Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
นรกความรัก…..! ตอนที่ 1

นรกความรัก…..!

“ ความรักมิใช่เรื่องหญ้าปากคอก “
มิตรสหายนำมาซึ่งความปิติสุขแห่งชีวิต แต่คู่รักของท่านจะให้อะไรแก่ท่านมากไปกว่านั้น เขานำความเปี่ยมสุขมาให้แก่ชีวิตของท่านด้วย เราได้ใช้คำว่า AFFECTION กับเพื่อนฝูงมิตรสหาย

สำหรับผู้เป็นที่รักของท่านเราจะใช้คำว่า “ LOVE “ ซึ่งมันขยายความคำว่า AFFECTION ออกไปอีกไกลมากทีเดียว เป็นเยื่อใยที่แตกต่างออกไป ความรักนั้นเป็นคำกลาง เรารักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักเพื่อนฝูง ฯลฯ แต่ความรักสำหรับคนรักก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่พิเศษออกไปมาก

พจนานุกรมเล่มหนึ่งนิยมความรักไว้ว่า หมายถึงความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง อารมณ์อันแรงกล้าต่อเพศตรงข้าม ความรักสำหรับคนรักเป็นความชอบพอของร่างกายเข้ามาปะปนด้วย เพราะเราอาจมีเพื่อนต่างเพศที่เป็นแค่เพื่อนของเรามากหลาย แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เราเห็นว่ามิใช่แค่นั้น ความรักนั้นแม้จะมิใช่หมายถึงกามารมณ์แต่ความรักมีกามารมณ์เป็นงานนักขัตฤกษ์ หรือเครื่องแสดงออกในท้ายที่สุด ในเพื่อนต่างเพศนั้นเราอาจรักอะไรหลายอย่างในตัวของเขา แต่มันมีจุดพิเศษอยู่อย่างหนึ่งซึ่งหากเราไม่รู้สึกไปถึงจุดนั้น เขาก็เป็นแค่เพื่อนรักคนหนึ่งของเรา ไม่ใช่แฟน บุคคลผู้นั้นย่อมเป็นแค่ friends มิใช่ Lovers มันต้องมีความถูกใจกันในแง่ของร่างกายด้วยนะครับถึงจะเป็น your lover

ความงามเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัว คนบางคนชอบผู้หญิงแบบนั้น บางคนชอบผู้หญิงแบบนี้ สิ่งที่ท่านแลเห็นว่าสวยงามในตัวคนหนึ่ง ย่อมแตกต่างไปจากสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็น แต่ใน่ข้อเท็จจริงแล้วความรักมันก็รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นหรือผู้ชายคนนั้น ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ ตลอดจนบุคลิกภาพอื่นๆรวมกัน
ความรักมิใช่เรื่อง รัก/ไม่รัก แต่เป็นเรื่องของการรักมากรักน้อย ดังนั้นการรักผู้หญิงทีเดียวพร้อมๆ กันหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ เป็นเรื่องของการรักมากรักน้อยครับ มันจะผิดปรกติขึ้นมาก็เมื่อควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้สะเปรอะเกินไปไม่ยอมหยุดแค่คนสองคน แล้วเลยเกิดเรื่องเดือร้อนปัจเจกบุคคลแต่ละรายเขาย่อมมีบุคลิกเฉพาะตัวของเขา ความรักที่เรามีต่อเขาจึงแตกต่างกัน มิได้เหมือนกันทีเดียวทุกประการ แม้ว่าเราจะรักหลายคน

อ้าว, แล้วโฮโมเซ็กช่วลล่ะ ? เรื่องนี้ก็จำเป็นต้องพูดถึงสำหรับสังคมปัจจุบันเพราะถ้าไม่พูดถึงผู้อ่านบางท่านก็อาจไม่พอใจ กลายเป็นข้อความที่ยอมรับความจริงบางอย่าง ไม่ยอมรับความจริงอีกบางอย่างข้อความเหล่านี้ขอประกาศไว้ก่อนว่ากามารมณ์เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านเอง ไม่มีใครบังคับให้ท่านชอบอะไรไม่ชอบอะไร บุคคลทุกคนก็มีเวรกรรมของตนเองเป็นเครื่องปรุงแต่งขึ้นมา ไม่มีใครเลือกเกิดได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้แผ่เมตตา บทนี้มิใช่คู่มือเรื่องกามารมณ์เพื่อ

แจกแจงพฤติกรรมทางกามารมณ์ของมนุษย์ เราพูดถึงความรัก หากบุคคลรักคนเพศเดียวกันถึงจุดที่ต้องอาศัยกามารมณ์เป็นงานขัตฤกษ์ มันก็มิใช่ความรักแบบเพื่อนฝูงเสียแล้วแต่กลายเป็นความรักเช่นเดี่ยวกับที่มีต่อเพศตรงข้าม อันได้แก่ความรักที่เราหมายถึงในบทนี้และหากเป็นอย่างนั้นจริง เราขอยอมรับว่ามันก็คือความรักนั่นเอง และเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านเราไม่มีเหตุอันใดจะประนามท่านตราบที่ท่านมิได้กร้าวร้าว รุกรานเบียดเบียน เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

อย่างไรก็ดี ความรักที่จะเสนอในข้อเขียนบทนี้ ผมขอเสนอในรูปความรักต่อเพศตรงข้ามเพียงถ่ายเดียว ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของผู้เรียบเรียงที่จะกระทำเช่นนั้น

รักกี่คนดี ?

เพื่อความเรียบง่ายของชีวิต การมีคนรักเพียงคนเดียวก็น่าจะเป็นตัวเลขอุดมคติ ณ จุดนี้เราก็มาถึงเส้นบางๆที่แบ่งเขตความรักกับความหลง ความหลงมันอยู่ระหว่างความรักกับความใคร่ชั่วคืนเช่น เราเคยได้ยินว่า คนๆ นั้นไปหลงพาร์ตเน่อร์หรือไปหลง “ แม่คนนั้น “ “ แม่คนนี้ “ ผู้ที่ได้ชื่อว่าพาร์ตเน่อร์ก็ดี แม่คนนั้น แม่คนนี้ก็ดี ล้วนมิใช่ผู้เป็นที่รักของเขา แต่เขาก็ยังติดใจไปมาหาสู่เป็นประจำ ครั้น

ถามว่า จะให้ไปอยู่กันเลยจะเอาไหม คำตอบคือไม่เอาหรือไม่รู้ รู้แต่ว่าวันนี้อยากไปหรือคืนนี้อยากไป ซึ่งจะว่าเป็นความใคร่ก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นความใคร่ก็ย่อมไปเที่ยวโสเภณี ซึ่งหมายถึงผู้หญิงอะไรก็ได้ แต่นี่มิได้เป็นอย่างนั้น มันไม่ได้อยากไปเที่ยวโสเภณี ทว่าอยากไปหาพาร์ตเน่อร์คนนั้นโดยเฉพาะ หรือ “แม่คนนั้น” โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่ท่านไปหลงเข้าเราจึงจะไม่เรียกว่าแม่คนนั้นของท่าน รายการแบบแม่คนนั้นนี้มิใช่กามารมณ์บริสุทธิ์มันมีความสัมพันธ์อย่างเกินกว่ากามารมณ์ เป็นความสัมพันธ์ทางใจระดับหนึ่ง
ทว่ายังมิใช่ความรัก

บุคคลผู้ที่พยายามหาความรักโดยผ่านรายการแบบแม่คนนั้น แล้วพยายามสะสมแม่คนนั้นไว้เป็นจำนวนมาก ก็เป็น quantity approach รูปแบบหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ยืดตัวเองออกไปบางเกินไป เสียเวลามาก เสียเอนเนอจี้มาก และที่สำคัญคือต้องให้คำมั่นสัญญามาก คำมั่นสัญญาเหล่านั้นส่วนมากตัวเองก็ไม่อาจรักษาได้ในที่สุดมันก็เกิดรายการบูมเมอแรง อีรุงตุงนังจนยากแก่การแก็ไข หรือไม่รู้ว่าจะลงมือแก้ตรงไหนดี มันเยอะแยะไปหมด มั่วไปหมด

ทฤษฎี “ ห “ หีบ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง…. !

