Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
เหงา !

เหงา !

ยิ่งใช้ชีวิตอย่างสำราญจะยิ่งเหงาลึก ความเหงาเป็นเพียงความรู้สึกว่าชีวิตได้ขาดอะไรบางสิ่งบางอย่างไป นั่นคือผลิตผลที่เกิดจากการเคยตามใจตนเองเสียจนชิน เคยติดใจในรสชาติของสิ่งบำบัดที่ตนเคยได้ลิ้มชิมรสเข้าไปแล้ว

หัวข้อที่ตั้งตนนั้น มันมิใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในจิตใจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือปรากฎการณ์สากลที่เกิดขึ้นกับทุกดวงใจ ... มากน้อยแล้วแต่ความอ่อนแอเข้มแข็ง ถนนชีวิตเป็นเส้นทางเดียวดายที่ต้องเดินโดยลำพัง แม้ในสังคมที่โกลาหลอลังการจะประโคมจิตใจเราให้สนุกสนานร่าเริง คลายความเปล่าเปลี่ยว แต่ในที่สุดเราก็ต้องหลบมาว้าเหว่ในเส้นทางชีวิตของตนอยู่อ่างโดดเดี่ยวนับครั้งไม่ถ้วน

เรายังเหงาได้เสมอ แม้ในท่ามกลางความแพรวพราวของสีเสียงแห่งยุคสมัย โลกวิทยาศาสตร์นำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งเริงรมย์มากมาย ให้มนุษย์แสวงหา นำมาเพื่อบำบัดความเหงา คนเราจำนวนมากลงทุนสร้างตัว เพื่อความมีเงินมีอำนาจมาซื้อหาสิ่งที่จะนำมาช่วยคลายเหงา แต่แล้วสิ่งเหล่านี้ก็บำบัดได้เพียงชั่ววูบ แล้วก็กลับมาสู่วิถีที่วังเวงเช่นเดิม ยิ่งคนเราได้รับการตอบนองความต้องการมาปานใด เรายิ่งยึดติด ยิ่งขาดมันไม่ได้ ดังนั้นสีสันบันเทิงที่เลิศเลอจึงเป็นเพียงยาเสพติดที่ทำให้คนเรายิ่งขาดมันไม่ได้ เมื่อไม่มีมาบำบัดก็จะเกิดอาการเรียกร้องที่ออกมาในรูปของความเหงา ความเซ็ง ความหงุดหงิด ยิ่งติดมากเพียงใด ก็จะรุนแรงมากขึ้นปานนั้น ยิ่งใช้ชีวิตอย่างสำราญจะยิ่งเหงาลึก

ความเหงาเป็นเพียงความรู้สึกว่าชีวิตได้ขาดอะไรบางสิ่งบางอย่างไป นั่นคือผลิตผลที่เกิดจากการเคยตามใจตนเองเสียจนชิน เคยติดใจในรสชาติของสิ่งบำบัดที่ตนเคยได้ลิ้มชิมรสเข้าไปแล้ว เป็นความรู้สึกขาด บกพร่องในตนเอง ความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง คนยุคนี้มีความเหงารุนแรงมากขึ้น ขาดกีตาร์ ขาดเสียงเพลง ขาดคาราโอเกะ ฯลฯ แล้วรู้สึกเจ็บปวด ไม่สามารถนั่งชมตะวันลับเหลี่ยมเขาด้วยความเบิกบานของดวงใจสันโดษ เพราะเราขาดการเป็นตัวของตัวเอง ชีวิตเราขึ้นกับสภาพแวดล้อมมากเกินไป เราขาดอิสรภาพในการดำรงความมีชีวิตชีวา

ถึงแม้คนเราจะมั่งมีปานใด มีอำนาจแค่ไหน ก็ไม่มีใครได้ดั่งใจในทุก ๆ ความกระหาย ตราบเมื่อยังอยู่ในอำนาจแห่งไตรลักษณ์ โลกนี้จึงเป็นโลกของคนเหงา เพราะความเขลาเป็นตัวผลักดันสร้างพฤติกรรมของชีวิต

ความเข้าใจในตนเอง เข้าใจโลกและชีวิต ทำให้เราเห็นความเป็นธรรมดา ( มันก็เท่านั้นเอง ) มากขึ้น เมื่อนั้นแหละ เราจึงจะเป็นอิสระจากสภาพแวดล้อมมากขึ้น

ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นวิถีทางแห่งความหลุดพ้นจากการตกเป็นทาสของสิ่งยั่วยวนทั้งมวล อันเป็นบ่อเกิดแห่งความเหงาเปล่าเปลี่ยว

