Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
เศรษฐศาสตร์ขงจื้อ

เศรษฐศาสตร์ขงจื้อ

คอลัมน์ ราชภัฏคิด-เขียน

ว่าที่พันตรี วิษณุ บุญมารัตน์ เศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (ศูนย์ปราจีนบุรี)

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ผู้เขียนได้ออกหนังสือเรื่อง "วิพากษ์การเมืองยุคทักษิณ ชินวัตร" ซึ่งวางขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนในระดับปริญญาโท ทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ถ้าท่านสนใจก็สามารถหาซื้อได้ตามสถานที่ดังกล่าว

ผู้เขียนมีโอกาสได้เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนในระดับปริญญาโทเศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวิชาประวัติแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยระบบเศรษฐศาสตร์ของโลกจะมีชุดความคิดอยู่ 2 สำนักหลักๆ คือ 1.ชุดความคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 2.ชุดความคิดเศรษฐกิจแบบทางเลือก (Alternative Economic) เช่น เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเศรษฐกิจแบบขงจื้อ

ชุดความคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็นกระแสหลักในการพัฒนาประเทศต่างๆ ของโลก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยมีปรัชญาทางวิชาการ คือเน้นการแสวงหาหากำไรสูงสุด ต้นทุนต่ำสุดของนายทุนหรือเจ้าของปัจจัยการผลิต การใช้หลักการตลาดกระตุ้นการบริโภคของประชาชน การเน้นการสะสมส่วนเกิน การเห็นแก่ตัว ทำงานเพื่อตัวเองและแข่งขันกัน กาขูดรีดแรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติของนายทุน การใช้กลไกของรัฐและเอกชนครอบงำประชาชนให้เชื่อระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การแบ่งชนชั้น การแสวงหาอำนาจของกลุ่มทุน เพื่อที่จะใช้กลไกลของรัฐในการขายสินค้าของตนเอง ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นชุดความคิดหลักของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้เช่นกัน ทำให้คนไทยต้องแข่งขันกัน มีการใช้การตลาดขายสินค้า มีความเห็นแก่ตัวและมีกลุ่มทุนแสวงหาอำนาจทางการเมือง

เมื่อเรารู้ปรัชญาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแล้ว เราหันมามองปรัชญาเศรษฐกิจแบบตะวันออกบ้างนั้นก็คือ เศรษฐกิจขงจื้อ (Confucians Economics)

ขงจื้อเป็นใคร ขงจื้อเป็นนักปรัชญาที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อประเทศจีน โดยผ่านคำสอนที่มีอิทธิพลทั้งในด้านการศึกษา การเมืองการปกครอง ศาสนา และแม้กระทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยปรัชญาหลักของขงจื้อ คือ สังคมสามารถบรรลุและประสบกับความสงบสุขได้ เมื่อสมาชิกในสังคมปฏิบัติตามหน้าที่ของตนพึงกระทำ และช่วยเหลือกิจการการงานของสังคมตามหน้าที่และสถานะที่ตนสามารถทำได้

ดังนั้น ประชาชนควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ปกครอง และรัฐบาล นอกจากนั้นประชาชนควรดูแลบิดา มารดา และบุตรธิดาของตน รวมทั้งแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษและพระเจ้า นั่นคือ ปรัชญาหลัก

สำหรับปรัชญาด้านเศรษฐกิจของขงจื้อ คือ

1.การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยปราศจากความโลภ โดยการเคารพและให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณีเมือง เคารพต่อสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ทำให้เกิดการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

2.การมุ่งเน้นที่คุณภาพของประชากรและการมีธรรมชาติที่ดี โดยขงจื้อมองว่าประเทศที่มีประชากรจะประสบความสำเร็จ หากประชากรภายในประเทศได้รับการศึกษา

3.การดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลักจริยธรรมและหลักยุติธรรม

4.การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยหลักการจัดการ และเทคโนโลยี โดยการกระจายรายได้การทำงาน ขงจื้อเสนอให้มีการจัดสรรให้เท่าเทียมกันทุกคน การนำการริเริ่มในการผลิตของประชาชน โดยให้พวกเขาแสดงบทบาทอย่างเต็มที่โดยการจัดสรรงานที่เหมาะสมกับคนแต่ละคนเพื่อให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

จะเห็นได้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจแบบขงจื้อยังคงมีอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในประเทศสิงคโปร์ก็ได้นำปรัชญาขงจื้อไปพัฒนาประเทศจนประสบความสำเร็จ เพราะสิงคโปร์ได้จัดว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คนสิงคโปร์มีปรัชญาขงจื้อ โดยทุกคนเชื่อในหน้าที่ของประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม และปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล

ขณะเดียวกันรัฐบาลสิงคโปร์ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างเหมาะสม และถูกต้องโดยรัฐบาลไม่โกงเงินภาษีของประชาชน รวมทั้งมีความจริงใจต่อการพัฒนาประเทศ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยเราน่าจะนำปรัชญาแบบขงจื้อมาใช้บ้าง หลังจากทดลองใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมานานกว่า 70 ปีแล้ว

แต่มีปัญหาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับนานาประเทศมาตลอด หากเราสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจในประเทศของเราได้ตามลำพัง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการค้ากับต่างประเทศอาจเป็นแบบอย่างให้อีกหลายประเทศ

โดยเฉพาะที่กำลังพัฒนาเหล่านี้ อาจจะพัฒนาล้ำหน้าประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกำลังประสบผลกระทบจากเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็ได้ ใครจะรู้

ผลวิจัยผู้ประกอบการ บ้านเราขาดทุกเรื่อง

รายงาน

ไม่ว่าจะเป็นโครงการโอท็อป หรือโครงการให้การสนับสนุนเอสเอ็มอี รัฐ ในฐานะของผู้วางนโยบายต้องชัดเจนว่าจะสนับสนุนใคร จะพัฒนาใคร อย่างไร

"โครงการศึกษาสถานภาพและแนวทางเสริมสร้างสังคมและผู้ประกอบการ 2005" จัดทำโดยมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการศึกษาวิจัยวัดระดับกิจกรรมความเป็นผู้ประกอบการของคนไทย ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-64 ปี จำนวน 2,000 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ โครงการนี้เป็นงานวิจัยอีกภาคหนึ่งที่ชี้ชัดความต้องการของคน 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่เริ่มทำธุรกิจและกลุ่มที่ทำธุรกิจมาแล้ว 3-5 ปี

จากการสำรวจในเรื่อง "แรงจูงใจในการเป็นผู้ประกอบการ" พบว่าทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เริ่มต้นกิจกรรมกับกลุ่มที่ลงมือทำไปแล้วนั้น แรงจูงใจมาจากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ต้องการรายได้เพิ่ม ต้องการอิสระ และอยากเริ่มต้นธุรกิจ

สำหรับอุปสรรคสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการก็คือเรื่องเงินทุน ความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ วัฒนธรรมไทย การศึกษาเพื่อพัฒนาการเป็นผู้ประกอบการ

ปัจจัยแรก "การเข้าถึงแหล่งเงินทุน" ทำได้จำกัด เพราะธุรกิจใหม่ได้รับความสำคัญน้อยกว่าการขยายของธุรกิจเดิมหรือการลงทุนใหม่ สถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับหลักประกันมากกว่าศักยภาพของธุรกิจ และประเทศยังไม่มีการสนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ เช่น angel invest นักลงทุนที่กล้าลงทุนในเรื่องการวิจัยพัฒนากับคนที่มีไอเดียหรือมีช่องทางใหม่ๆ

ในเรื่อง "ขาดความสามารถที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ" อาทิ การมองธุรกิจระยะสั้น อยากรวยเร็วมากกว่า ทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม

ไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ตลาดต้องการ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทางธุรกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศ ขาดทีมสนับสนุน และการจัดสรรทรัพยากรอย่างถูกต้อง และไม่ให้ความสำคัญกับพัฒนา ความสามารถภายในองค์กร

นอกจากนี้เรื่องของ "วัฒนธรรม" การเลี้ยงดูมีผลต่อการรับผิดชอบต่อตนเอง ความไม่กล้าเสี่ยง และใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยม เป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน ครอบครัวเชื้อสายจีน มีความเป็นผู้ประกอบการมากกว่า ส่วนความเป็นช่างฝีมือของคนไทย ก็เป็นส่วนดีอีกอย่างหนึ่งของการเป็นผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ยังมีการสำรวจในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์พบว่าปัจจัยที่สนับสนุนก็คือ สังคมไทยยอมรับความสามารถของผู้หญิงและมีความเท่าเทียมกันทางสังคม สภาพแวดล้อมใน 5 ปีที่ผ่านมาเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่ และให้การยอมรับนับถือคนที่ประสบความสำเร็จ

