Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
โยคะ ของ ท่านพระยานนรรัตน์ราชมานิต ท่านเจ้าคุณ นรรัตรน์ ราชมานิต แห่งวัดเทพศิรินทร์

โยคะ ของ ท่านพระยานนรรัตน์ราชมานิต ท่านเจ้าคุณ นรรัตรน์ ราชมานิต แห่งวัดเทพศิรินทร์

ท่านได้ฝึกหัดทางโยคะเป็นประจำ ภายหลังบวชแล้วท่านก็ยังทำอยู่ และยังได้เขียนถึงวิธีปฏิบัติทางโยคะ ถวายท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ญาณวรเถร ) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ดังนี้

เกล้าฯ ขอประทานถวายวิธีบริหารร่างกายประจำวัน ซึ่งเกล้าฯมั่นใจว่า ถ้าไม่มีอดีตกรรมตามสนองแล้ว การบริหารร่างกายที่ถูกต้องตามกฎของธรรมดาโดยสม่ำเสมอจริงๆ จะช่วยส่งเสริมให้รู้ขันธ์นี้เป็น เรือนอันแข็งแรงมั่นคง และทนทาน เป็นที่อาศัยของนามขันธ์ได้อย่างวัฒนาถาวร ห่างจากโรคาพยาธิ มีโอกาสใช้ชีวิตช่วยยังประโยชน์ให้แก่โลกได้ยืดยาวจนสุดเขตขัยแห่งอายุ

เกล้าฯ เป็นเด็กขี้โรคมาแต่เดิม โยมผู้หญิง ผู้ชายก็ขี้โรค ทั้งเกล้าฯ ได้เคยตรากตรำอดหลับอดนอนจนร่างกายทรุดโทรมมาครั้งหนึ่งแล้วในระหว่างรับราชการ ถึงกับเป็นโรคประสาทอ่อน ( Hamasthenia) มีร่างกายผอมซีด สามวันดี สี่วันไข้ จนสมเด็จพระบรมบพิตรพระราชทานสมภารเจ้า รัชกาลที่ ๖ ทรงออกพระโอษฐ์ว่า “ เกรงว่าแกจะเป็นฝีในท้อง ( Consumption ) เสียแล้ว “ เกล้าฯ ต้องถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่การรักษาด้วยวิธี และยาต่างๆ หลายอย่างหลายชนิดไม่เป็นผลเลย เกล้าฯ ได้พยายามบริหารร่างกาย ด้วยการหันเข้าหากฎของธรรมดาตามวิธีที่กราบเรียนถวายนี้ โดยสม่ำเสมออย่างที่เรียกว่า “ เมื่อจะทำอะไร ต้องทำกันจริงๆ “ จนได้รับผล มีร่างกายสงบสบายเรื่อยมาจนบัดนี้ ไม่ต้องใช้ยาไม่ต้องไต่ถาม หรือปรึกษาหมอในเรื่องโรคภัยส่วนตัวอีกเลยฯ

กำหนดการบริหารร่างกายประจำวัน
๑. ตอนตื่นนอนก่อนลุกขึ้นจากที่นอน ดัดตน ๔ ท่า ดังนี้ : -
๑.๑ ยืด
๑.๒ แขม่วท้อง
๑.๓ เตะขึ้น
๑.๔ บดท้อง

๒. เมื่อลุกขึ้นจากที่นอนแล้ว ไปยืนที่หน้าต่าง ที่เปิดตรงช่องลมหายใจยาวๆ สูดอากาศสดๆ ( Fresh air ) เข้าปอดให้เต็มที่ ๔ ท่าดังนี้
๒.๑ อัดลม
๒.๒ หายใจยาวสุดลมเข้าปอดตอนบน
๒.๓ หายใจยาวอัดลมดันให้ท้องโป่งพอง
๒.๔ หายใจยาวสูดลมเข้า – ออก ให้ซี่โครงกาง
ในขณะที่ทำท่าเหล่านี้ ควรหลับตา และตั้งใจเป็นสมาธิ อยู่ในท่าที่กำลังกระทำอยู่ เมื่อจบท่าแล้วจึงลืมตา เวลาลืมตานั้นต้องลืมจริงๆ คือ เพ่งมองจ้องออกไป แล้วค่อยๆ หลับ กลอกตาไปกลอกตามา ขั้นบน ลงข้างล่าง กลับขวา และกลอกเป็นวงกลม นี่เป็นการบริหารลูกตาอีกส่วนหนึ่ง