เหตุใดปัจเจกบุคคลจึงต้องไปหาแม่คนนั้น ( ความหลง? ) ความเหงาหงอยคือต้นเหตุใหญ่ เพื่อนฝูงมิตรสหายนั้นอาจช่วยคลายความเหงาหงอยแบบธรรมดาสามัญไปได้ แต่มันมีความหงอยเหงาอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าหงอยความรัก และ ณ จุดนี้ความหลงก็เข้ามาทดแทนได้ดี เพราะมันแลดูราวกับความรักแต่มิใช่ความรักที่แท้ทว่ามันพบง่ายกว่าความรักของแท้มาก จึงดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลยจริงไหมท่าน? แม่คนนั้นจึงสามารถทดแทนตอบสนองความหงอยรักได้อย่างเหมาะเจาะ

ในบรรดาความเหงาหงอยทั้งปวง ความหงอยรักโหดเหี้ยมและชาเย็นยะเยือกที่สุด (เป็นกันเยอะ สมัยนี้) ท่านเองก็อาจเคยได้ประสบมาแล้วว่าความหงอยรักเป็นอย่างไร ผมเองก็เคยประสบมาหลายครั้งหลายคราว การไม่รู้จักจัดการกับความหงอยรัก ( หรือความหงอยความรัก ) มีอันตรายพอสมควร ประการแรก ท่านจะดื่มด่ำกับความรักได้อย่างไรกันในเมื่อท่านไม่รู้จักแยกการอยู่คนเดียว ( aloness ) ออกจากความเหงาหงอย ( loneliness ) ซึ่งรวมทั้งความหงอยรัก ( love-loneliness ) นั้นด้วย

เรื่องนี้ก็อยู่ที่การรู้จักวางความรักเอาไว้ในโทรทัศนะที่เหมาะสม ไม่ว่าท่านจะใกล้ชิดกับผู้เป็นที่รักของท่านสักเพียงใด ท่านกับเธอก็ยังเป็นปัจเจกบุคคลสองคนผู้แตกต่างกัน และเป็นเกาะน้อยสองเกาะในเอกภพอันกว้างใหญ่ ท่านและคู่รักของท่านมิใช่มาตรการหีบห่อเดียวกัน มันคนละหีบคนละห่อ ท่านเป็นเพียงปัจเจกบุคคลสองคน ผู้มีความสัมพันธ์ มีเยื่อใยแห่งอารมณ์รักที่ลึกซึ้งต่อกันเท่านั้น ทว่าความต้องการต่างๆ ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป มิใช่เหมือนกันดิกทุกประการ ความคิดอ่านก็มิได้เป็นไปในแนวเดียวกันเสมอไป
“ Your lover is a part of your life , but not a part of you .

อันตรายอีกประการหนึ่งของทฤษฎี “ ห “ หีบ อันได้แก่ การปล่อยให้ ห-หีบ สองตัวหลุดลอยไปสุดสายป่าน ได้แก่ อันตรายอันน่าสะพึงกลัว ซึ่งดาวตลกผู้มีอาชีพขายหัวเราะผู้หนึ่งเคยกล่าวสรุปไว้ว่า “ เราล้วนใช้ชีวิตอยู่ในความระทมทุกข์ ด้วยความกลัวว่าเราจะต้องตายคนเดียวอย่างเปล่าเปลี่ยว” (we all spend our lives in misery out of the fear of dying alone)

ประโยคนี้เป็นประโยคที่ไม่ใคร่น่าขันนัก อมความทุกข์ไว้มาก ล้วนหนักอึ้งและเย็นยะเยือกมันชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจผิดพลาดจากความหวาดกลัวความหงอยรักนั้นเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย

ในคู่ผัวตัวเมียต่างๆ นั้น สำหรับคู่ที่มีปัญหาประเภทเรื้อรังอยู่ตลอดชีวิตสมรส เราพอเดาได้โดยไม่ต้องคิดมาว่า ปฐมเหตุมาจากการตัดสินใจแต่งงานเพราะหวาดกลัวว่าจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง คู่เหล่านั้นอาจไม่ยอมรับข้อนี้หรืออาจไม่เคยคิดแง่นี้ ทว่าราคาที่พวกเขาต้องจ่ายไปเพื่อไม่ต้องตายอย่างเปล่าเปลี่ยว ได้แก่ชีวิตที่ไร้ความสุขตลอดชีวิตสมรส

สำหรับคนไทยชั้นกลางทั่วไปในปัจจุบันนี้เราขอยืนยันว่าส่วนมากเมื่อวเวลาจะตาย ล้วนไปตายกันในโรงพยาบาลนั่นคือที่ตายของท่านครับส่วนจะเป็นเตียงไหน โรงพยาบาลไหนก็ค่อยว่ากันใกล้ๆโน่นก็แล้วกัน

สรุปแล้วก็คือ เวลาตายนั้นต่างก็ตายอย่างเปล่าเปลี่ยวกันทั้งนั้น บางทีอาจมีหมออยู่ด้วย บางทีอาจมีนางพยาบาลอยู่ด้วย บางทีอาจมีลูกหลานอยู่ด้วยสักคนสองคน บางทีบ๊าย-บายไปเงียบๆ ไม่มีใครอยู่ด้วยเลย จนเขาเลิกงานแวะมาโน่นจึงรู้ว่า ท่านไปเสียแล้ว บางรายได้ยินเล่าว่า “ แหม ,ลาไปกินก๋วยเตี๋ยวชามเดียวพอกลับขึ้นมา – อ้าวไปเสียแล้ว “ ท่านอาจบอกว่าผมทะลึ่งมาก ที่ยกเรื่องนี้มาคุยกับท่านด้วยสไตล์นี้ ผมขอบอกว่าก็แล้วแต่ท่านจะคิดเถิดครับ คุยสไตล์ไหนก็ตาม ความจริงมันก็ไม่พ้นทำนองนี้ไปได้

ประเด็นที่จะชี้ก็คือ อย่าลงโทษชีวิตของท่านเอง อย่าลงโทษโพธิสัตว์ด้วยการถลำตัวลงไปจมปลักอยู่กับสัมพันธภาพอันเสี่อมทราม หรือดึงดันอยู่ในสัมพันธภาพอันเสื่อมถอยซึ่งนำความทุกข์มาให้ท่าน เพียงเพราะท่านหวาดกลัวว่า จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวแสนเปลี่ยวใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างหนักหน่วงหน่อยนะครับ


แต่เรื่องนี้ผมขอสัญญากับท่านว่า ท่านต้องตายอย่างโดดเดี่ยวแน่นอนยอมรับมันเสียเถิดแล้วยกความจริงอันยอมรับแล้วนี้วางไว้บนหิ้งพระ (ในกรณีที่ท่านนับถือศาสนาพุทธ) จากนั้นก็จงลืมมันเสีย และต่อไปนี้จงมุ่งจิตใจทุ่มให้กับเรื่องสำคัญเท่านั้น อันได้แก่เรื่องจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร

อันร่างกายตายเกิดเหมือนเชิดหุ่น
ส่วนบาปบุญหนุนนำตามสนอง
เราไม่เผามันก็เผาจนเราพอง
พึงดูกองฟอนเห็นเป็นพะยาน

ทฤษฎี เชิง ปริมาณ แก้ เหงา ได้ หรือ ไม่ ….