ส่วนอุปสรรคก็คือความสามารถในการเริ่มต้นธุรกิจของคนไทย การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เข้มแข็งพอ การวิจัยพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยยังมีน้อย รวมทั้งระบบการศึกษาและกฎระเบียบของทางราชการมีผลต่อผู้ประกอบการอย่างมาก

การวิจัยครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การสนับสนุนของภาครัฐต่อผู้ประกอบการในระดับต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจน เรียกว่า "เกาไม่ถูกที่คัน" ไม่ชัดเจนในแง่ที่ว่าจะเข้าไปช่วยผู้ประกอบการระดับไหน กำลังเริ่มต้นหรือ ทำมาแล้ว 3-5 ปี ความไม่ต่อเนื่องในการอบรม ในส่วนของการใส่ความรู้ให้กับชาวบ้านในระดับรากหญ้าเองก็ยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาหน่วยงานต่างๆที่ให้การสนับสนุนนั้นต่างคนต่างทำ ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

และทั้งหมดนี่คือก้าวแรกของโครงการที่จะมีการสรุปข้อมูลสมบูรณ์อีกครั้ง ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

โปรดใช้ มืออาชีพ

คอลัมน์ Short trick Click idea

ทริกนี้ต้องรีบบอกเพราะเป็นประสบการณ์ที่เจอกับตนเองในงาน "วิถีไทยสู่โลก" ที่กรมส่งเสริมการส่งออกเป็นเจ้าภาพ

โดยเชิญชวนผู้ประกอบการโอท็อปและเอสเอ็มอีมาออกร้านประมาณ 150 บูท ที่มีทั้งบูทรวมที่นำสินค้าของผู้ประกอบการต่างๆ มาจัดโชว์รวมกัน และบูทออกร้านเฉพาะรายซึ่งก็จะมีสินค้าหลายประเภทในกลุ่มสินค้าต่างๆ ผ้าไหม ผ้าไทย อาหาร สินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ ฯลฯ ซึ่งคร่าวๆ ทางผู้บริหารกรมส่งเสริมการส่งออกบอกว่า

สินค้าทุกชนิดที่นำมาโชว์ในงานนี้ จัดอยู่ในเกรดพรีเมี่ยมที่พร้อมส่งออกได้ รวมแล้วมาจากผู้ประกอบกว่า 1,400 บริษัท

"งานวิถีไทยสู่โลก" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-28 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา โดยมี 1 วันที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือ วันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ 3 องค์กรคือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ SME BANK จัดโครงการ Business Matching นำนักธุรกิจจาก 40 กว่าประเทศ กว่า 100 ชีวิต และเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่เกือบ 100 ชีวิตเข้าร่วมงาน

โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ ฮาร์ดเซล เพราะต้องการช่วยชาติ ช่วยชาวโอท็อปขายสินค้า ปั๊มยอดส่งออกให้โต 20% ให้ได้

แต่พอไปถึงงานจริงๆ ภาพงานแฟร์มันไม่ได้มลังเมลืองดังที่ควรจะเป็น และที่มากไปกว่านั้นคือ ทีมขายสินค้าก็ไม่ใช่มืออาชีพ เป็นเพียงแค่พนักงานแนะนำสินค้า ทั้งๆ ที่งานนี้จริงๆ ควรที่จะใช้มือขายอาชีพ เพราะเมื่อลูกค้ามาถึงร้านแล้วควรที่จะจิกจับไว้ ขนาดต้องใช้กาวตราช้างก็ต้องทำ

เพื่อให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น ครบถ้วน และเพียงพอต่อการใช้ในการตัดสินใจซื้อ-ไม่ซื้อ

จริงอยู่งานแฟร์ลักษณะนี้มันไม่สามารถปิดการขายในงานได้ในทันที แต่ก็สามารถซื้อสินค้าตัวอย่าง ขอข้อมูลเพื่อรอปิดการขายใน 3-6 เดือนข้างหน้าได้นี่

ที่ไม่ใช่คำตอบเพียงแค่ว่า "เดินไปชมข้างในนะคะ มีบูทตั้งอยู่" แค่นั้นจริงๆ กับคำตอบที่ได้ยินจากเจ้าหน้าที่ของกรม

ซึ่งพอได้ยินกับหูก็ได้แต่รู้สึกอึ้งและทึ่ง ! นี่ขนาดตลาดมาถึงมือแล้วนะ วิญญาณนักขายไม่มีเลยหรือ และถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเมื่อไรผู้ประกอบการโอท็อปไทยจะโกอินเตอร์ได้

หรือเพียงแค่ให้ได้ชื่อว่า จัดแล้ว ร่วมมือแล้ว โฆษณาแล้ว คนมาเยอะแล้ว ผู้ประกอบการมาร่วมออกร้านเพราะกรมขอมา ค่าบูทฟรี เท่านั้น ?

