเสียงชักโครก ... กลัวผมโดนชักโครกดูด

บางคนถามว่า เมืองไทยมีโค๊ก มีแฟนต้าดื่มมั้ย ...

ฟังมันถาม ... กวนดีมั้ย ...

ได้ยินคำถามแล้วนึกถึง โน้ส อุดม เรื่อง Pick me up ... ใครยังไม่เคยฟัง ... แนะนำให้ไปหามาดูด่วน ... อยู่ในเดี่ยวไมโครโฟนชุดแรกๆ ... เพื่อประกอบการอ่านเรื่องนี้ ...

หลังๆ พวกฝรั่งโฮมสเตย์ มันยอมซูฮกในเรื่องความรวยของเด็กเอเชีย ...

ของใช้ของนักเรียนไทยห้องเดียว มีราคาแพงกว่าข้าวของเครื่องใช้ของโฮมสเตย์ทั้งบ้านก็เคยมีมาแล้ว ...

ก็ฝากระมัดระวังกันสักนิดนะครับ ... โดยเฉพาะผู้ปกครองทางเมืองไทย ... อย่าให้มันเกินตัวเด็กมากนัก ... จะซื้อจะหาอะไร ... เอาแบบจำเป็นจริงๆ หรือไม่ก็ ... เอาแบบพองามก็พอ ...

รู้ว่าคิดถึงเด็กๆ ที่อยู่ซีกโลกใต้ ... ใจจะขาด ... มีอะไรก็อยากจะทำให้ ...

อันนี้ไม่ว่ากัน ... เพราะพวกเราอยู่ซีกโลกใต้ ... ก็คิดถึงพ่อแม่ทางซีกโลกเหนือเหมือนกัน ... รักข้ามโลกขนานแท้ ...

วันก่อนเห็นน้องผู้หญิงคนนึง ... โทรกลับบ้านที่เมืองไทย ... โทรไป ... ร้องไห้ไป ... น้ำมูกน้ำตาไหล ...

ตอนหลังๆ ... สาวเจ้าคงรู้สึกว่าแม่ที่อยู่เมืองไทยจะร้องไห้หนักกว่า ... ลูกสาวเลยต้องหยุดร้อง ... แล้วเป็นฝ่ายปลอบคุณแม่แทน ... ไม่เป็นไรนะแม่นะ ... หนูจะอดทน ... แม่อย่าร้องไห้นะ ... หนูอยู่ได้ ... แม่ไม่ต้องห่วง ..

ไม่รู้ใครปลอบใคร ... เป็นงั้นไป ...

คุณแม่ที่เมืองไทยวางหูเสร็จ ... รู้สึกภูมิใจ ... ลูกสาวไปไม่กี่เดือน ... โตเป็นผู้ใหญ๋ ... มีความคิดความอ่านมากกว่าอยู่เมืองไทยเป็นกอง ... นี่แหละ ชีวิตนักเรียนนอก

... ชีวิตแกร่งขึ้น พอๆกับภาษาอังกฤษที่แข็งแรงขึ้นไม่เว้นวันเว้นคืน ... ใครไม่เคยสัมผัส ... ไม่รู้หรอกครับว่าเป็นยังไง


Civic Square กลางเมือง Wellington


พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีบางอย่างก็ต้องยอมรับว่า ... เราไม่รู้จริงๆ ...

อย่างเช่นขับรถเข้าที่จอดรถ ... ถ้าเป็นที่บ้านเรา อย่างที่เอ็มโพเรี่ยม ... จะมียามคอยกดปุ่ม และบัตรจอดรถจะไหลออกมา ยามก็จะหยิบแล้วยื่นให้เรา ... เราไม่ต้องทำอะไร

ที่เมืองนอก ... อย่าฝันว่าจะมีฝรั่งมายืนกดปุ่มเอาบัตรจอดรถให้เรา ... ค่าแรงมันแพง ... กดเอง ... อัตตาหิ อัตโนนาโถ ... ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ...

เจอครั้งแรกๆ ไม่รู้จะกดตรงไหน เกือบเอาเหรียญหยอดเข้าไปตรงช่องที่บัตรไหลออกมา ...

