Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
หมอประเวศ แนะ "ตายก่อนตาย"

หมอประเวศ แนะ "ตายก่อนตาย"

แม้ผมจะไม่แขวนพระเครื่องแต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นความเชื่อของแต่ละคนได้ ใครแขวนพระติดตัว อย่างน้อยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สอนให้เขาเป็นคนดี ส่วนตัวผมไม่แขวนพระเครื่องเพราะพระพุทธเจ้าอยู่ติดตัวผมตลอดเวลา นี่เป็นเหตุผลของการไม่แขวนพระเครื่องของ ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส


อาจารย์ประเวศ บอกว่า การแขวนพระเครื่องติดตัว ล้วนแล้วอยู่ที่ความพอใจของคนเรามากกว่า ใครจะแขวนหรือไม่แขวนพระเครื่องก็ได้ ใครชอบก็แขวน ไม่ชอบก็ไม่แขวน สิ่งสำคัญถ้าแขวนพระเครื่องต้องระลึกนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ถึงการกระทำความดีให้มาก ใครก็ตามที่ขายพระเครื่อง เอาเปรียบคนอื่น ไม่รู้จักทำบุญ ก็เหมือนเป็นการสร้างบาปมากกว่าสร้างบุญ หรือแขวนพระเครื่องแล้วไม่รู้จักการทำความดี การแขวนพระนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิดขึ้นกับคนนั้น


สมัยพุทธกาลในเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็มีให้เห็น เช่น พระโมคคัลลานะสามารถเหาะเหินเดินอากาศ หายตัว ดำดินได้จริงก็ตาม แต่พระพุทธเจ้า ไม่แนะนำให้คนเรายึดถือปฏิบัติ เพราะจะทำให้คนเราเดินหลงทางไปได้ ถ้าผู้คนใช้แบบไม่มีสติ ดังนั้นพระองค์จึงใช้หลักคำสอนให้คนเราเกิดปัญญาในการทำความดี และรู้จักในเรื่องของบาปบุญ ใครทำบุญมาก ก็ทำให้สะสมบุญไว้ได้มาก ผลบุญเหล่านั้นก็จะเกื้อกูลตัวเราในภพภูมิต่อไป


"บาปบุญเป็นเรื่องของมนุษย์ที่เป็นธรรมชาติของการทำความดี เมื่อมนุษย์เราทำความดีแล้ว มนุษย์ก็จะมีความสุข บุญก็คือความดี ผมเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คิดว่า ความดีเหมือนเป็นสารแอนดอฟินส์ที่มันออกในตัว ทำให้คนนั้นมีความสุขทั้งเนื้อทั้งตัว มันทำให้คนนั้น มีภูมิคุ้มกันตัวเองสูง โรคภัยไข้เจ็บก็น้อย ทำให้อายุยืน เพราะฉะนั้นการทำบุญ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งขาดไม่ได้ ถ้าใครที่ขาดในเรื่องของบุญ ชีวิตก็จะไม่สมบูรณ์ เมื่อเมามัวอยู่กับวัตถุนิยม ความไม่รู้จักพอก็จะมีอย่างต่อเนื่อง หาเติมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม เพราะไม่ได้เจอความสุขที่แท้จริง นั่นคือหลักธรรม" นี่คือ คำอธิบายเรื่อง บุญบาปในเชิงวิทยาศาสตร์ของ ศ.น.พ.ประเวศ


เขายังบอกอีกว่า คนเราเกิดมามีความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา จะล่วงความเป็นธรรมดาเหล่านี้ไปไม่ได้ จะทำให้ความทุกข์ทรมานลดน้อยลง ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเอาไว้ว่า การป่วยแต่ละครั้งทำให้ท่านฉลาดขึ้น คือ ใช้การป่วยเป็นเครื่องเรียนรู้ ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร โดยเฉพาะเรียนรู้ใจตนเอง และฝึกใจตนเอง ให้เห็นความเป็นธรรมดา ความเป็นเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตา ถือโอกาสเจริญสติ เจริญสมาธิ กลับทำให้ได้กำไรจากความเจ็บป่วย ทำให้จิตใจ กลับดีขึ้นกว่าก่อนป่วยด้วยซ้ำ คนเป็นมะเร็งบางคนถึงกลับพูดว่า "ฉันดีใจที่เป็นมะเร็ง เพราะทำให้ฉันพบความสุขที่ไม่เคยพบมาก่อน" หมายถึง พบความสุขจากการฝึกการเจริญสติ เจริญสมาธิ

