Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
2 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
อ่านนิสัยใจคอ จากการสนทนา

อ่านนิสัยใจคอจากการสนทนา

การสนทนา...เป็นสิ่งหนึ่งที่เราสามารถจะวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของผู้ที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วยได้ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ที่
เรากำลังสนทนาอยู่ด้วยก็ตาม...การวิเคราะห์ลักษณะนิสัยดังกล่าวนี้เป็นการศึกษา ค้นคว้าและเก็บตัวอย่างโดยนักจิตวิทยา เราจึงมั่นใจได้ว่าหลักการ
ดังที่เราจะศึกษาต่อไปนี้น่าจะมีความถูกต้องแม่นยำอยู่พอสมควรทีเดียว

• ชอบบ่นเรื่องเงินเดือนกับผู้อื่น
ถ้าในวงสนทนาที่คุณกำลังสนทนาอยู่นั้นมีผู้บ่นว่าได้เงินเดือนน้อย ไม่พอใช้จ่ายหรือไม่คุ้มค่าเหนื่อยนั้น แสดงว่าคนผู้นั้นเป็นคนที่ไม่มีความจริงใจใน
การทำงาน ไม่มีความคิดจะตั้งอกตั้งใจทำงานของตนให้ดี คนเช่นนี้นอกจากจะไม่จงรักภักดีในองค์กรหรือบริษัทที่ตนทำงานอยู่แล้ว ยังเป็นคนที่ไม่รู้จัก
แสวงหาความก้าวหน้าให้กับชีวิตของตนเองอีกด้วย...

• ชอบนินทาหัวหน้า
คนที่ชอบนำหัวหน้าของตัวเองไปเป็นหัวข้อในการสนทนา เช่นมักกล่าวหาว่าหัวหน้าของตัวเองไม่เก่งบ้าง มีความสามารถไม่พอบ้าง หรือตำหนิในเรื่อง
ต่างๆที่หัวหน้าของตนเองทำผิดพลาด คนเช่นนี้มักเป็นคนที่ไม่ค่อยจะให้ความนับถือใครอย่างจริงจัง มักชอบดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น และถือตนว่าตัวเอง
เก่งมีความสามารถ ทั้งๆที่อาจจะไม่มีเลยก็ได้ และคนลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานสูงแต่ขาดความกล้าหาญที่จะแสดงความคิด
เห็นของตนอย่างที่ควร...

• ชอบรำลึกอดีต
ผู้ที่ชอบพูดรำลึกถึงอดีตที่ตนเคยได้รับความสำเร็จอย่างงดงามมาก่อนนั้น บุคคลผู้นั้นมักจะเป็นผู้ที่ยังคงคิดว่าตนเองยังคงล้มเหลวอยู่เสมอ และยังคง
อยากสร้างความรุ่งโรจน์ให้ชีวิตตนเองอีกสักครั้งทั้งๆที่จริงแล้วชีวิตในขณะนั้นอาจจะดีกว่าที่ผ่านมาด้วยซ้ำ แต่เขายังคงคิดถึงและโหยหาวันเวลาใน
ช่วงอดีตอย่างมากกว่าเท่านั้นเอง...

• ชอบวางแผน
สำหรับผู้ที่ชอบพูดถึงการวางแผนในโครงการต่างๆอยู่เสมอ แต่มิได้ลงมือทำสักที คนลักษณะดังกล่าวนี้เป็นบุคคลที่ยังรู้สึกไม่พอใจในชีวิตของตนเอง
ในขณะนั้น แม้จะมีความทะเยอทะยาน อยากจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ขาดความมั่นใจในการปฏิบัติ จึงมักพยายามพูดถึงแผนการต่างๆอยู่เสมอ
• ชอบไถ่ถาม
ผู้ที่ชอบไถ่ถามหรือไต่สวนเรื่องราวผู้อื่นมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายยอมตอบคำถามคนอื่น เช่น มักถามว่าคุณทำงานที่ไหน มีพี่น้องกี่คน มีความคคิดเห็น
อย่างไรบ้างในเรื่องนั้นเรื่องนี้ แสดงถึงเขาผู้นั้นมักเป็นคนที่ชอบแสวงหาอำนาจ อยากรู้ข้อดีข้อเสียของผู้อื่นเพื่อที่จะได้ตีสนิทหรือสามารถ ครอบงำ
อีกฝ่ายได้โดยง่าย...