ก่อนมาจากเมืองไทย ลีมถามยามที่เอ็มโพเรี่ยมว่า กดปุ่มไหน ... ตอนพี่กด ผมลืมมอง ... ไม่คิดว่าจะมาเจอแบบนี้ ...

กว่าจะได้บัตรจอดรถ ... เหงื่อแตก ... ไอ้รถฝรั่งคันหลังที่รอต่อคิว ก็กดดันเราน่าดู ... บีบแตรเอา บีบแตรเอา ... มันคงว่าเราโง่ ...

ถ้ามันมาถามผมวันนั้น จะบอกมันว่า ผมเป็นชนชาติอะไรสักชนชาติหนึ่ง ที่ไม่ใช่ไทยแลนด์ ที่นั่นไม่มีโค๊กกิน ไม่มีแฟนต้า ไม่มีส้วมชักโครก ... มาอยู่ที่เวลลิงตัน เคยโดนชักโครกดูดไปแล้วสามครั้ง ... โฮมสเตย์ต้องไปช่วยชีวิตออกมา ...

เอาให้โง่สุดๆ ไปเลย ...



ไอ้ความที่ฝรั่งไม่ค่อยรู้จักเรา ... มีผลกระทบหลายเรื่อง ...

เรื่องสอบใบขับขี่ ... นี่เป็นอีกเรื่องที่มันกลัว ... กลัวเราขับรถไม่เป็น ... กลัวไปทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาวุ่นวาย

เวลาสอบข้อเขียนผ่านแล้ว ... ต้องไปสอบขับบนถนนจริง โดยมีตำรวจกีวี นั่งประกบข้างๆ ... ถือแฟ้มคอยจดโน่นจดนี่

เฮ้ย ... ฟังให้ดี .... เวลาที่เอ็งไปถึงทางแยก ตำรวจจะให้เราเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ... ห้ามชำเลืองตาไปทางซ้าย ทางขวาเด็ดขาด ... เพื่อนๆ นักเรียนไทยที่ไปสอบมาสอนเพื่อนอีกคนก่อนไปสอบ

ถ้าเอ็งชำเลืองด้วยหางตา ... มันให้เอ็งตกทันที ...

อ้าว... ไม่ให้ชำเลือง ... แล้วทำไง ... ไอ้คนจะไปสอบชักสงสัย

เอ็งต้องหันไปดูทางซ้าย ทางขวาทั้งตัว ... อย่างถ้าจะเลี้ยว .. ถึงทางแยก ... จอดรถให้นิ่ง ... แล้วโยกตัวแม่-ง ไปทั้งตัวเลย โยกไปทางซ้ายที โยกไปทางขวาที ... ทั้งคอ... ทั้งไหล่หันตามหน้าไปให้หมด ...

เอาแบบให้มันรู้ว่า ... กูดูอย่างละเอียดทั้งสองข้างแล้ว ... เข้าใจมั้ย ...

อย่าใช้ชำเลืองเชียวนะมีง ... ตกแน่ๆ ... แน่ะ มีการขู่สำทับอีก

... ลำบากดีแท้ ... ไอ้เจ้าคนที่จะไปสอบบ่นพึมพำในใจ ...

เรื่องของเรื่องก็คือ ฝรั่งมันกลัวคนไทย ขับรถแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ... โผล่ออกปากซอยมาได้ ก็เสียบซ้ายขวาตามอารมณ์ ...

มันจะเกิดอุบัติเหตุได้


แผนที่เมืองเวลลิงตันและพื้นที่ใกล้เคียง


พอถึงวันสอบภาคปฏิบัติ นักเรียนไทยนายนั้น ก็ขับรถส่วนตัวไปรับตำรวจกีวี ที่สถานีตำรวจ Lower Hutt ... พากันขับไปช้าๆ ... ไม่รีบไม่ร้อน ... ชวนกันคุยเพื่อสร้างบรรยากาศ

... เวลลิงตันสวยมากเลยนะครับ ... คนนิวซีแลนด์นิสัยดีมากเลย ... ผมเป็นนักเรียนไทย มาเรียนที่วิคตอเรียครับ ... เด็กไทยชวนตำรวจคุย พร้อมชื่นชมคนกีวีไม่ขาดปาก

ตำรวจนิวซีแลนด์ยืดอก สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกเบ้อเร่อ ... เสียงดังลั่นรถ ... แหมเล่นชมกันซึ่งหน้าเลยนะเนี่ย ...

