VUW - Victoria University of Wellington, New Zealand
Group Blog
 
All Blogs
 
กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง

กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด
The 1st SS. Panzer Division - Leibstandarte Adolf Hitler

ลงพิมพ์ในนิตยสาร Military ฉบับเดือนมกราคม 2553

โดย พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ





สัญญลักษณ์ประจำหน่วยของ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์




อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง





กำลังพลของหน่วย เอส เอส ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขณะกำลังรุกเข้าสู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือ ฮอลแลนด์ ในปี 1940 จะเห็นชุดพรางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหน่วย เอส เอส



ในขณะที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองก้าวขึ้นสู่อำนาจ เขามีความกังวลเป็นอย่างมากต่อความจงรักภักดีที่กองทัพเยอรมันหรือ “แวร์มาร์ค” (Wehrmacht หรือ German Defense Forces ในภาษาอังกฤษ) มีต่อตัวเขา ส่งผลให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจสร้างกองกำลังของตนเองขึ้นในปี ค.ศ.1925 ด้วยกำลังพลเพียง 280 นาย โดยความมุ่งหมายในระยะแรกนั้น เพียงเพื่อที่จะใช้กองกำลังดังกล่าวเป็นหน่วยอารักขาส่วนตัวเท่านั้น

แต่ในภายหลังความมุ่งหมายของฮิตเลอร์ได้ถูกมองจากโลกภายนอกว่า ก่อตั้งขึ้นเพื่อคานอำนาจกับกองทัพเยอรมัน ดังจะเห็นได้จากการมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่มีอยู่ในกองทัพเยอรมันทั่วไป

และในช่วงกลางจนถึงช่วงท้ายๆ ของสงครามกองกำลังอารักขาส่วนตัวของฮิตเลอร์ ก็มีจุดมุ่งหมายที่ขยายตัวออกไปจนถึงการใช้เป็นหน่วยรบพิเศษที่ถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิที่มีความยากลำบากยิ่ง เพื่อพลิกผันสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ให้กลับมาสู่ความได้เปรียบอีกครั้ง

หน่วยรบที่กล่าวมาข้างต้นถูกขนานนามว่า “เอส เอส” (SS - Schutzstaffel) เป็นหน่วยรบที่ได้รับการยกย่องทั้งจากฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะว่ามีขีดความสามารถในการรบที่สูงที่สุดหน่วยหนี่งของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า เอส เอส เป็นหน่วยรบที่เติบโตขึ้นมาจากกองกำลังกึ่งทหาร (Paramilitary) ซึ่งมีขั้นตอนการคัดเลือกที่เข้มงวด

ทั้งร่างกายที่มีความแข็งแกร่ง อายุระหว่าง 17 -25 ปี เป็นชาติพันธุ์อารยัน (Aryan) มีผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้าที่สมบูรณ์แบบ มีแนวความคิดที่เต็มไปด้วยลัทธิความเชื่อของ “นาซี” อย่างมั่นคง

หน่วยทหาร เอส เอส มีความแปลกแยกต่างหากออกมาจากกองทัพเยอรมัน จนอาจจะเรียกได้ว่า “เป็นกองทัพที่เป็นเอกเทศ” แม้แต่การเรียกชั้นยศ ก็เรียกแตกต่างจากกองทัพเยอรมัน เช่น หน่วย เอส เอส จะเรียกนายทหารชั้นยศพันโทว่า “เอส เอส โอแบร์สตรุมบานฟือเรอร์” (SS-Obersturmbannführer)ในขณะที่กองทัพบกจะเรียกว่า โอแบร์ลุทแนนท์ (Obersleutnant)




ยานยนต์ของกองพล เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขณะกำลังประสบปัญหากับเส้นทางในการเคลื่อนพลเข้าสู่ประเทศกรีซ และยูโกสลาเวีย ในคาบสมุทรบอลข่าน ในปี 1941 จะเห็นสัญญลักษณ์ของกองพลติดที่บังโคลนของรถ ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของภาพ ในภาพนี้จะสังเกตุเห็นชุดพรางที่เป็นเอกลักษณ์ประจำหน่วย เอส เอส คือ พรางเฉพาะหมวก และเสื้อ ส่วนกางเกงนั้นยังคงใช้กางเกงของเครื่องแบบปกติสีเทา





นอกจากนี้การแต่งกาย ชุดพราง และเครื่องหมายประจำหน่วยก็มีความแตกต่างจากเหล่าทัพอื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเครื่องหมาย “หัวกะโหลกไขว้” (Death Head) หรือ “โทเทนคอฟ” (Totenkopf) อันเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเลื่องชื่อที่สุดของทหาร เอส เอส

ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1929 ฮิตเลอร์ได้แต่งตั้ง ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) เป็นผู้นำของหน่วย เอส เอส ซึ่งฮิมเลอร์ก็ได้รับนโยบายให้ขยายกองกำลังของเขาอย่างเร่งด่วน จนมีกำลังพลเพิ่มขึ้นถึง 52,000 คนในปี ค.ศ.1932 หรือเพียง 3 ปีต่อมา และในสิ้นปี ค.ศ.1933 เอส เอส ก็มีกำลังพลถึง 209,000 นาย

มีหลักฐานจำนวนมากระบุว่าทหารเอส เอส ทั้งหมดถูกส่งเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมชาวยิวและศัตรูของพรรคนาซีในค่ายกักกัน (Concentration camp) ตั้งแต่กลางปี ค.ศ.1934 เป็นต้นมา ซึ่งชื่อเสียงของทหาร เอส เอส ในค่ายกักกันได้กลายเป็นตำนานแห่งความโหดเหี้ยมอำมหิตหน้าหนึ่งของมวลมนุษยชาติที่ไม่อาจลบเลือนได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าทหารเอส เอส จะมีชื่อเสียงในด้านความเหี้ยมโหดในสถานกักกันต่างๆ ก็ตาม แต่ในสมรภูมิ ทหาร เอส เอส จะทำการรบอย่างกล้าหาญ บ้าบิ่น และทุ่มเทในเกือบทุกสมรภูมิ พวกเขาจึงเป็นหน่วยรบพิเศษที่ผู้นำนาซีเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้ความไว้วางใจอย่างสูง

เนื่องจากหน่วยนี้นับเป็นหน่วยรบที่มีหน้าที่พิทักษ์ผู้นำเยอรมันเสมือนเป็น “องครักษ์ประจำตัวฮิตเลอร์” ดังคำปฏิญาณตนตอนหนึ่งของทหารในหน่วย เอส เอส ที่แสดงเห็นได้ว่า ทหาร เอส เอส จะมีความจงรักภักดีต่อตัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพียงผู้เดียว โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นที่ว่า

“ข้าพเจ้าปฏิญาณว่า จะจงรักภักดีต่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในฐานะผู้นำ และอัครมหาเสนาบดีของอาณาจักรไรซ์เยอรมัน และจะปฏิบัติตามคำสั่งด้วยความกล้าหาญและภักดี ตราบจนชีวิตจะหาไม่”

หน่วยทหารเอส เอส ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดหน่วยหนึ่งก็คือ กองพลยานเกราะ เอส เอส ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (1st SS Panzer Leibstandarte Adolf Hitler) ซึ่ง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม ปี ค.ศ.1933 โดยให้ใช้นามหน่วยตามชื่อของตัวเขาเองเพื่อเป็นเกียรติให้กับกองพลนี้ ซึ่งเป็นกองพลที่ทำหน้าที่องครักษ์ให้กับฮิตเลอร์มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มก่อตั้งพรรคนาซี

จนกระทั่งมีการปรับหน่วยให้เป็นหน่วยในระดับกองพลยานเกราะ หรือแพนเซอร์ (Panzer – หรือในภาษาอังกฤษคือ Armor) กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ดได้เข้าร่วมกับกองทัพนาซีเยอรมันในการขยายดินแดนไปสู่แคว้นไรน์แลนด์ ในปี 1935 และการเข้าผนวกดินแดนออสเตรียในปีเดียวกัน

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง กองพลนี้ได้เข้าร่วมในสมรภูมิสำคัญๆ มาโดยตลอด เช่น ในปี ค.ศ.1940 ซึ่งเป็นช่วงเปิดฉากของสงคราม ลีปสตานดาร์ดก็เป็นหน่วยที่บุกเข้าไปในยุโรป ตั้งแต่เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

ซึ่งการเคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิเนเธอร์แลนด์นั้นถือเป็นการรบครั้งแรกๆ ของหน่วยทหารยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ดซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในฐานะกรม (Regiment) เลยก็ว่าได้ โดยขึ้นสมทบกับกองทัพที่ 18 ในกลุ่มกองทัพ บี

และในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1940 ทหาร เอส เอส ของลีปสตานดาร์ดที่มีกำลังพลเหนือกว่าทหารดัทช์อย่างมากได้รุกข้ามพรมแดนเข้าไปในเนเธอร์แลนด์อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถยึดครองพื้นที่ข้าศึกได้เกือบ 100 กิโลเมตรและสามารถยึดเมือง “ซาโรลล์” (Zarolle) ได้