หากท่านมีรสนิยมอยู่กับ quantity theory ในเรื่องของความรัก นั่นก็เป็นเรื่องของท่าน ทว่าถ้าท่านใช้ทฤษฎีเชิงปริมาณมาใช้แก้ความเหงาหงอย ผมสงสัยว่า ท่านจะแก้เหงาได้ละหรือ? เพราะสำหรับผมเองแล้วเห็นว่า เมื่อเราใช้ปริมาณ เช่นปริมาณแม่คนนั้นมาเป็นเครื่องแก้เหงา ยิ่งมีไว้มากคนยิ่งดี เอาเข้าจริงๆ แล้ว ความเหงาหงอยก็มิได้หายไปไหน มันยังคงอยู่เช่นเดิมเหมือนกับเมื่อท่านเกิดความเหงาในฝูงชนนั่นเอง บุคคลที่เหงาหงอยที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก ได้แก่คนที่มีแฟนมาก หรือพวก ladies’ man หรือพวก ดอน ฮวน ทั้งหลาย

วิธีช้า – ช้าแต่ว่องไว

วินัยและความอดทนจะให้ผลตอบแทนสูงสุดในเรื่องของความรักมากกว่าแง่มุมแง่อื่นใดของชีวิต ขณะเดียวกันการใช้วินัยและความอดทนต่อความรักนั้นก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเรื่องอื่นใดหมด ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะผลตอบแทนมันสูงเหลือเกิน (ในแง่ของชีวิต)

. สถานการณ์เหงารัก เป็นสถานการณ์วิกฤติที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ถ้าท่านยังปรารถนาจะได้พบบุคคลพิเศษของท่านจริงๆ เพราะบางเวลานั้นท่านอาจรู้สึกว่าโอกาสมันน้อยนิดเดียว น้อยมากเสียจนไม่อยากจะหวังอีกแล้ว ปลายปีมาแล้วผมเคยนั่งคำนวณว่าจำนวนผู้หญิงในกรุงเทพฯ ที่เข้าตามสูตรบุคคลพิเศษของผมมีกี่คน โดยแยกแฟคเต้อร์ออกเป็นอายุ รูปร่างหน้าตา ความเฉลียวฉลาด availability (เช่น ยังไม่แต่งงาน) และนิสัยส่วนตัวของผมเองเข้าประกอบด้วย ท่านทราบไหมว่าผมได้ตัวเลข (ตามสูตรพิเศษ) ออกมาเท่าใด? 16คนครับ 16คนในเมืองที่มีพลเมืองเจ็ดล้าน แล้วผมจะไปหาคน 16คนในหมู่ฝูงชนเจ็ดล้านเจอะเจอได้อย่างไรกัน?

และหากผมพบเข้าคนหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าเธอกำลังคั่วอยู่กับ ดารา นายแบบ หรือ ใคร คนไหนหรือเปล่า? ผมจะมีโอกาสที่ไหน? เป็นอันว่าตัวเลขลดลงมาเหลือ 15คน สมมติต่อไปว่าใน 15คนนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่ชอบผู้ชายที่ทำหนังสือแต่เขาชอบนักประพันธ์มิใช่พวกนักลอกนักแปลแบบผม แล้วบังเอิญในงานนั้นมีนักประพันธ์ซีไรส์อย่างคุณชาติ กอบจิตติอยู่ด้วยผมก็หมดโอกาสอีก เป็นอันว่าเหลือ 14คน เป็นอันว่าคิดไปคิดมาชักงวดเข้าทุกทีแล้ว อย่าคิดต่อไปดีกว่า

แต่ผมก็เคยเจอ ไม่ใช่ไม่เคยเจอ สถานการณ์ก็อำนวยด้วยหลายปีมาแล้วเขาไม่มากับ นายแบบ ดารา หรือคนรวยที่ไหนหรอก แต่ผมไม่พร้อมเอง เพราะพักนั้นกำลังจะตายเหมือนเขียดอยู่พอดี ผมว่าท่านเองก็ย่อมมีโอกาสเจอของท่านเหมือนกัน และหากท่านเป็นผู้หญิง ท่านก็ย่อมเจอผู้ชายของท่าน ทว่าเมื่อคลื่นของเมฆสีดำแห่งความเหงาหงอย ความรักมันปกคลุมตัวเรา

เรามักคิดว่าช่างหายากจริงๆ เราคิดว่าโอกาสน้อยจริงๆแท้จริงแล้วโอกาสของทุกคนมิได้น้อยมากอย่างนั้น ผู้หญิงก็กลัวว่าถ้าตัวอายุย่าง 30ปี จะหาแฟนยาก ผมว่าไม่จริง ผมว่าอายุไม่สำคัญ อย่าลืมว่าเราต้องการ “ของแท้” เพียงรายเดียวเท่านั้นมิใช่หรือสำหรับชีวิตของเรา? เรามิได้ต้องการ 7 – 8คนนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราใจเย็น โอกาสของเราย่อมมาถึง

บุญมาออกแสวงหาต่อไป….

ท่านจะพบ “ของแท้” ได้อย่างไรกัน ถ้าท่านไม่ทราบว่าของแท้ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ท่านไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านกำลังหาอะไร? ก่อนที่ท่านจะรู้ว่าท่านกำลังหาอะไร นั่นหมายความว่า ท่านต้องรู้จักตัวท่านเองเป็นอย่างดีเสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของท่าน ดังนั้นพยายามตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ต่อตัวเองให้มาก ว่าท่านคือใครกันแน่ (จริงๆแล้ว) และท่านประสงค์อะไรสำหรับชีวิตของท่านเอง

การตรวจสอบตัวเองอย่างละเอียดนี้ควรทำเมื่อสติสมประดีอยู่ครบบริบูรณ์ อย่าให้อารมณ์มาเป็นนายความประพฤติ อย่าให้อารมณ์มาเป็นผู้คอยชี้การวิเคราะห์ตัวเอง ถ้าทำโดยใช้อารมณ์อย่าทำดีกว่าไม่มีประโยชน์หรอก ยิ่งในภาวะเหงาหงอยความรัก ท่านก็ไม่ควรนั่งวินิจฉัยตัวเองเพราะท่านจะได้ภาพหลอนที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง กุญแจของเราก็คือ จงคิดจงกล้าหาญที่จะยอมรับความจริง หลังจากนั้นแล้วก็จงมีวินัยกับตัวเองให้มาก อย่าเบี่ยงเบนไปจากข้อสรุปตามเหตุผลที่ตนได้คิดดีแล้วเวลาอารมณ์มันแผ่มาครอบคลุมหัวใจในโอกาสอนาคต

ความคิดอย่างมีเหตุผล นำไปสู่การแสวงหาอย่างมีเหตุผล เพราะในเรื่องของความรักปัจจัยละเอียดอ่อนมันมากมายหลายอย่างล้วนอยู่นอกการควบคุมของเราเอง ความล้มเหลวจึงเป็นเรื่องสามัญธรรมดา ถ้าเราคิดว่าเราจะรับภาระแห่งความล้มเหลวในความรักกรณีนั้นๆ ไม่ไหว เราไม่ควรเอาตัวเองไปผูกพันเสียแต่แรก ชีวิตของท่านสำคัญกว่าสิ่งใดหมด รวมทั้งสำคัญกว่าอาการประสาทแดกของคนอื่นด้วย

จากหิโตปเทศ : ดวงใจของใครหนอในโลกนี้ จะไม่แปลบปลาบเพราะพวกอิสตรี ว่าเข้านั่น…
เช่นเดียวกันที่ท่านอาจจำเป็นต้องมีลูกค้า แต่มิใช่จำเพราะต้องเป็นลูกค้าคนนั้น ท่านอาจจำเป็นต้องมีนายจ้าง แต่มิใช่จำเพราะต้องเป็นนายจ้างคนนั้น ท่านอาจจำเป็นต้องมีลูกจ้าง แต่มิใช่จำเพาะต้องเป็นลูกจ้างคนนั้น ท่านอาจจำเป็นต้องมีคนรัก แต่มิใช่จำเพาะต้องเป็นคนๆ นั้น