เมื่อบรรยากาศดี ... ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ... ทุกอย่างก็ราบรื่น

... พอถึงทางแยก ... ตำรวจฝรั่งบอกให้เลี้ยวซ้าย ...

ผู้สอบ หันหน้า กึ่งชะโงกปนโยกตัวไปทางซ้าย ทางขวา แล้วก็ทางซ้ายอีกที ... ตามแบบที่เพื่อนแนะนำมาเปี้ยบ ... ในทำนอง เล่นละครให้ฝรั่งดูให้เห็นกันจะจะ ... ว่าดูซ้ายขวาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้วนะ ...

กรรมการเห็นมันดูซ้าย ดูขวาแบบทิ้งทั้งตัว ... เออ ... ใช้ได้ ... จรดปากกาลงในแฟ้ม แล้วติ๊ก ... ผ่าน ...

เสร็จเรา ... ใบขับขี่นิวซีแลนด์ ... มีหรือจะหลุดมือเด็กไทยไปได้


ภาพนครเวลลิงตัน จากดาวเทียม หมายเลข 1 คือเมืองเวลลิงตัน หมายเลข 2 คือ Lower Hutt หมายเลข 3 คือ Upper Hutt หมายเลข 4 คือ Kapiti Coast


ขับรถเร็วนี่อีกอย่างหนึ่ง ... นักเรียนไทยโดนกันเป็นว่าเล่น

เวลาเข้าเมือง จะกำหนดความเร็วของรถแค่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ... ช้าอย่างกับคลาน ... แต่ก็ต้องทำตามกฏหมาย

เด็กไทยส่วนใหญ่เหยียบกันเพลิน ... วิ่ง 70 -80 ... เท่าๆกับความเร็วปกติ กินลมชมวิวที่เมืองไทย ... เสร็จทุกราย ...

ตำรวจฝรั่งกีวีมันจะเอากล้องจับความเร็วใส่รถสเตชั่นวากอน ไปเปิดท้ายดักตามถนนหนทางที่รถชอบวิ่งเร็ว พอรถวิ่งเร็วเกินกำหนด ... กล้องจะถ่ายภาพโดยอัตโนมัติ ....

อีกไม่กี่วัน ticket จะถูกส่งมาทางไปรษณีย์ ... มาถึงบ้านเลย ... ระบุวัน เวลา ความเร็วที่ใช้ ... และสุดท้าย คือ ค่าปรับ

พวกคนขับรถฝรั่งมันนกรู้ ... ใครว่ามันมีระเบียบ ... พอมันรู้ว่ามีกล้องจับความเร็ว (speed camera) อยู่แถวๆ นั้น ... มันจะผ่อนคันเร่ง แทบจะเป็นคลานกันเลย ...

พอพ้นกล้อง ... มันเหยียบเสียมิดเกย์เลย ...

พี่ไทยไม่ค่อยรู้เรื่อง ... มีกล้อง ไม่มีกล้อง ... เหยียบแหลกราญ ... เจอค่าปรับอ่วมไปเลย ...


ตึกรัฐสภา (Beehive) ของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ที่เวลลิงตัน


อีกอย่างคือคนไทยที่ไปขับรถแบบท่องเที่ยว มักไม่แม่นกฏจราจร ... มีใบขับขี่สากล ก็ขับกันได้แล้ว

ขับรถเข้าวงเวียน ... ทำแบบเข้าวงเวียนหลักสี่ ... ประเภทใครมาถึงก่อนไปก่อน ... เสร็จทุกราย ...

ที่นิวซีแลนด์ ... รถที่มาทางขวาไปก่อน ... เมื่อเข้าวงเวียน ... รถในวงเวียนคือรถที่มาทางขวาของเรา ... ต้องให้เขาไปก่อน ...

แต่พี่ไทยไม่ค่อยสน ... มาถึงก็เสียบเข้าวงเวียนเลย

รถในวงเวียนจะวิ่งเร็วมาก เพราะเขาถือว่าเขาเป็นทางเอก ... คนอื่นต้องจอดให้เขา ...