การออมระยะยาว เราเตรียมพร้อมเพื่อสถานการณ์นั้นดีแล้วหรือยัง

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ดร.นิตินัย


เมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมการสัมมนาวิชาการประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทยในหัวข้อเรื่อง "Thailand"s Financial Challenges in the Medium Term" ที่จัดที่ ESCAP Hall, United Nations Conference Center (UNCC) โดยการนำเสนอบทความหนึ่งในการสัมมนาดังกล่าว เรื่อง "Long-Term Saving in Thailand : Are We Saving Enough and What are the Risks ?" ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจและต้องการเอามาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

บทความเรื่องนี้นำเสนอโดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล คุณธรรมนูญ สดศรีชัย และ ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา และมีผู้ร่วมวิจารณ์บทความ 2 ท่าน คือ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย และ ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง จากกระทรวงการคลัง

บทความนี้มุ่งศึกษากระบวนการการออมของประเทศไทยทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค และได้นำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจที่ว่า การออมจะเป็นประเด็นทางนโยบายที่สำคัญต่อไปในอนาคต เนื่องจากความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจมหภาคจากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องมีการเร่งระดมเงินออมภายในประเทศเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รวมทั้งปัญหาในเชิงจุลภาคจากการลดลงของสัดส่วนการออมภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่มีการนิยมการบริโภคมากขึ้น

ผู้วิจารณ์ทั้งสองท่านได้ให้ความเห็นว่า แม้ว่าประเด็นเกี่ยวกับการออมตามที่เสนอในบทความนั้นจะมีความสำคัญอย่างมากก็ตาม ปัญหาที่เกี่ยวกับการออมที่สำคัญของประเทศไทยอีกประการที่ไม่สามารถจะละเลยไปได้ คือ ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของประชากรและปัญหาวิกฤตผู้สูงอายุ (old age crisis) เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความคุ้มครองด้านชราภาพจากระดับการจ่ายผลประโยชน์ทดแทนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ในปัจจุบัน ยังพบว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับนั้นยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในวัยเกษียณ แม้ว่าจะมีการพิจารณาว่าระดับรายได้ภายหลังจากการเกษียณอายุ (replacement rate) จะแค่ 50% ของรายได้สุดท้ายก่อนการเกษียณอายุเพื่อทำให้สามารถมีชีวิตต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีก็ตาม

นอกจากนี้ ระบบการออมในปัจจุบันหลายระบบของไทยก็ยังประสบกับปัญหาความยั่งยืนในการดำเนินการและปัญหาที่สำคัญมากในอนาคตทั้งในระดับรัฐบาลและระดับบุคคล ดังนั้น แนวทางที่สำคัญในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ คือ การพัฒนาระบบความปลอดภัยทางสังคมของไทยให้มีความยั่งยืน และสามารถให้ความคุ้มครองแก่ประชากรของประเทศได้ และไม่เป็นภาระทางงบประมาณต่อรัฐบาลในอนาคต (contingent liability) โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ คือ การพัฒนาและปฏิรูประบบเครือข่ายความปลอด ภัยในด้านของการออมเพื่อการชราภาพของประเทศ โดยหน่วยงานต่างกำลังร่วมมือในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวอยู่

(ดูกราฟโครงสร้างประชากร)

ทุกท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับ การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) หรือ National Pension Fund (NPF) นะครับ กองทุนนี้เกิดมาเพื่อช่วยสนับสนุนแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในภาคเอกชนให้มีการออมที่เพียงพอที่จะใช้ในชีวิตภายหลังการเกษียณอายุ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแนวความคิดของการสร้างความคุ้มครองหลายชั้นให้แก่ประชากรของประเทศ โดยเฉพาะการออมสำหรับแรงงานที่อยู่ในภาคเอกชนผ่านการออมหลายรูปแบบ (multi pillar system) โดยมีกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการวิเคราะห์และจัดตั้ง ผมคิดว่าทุกท่านอาจจะมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับการจัดตั้งดังกล่าว และมองว่ามีความน่าเคลือบแคลงหลายอย่างเกี่ยวกับกองทุนนี้ ผมเลยอยากจะอธิบายความคืบหน้าและลักษณะเด่นเกี่ยวกับกองทุนนี้ให้ผู้อ่านทุกท่านทราบนะครับ