ในระหว่างนี้ทหารเอส เอส จากหน่วยลีปสตานดาร์ดได้พบว่าทหารข้าศึกได้ทำการระเบิดสะพานสองแห่งเสียหาย จึงได้สร้างสะพานทุ่นชั่วคราวขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งกำลังพลข้ามไปเข้าโจมตีทหารดัทช์ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจนแตกถอยร่นไปเป็นระยะทางอีกกว่า 80 กิโลเมตรภายในระยะเวลาเพียงวันเดียว นับเป็นความสำเร็จอันสวยงามในการเริ่มต้นเข้าสู่สมรภูมิของกรมยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด





แถวกองเกียรติยศของหน่วยลีปสตานดาร์ด เอส เอส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Leibstandarte SS. Adolf Hitler - LSSAH) ในปี 1936 ในห้วงเวลานี้ ลีปสตานดาร์ด มีหน้าที่หลักคือ การเป็นองครักษ์ประจำตัวของท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) แห่งนาซีเยอรมัน ซึ่งฮิตเลอร์มีความไว้วางใจเหล่าองครักษ์นี้อย่างมาก เพราะมีการคัดเลือกมาเป็นพิเศษ ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และแนวความคิด ที่จะต้องจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์ และพรรคนาซีอย่างปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น




รถ Kubelwagen ของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ขณะรุกเข้าสู่รัสเซีย




ทหารของกองพลลีปสตานดาร์ดกับเชลยรัสเซียในสมรภูมิเคิร์ซ




ในสมรภูมิฝรั่งเศส กรมลีปสตานดาร์ดย้ายไปอยู่ในสังกัดของกองทัพที่ 14 ซึ่งโจมตีฝรั่งเศสจากด้าน Amiens และต้องหยุดชะงักจากการต่อต้านที่เข้มแข็งของทหารฝรั่งเศส กองทัพที่ 14 ต้องถอยไปทางตะวันออก 75 ไมล์และเข้าโจมตีอีกครั้ง

การเข้าตีครั้งที่สองนี้ประสบความสำเร็จสามารถรุกคืบหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว จนข้ามแม่น้ำแซนเพื่อมุ่งหน้าไปตัดเส้นทางการถอยของทหารฝรั่งเศสที่ลัวร์ จนกระทั่งฝรั่งเศสยอมแพ้ กรมยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพที่ 14 ก็มุ่งลงใต้ถึงชายแดนฝรั่งเศส สเปน เพื่อครอบครองฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ มาถึงตอนนี้หน่วยก็ได้รับการยกระดับจากกรมมาเป็นกองพลน้อย (Brigade)

ในปี 1941 - 1942 กองพลน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ดมีส่วนในการรบในสมรภูมิบอลข่าน โดยเฉพาะในประเทศยูโกสลาเวียและกรีซ ก่อนที่จะได้รับการยกระดับเป็นกองพล (Division) ในที่สุด โดยมีนามหน่วยว่า “กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”

ในยุทธการบาร์บารอสซ่า (Operations Barbarossa) ซึ่งเป็นการรุกของเยอรมันเข้าไปในรัสเซีย กองพลลีปสตานดาร์ดได้ขึ้นสมทบกับกองทัพน้อยที่ 54 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกองทัพใต้ (Army Group South) ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับกลุ่มยานเกราะที่ 1 (Panzer Group 1) ที่เข้าโอบล้อมเมืองเคียฟ

กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 รุกเข้าเมืองรอสตอฟ แต่ได้รับการต้านทานอย่างหนักจากทหารรัสเซีย จนต้องล่าถอยมาที่แนวแม่น้ำไมอัส เพื่อตั้งแนวตั้งรับ ในฤดูร้อนปี 1942 กำลังพลของกองพลสูญเสียไปเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มรุกเข้าสู่รัสเซีย จึงถูกดึงกลับมากรุงปารีส ของฝรั่งเศส และยกระดับให้เป็นกองพลทหารราบยานเกราะ หรือแพนเซอร์เกรเนเดีย (Panzer - Granadier Division)

ปี ค.ศ.1943 กองพลลีปสตานดาร์ดถูกย้ายกลับเข้าสู่สมรภูมิด้านรัสเซียอีกครั้ง โดยเข้าร่วมในสมรภูมิที่เมืองคาร์คอฟ (Karkov) ซึ่งกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด ได้จัดกำลังร่วมกับกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ (2nd SS Panzer Division Das Reich) และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ (3rd SS Panzer Division Totenkopf) เป็นกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส เพื่อทำการรบแย่งชิงเมืองคาร์คอฟจากการครอบครองของฝ่ายรัสเซียจนประสบความสำเร็จ ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งของกองพล