มาเจอพี่ไทยขับรถเข้าวงเวียน ... มันจะชนกันตาย ...

แต่ในที่สุด ... พวกเราก็ได้ใบขับขี่นิวซีแลนด์มาเป็นประกาศนียบัตร การใช้ชีวิตในเวลลิงตันเพิ่มอีกหนึ่งใบ ...

ไม่มีอะไรยากสำหรับพวกเรา ... นักเรียนไทยในเวลลิงตัน ...





 

Create Date : 26 ตุลาคม 2551    
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 18:06:06 น.
Counter : 6609 Pageviews.  

ชีวิตนักเรียนไทยใน New Zealand ตอนที่ 6

จบปี bridging year ก็เป็นช่วงปิดเทอม summer ในนิวซีแลนด์ ... ตอนนี้ก็รอเข้าเปิดเทอม เรียนปริญญาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (MIR - Master of International Relations) ... อีกประมาณ 2 -3 เดือนข้างหน้า

เดินไปที่ภาควิชารัฐศาสตร์ (School of History, Philosophy, Political Science & International Relations) ของมหาวิทยาลัย Victoria

เห็นรายชื่อตัวเอง เป็นหนึ่งใน 16 คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียน MIR ได้ ... ภูมิใจน่าดู

ศาตราจารย์ ราล์ฟ เพ๊ทแมน (Prof. Ralph Pettman) ผู้รับผิดชอบปริญญาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวิคตอเรีย (ตอนนี้แกย้ายไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยเมลเบอร์น ออสเตรเลียแล้ว) เดินมาจับมือแสดงความยินดีกับผม ...

แต่ก็ยังไม่วายขู่ว่า ปีหน้านี่ ... ของจริงแล้วนะ ... ไม่ใช่ปี bridging year ... ที่เรียนรวมกับเด็กกีวีปี 3 ... แต่คราวนี้เรียนกับนักศึกษาปริญญาโททั่วโลก 16 คนเลย

ผมเห็นรายชื่อ ทั้ง 16 คน มีจากสหรัฐอเมริกา 2 คน เยอรมัน 2 คน อังกฤษ 1 คน ซามัว 1 คน เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ชาติละ 1 คน ไทย 4 คน เป็นนักเรียนทุนจากกระทรวงต่างประเทศ 3 คน ที่เหลือเป็นฝรั่งกีวี


ตึก Hunter Building สัญญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย Victoria


ไม่เป็นไร .... ผ่านมาได้ถึงขั้นนี้ ถือว่ามาไกลเกินคาดแล้ว ... แถมปี bridging year ที่ผมเรียนผ่านไป ก็เป็นคอร์ส Diploma in Arts (International Relations)

ได้ประกาศนียบัตรเพิ่มอีกหนึ่งใบ ... เอาไปติดฝาบ้าน ... เพิ่มจากประกาศนียบัตรสถาบันภาษาที่ได้ตอนแรก


สัญญลักษณ์ของ Victoria University of Wellington


ช่วงนี้มีเวลาว่าง .... อากาศกำลังดี ... ฟ้าเวลลิงตัน เป็นสีฟ้า ... ต้องบอกว่า สีฟ้าของท้องฟ้าที่นี่สวยจริงๆ ... โดยเฉพาะวันที่แดดออก

ที่เวลลิงตันหน้าหนาว ฝนจะตกปรอยๆ ตลอดทั้งวัน บางทีฟ้าขมุกขมัว 4-5 วันติดๆกัน อาจมีพระอาทิตย์โผล่มาทักทายแค่ 2-3 ชั่วโมง ก่อนที่จะหายไปทั้งวัน

ผู้คนจะใส่เสื้อคลุมยาวๆ สีดำทมึน ... ดูเข้ากับสีท้องฟ้า ... เสื้อผ้าพวกนี้ กันลมก็ได้ กันฝนก็ได้ เพราะมีฮู้ด (Hood) ที่ปกเสื้อ พอฝนลง ก็ตลบฮู้ดขึ้นคลุมศรีษะ

เด็กไทยไปใหม่ๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจธรรมเนียม ... มักใส่เสื้อคลุม หรือที่เรียก โอเว่อร์โค๊ต (Overcoat) เข้าไปในห้องโดยไม่ถอด น้ำที่เกาะเสื้อหยดเลอะเทอะไปหมด ...