๓. ดื่มน้ำ ๑ ถ้วยแก้วเต็มๆ น้ำที่จะใช้ดื่มนี้ สำหรับผู้มีอายุล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว ไม่ควรดื่มน้ำเย็นในตอนตื่นนอนเช้าๆ ท้องว่างๆ ควรดื่มน้ำต้มเดือดแล้วอุ่นๆ ถ้าดื่มน้ำเปล่าๆ ไม่ได้ก็ควรเจือชานิดหน่อย พอมีกลิ่นชาให้ชวนดื่มได้ แต่อย่าให้มากนัก เพราะ “ ชา “ มีธาตุที่ให้โทษแก่ร่างกายอยู่บ้าง ไม่เหมาะสำหรับดื่มในเวลาท้องว่าง หรือตื่นตอนใหม่ๆ ตอนเช้า
๔. ไปถ่ายอุจจาระ ถ้าเกรงจะเสียเวลาเข้าไป ควรเอาหนังสือติดมือไปอ่านด้วย ต่อไป .....ก็ลงมือทำงาน หรือทำกิจกรรมประจำวันได้

๕. เมื่อหยุดงานแล้ว ก่อนรับประทานอาหาร ควรดัดตน ๓ ท่าดังนี้ : -
๕.๑ ยืนกางแขน บิดตัว เอามือแตะปลายขาทีหละข้าง
๕.๒ เขย่าตัว
๕.๓ จ้องดาว และบิดคอ
แล้วดื่มน้ำ ๑ ถ้วยแก้ว ก่อนรับประทานอาหารสัก ๑๕ นาที เมื่อรับประทานอาหารใหม่ๆ ไม่ควรอ่านหนังสือ หรือใช้สมองคิดเลย ควรคุย หรือเดิน หยิบนโน่นหยิบนี่ นิดๆ หน่อย ๆ เป็นดี และไม่ควรดื่มน้ำ รอไว้จนรู้สึกว่าอาหารย่อยเรียบร้อยจนเบาท้องแล้วดื่มน้ำได้มากๆ

๖. ก่อนอาบน้ำตอนจะเข้านอนกลางคืน ควรดัดตนอีกครั้งหนึ่ง ๗ ท่า ดังนี้ : -
๖.๑ ยืด
๖.๒ แขม่วท้อง
๖.๓ เตะขึ้น
๖.๔ บดท้อง
๖.๕ ยืนกางแขน บิดตัว เอามือแตะปลายเท้าทีละข้าง
๖.๖ เขย่าตัว
๖.๗ จ้องดาว และบิดคอ

ท่าดัดตนเหล่านี้ ถ้าทำให้มากเกินไปก็ให้โทษ หรือไม่ทำเลยก็ไม่ให้คุณ ที่จะให้จริงๆ คือ พอควรอยู่ระหว่างกลาง ไม่สุดโด่งทั้งสองข้าง
“ ควรมิควรประการใดสุดแต่จะโปรดเกล้าฯ ธัมมะวิตักโก “

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อ่านแล้วได้เรียบเรียงตามเค้านั้น ๗ วิธี ( ๖.๑ – ๖.๗ ) และมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยดังนี้ : -
๖.๑ นอนยืดตัวเหยียดมือเท้า และงอมือบิดขี้เกียจข้างละ ๒ หน
๖.๒ นอนแขม่วท้อง ๖ ระยะ เบ่งท้อง ๒ ระยะ รวม ๖ หน
๖.๓ นอนเตะขึ้น ข้างละเท้า ข้างละ ๑๐ หน และรวม ๒ เท้าเตะขึ้นไปเลยลุกขึ้น ๑ หน
๖.๔ นั่งขัดสมาธิ บดท้อง รอบๆ กลับไปกลับมา ๑๐ หน
๖.๕ ยืนกางแขนแบมือบิดตัวไปข้างละหน และก้มลงแตะปลายเท้าข้างละหน
๖.๖ ยืนชูมือขึ้นอ้าๆ เต้นเขย่าตัวทีละข้างๆ ละ ๒๐ หน ( เขย่งเกงกอย )
๖.๗ ยืนเอา ๒ มือจับท้ายทอยก้มศีรษะลงแล้วแหงนดูดาวเอียงคอหมุนกลับไปกลับมา ๗ หน

เพิ่มเติม ..... เอามือกดแผ่นดิน และค้ำฟ้าทั้งสองข้างฯ งอแขนเกร็งเต็มแรง สลัดออกไปข้างหน้าทั้ง ๒ ข้าง เหยียดออกไปข้างหลังด้วย ๓ หนฯ ไกวแขนทั้งสองข้างขึ้นลง ๑๐ หนฯ หายใจให้เต็มปอด หายใจขยายซี่โครง หายใจลงสุดข้างล่าง ฯ มองดูไกลกลอกตาทั้ง ๔ ด้าน หลับตากลอกเช็ดกับเปลือกตาให้ทั่วๆ เอานิ้วถูเหงือกกดนวดให้ทั่วๆ และแรงสักหน่อย ทั้งข้างบนข้างล่าง ฯ ขึ้น-ลงบันไดจนเหนื่อยหัวใจเต้นแรงจึงหยุดฯ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์








Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:02:06 น. 0 comments
Counter : 1232 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.