เมื่อได้ฝึกตนเป็นคนเข้มแข็งขึ้น แม้อยู่คนเดียวก็เบิกบาน แม้พลัดพรากก็ไม่วังเวง การสร้างสติ – ปัญญา ( ศีล – สมาธิ – ปัญญา ) จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของการมีชีวิตเพื่อลดอัตตาลงมายินดีชีวิตอย่างที่เรามีเราเป็น อย่าหวังเลยว่าการมีเกียรติมีเงินทอง มีรถขับ มีโทรศัพท์ติดตัวจะทำให้เราคลายเหงาได้จริง ผู้ที่อยู่อย่างเรียบง่ายไร้สมบัติก็อาจมีหัวใจเต็มเปี่ยม มันไม่สำคัญที่มีมากเพียงใด สำคัญที่พอหรือไม่ต่างหาก ความเหงาความเซ็งที่ระบาดหนักในวันนี้นับเป็นผลิตผลของสังคมบริโภคในยุคโลกไร้พรมแดน

ความทุกความเหงาไม่ใช้สิ่งที่ปรากฏขึ้นในใจตลอดเวลา เพียงบางครั้งเพียงบางเวลาเท่านั้นที่มันจู่โจม ... และก็เฉพาะเวลาที่ขาดสติ – ปัญญาเท่านั้น ไม่มีทุกข์ใดเหงาใดจะอยู่กับเราตลอดไปเกิดแล้วก็ดับไปเสมอ ไม่มีทุกข์ใดเหงาใดที่เราจะทนไม่ได้ เราเคยผ่านความทุกข์ความเหงามาแล้วอย่างโชกโชน ถึงเวลาที่เราจะต้องปฏิบัติชีวิตพิชิตความเงาได้แล้วมิใช่หรือ

เมื่อเรายังเป็นปุถุชนคนเหงา เขลาและอ่อนแอ เรายิ่งจำเป็นต้องฝึกฝนเพื่ออิสรภาพนั้น ฝึกฝนอย่างไร... ท่านผู้รู้จะแนะนำเราว่า เมื่อความเหงาเกิดขึ้น ก็เรียนรู้การบำบัดด้วยความสำราญ กิน นอน เที่ยว เล่น ตามวิสัยแห่งปุถุชน ต้องให้อยู่ในขอบเขต ถ้าจะบำบัดด้วยวิถีโลกก็จงบำบัดในสิ่งที่ไม่ขัดต่อวิถีอริยมรรค และสร้างคุณค่าแก่ตน เช่นเหงาแล้วก็บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ อ่านหนังสือ ทำงาน ช่วยเหลือกิจกรรมส่วนรวม สำหรับความสำราญบันเทิงขอให้เป็นทางออกสุดท้าย เพราะมันมีโทษมากกว่ามีคุณ พร้อมกับสร้างเชื้อแห่งความเหงาไว้อีกด้วย

บางครั้งเราก็สามารถอิ่มเอิบ ปลอดโปร่ง เบิกบานแม้อยู่คนเดียว ในขณะเช่นนั้นแหละเราควรอยู่คนเดียว ควรชื่นชมกับธรรมชาติรอบข้างหรือกำหนดลงไปที่ลมหายใจอย่างนุ่มนวลแล้วฝึกสมาธิตามสมควร

ถ้าเราอ่อนแอจนอยู่คนเดียวลำบาก จงกำหนดรู้และเรียนรู้ จงคิดที่จะให้อะไรแก่เพื่อนมนุษย์อยู่เสมอ ๆ หางานที่มีประโยชน์มีสาระเพิ่มคุณค่าแก่ชีวิตไปพร้อม ๆ กับการเจริญสติปัญญา – ปรานีมากขึ้น ๆ แท้จริงชีวิตเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่มีอะไรยุ่งยาก หากเรายินดีตามที่มีที่เป็น ความเหงาก็ย่อมไม่สามารถเหยียบย่ำทำร้ายดวงใจสันโดษได้เลย ชีวิตยุ่งยากขึ้นก็เพราะอัตตาผู้มักมากโดยประการเดียว ขอให้เรามีกำลังใจในชีวิตอย่างสงบรำงับเป็นตัวของตัวเอง คิดที่จะช่วยเหลืออะไร ๆ แก่ใคร ๆ และอภัยกับทุก ๆ คน ทุก ๆ วัน

ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา จงถามหาความสวยงามในชีวิต วันนี้เราพอจะเป็นประโยชน์อะไรกับใครได้บ้าง

สวัสดี




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 18:04:31 น. 0 comments
Counter : 339 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.