อันที่จริง เมื่อเข้าไปในห้องต้องถอดเสื้อโอเว่อร์โค๊ตหรือเสื้อคลุมตัวใหญ่ๆ ออก จะพาดพนักเก้าอี้ หรือไปกองไว้ที่เป้หนังสือของเราที่วางไว้หน้าห้องเรียนก็ได้ เหลือแต่เสื้อไหมพรมธรรมดา ...

ในห้องมักมีฮีตเตอร์ทำความอุ่น ... ไม่หนาวมากหรอกครับ ... อย่าให้ถึงเอาผ้าห่มไปคลุมเป็นอินเดียนแดงเป็นใช้ได้

... อยู่ไปนานๆ ก็ชินเองล่ะครับ ... เกะกะเสื้อคลุมหน่อยเท่านั้นเอง ... ต้องเลือกเอาจะเกะกะ หรือจะหนาวแข็งตายระหว่างเดินลงมาจากมหาวิทยาลัยมาที่สถานีรถไฟเวลลิงตัน

หน้าหนาวลมจะแรง ... พัดลมหนาวปะทะหน้าจนเย็นยะเยือก ... ลมหายใจเวลาสูดอากาศเข้า ... เย็นเฉียบจนจมูกชา

ช่วงฤดูหนาวชาวเมืองจะเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ... เพราะออกไปไหนที ลำบากลำบน ...


ภาพเมืองเวลลิงตัน (Wellington) นครหลวงของนิวซีแลนด์


พอถึงหน้าร้อน ... เหมือนเห็นสวรรค์ ...

ไปถึงใหม่ๆ ก็สงสัยว่า ทำไมฝรั่งมันตื่นเต้นกันจัง เวลาที่ถึงหน้าร้อน ... อยู่ไป ... อยู่ไป ... ถึงเข้าใจ

โดยเฉพาะฝรั่งมันมาเที่ยวเมืองไทย แล้วดีใจที่เห็นแสงแดด ... บ้านเมืองเค้าไม่ค่อยเจอแดดแบบนี้นี่เอง

ฝรั่งมันบอก ... ยูโชคดี ... เมืองไทย - always spring - ฤดูใบไม้ผลิตลอดปี ... อากาศดีตลอดกาล ... ว่างั้นเถอะ

พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ต่อด้วยฤดูร้อน ชาวเมืองจะไปซื้อดอกไม้สวยๆ มาปลูก มาตกแต่งบ้าน ... ร้านที่คนนิยมแถว Lower Hutt ก็ที่ California Home & Garden ที่ถนนไวเวตู้ (Whiwhetu)

ผู้คนมาหาซื้อดอกไม้ ต้นไม้ และดินปุ๋ยที่เป็นถุงๆ ขนใส่ท้ายรถเอาไปตกแต่งสวนที่บ้าน

ช่วงนี้ บ้านจะสวยงามมาก หน้าบ้านเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี เพิ่มเติมด้วยกระเช้าแขวน ที่มีต้นไม้ออกดอกสวยงาม แขวนอยู่รอบบ้าน

ต้นกุหลาบผลิดอกออกมา ... ดอกโตเท่าชามใบใหญ่ๆ ... มันโตจริงๆ ... น่าจะเป็นเพราะอากาศ พันธ์ไม้ บวกกับดิน และปุ๋ย

คนไทยไปเจอบ้านเมืองในช่วงนี้ ล้วนหลงเสน่ห์เวลลิงตันทุกราย

มีคนไทยไปดูงานที่เวลลิงตันช่วงหน้าหนาว ... ป้าแกอายุมากแล้ว ... ตอนเช้าเจออากาศหนาว สายๆ เจอฝน ... บ่ายๆ ... แดดออก ... ค่ำๆ ลมแรงอย่างกะพายุ

ป้าแกสาปส่ง ... เมืองบ้าบออะไรก็ไม่รู้ วันนึงมีสี่ฤดู ...