ชัยชนะในครั้งนี้ทำให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันมองหน่วยรบ เอส เอส อย่างเกินเลยความเป็นจริงว่าเป็นหน่วยรบที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ สามารถแก้ไขสถานการณ์วิกฤติที่กองทัพเยอรมันทั่วไปไม่สามารถกระทำได้ ส่งผลให้ทหาร เอส เอส ได้รับมอบภารกิจที่มีอันตราย มีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียสูง อีกทั้งยังเป็นภารกิจที่มีความสำคัญยิ่งต่อการรบของเยอรมัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้กองพลลีปสตานดาร์ดเคลื่อนกำลังเข้าสู่สมรภูมิที่เมืองเคิร์ซ (Kursk) และมีส่วนร่วมในสมรภูมิรถถังที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เมืองโปรโครอฟกา (Prokhorovka) ซึ่งทหาร เอส เอส สามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ

แต่ด้วยการต้านทานอย่างเหนียวแน่นของรัสเซียที่ทุ่มเทกำลังพลจำนวนมหาศาลประกอบกับการหาข่าวและการวางแผนการรบที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้เยอรมันต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก

กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ก็เช่นกันที่ประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก จนต้องย้ายกลับมาปรับกำลังใหม่ที่อิตาลี โดยให้ทำหน้าที่ปราบปรามกลุ่มกองโจรที่ต่อต้านเยอรมัน (Anti-partisan operations) พร้อมกับปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ณ ที่นี้เองที่ทหาร เอส เอส ของกองพลลีปสตานดาร์ดได้ทำการปราบปรามกลุ่มใต้ดินอิตาเลี่ยนอย่างดุเดือดและโหดเหี้ยมจนเป็นที่ครั่นคร้ามของกลุ่มใต้ดินเป็นอันมาก

ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1943 สัมพันธมิตรยกขึ้นบกที่ซิซิลีภายใต้ชื่อยุทธการ “ฮัสกี้” (Operations Husky) เพื่อบุกเข้ายึดอิตาลี กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจปราบปรามกลุ่มใต้ดินได้ถูกย้ายมาทำการต่อต้านทหารสัมพันธมิตรร่วมกับกองพลยานเกราะแฮร์มาน เกอริงและกองพลทหารราบยานเกราะที่ 15

และในวันที่ 8 กันยายนปีเดียวกันนั้นเอง กองทัพอิตาลีของเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการอิตาลีได้ล่มสลายลง กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ได้รับคำสั่งให้เข้าทำการปลดอาวุธทหารอิตาเลียนที่ร่วมรบอยู่กับทหารเยอรมัน ท่ามกลางข่าวที่ปรากฏออกมาอย่างหนาหูว่า ทหาร เอส เอส ของลีปสตานดาร์ดได้ทำการสังหารหมู่ทหารอิตาเลียนเป็นจำนวนมาก

ในปลายของปี 1943 เป็นห้วงเวลาที่รัสเซียเปิดฉากรุกครั้งใหญ่ กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ถูกส่งตรงจากอิตาลีเข้าสู่สมรภูมิรัสเซียอีกครั้ง คราวนี้เกิดความผิดพลาดในการวางแผนการรบขณะปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคคอร์ซัน (Korsun) ทำให้กำลังพลที่แข็งแกร่งของลีปสตานดาร์ดกว่า 50,000 นายตกอยู่ในวงล้อมของทหารรัสเซีย

การรบเป็นไปอย่างดุเดือด แต่กองพลลีปสตานดาร์ดเสียเปรียบในทุกๆ ด้าน จนต้องประสบกับความสูญเสียถึงขั้นเกือบจะละลายทั้งกองพล โชคดีที่กองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 บุกเข้าไปช่วยไว้ทันก่อนที่จะสูญเสียมากกว่าที่เป็นอยู่

ความสูญเสียของลีปสตานดาร์ดในครั้งนี้ ส่งผลให้กองพลไม่สามารถดำรงสถานะความเป็นกองพลอยู่ได้ จึงต้องถอยกลับมาปรับกำลังรบอีกครั้งในฝรั่งเศส การปรับกำลังใหม่ของกองพลเป็นไปอย่างรีบเร่ง มีการนำทหาร เอส เอส รุ่นใหม่เข้ามาเป็นกำลังพลทดแทน