"หัดตายเสียตั้งแต่ยังไม่ตาย" ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนให้ฝึกตายทุกวัน แล้วจิตใจจะดีขึ้น ชาวพุทธถือมรณานุสติเป็นเรื่องสำคัญ คือการมีสติให้ระลึกนึกถึงความตาย จะมีความยับยั้งไม่ถลำเข้าไป สู่การแสวงหาสิ่งที่เกินความจำเป็น เช่น คนติดเชื้อเอดส์ ต้องเผชิญกับความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนเผชิญ ไปเผชิญมาหมดความกลัวตาย เมื่อไม่กลัวตายก็เป็นอิสระ มีความสงบ มีความสุข และสุขภาพดี การเผชิญความกลัวใดๆ เช่น กลัวผี โดยไม่หลบหนี ในที่สุดก็จะหายกลัว เพราะการหลบหนีไม่เคยทำให้ความกลัวหายไป


ส่วนประโยชน์ของการฝึกตายทุกวันนั้น ศ.น.พ.ประเวศ บอกว่า ในทางพระพุทธศาสนา มีคำสอนให้มองเห็นตัวเอง ตายเป็นศพขึ้นอืด มีหนอนกินยั้วเยี้ย น้ำหนองไหล ต่อมาเนื้อผุพังไปหมดเหลือแต่กระดูก กระดูกก็หลุดออกจากกัน แตกออกเป็นชิ้นหยาบ ชิ้นละเอียดหายไป ไม่มีอะไรเหลือ เพื่อให้เห็นเป็นอนิจจังและอนัตตา จนกระทั่งคลายจากความยึดมั่นในตัวตน ไม่ได้เป็นแค่ปรัชญา แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ปรากฏผลจริง ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณสูงสุดคือ เป็นอิสระจากกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย


"คนเราตายแล้วไปในสถานที่ต่างๆ มันเป็น ความเชื่อ ของคนบางคนเท่านั้น ซึ่งเราก็อย่าไปดูเฉพาะตายแล้ว ต้องเกิดใหม่ไปนรก หรือสวรรค์ ตรงนี้พระพุทธเจ้าสอนว่าไม่สำคัญไปกว่าการทำความดี เพียงให้ลดความเห็นแก่ตัว เห็นความสำคัญของคนอื่น คนเราต้องเรียนรู้ตอนใกล้ตาย จะทำให้เกิดปัญญา ผมเห็นหลายคนที่ใกล้ตายแล้ว เขารอดจากความตายมาได้ วิถีชีวิตเขามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาขยันทำบุญแล้วก็หมั่นทำความดีต่อตนเองและผู้อื่น" ศ.น.พ.ประเวศ เชื่อในการฝึกตาย เพื่อเกิดปัญญา


การฝึกตายทุกวันให้มีความรู้สึก ว่าตายทั้งที่ยังไม่ตาย ได้ทำให้เกิดปัญญาแล้ว ศาสนาพุทธยังสอนให้คนเราไปร่วมแสดงความเสียใจต่อบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เพื่อทำให้ตัวเราเกิดเป็นมรณสติ ให้นึกถึงความตาย ไม่เช่นนั้นคนเราก็จะมีแต่ความอยาก มีแต่กิเลสที่จะเข้ามาเผาผลาญจิตใจให้คนเราเห็นแก่ตัว ไม่สนใจสังคม แต่ถ้ารู้จักนึกถึงความตายสิ่งเหล่านี้ที่เหมือนเราแบกเอาไว้หนักก็จะเบาบางลง


"การมีสติอยู่กับกายใช้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือการทำงาน ในการทำงาน ถ้าเจริญสติไปด้วยจะเพลิดเพลินอย่างยิ่งและไม่เบื่อเลย เช่น กวาดบ้าน ล้างชามจาน ก็ทำให้จิตอยู่กับการเคลื่อนไหว ของแขนและไม้กวาด หรือกับมือและชามจาน จะพบความสุข อันล้นเหลือในงานนั้นๆ ได้ หลุดพ้นจากการบีบคั้นของกาละ และเทศะ ไม่กลัวต่อการงานทุกชนิด เพราะการงานทุกชนิดกลายเป็นความสุขไปหมด" ราษฎรอาวุโส กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: นสพ.คมชัดลึก 22 มิ.ย.46




Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:25:34 น. 0 comments
Counter : 351 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.