มาดูงาน 5 วัน ... ป้าป่วยอยู่ในห้องที่โรงแรมเสีย 4 วัน ... เป็นหวัด จามเอา ... จามเอา ... ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน

แกคงเข็ดจนตาย ...

หน้าร้อน บรรดานักเรียนไทยมักจะออกไปหากิจกรรมทำ ... อย่างที่บอก ... นิวซีแลนด์ มีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย ... ไล่ตั้งแต่ ลงเรือ Jet boat, กระโดด bungy jump, ขี่ม้า - horse riding, ยิงปืน - paintball

กิจกรรมมากมาย เลือกได้ไม่มีหมด เด็กไทยบางคนอยู่เมืองไทยไม่เคยเล่นกีฬา ไม่เคยทำกิจกรรม ... มาที่นิวซีแลนด์เป็นหมด

Paintball เป็นหนึ่งกิจกรรมที่เด็กไทยนิยมกันในหน้าร้อน ...

ขึ้นเหนือเวลลิงตัน เลยภูเขารัวเปฮู (Mt. Ruapehu) ขึ้นไปอีก จะมีทะเลสาปสวยงามติดอันดับโลก คือ ทะเลสาปเทาโป (Taupo)

ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ สวยงามมาก มีสนามเล่นกีฬาเพ็นท์บอล (paintball) สวยๆ หลายสนาม



บรรยากาศสนาม Paintball ที่เมือง Taupo สภาพเป็นป่า เป็นธรรมชาติดีมาก


ส่วนมากเป็นสนามในป่าจริงๆ ... เจ้าของจะเอาเชือกไปล้อมเขตของสนาม ... ได้บรรยากาศรบในป่าแท้ๆ ...

ที่ประทับใจคือ ... เวลาเล่น พุ่งหลบเข้าไปในสุมทุมพ่มไม้ ไม่ต้องกลัวงูเงี้ยวเขี้ยวขอนอนหลับรออยู่ในนั้น ... เพราะนิวซีแลนด์เป็นเกาะที่ไม่มีงู

กติกาของที่นี่ คล้ายๆบ้านเรา ... แต่ต่างกันเล็กน้อย คือ ต่างฝ่ายต่างต้องไปชิงธงที่ฐานของฝ่ายตรงข้าม ... เมื่อได้ธงแล้ว ให้เอาธงกลับมาที่ฐานของตัวเอง ...

ระหว่างที่เอาธงข้าศึกกลับมาที่ฐานตัวเอง ... ห้ามซ่อนธง ... จะยัดใส่เสื้อไม่ได้ ... ต้องให้เห็นว่ามีธงอยู่กับเรา ... ถ้าถูกยิง ... ให้ทิ้งธงตรงที่ถูกยิง ... แล้วตะโกนว่า ... hit ... แล้วชูมือเดินออกจากสนามไปเข้าที่กักตัว 1 นาที

ครบ 1 นาที ก็วิ่งออกไปเริ่มเล่นที่จุดที่ถูกยิง

ส่วนธงที่ทิ้งไว้ ใครก็ได้ไปชิงเอามา ฝ่ายเจ้าของธงก็ชิงเอากลับไปไว้ที่ฐานตามเดิม ... ฝ่ายตรงข้ามก็ชิงเอาไปฐานตัวเองต่อไป ...

เพ็นท์บอล เป็นกีฬาต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ... ตัวเองถูกยิง ... บางทีไม่มีใครรู้ .. ต้องยอมรับเองว่าถูกยิง ... ชูมืออกไปจากสนาม ... ไปเข้าที่เก็บตัว 1 นาที ... ห้องนี้เด็กไทยชอบเรียก ... ห้องดับจิต

... ฟังดูวังเวง น่ากลัว พิกล ...

กติกาอีกข้อนึงคือ ห้ามถอดหน้ากาก ... ใครถอดหน้ากากออก ถูกปรับแพ้ทั้งทีม ... ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ... ลูกกระสุนแรงมาก โดนตา ... ตาอาจบอดได้ ... กลับไปเมืองไทยเหลือตาข้างเดียว ...