ความรีบร้อนในการผลิตทหาร เอส เอส ทำให้มาตรฐานของทหาร เอส เอส ตกลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจที่รุกรบ อุดมการณ์นาซีที่เข้มข้นและความแข็งแกร่งของร่างกาย แต่มาตรฐานที่ลดลงเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสพรึงกลัวของกองพลลีปสตานดาร์ดลดลงแต่อย่างใด

ฝันร้ายของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไม่ได้สิ้นสุดลงในแนวรบคอร์ซันของรัสเซีย เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเปิดฉากยกพลขึ้นบกครั้งยิ่งใหญ่ที่ชายหาดนอร์มังดีของฝรั่งเศส ในวัน “ดี เดย์” (D Day) ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 กองพลลีปสตานดาร์ด ก็ถูกส่งมารับมือกับทหารสัมพันธมิตรที่กำลังบุกเข้าฝรั่งเศสในเดือนสิงหาคม 1944 ที่เมืองคานส์และคาเรนแทน

อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองพลโดยเฉพาะรถถังและยานเกราะจำนวนมากที่คาดหวังว่าจะถูกใช้เป็นอาวุธทำลายล้างฝ่ายสัมพันธมิตรให้ถอยร่นกลับไปที่ชายหาด ได้ถูกเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษทำลายล้างระหว่างเดินทางเข้าสู่สมรภูมิ ส่งผลให้ความแข็งแกร่งของกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลดลงอย่างมาก

แต่ถึงจะขาดแคลนรถถังและยานเกราะที่ทรงอานุภาพ ทหาร เอส เอส จากกองพลลีปสตานดาร์ดก็ต่อสู้อย่างห้าวหาญ ก่อนที่จะถูกตีถอยร่นไปจนมุมอยู่ที่ฟาเร่ส์ (Falaise) และถูกสัมพันธมิตรล้อมกรอบโจมตีด้วยอาวุธนานาชนิด ทั้งจากปืนใหญ่ประจำเรือรบ อากาศยานและกำลังทหารราบจนทำให้กองพลลีปสตานดาร์ดสูญเสียรถถังเกือบทั้งหมดของหน่วยพร้อมกับสูญเสียกำลังพลไปกว่า 5,000 นาย ส่วนกำลังที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดสามารถหลบหนีข้ามแม่น้ำแซนไปได้

อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคม 1944 กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ได้ปรับกำลังใหม่ก่อนเข้าสมทบกับกองทัพน้อยยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ทำการรุกใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ป่าอาร์เดนส์ (Ardennes) สร้างความเสียหายให้กับทหารอเมริกันเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะถูกสัมพันธมิตรตอบโต้อย่างรุนแรงจนต้องล่าถอยกลับประเทศเยอรมันทางแม่น้ำเมิร์สท่ามกลางความสูญเสียอย่างหนัก

จนกระทั่งในปีสุดท้ายของสงคราม คือปี 1945 แนวรบของเยอรมันถอยร่นมาประชิดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน รัสเซียรุกผ่านแนวรบด้านตะวันออกมาถึงชานกรุงเบอร์ลินราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก ในขณะที่กองทัพสัมพันธมิตรก็รุกผ่านพรมแดนตะวันตกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่แสนจะอ่อนล้าก็จบบทบาทอันโชกโชนของตน ด้วยการพิทักษ์แผ่นดินแม่ ในแนวรบด้านตะวันออก หรือแนวรบด้านรัสเซีย โดยการเคลื่อนย้ายกำลังครั้งสุดท้ายสู่ฮังการี เพื่อทำการรุกเป็นครั้งสุดท้ายของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อช่วยกองทหารเยอรมันที่ถูกล้อมในกรุงบูดาเปส ก่อนที่จะกลับมาตั้งมั่นอยู่ที่ออสเตรีย รอคอยการกวาดล้างของฝ่ายรัสเซีย

แต่ในไม่ช้าหลังจากนั้น กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ก็เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบของกองทัพสหรัฐอเมริกา และยอมแพ้ต่อทหารอเมริกันทั้งกองพลในที่สุด






Create Date : 12 กรกฎาคม 2552
Last Update : 22 กรกฎาคม 2553 18:16:02 น. 1 comments
Counter : 3590 Pageviews.

 
Hi there, after reading this awesome post i am as well delighted to share my experience here with friends.
Mulberry Outlet York //www.adaminaturek.com/


โดย: Mulberry Outlet York IP: 94.23.252.21 วันที่: 2 สิงหาคม 2557 เวลา:17:03:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
unmoknight
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ฉันจะบิน ... บินไป ... ไกลแสนไกลไม่หวั่น
เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ...
ให้กลายมาเป็นความจริง ...
New Comments
Friends' blogs
[Add unmoknight's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.