ถึงแม้ว่าท่านต้องการ “ ของแท้ “ เพียงรายเดียว อย่าลืมว่าเราไม่ได้หมายความว่ารายเดียวดังกล่าวมีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น หามิได้ สำหรับผมแล้วและสำหรับท่านด้วย ของแท้รายเดียวดังกล่าวอาจมีอยู่ถึง 14 – 16 คน เราเพียงต้องการหนี่งคนในจำนวน 14 – 16 คนนั้น ! แต่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป ฉะนั้นท่านจะไม่มีโอกาสได้พบคนรักคนใหม่ เหมือนกับคนที่แล้วเป็นอันขาด แต่ท่านจะได้รับความรักอันแตกต่างออกไป อันอาจนำความสุขแบบใหม่มาให้แก่ชีวิตของท่าน

ของเก่ากับของใหม่จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นโปรดอย่าเปรียบเทียบเพราะมันมิใช่ของชนิดเดียวกัน เหมือนเอาโขนไปเปรียบเทียบกับโอเปร่า เอาปลากะโห้ไปเทียบกับกุ้งฝอย ข้อเท็จจริงก็คือท่านสามารถมีความรักอันแท้จริงได้กับคนหลายชนิด มันอยู่ที่ว่าชนิดไหนจะมา และปัจเจกบุคคลหนึ่งคนก็เป็นคนชนิดหนึ่ง ไม่มี 2 คนที่เป็นคนชนิดเดียวกันได้โดยแท้…..

เมื่อบุคคลขยายภาพความรักออกใหญ่โตเกินขนาดอันแท้จริงของมัน เช่น เอาหนังแปดมิลส์มาพยายามฉายเข้ากับจอยักษ์ โดยพยายามฉายให้เต็มจอ บุคคลผู้นั้นกำลังสร้างปัญหาอันไม่จำเป็นแก่ตัวของเขาเอง ถ้าท่านเกิดเชื่อฝังใจว่า รักแท้ของท่านต้องเป็นของนายคนนั้น หรือ นางสาวคนนี้ ท่านกำลังสร้างแรงกดดันอันไร้สาระให้แก่ตัวเองครับ เมื่อปัจเจกบุคคลมีอารมณ์หลงละเมอถือมั่นว่าไอ้สิ่งที่เขากำลังดำเนินการอยู่นั้นเป็นสิ่งแท้สิ่งเดียวในสากลโลก

เขาก็มีแนวโน้มที่จะกดดันสถานการณ์ ยิ่งกดดันแร่งรัดมากเท่าใด โอกาสแห่งความสำเร็จก็ริบหรี่เท่านั้น หากทุกอย่างมันไม่บรรลุผล เราขอแนะนำว่าให้ลืมมันเสียแล้วเริ่มงานกับการหา “ ของแท้ “ ของท่านต่อไปดีกว่า….

ทฤษฎี เขา มี แฟน เป็น นัก เลง โต

เมื่อท่านบังเอิญได้พบหญิงสาวผู้มาจุดสป๊ากในหัวใจของท่าน ถึงขนาดที่ท่านจุดบุหรี่ที่ก้นก๊อก หรือมือไม้สั่นทำแก้วน้ำหก โปรดใจเย็นๆ หน่อยคุมอาการเต้นของหัวใจให้มันช้าลงหน่อยครับ ขอให้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของเธอให้ได้เสียก่อน ประสบการณ์ของผมบอกผมว่า ถ้าทำได้เช่นนั้นท่านจะดีขึ้น ขอให้คิดแบบต่อไปนี้เอาไว้ก่อน : 1. เธอมีแฟนแล้ว 2. แฟนของเธอเป็นนักเลงหัวไม้ ขอให้ยึดทฤษฎีนี้เอาไว้ก่อน มันช่วยให้สุขภาพของท่านดีในระยะยาวและอายุยืน การละเลยทฤษฎีนี้ก่อความยุ่งยากมากทีเดียว โดยเฉพาะในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

คนรักของท่าน เขาไม่ใช่อะไรบ้าง ?

ในกรณีที่ท่านเป็นสุภาพบุรุษ แฟนของท่านมิใช่สิ่งต่อไปนี้

1. เธอมิใช่ เลขานุการส่วนตัวหรือบ่าวสตรี
2. เธอมิใช่ แม่ครัว
3. เธอมิใช่ พี่เลี้ยงสตรี
4. เธอมิใช่ธนาคาร
5. เธอมิใช่ ผู้หญิงที่มีเพื่อนชายเพียงคนเดียวคือท่านเท่านั้น

ในกรณีที่ท่านเป็นสุภาพสตรี แฟนของท่านมิใช่สิ่งต่อไปนี้

1. เขามิใช่ บิดาของท่าน
2. เขามิใช่ บุตรบุญธรรมของท่าน
3. เขามิใช่ ทาสแรงงานของท่านหรือโรงพิมพ์ธนบัตร
4. เขามิใช่ ตุ๊กตานายแบบที่คอยติดสอยห้อยตามท่าน
5. เขามิใช่ ผู้ชายที่มีเพื่อนหญิงเพียงคนเดียวคือท่านเท่านั้น
บางกาลเทศะ คนรักอาจเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เช่นที่กล่าวมาได้ แต่มิใช่ทุกกาลเทศะ (ไม่เคยปล่อยให้กูมีเวลาเป็นตัวของตัวเองเลย ให้ตายห่าซิ) และเมื่อลักษณะใดลักษณะหนึ่งเช่นที่กล่าวมานี้ได้กลายเป็นฐานเดียวของสัมพันธภาพ และภาระหน้าที่ เมื่อนั้นสัมพันธภาพระหว่างคนรักก็เช่นเดียวกับมิตรภาพเพียงแต่มีดีกรีที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งไปกว่า อันได้แก่ ความนิยมยกย่องให้ความนับถือซึ่งกันและกัน ความเคารพต่อกันและกัน และความเห็นแก่ตัวอย่างสมเหตุสมผลของแต่ละบุคคล

เพราะเราจะไปรักใครอย่างมีเหตุผลได้อย่างไรกันในเมื่อคนๆนั้น หรือปัจเจกบุคคลผู้นั้นปราศจากคุณสมบัติอันเรายกย่องนับถือ และความเคารพต่อคุณสมบัติของเขา คนแบบนั้นจะมีอะไรมาเสนอสนองกับเรา (และเรากับเขา) ในเรื่องของความรัก อย่าฝืนใจตัวเองเป็นอันขาด

ความเห็นแก่ตัว คือรากฐานของความดีงามทั้งปวง

ขอให้แลเห็นความงดงามของความเห็นแก่ตัวอย่างมีเหตุผล เพราะมันมีบทบาทในเรื่องความรักเช่นเดียวกับในเรื่องอื่นๆ การเริ่มความรักโดยแสร้งทำเป็น “ ไม่เห็นแก่ตัว “ เป็นการเริ่มเอาตัวเองไปตกหลุมลึกแห่งปัญหาชีวิตระยะยาว และหลุมลึกหลุมนั้นจะถ่วงและหน่วงชีวิตของท่านทั้งชีวิต ท่านก็ทราบดีแล้วว่าชีวิตของโพธิสัตว์จะไม่มีการหอบน้ำหนักไปเกินพิกัดอันจำเป็น

ท่านย่อมตระหนักดีว่า ถ้าไม่ตระหนักโปรดเริ่มตระหนัก – คนรักของท่านเขาก็เป็น “คนคิดเป็น” เขามีเครื่องชั่งน้ำหนักของเขา เขามีคอมพิวเตอร์ของเขา อย่านึกว่ามีแต่ท่านเท่านั้นที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนคนอื่นมันหามีสมองไม่ ผู้เป็นที่รักของท่านเขามิได้เป็นหนี้อะไรท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง – หนี้ความรักเขามิได้ติดหนี้ความรักกับท่าน ผมจะบอกท่านก็ได้ว่าท่านจะได้ความรักมากแค่ไหนจากผู้เป็นที่รักของท่านท่านได้มาเท่าที่ท่านจะรู้จักทำมาหาได้

ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่มีของฟรี (หมายถึงสิ่งดีงามของชีวิต ) ทุกสิ่งทุกอย่างต้องออกแรงเพื่อทำมาหาได้ท่านต้องออกแรงลงทุนเพื่อความรักของท่าน เพื่อมิตรภาพ เพื่อความนับถือตนเอง เพื่อเงินทอง แน่ละ , การออกแรงลงทุนย่อมมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่กรณี

ถ้าท่านไม่เข้าใจชีวิตดีพอ แล้วลงทุนหาความรักแบบลงทุนการค้า ในที่สุดท่านก็ไม่ได้ความรักมา ด้วยทว่าได้ลูกค้าที่ดีมาแทน! หรือถ้าท่านลงทุนทำการค้าแบบลงทุนหาความรัก ในที่สุดการค้านั้นอาจฉิบหายแต่ ได้แฟนมาแทน!