ใครถามจะตอบว่าไง ... โดนลูกเพ็นท์บอลยิงใส่ .... อายชาวบ้านตายเลย ... เสียชื่อนักเรียนนอกหมด

วันหนึ่งเด็กนักเรียนไทย 5 คน ชาย 3 หญิง 2 ไปเล่นเพ็นท์บอล ... ไปเจอะฝรั่งกีวี สามคนมาเล่นเหมือนกัน


อีกมุมของสนาม Paintball ใน Taupo


แบ่งข้างลำบาก ... ฝรั่ง 3 ไทย 5 รวมเป็น 8 คน ... จะแบ่งข้างละสี่ ... ก็ไม่มีใครไปร่วมทีมกับฝรั่ง 3 คนนั่น ...

... ข้าฟังมันไม่รู้เรื่องว่ะ ... ไอ้คนที่ไม่ยอมไปให้เหตุผล ...

ผลสุดท้าย ใช้การแบ่งแบบทีมชาติ ...คือ ฝ่ายไทย 5 คน ... ฝ่ายฝรั่งกีวี 3 คน ... เป็นนักเพ็นท์บอลทีมชาติไทยลงแข่ง ... กลางป่าเทาโป ... ฟังดูภูมิฐานน่าดู ...

เมื่อทั้งสองทีมเข้าประจำฐานของตัวเองเรียบร้อยแล้ว กรรมการ (sherrif) ก็กดแตรลมเสียงแหลม เป็นสัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้ ...

ฝรั่งกีวี 3 คนปราดออกจากฐานยังกะทหารมืออาชีพ ... ในขณะที่ฝ่ายไทยยังตกลงกันไม่ได้ ว่าใครจะไปทางไหน

... เฮ้ย ... เอ็งไปบนเขา ... ผู้หญิงสองคน ไปทางลำธาร ...

จะไหวเหรอ ... ตรงลำธารมันรกมากเลยนะ ... ฝ่ายหญิงโอดครวญ ...

เผลอแป๊ปเดียว ... ฝรั่งคนหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากป่าข้างหน้า ... มาไม่มาเปล่า ... รัวยิงฝ่ายไทยทั้ง 5 คน ที่กำลังสัมมนาโต๊ะกลมกันอยู่ ...

คราวนี้ ไม่ต้องถกแถลงอะไรกันมาก ... นักรบไทยทั้ง 5 แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง ... ถึงจะใส่หน้ากากปิดหน้า ... แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงสองสาวจากแดนสยามกรี๊ดกันสนั่นป่า "เทาโป" ...

ไม่ต้องคิดอะไรมาก ... สองสาววิ่งออกปีก ไปเจอไอ้ฝรั่งกีวีอีกคนกำลังจะเดินที่ฐานฝ่ายไทย ... ต่างฝ่ายต่างรัวกันไม่นับ ... ผล ... สาวไทยโดนสอยร่วงไปหนึ่ง ... ต้องตะโกนว่า Hit แล้วลุกขึ้นถอดหน้ากากออก จะเดินไปห้องดับจิต ...

กรรมการร้องเสียงหลง เพราะกติกาห้ามถอดหน้ากากออกขณะอยู่ในสนาม แต่ฝ่ายไทยฟังไม่เข้าใจคิดว่าถูกยิง .. ตายแล้ว ... ถอดหน้ากากได้ ...

กรรมการวิ่งมาบอกให้ใส่หน้ากากก่อน ... ห้ามถอด ... เห็นมั้ย ... เห็นมั้ย ... you see ... you see ... ลูกปืนปลิวว่อนไปหมด ไม่รู้ของใครเป็นของใคร ถอดหน้ากากออกได้ยังไง ... ตาบอดได้นะ ...




ฝ่ายไทยที่เหลือ วิ่งกระเจิดกระเจิง ถูกฝรั่งไล่ยิงอุตลุด .... โอ้ย ... เหนื่อย ... เด็กไทยคนหนึ่งวิ่งหนีลูกปืนขึ้นไปบนเนินเขา ... นอนแนบแอบอยู่กับต้นไม้ หอบแฮ่กๆ ... ไอ้หน้ากากนี่มันปิดหน้าปิดตาจนหายใจไม่สะดวก ... คนกำลังหอบ ... แทบอยากถอดหน้ากากทิ้งใจจะขาด ...