ระบบ กบช.มีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นระบบการออมที่มีรูปแบบการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ 2 ฝ่าย คือนายจ้างและลูกจ้าง (ต่างจากระบบการประกันสังคมที่เป็นการสมทบ 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง) ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราเงินสมทบให้เหมาะสมกับความต้องการ และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกองทุนนี้กับกองทุนประกันสังคม คือ ในกองทุนนี้ไม่มีการกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำและเพดานเงินเดือน ทำให้แรงงานสามารถออมได้เท่าที่ต้องการ กระทรวงการคลังได้มีการพิจารณามาตรการทางการคลัง (ภาษี) ในการส่งเสริมให้เกิดการออมโดยเป็นแบบ EEE (ยกเว้นภาษีเงินสะสม เงินผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินที่ได้รับเวลาที่เกษียณอายุ)

ไม่ว่ารัฐบาลจะออกนโยบายส่งเสริมการออมมามากมายขนาดไหนก็ตาม แต่หากคนไทยมีอุปนิสัยการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ไม่ว่านโยบายดีๆ อย่างไรจะออกมา การออมก็คงไม่เพิ่มขึ้น นโยบายต่างๆ คงต้องเป็นหมันไปละครับ

เครื่องมือเฟ้นคน-ประเมินคน

"ทายาท ศรีปลั่ง" ยกเครื่องมือทดสอบคนและประเมินคุณค่าของคน (validity of assessment tools) ว่ามีดังนี้

อันแรกคือ "ดูหมอ ดูลายมือ" ซึ่งเรียกว่า random prediction มันอาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้ ไม่มีหลักประกันอะไร

อันที่สองคือ ดูวุฒิภาวะการศึกษา (education qualification) ได้ผลแค่ 10% แต่เดี๋ยวนี้โรงเรียนนั้น in-put แล้ว out-put เลยมีการก๊อบปี้กันส่งงานมาก

อันที่สามคือ การสัมภาษณ์พนักงาน (employee interview) นั้น มีข้อบกพร่อง หากผู้สัมภาษณ์จบมาจากที่เดียวกันหรือคนจังหวัดเดียวกัน จะทำให้มีปัญญาทึบแบบแฝง ทำให้วัดได้ผลแค่ 15%

ขึ้นมาอีกอันดับหนึ่ง คือ Competency Based Interview-CBI จะเป็นการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อเจาะศักยภาพ และบอกได้ว่าในอนาคตอีก 2 ปีข้างหน้าเขาคนนั้นจะเป็นอย่างไร ได้ผล 35%

ลำดับต่อมา เป็น group exercise ได้ผล 40%

ถัดมาเป็น ability test เป็นการให้ทำ case ถือว่าเป็น competency แบบหนึ่ง ตั้งโจทย์ขึ้นมาแล้วต้องวิเคราะห์กันตรงนั้นเลย เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการมองอนาคต เห็นผล 45%

และวิธีที่ได้ผลสูงถึง 65% คือ assessment centres เป็นการประเมิน 4 ด้าน ด้านแรก คือการประเมินอุปนิสัย หรือ psycometric test อันที่สองเป็น group discussion คือการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เพราะจะต้องมีการปฏิสัมพันธ์ การเข้าสังคม ต่อมาก็ in-tray exercise และเจาะศักยภาพเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (behavioural event interview)

"4 อันนี้จะทะลุหมดทุกอย่าง คือตัวตน นิสัยของตัวตน ความสามารถ และการปฏิสัมพันธ์ ส่วน perfect prediction ไม่มีหรอก เราไม่สามารถมองได้ว่าคนนี้ perfect 100%"

ในการจัดการแบบ talent management ของบริษัท ควรจะมีคน 4 เหล่า

business unit leadership พวกนักธุรกิจ

support function leadership คือคนที่ทำงานบริการ HR ไฟแนนซ์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันพบว่ายังขาดในเรื่องคุณภาพ เพราะบางทีทำงานบริการแต่ใจมันไม่บริการ

technical/functional experts กลุ่มนี้คนไม่ค่อยขาด แต่สิ่งที่ขาดคือการเรียนรู้ต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง

project/work process หมายถึงต้องมีคนที่ทำงานแบบมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เป็นคนที่หาโครงการใหม่ๆ หาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมในรูปโครงการได้

ถ้าองค์กรมีครบทั้ง 4 ด้าน องค์กรนั้นจะประสบความสำเร็จ




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:48:42 น. 0 comments
Counter : 897 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.