ลงทุนผิดประเภท ออกแรงผิดลักษณะ แต่เอาเถอะก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรมาเลย จริงไหม? แต่ขอบอกว่านั่นมิใช่วิถีทางของโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ลงทุนการค้าเพื่อการค้า ลงทุนความรักเพื่อความรัก ลงทุนเพื่อมิตรภาพเพื่อมิตรภาพ ลงทุนในความนับถือตนเองเพื่อความนับถือตนเองครับ

โพธิสัตว์เรียบเรียงเพื่อให้คนที่อ่านตาสว่างขึ้น และเมื่อไม่อ่าน ผู้เรียบเรียงก็อาจไม่พอใจ เพราะต้องอดทน และเสียเวลาในการเรียบเรียงอย่างมาก และก็ไม่ใช่ทำเพื่อเบ่งอัตตาของตัวเอง เมื่อไรจะเบ่งอัตตาของตัวเอง ก็จะกล่าวให้ท่านทราบ เป็นคนแรก โพธิสัตว์เล่นเกมส์กับคนที่รู้เกมส์ เล่นเกมส์กับคนไม่รู้เกมส์ไม่มันส์พะยะค่ะ อีกนัยหนึ่ง..เลี่ยน !

ในความรักนั้น ต่างฝ่ายต่างก็สนองความปรารถนากันคนละอย่าง ไม่ได้หมายความว่าต่างคนต่างหวังในสิ่งเดียวกันจากอีกฝ่ายหนึ่ง เราก็ต้องรู้จักให้ในสิ่งที่เขาปรารถนา ถ้าเขาปรารถนาในสิ่งที่เราไม่อาจให้ได้ เราก็ควรบอกเลิกกันไปครับ และเมื่อท่านมีสัมพันธภาพความรักอันสมเหตุสมผล ท่านก็ตกอยู่ใน “วงจรแห่งความสุข” วงจรของความสุขมันทำงานของมันอย่านี้ครับ : คนรักของท่านสนองตอบความปรารถนาของท่าน เธอทำให้ท่านมีความสุข ยิ่งเธอทำให้ท่านมีความสุข ท่านก็ยิ่งรักเธอมากขึ้น ยิ่งท่านรักเธอมากขึ้น

ท่านก็ยิ่งปรารถนาจะให้เธอมีความสุขโดยพยายามสนองตอบความปราถนาของเธออันเป็นชีวิตส่วนของเธอเองในฐานะปัจเจกบุคคลผู้แตกต่างกันไปจากท่าน…. ลักษณะการทำงานของ “วงจรแห่งความสุข “ ในชีวิตรักมันง่ายมาก มัน work simple แต่มัน difficult to get started. !
ความรักซื้อ ได้ด้วยหรือ…!

คำถามนี้ไม่ต้องตอบแล้วครับ ไม่มีสิ่งดีงามใดๆ ได้มาเปล่าๆ การออกแรงลงมือทำและ ก่อร่างสร้างความรัก คือ “ราคา” ที่ท่านต้องจ่าย และมีสิ่งปลีกย่อยอีกหลายอย่างที่ท่านต้องจ่ายเช่น ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเกรงใจกัน ความอ่อนโยนและเมตตาต่อกัน ฯลฯ

ในสนามแห่งความรักนั้น มิได้มีขอบเขต มิได้มีกติกา ต่างคนต่างมีเสรีภาพที่จะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เขาจะไปได้ถึง และไม่มีใครมิสิทธิมาบังคับจิตใจใครได้เลย ใครจะรักใคร ใครจะชอบใครนั่นเป็นเรื่องจิตใจของเขา มีใครที่ไหนมาบังคับกันได้? ฝืนใจให้คนแต่งงานกันนั้นพอทำได้ครับ แต่ฝืนใจให้คนรักกันขอบอกว่า impossible! นอกจากนี้แล้วเนื่องจากโลกนี้ ไม่มีใครที่เป็นปัจเจกบุคคลผู้ซ้ำกับท่าน โดยแท้จริงแล้ว ในสนามแห่งความรักไม่มีคู่แข่งขัน ลึกลงไปแล้วการแข่งขันในสนามนี้ไม่มี มันมีแต่ผลประโยชน์ในระยะยาว สำหรับชีวิตของคนทุกคนที่ลงสนามและพบความรักสำหรับตัวเขาเอง

ความรักต้องซื้อด้วยหรือ? (อีกที) ท่านเคยชอบดนตรีบ้างไหม? ชอบถึงขนาดอยากเล่นดนตรีเป็น? อะไรคือราคาที่จะต้องจ่ายสำหรับการเล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งเป็น? ผมเคยหัดดนตรีชนิดหนึ่งเมื่อยังเด็กอยู่ผมทราบว่าราคาที่จะต้องจ่ายนั้นสูงไม่น้อยเลย มันหมายถึงความอดทน การมีวินัยกับตัวเองอย่างสูงการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ ฯลฯ

ยากครับมิได้ง่ายเลย การนั่งวิจารณ์วิจักษ์วิพากษ์ คนเล่นดนตรีเป็นของง่าย (แต่การวิจารณ์ที่ดีก็ยากเช่นเดียวกัน ถ้าสักแต่ถุยๆ ออกไปก็ง่ายครับ) แต่เมื่อใดท่านหัดดนตรีเอง เมื่อนั้นท่านจะทราบว่านักดนตรีต้องจ่ายแค่ไหน หรือคนรักดนตรีเขาต้องจ่ายแค่ไหน เพื่อที่จะไปถึงความสุขอันได้แก่ การเล่นดนตรีเป็นสักอย่างหนึ่ง การหัดดนตรี อาจให้บทเรียนเรื่องความรักได้เป็นอย่างดีลองหัดเพลงง่ายๆ สักเพลงเป็นอย่าไร เช่น แขกบรเทศสามชั้น (เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนชื่อกันแล้วเป็นเพลงต้นบรเทศ) ลองหัดเดี่ยวตะเฆ่เพลงแขกบรเทศสามชั้นสักเพลงเถอะ แล้วบางทีอาจรู้ว่า ความรักคือ อะไร และจะซื้อความรักได้อย่างไร

เอาเป็นว่า เมื่อท่านมีเหตุผลพอที่จะตัดสินใจได้ว่าท่านปรารถนาอะไรแน่โดยไม่ต้องไปฟังใคร ไม่ต้องฟังความคิดเห็นของใคร สิ่งต่อไปที่ท่านต้องทำก็คือ สัตย์ซื่อต่อมาตรฐานส่วนตัวที่ท่านตั้งไว้ ด้วยประการฉะนี้ “คู่แข่งขัน” ของท่านก็จะน้อยตัวลง เพราะคนที่จะแสวงหาสิ่งเดียวกันจริงๆ มันมีน้อยสิ่งที่ท่านชอบ เขาไม่ชอบ สิ่งที่เขาหา ท่านมิได้หา จนบั้นปลายก็คือ ท่านมิได้แข่งขันเรื่องความรักกับใครเลย ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการลงทุนลงแรงส่วนตัวของท่านเอง โปสการ์ดแผ่นสองแผ่น ของขวัญชิ้นสองชิ้นมันช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ

ในเรื่องของความรักอันแท้จริงนั้น เงินทองมาเป็นกองมันยังไม่มีความหมายเลย แน่นอนเศรษฐกิจก็เป็นของจำเป็นสำหรับความรัก แต่เราทุกคนที่มุ่งสู่โพธิสัตว์ มิได้เป็นคนอดอยากปากแห้งมิใช่หรือ? ใครบอกว่าเรากำลังเสนอนโยบายแนะนำให้ท่านไปแต่งงานกับขอทาน โธ่, เราไม่บ้องตื้นบัดซบกันถึงขนาดนั้นหรอก

การแสวงหารอบใหม่ของบุญมา ควรเริ่มเมื่อใดดี?