... ฝรั่งได้ธงแล้ว ... เพื่อนสาวที่ถูกยิงคนแรก ตะโกนออกมาจากห้องดับจิต บอกเพื่อนๆ ในสนาม ...

เท่านั้นแหละ ลูกเจ้าพระยาที่เหลืออีก 4 ชีวิต ก็ตาลีตาเหลือกวิ่งออกมาจากที่ซ่อน ระดมยิงใส่ไอ้เจ้ากีวีผมทองที่กำลังวิ่งถือธงกลับฐานตัวเอง ...

ประมาณว่า ... กระสุนจากเด็กไทยทั้ง 4 คน รวมเป็นร้อยนัดได้ ... พุ่งเข้าใส่เจ้าฝรั่งคนนั้น ... ชนิดที่ว่า ... ขนาดยุงยังไม่รอดเลย

มองจากข้างนอกสนาม ... กระสุนสีเหลือง นับร้อยวิ่งเป็นสายๆ ผ่านต้นไม้ ใบหญ้า ... กระทบเจ้ากีวีผมทอง เป็นชุดๆ ... มันร้อง .. hit ... แล้วทิ้งธงลงกับพื้น

... มีกระสุนหลงมาจากไหนไม่รู้อีกหนึ่งเม็ด อัดเข้ากลางหลังเต็มๆ ... เสียงดัง ... ปั๊บ ... เสียงเพราะจับใจดีแท้ ... ทุกคนหันไปมองทิศทางที่กระสุนวิ่งออกมา

.. เห็นสาวไทยโผล่หน้าออกมาจากป่า ... ยกมือขอโทษขอโพยใหญ่ ... ซอรี่.. sorry.. แบบว่ามันกำลังติดพันอ่ะนะ ...

ไอ้ฝรั่งนั่น ค้อนประหลับประเหลือก ทั้งๆที่ใส่หน้ากากอยู่ ... โดนเต็มๆหลังแบบนี้ .. น่าจะช้ำไปหลายวัน

พอไอ้เจ้าฝรั่งที่ถูกยิงเดินไปห้องดับจิต ... เด็กไทยคนนึงก็วิ่งไปคว้าธง ... กะจะเอาไปคืนที่ฐาน

ฝรั่งสองคนที่เหลือก็โผล่ออกมา ไล่ยิงเด็กไทยทั้ง 4 คน ... เคยเห็นมั้ยครับ ... สองคนต้อนสี่คนอ่ะ ...

เกมวันนั้นมันส์มาก ... ไอ้เจ้าฝรั่งผมทองที่ไปเข้าห้องดับจิต ... ดันไปคุยกับกรรมการกับเจ้าของสนาม ... คุยไม่คุยเปล่า ดันไปรับแผนมาจากกรรมการ ...

ไม่รู้ว่ามันสุมหัวคุยอะไรกัน ... รู้แต่ว่า มันบอกให้แบ่งไปเอาธง คนนึง อีกสองคนไล่ยิงเด็กไทยเอาไว้ ... เฮ้ย ... กรรมการโกงนี่หว่า ...

อย่างว่า กรรมการชาติเดียวกัน ... เหมือนเอเชี่ยนเกมส์เลย ...

สุดท้าย ... ฝรั่งชนะ แต่ก็ชนะหวุดหวิด ... ตอนจบ ..เดินมาจับมือกันทั้งสองฝ่าย ... สนุกจริงๆ ...

เฮ้ย .. ฝรั่งมันบอกสนุกมาก ... มาเล่นกี่ครั้งก็ไม่เคยสนุกเท่าครั้งนี้ ... มันว่าคราวหน้าถ้าจะมาอีก โทรบอกมันด้วย ...

ใครจะบอกมัน ... แขนขาช้ำลูกปืนหมดแล้ว ... แม่-งเอาจริงเอาจังน่าดู ... เด็กไทยอีกคนบ่น

แต่ก็ประทับใจไม่รู้ลืมเลยล่ะครับ ... การรบที่เทาโป (Taupo) คราวนี้








 

Create Date : 26 ตุลาคม 2551    
Last Update : 26 ตุลาคม 2551 17:57:16 น.
Counter : 2067 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.