จงเชื่อไว้ก่อนว่า ไม่มีใครมาค้นพบตัวท่านดอก ท่านต้องยกก้นลุกออกไปดูว่าข้างนอกเขามีอะไรกันบ้าง ชีวิตมิได้ยืนยาวมากมายอะไรเลย ท่านไม่มีเวลานั่งบ่นพึมพำถึงความเหงาหงอยมากมายนัก เวลามันผ่านไปเหมือนติดปีกบินครับ เมื่อใดจึงควรเริ่มแสวงหาเล่า? เดี๋ยวนี้ ! – นั่นแหละคือคำตอบ

ที่ไหนบ้างหละ ทุกที่ทุกหนทุกแห่ง- นั่นแหละคือคำตอบ ตามป้ายรถเมล์ หน้าโรงหนัง ในค๊อฟฟี่ช๊อฟ บนรถไฟ ในบ.ข.ส. งานปาร์ตี้ ตามตรอกตามซอย ทุกซอกทุกมุม รวมทั้งในที่ทำงานด้วยอย่าลืม-อ้อ ในวัดบางทีก็มีของดี ท่านต้องรู้จักไปที่ใหม่ๆบ้าง ไอ้ที่เก่าๆ ที่เคยไปนั้นถ้าเป็นปลากัดก็น้ำเหนียวแล้วครับ เปลี่ยนที่บ้างจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากท่านไม่เคยใช้ความพยายามอย่างจริงมาก่อนเลยผมขอรับรองว่าท่านจะไปพบเห็นอะไรใหม่ๆน่าสนใจมากมายถ้าท่านรู้จักเปลี่ยนมาทำกิจกรรมใหม่ๆ บ้าง แต่มีผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งบอกว่า ตามสนามเทนนิสอย่าไปเลย เสียเวลา ส่วนมากมีแต่คนแสแสร้ง อันนี้ผมไม่รับประกัน แต่เขาให้ information มาอย่างนั้น

ปริศนาว่า “ที่ไหน” นั้นเป็นปัญหารองลงมา เมื่อท่านตั้งใจจะใช้ความพยายามแล้ว ปัญหาที่ไหนไม่สำคัญดอก บอกแล้วไงว่า ทุกหน ทุกแห่ง(ในอินเตอร์เน็ตก็ใช่ … นะครับ ) เอาละ เมื่อรู้ที่แล้วเช่นนี้ ปริศนาต่อไปอีก แล้วจะให้ทำอย่างไร? เรื่องนี้ยากหน่อย อย่างว่า ก็ต้องอาศัยเทคนิคกันหน่อย อย่าเพิ่งดูถูกเทคนิคว่าเป็นของต่ำมันมีเทคนิคกันทุกคนนั้นแหละบางคนก็เล่นลูกซึม เล่นลูกปัญญาชน ฯลฯ แล้วไอ้เทคนิคทั้งหลายนั้นนั่งคุยกันมันง่าย ตอนลงมือทำนี่ซี ไม่ง่ายเลย แต่นั่นก็เป็นราคาที่ท่านต้องจ่ายอย่างหนึ่งเหมือนกัน คนที่ไม่เต็มใจจ่ายก็ต้องเตรียมตัวเองเอาไว้ก่อน เตรียมตัวไว้สำหรับชีวิตที่ปราศจากความรัก หรือยิ่งกว่านั้นชีวิตที่ต้องอยู่กับใครสักคนโดยอาศัยหน้ากากว่านี่คือความรัก ซึ่งแน่นอนย่อมนำความเจ็บปวดในระยะยาวมาให้

เรื่องเทคนิค – วิธีการนี่ ผมเองก็ไม่ค่อยเก่งนะครับ จึงไม่มีอะไรจะคุยกับท่าน อย่างว่ามันเรื่องเทคนิคใครเทคนิคมัน อย่างผมเนี่ยะ-เรียกว่า “ แค่พอสมตัว “ แต่เอาเถอะผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเขามีวิธีการมาก เราลองมาศึกษาวิธีการของเขาดู บ้าง มิใช่เพื่อเอาอย่างหรือลอกเลียนแบบแต่เพื่อเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเขา เขาบอกว่าเขาเองก็ไม่มีอะไรมาก “แค่พอสมตัว” เหมือนกัน แต่ปรัชญาอยู่ที่ว่า “ตื๊อและทน” เขาบอกว่า ถ้าเห็นว่าชอบก็เข้าประกบเลย แนะนำตัวเอง ชวนพูดชวนคุย เขาบอกว่าไม่มีอะไรลึกลับ นึกอะไรได้ก็พูดออกไป เช่น “ผมเห็นคุณเดินอยู่ในศูนย์การค้า ผมชอบคุณมากเลย อยากรู้จัก คิดว่าอาจจะไม่ได้พบคุณอีก สมัยนี้คนมาก (คนสวยก็มาก) ผมเลยอยากรู้จักคุณไว้ (ก่อนที่จะเป็นแฟนกัน) “

ผลหรือ? ส่วนมากไม่ใครได้ผล ส่วนมากมักโดนไล่ให้ไปตกนรกเสีย แต่เพื่อนผมคนนี้เขาเคยชินกับการโดนไล่แบบนั้นจึงไม่รู้สึกอะไร

วิธีการของเขาก็ค่อนข้างเสี่ยง ทว่า เบสิค ฟิโลโซฟี่ ใช้ได้ครับ ถ้าเรานำมาปรับปรุงวิธีเสียบ้างให้เหมาะสมกับกาลเทศะ (ผู้หญิงก็ไม่จำกัดสิทธินะครับ) จุดสำคัญของเขาคือ เขาไม่ถือคำปฏิเสธจากใครคนใดคนหนึ่งเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย ของมันปฏิเสธกันได้ และสิ่งที่กีดขวางการสัมพันธ์เบื้องต้นระหว่างชายหญิงคือ ความหวาดกลัวการถูกเขาปฏิเสธ ( the fear of rejection ) โปรดพยายามวางเรื่องการถูกปฏิเสธให้มันอยู่ในที่อันเหมาะสม ในโทรทัศนะของท่าน ถ้าทุกอย่างมันต้องชัวร์ไปหมดก็แย่ซี เมื่อท่านถูกปฏิเสธมิได้หมายความว่าตัวท่านเป็นคนด้อยคุณค่า มันเรื่องของความชอบมากชอบน้อย (หมายถึงในระยะที่ความรักยังไม่ปรากฎ) ทุกๆ คนย่อมมีเหตุผลส่วนตัวของเขา ผมเอง ตัวท่าน ตลอดจนเพื่อนคนนั้นของผม ผมเชื่อว่าเราก็คงโดนผู้หญิงปฏิเสธมาหลายคนแล้ว หากท่านเป็นผู้หญิงท่านก็อาจโดนผู้ชายปฏิเสธมาหลายคนแล้วเช่นกัน และโดยส่วนมาก คนที่เขาปฏิเสธไปนั้น มิใช่ท่านทว่าเขาปฏิเสธคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น

การหวาดกลัวการถูกปฏิเสธจึงเป็นการปิดประตูตัวเอง อะลิซเบธเทเลอร์ ปฏิเสธตัว ริชาร์ด เบอร์ตัน ริชาร์ด เบอร์ตัน ปฏิเสธ อะลิซาเบธ เทเลอร์ ฯลฯ ไม่ว่าใครจะเป็นอะไรกันมาแค่ไหนอย่างไร ในเรื่องของความรักทุกคนปฏิเสธกันได้ การถูกปัจเจกบุคคลหนึ่งปฏิเสธ หรือหลายๆ คนปฏิเสธมิได้ทำให้คุณค่าของท่านลดลง แต่ประการใด ท่านก็ยังคงเป็นท่านอยู่เหมือนเดิม เท่าเดิม ยกเว้นท่านเป็นคนมีความนับถือตัวเองต่ำ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็มิใช่ผู้ที่มุ่งโพธิสัตว์ (ตามเจตนาของผม)

การบังคับให้ยินยอมนั้นเป็นการข่มขืนใจมิใช่ความรัก ความหวาดกลัวการถูกปฏิเสธ ทำให้ท่านไม่กล้าแสดงความสนใจบุคคลที่ท่านสนใจ เขาเลยไม่รู้ว่าท่านสนใจเขา ท่านทราบไหมว่ามีคนที่คู่ควรแก่กันในทุกๆ อย่าง (สำหรับความรัก) พลาดจากกันไปแล้วกี่คู่ต่อกี่คู่เพียงเพราะต่างฝ่ายต่างเก็บงำความรู้สึก เก็บงำความสนใจของตนไว้สนิทเสียจนไม่มีฝ่ายใดล่วงรู้ เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ!

ถ้าท่านถูกปฏิเสธ 100ครั้ง ก่อนไปเจอของจริง 1ครั้ง ขอบอกว่าคุ้มครับ ดังนั้นโปรดอย่าเกร็งเกินไป อย่าเกร็งกับความกลัวถูกปฏิเสธ relax please.

ความหวาดกลัวถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย มันสัมพันธ์กับความหวาดกลัวที่จะถูกปฏิเสธหลังจากที่เริ่มไปแล้ว หากท่านไม่รู้จักจัดการกับอารมณ์ด้านนี้ของท่าน โดยรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ความหวาดกลัวนั้นจะมีขึ้นและทวีขึ้นทุกๆ ครั้งที่ได้พบความรัก ยิ่งอายุมากขึ้น อา, นี่คือความจริงของชีวิตอีกข้อหนึ่ง ยิ่งอายุมากขึ้น

มนุษย์ก็ยิ่งด้านต่อความรู้สึกมากขึ้น ระมัดระวังและระแวงมากขึ้น ป้องกันตัวเองตลอดเวลา เปิดเผยน้อยลงเกร็งมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเองน้อยลงเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะต่อหน้าเพศตรงข้าม มนุษย์กลัวความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น ใครบ้างอยากได้รับความเจ็บปวด? การมุ่งสู่โพธิสัตว์เป็นการลดความเจ็บปวดเพิ่มความสุข มิใช่แส่หาความเจ็บปวด

มาอีกแล้ว paradox ความอันขัดแย้งกัน เพื่อที่จะหาความสุขและลดทอนความทุกข์ ราคาที่เราท่านต้องจ่ายอีกประการหนึ่งได้แก่ การเสี่ยงที่จะต้องรับความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธกันบ้าง หากท่านไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ ใครจะว่าอะไรท่านได้ แต่ขอถามว่าใครบอกเล่าว่าชีวิตเป็นเรื่องง่าย?

ความรักเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง และมันมีราคาแพง ความเสี่ยงก็สูงครับ ธรรมชาติเรียกร้องให้เราอดทนต่อคำปฏิเสธ อดทนต่อความเจ็บปวดใช้ความพยายามอย่างมาก แต่แล้วกลับไม่ให้คำค้ำประกันอะไรแก่เราเลยว่า เราจะได้พบหรือรักษาความรักนั้นไว้ได้ตลอดไป คำถามนี้ไม่มีคำตอบ นอกจากว่าธรรมชาติวางเกมส์ไว้อย่างนี้เอง และเนื่องจากความจริงเป็นเช่นนี้ ท่านก็ต้องเตรียมตัวด้วยทฤษฎีต่างๆ ดังเสนอมา หาไม่แล้วผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านจะรวบรวมกำลังจากไหนมาเล่นเกมส์นี้ มาจ่ายราคาของมัน

อุปสรรคเรื่องความเห็นของผู้อื่น…..!!!

ท่านต้องสนใจด้วยหรือว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับคนรักของท่าน? การพยายามหาของแท้มีปัญหามากอยู่แล้ว ดังนั้นท่านไม่ต้องไปสนใจความเห็นของคนอื่นเอามาสุมกระบาลอีก ตามธรรมดาเวลาใครมานิยมชมชอบคนรักของท่าน ท่านย่อมยินดี แต่การวางความคิดเห็นของคนอื่นเอาไว้อันดับแรก ท่านกำลังตกเป็นเหยื่อของทฤษฏีเดินตามฝูงควาย (น่าเศร้ามาก)

ในกรณีที่ท่านปรารถนาขอคำแนะนำจากเพื่อนเรื่องความรัก โปรดแน่ใจเสียก่อนว่าเพื่อนของท่านคือ ใครกันแน่ ตัวเพื่อนคนนั้นเขาเป็นใคร? ท่านและผมเราต่างรู้ดีด้วยกันว่า ความรักนำมาซึ่งความทุกข์หนักได้ คนบางคนที่ไม่สมปรารถนาในความรัก ผู้ขาดความมั่นคงในจิตใจ เหล่านี้ ท่านย่อมทราบดีว่าเขาจะรู้สึก “ดีขึ้น” เล็กน้อย ถ้าท่านกลายเป็นคนมีความทุกข์ด้วยเช่นเดียวกับเขา ( They feel a little better, if you are unhappy )

มันก็เข้าข่ายทฤษฎีเล็ก ๆ ทฤษฏีหนึ่งของเรา คือ ทฤษฎีรูมแมท ท่านเคยเห็นพวกรูมเมทตามมหาลัยไหม? คนหนึ่งมีความสุขมีแฟน อีกคนหาแต่ไม่พบอะไร ในแง่นี้เราก็ถือว่าคนหนึ่งเป็นพวก “have” ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นพวก“have not” หากบังเอิญท่านเป็นคนที่ “have” แล้วท่านพยายามฟังความคิดเห็นของพวก “have not” โปรดระวังอย่างมาก ท่านอาจกำลังถูกยุยงให้โยนความสุขตลอดชีวิตทิ้งไป เมื่อฝ่าย have not พยายามแนะนำท่านเกี่ยวกับความรัก

คำถามก็คือ หากเพื่อนท่านแนะนำให้ท่านเลิกกับคนที่ท่านรัก เพื่อนของท่านเขาสามารถหาคนรัก ที่ดีกว่าเดิม มาให้ท่านหรือไม่? หรือหากเพื่อนท่านยุยงให้ท่านไปรักใครคนใดคนหนึ่งอันเป็นบุคคลที่ท่านยังสงสัยไม่แน่ใจ เพื่อนของท่านเขาพร้อมที่จะมาแบกภาระต่อ จากท่านในอีกห้าปีข้างหน้าไหม หากรายการนั้นเป็นรายการของปลอม? เพราะว่าท่านเป็นคนเดียวเท่านั้นที่จะรับผลดีผลเสียของการตัดสินใจของท่าน ท่านคิดหรือว่าถูกต้องแล้วสำหรับตัวท่านเองที่จะฟังคนอื่นเหล่านั้น?…..

การพยายาม “สร้างความประทับใจ” หรือพยายาม “เอาอกเอาใจ” คนอื่นเป็นพฤติกรรมที่มีอันตราย (ยกเว้นในเรื่องของการค้า) เช่น ผมเคยมีเพื่อนในวิทยาลัย เขาไปไล่ตื๊อนางงาม นางแบบ อยู่คนหนึ่ง สมัยนั้นใคร ๆ ก็ปรารถนา คนรุมกันมากจริงๆ จนในที่สุดเพื่อนผมก็ได้มา เขาคิดว่าเขา “แน่มาก” ในสายตาของทุกๆ คน แต่แล้วเมื่อ “ได้ถ้วย” มาแล้วนั้น (แต่งงานแล้ว) ปรากฎว่า “ถ้วยใบนั้น” คือสิ่งที่ แท้จริงแล้วเขาคิดว่าให้ฟรียังไม่เอาเลย อย่าว่าแต่ว่าต้องออกแรงไปแย่งชิงมา ทว่านั่นก็เป็นความเห็นของเขา คือ ถ้วยใบนั้นอาจดีมีค่ามากสำหรับคนอื่น ๆ ก็ได้ เพียงแต่ไม่ต้องรสนิยมกับเขาเท่านั้น เขาเองก็ไม่ควรจะพูดมาก ควรจะรับวิบากกรรมไป เพราะเขาทำไปเพื่อสร้างความประทับใจให้เกิดแก่คนอื่นว่าเขาแน่……

มนุษย์ชายหญิง มิใช่ “ถ้วยรางวัล” ที่จะต้องแข่งขันกันไปแย่งชิง หญิงชายทั้งหลายคือมนุษย์ มนุษย์มีความปรารถนาอันต้องการการสนองตอบ และมีคุณค่าต่อท่านสูงมากน้อยก็อยู่ที่ว่า ท่านสามารถสนองตอบความปรารถนาของเขาได้มากน้อยแค่ไหนเพียงใด ถ้าท่านละเมิดกฎธรรมชาติข้อนี้ ท่านก็จะต้อง “จ่าย” จะจ่ายมากน้อยแค่ไหนเพียงใด

ถ้าท่านละเมิดกฎธรรมชาติข้อนี้ ท่านก็จะต้อง “จ่าย” จะจ่ายมากจ่ายน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านละเมิดแรงหรือไม่แรง การวิ่งไล่ผู้หญิง หรือ ผู้ชายที่ “ใคร ๆ“ ก็เห็นว่า “นิ้ง หรือ เท่ห์“ เป็นการกระทำตามฝูงชน ไร้เหตุผล และอาจนำความเจ็บปวดมาให้ท่าน เมื่อท่านมาตระหนักเอาในภายหลังว่า แท้จริงแล้วท่านมิได้ต้องการคนแบบนั้นเลย

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ตามเวทีประกวดนางงาม (จุดอ่อนของผู้ชายก็ตรงนี้แหละ เจอรูปสวยไม่ได้ มันหลง) ฝูงชนไปตามตื๊อนางงามเพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นคนสวย เขาไล่ตามความสวยมิได้ต้องการหามนุษย์อีกผู้หนึ่งเมื่ออายุล่วงเลยไปแล้ว ความสวยก็เสื่อมถอยลง เหลืออยู่แต่ความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง เมื่อนั้นท่านก็จะลำบากมาก เว้นเสียแต่ว่าเบื้องหลังความสวยนั้นมีคุณสมบัติอันน่านิยมซ่อนเร้นอยู่ด้วย และคุณสมบัติดังกล่าวท่านไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีอยู่

หากท่านมองหาของแท้ โปรดอย่าพึ่งพิงความสวย หรือความหล่อ เท่ห์ เพียงอย่างเดียว และอย่าไปสนใจว่าคนอื่นจะคิดว่าความสวย ความหล่อคืออะไร ขอให้มีความนับถือตัวเองพอแล้วมองหาสิ่งที่ท่านต้องการจริงๆ มองหาสิ่งที่ท่านเห็นว่ามีค่า มิใช่คนอื่นเห็นว่ามีค่า

ผู้หญิงสวย หรือหนุ่มหล่อ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เวลาไปงานไหนมักแลดูดี แต่ชีวิตมิใช่งานสโมสรสันนิบาต อนี่ง การมองหาจุดบกพร่องของมนุษย์ด้วยกันนั้น เป็นกิจกรรมที่ง่ายที่สุดกิจกรรมหนึ่งเท่าที่มีอยู่ในโลกนี้ เหตุที่มันง่ายเพราะมนุษย์ไม่ได้ perfect และคนแต่ละคนชอบอะไรไม่เหมือนกัน ท่านถามความเห็นคน 10คน เขาก็จะชี้จุดบกพร่องของคนรักของท่านได้ 10อย่างเป็นอย่างน้อย ๆ เขาหาที่จะว่าอะไรไม่ได้เขาก็บอกว่าหูลีบไป เล็บไม่สวย เส้นผมหยาบ จมูกเบี้ยวไปนิดหนึ่ง ดูหน้าอกซิเล็กยังกะไข่นกกระทา “ดาว” ฟันไม่สวย ยิ้มแล้วปากเบี้ยวๆ ขาโก่งไป ½ องศา ผิวหยาบจนขัดโต๊ะ ตู้ เตียงก็ได้นะเนี่ย พูดเสียงแหบไปหน่อย มีไฝมากไปหนึ่งเม็ด เขียนต่อไปก็จะได้อีกเป็นพันๆ เรื่องครับ…..so what..!



Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 12 กรกฎาคม 2552 8:02:02 น. 8 comments
Counter : 2252 Pageviews.

 
ขอบคุณกับบทความที่ให้ข้อคิดดี ๆ ค่ะ


โดย: กระติ๊ดแดง วันที่: 12 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:10:17 น.  

 
ขอบคุณมากๆๆคร่า


โดย: ผู้หญิงนี่มีแต่เสีย IP: 58.8.28.87 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:46:15 น.  

 
ขอบคุณที่มอบขุมทรัพย์ทางความสว่างนะคะ

หลังจากที่งมงาย ฟูมฟาย

หาคำตอบให้จากการกระทำของคนที่ทำให้เราเสียใจ

ถึงตอนนี้คำตอบจากเขายังไม่ได้

แต่ได้คำตอบในใจฉันแล้วค่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ

ปล. ใครที่ยังอกหักอยู่..คุยกันได้นะคะ

myangle_pim@hotmail.com


โดย: PiMwaree IP: 202.143.142.33 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:9:18:40 น.  

 
ม่าร่วมแจมด้วยคนอะครับ

เขียนได้สาระน่าสนใจดีครับ
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเองก็ไม่เคยนึก
แต่จริงๆแล้วก็ใช่เลย


โดย: โจ IP: 113.53.170.224 วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:16:32:58 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: Toad วันที่: 1 กันยายน 2553 เวลา:18:00:22 น.  

 
สุดยอดจริงๆ ตาสว่างขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากค่ะ


โดย: ladymore IP: 118.208.46.176 วันที่: 30 เมษายน 2554 เวลา:9:00:29 น.  

 
อยู่ๆก็ร้องไห้ ไม่มีเหตุผล
อ้างว้างเหมือนกับยืนอยู่บนผาที่มีเห้วลึก
มองไปทางไหนก็ไม่มีใครให้พักพิง
กลัว...และเก็บมันไว้อยากจะระบาย
โดดเดียวอย่างที่สุด...................
บอกไม่ได้ว่าความรักคืออะไร
รู้สึิกไม่ได้ว่ามีใครรัก
รู้สึกว่าไม่รักใคร แต่พยายามจะรัก
อยากจะหยุดใจตัวเองให้นิ่ง

..............


โดย: Tan IP: 172.16.2.7, 180.183.209.48 วันที่: 30 มิถุนายน 2555 เวลา:18:54:28 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะพี่ ให่ข้อคิดได้เยอะเลย


โดย: ทราย (sainutzuki ) วันที่: 31 กรกฎาคม 2555 เวลา:8:52:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.