• ชอบคุยแต่เรื่องตัวเอง
ผู้ที่ชอบดึงหัวข้อในการสนทนาให้วกมาที่เรื่องของตัวเองเสมอๆ โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยขึ้นก่อน คนลักษณะเช่นนี้นั้นบ่งบอกถึงเป็นบุคคลที่พยายามจะยกตน
เองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง คนประเภทนี้มักมีความเก็บกด จึงอยากจะเป็นที่ชื่นชมและสนใจของผู้อื่นบ้าง ซึ่งแท้จริงแล้วเขาอาจจะไม่มีความภูมิใจใน
เรื่องราวที่เขาพูดคุยออกมาเลยก็ได้ แต่เขาพยายามคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาดูดีขึ้นมาได้บ้าง

• ชอบลูบเส้นผมตัวเอง
ไม่ว่าชายหรือหญิงก็ตาม ถ้าหากคุณเห็นใครคนหนึ่งเวลาพูดคุยหรือในยามเผลอตัว มักชอบเอามือมาลูบเส้นผมของตนเล่นเสมอๆ คุณจะสามารถเดาได้
ทันทีว่าคนผู้นั้นเป็นบุคคลประเภทช่างอ่อนไหว คิดมาก สะเทือนใจง่าย และมักมีเรื่องราวให้ต้องครุ่นคิดในใจอยู่อย่างมากมายเสมอ จิตใจของบุคคลดัง
กล่าวนี้มีความอ่อนโยน เป็นมิตรและโรแมนติก แต่ติดเจ้าอารมณ์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนัก

• ชอบสัมผัสใบหน้า
ในขณะที่คุณกำลังพูดคุยอยู่กับใครก็ตามแล้วคนผู้นั้นมักชอบเอามือไปสัมผัสกับใบหน้าของตัวเองอยู่เสมอๆ ไม่ว่าบริเวณใดก็ตาม แสดงว่าบุคคลดังกล่าว เป็นผู้ที่ไม่ค่อยจะมีความมั่นใจในตัวเองนัก และอีกอย่างก็คือบุคคลดังกล่าวกำลังมีความหวาดหวั่นในความผิดพลาดหรือข้อด้อยบางอย่างของตัวเองที่ปิด บังซ่อนเร้นไว้ จะถูกเผยออกมา

• ชอบเลียริมฝีปาก
ผู้ที่กำลังพูดคุยอยู่กับเพศตรงข้าม และมักจะเผลอแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากเพราะริมฝีปากแห้ง หรือเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ลักษณะดังกล่าวนี้บ่งบอก ถึงว่าคนผู้นั้นกำลังมีความสนอกสนใจเพศตรงข้ามผู้ที่ตนเองกำลังสนทนาอยู่ด้วยในขณะนั้นนั่นเอง

• ชอบสัมผัสที่ติ่งหู
ผู้ที่ชอบยกมือไปสัมผัสติ่งหูของตนเอง หรือดึงติ่งหูเล่นในขณะสนทนา แสดงถึงว่าเขาผู้นั้นกำลังรู้สึกเบื่อและปรารถนาจะให้การสนทนานั้นยุติลงโดยเร็ว เพราะไม่สามารถที่จะทนฟังต่อไปได้อีกแล้ว

• ชอบเกาศีรษะ
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดคุย แต่ถ้าผู้ใดก็ตามที่เผลอยกมือไปเกาศีรษะเบาๆ ก็ย่อมแสดงได้ว่าเขาผู้นั้นเริ่มรู้สึกว่าการสนทนานี้ไม่น่าสนใจนัก และอยาก
ให้ผู้อื่นพูดคุยถึงเรื่องราวของเขาบ้าง คนที่มักเผลอเกาศีรษะในขณะพูดคุยกันมักเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง ชอบที่จะเป็นจุดสนใจอยู่เสมอ

• ชอบนั่งไขว่ห้าง
ผู้ที่มักชอบนั่งไขว่ห้างในขณะสนทนาคือผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นคนที่ชอบคำนึงถึงภาพลักษณ์ของตนเองและปรารถนาที่จะให้ตนเองเป็นที่ได้
รับความสนใจจากเพศตรงข้าม คนที่มักชอบนั่งไขว่ห้างอยู่เสมอๆ มักมีความดื้อรั้น เชื่อถือในความคิดเห็นของตนเองมากแต่ก็แคร์ในความรู้สึกของผู้
อื่นเช่นเดียวกัน

• คนพูดเร็ว
ถ้าคู่สนทนาของคุณเป็นคนที่มีจังหวะในการพูดยามปรกติค่อนข้างเร็วนั้น ย่อมแสดงถึง เขาผู้นั้นเป็นบุคคลที่ช่างพูดช่างเจรจา สามารถโต้เถียงได้เก่งกาจ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เอาแต่ใจตัวเอง บางครั้งก้าวร้าวไม่ยอมใคร

• คนพูดช้า
คนที่มีจังหวะในการพูดค่อนข้างช้า เป็นคนที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมั่นอกมั่นใจในตัวเอง แต่จริงๆแล้วเป็นคนยึดมั่นแต่ในความคิดของตนเองเป็นใหญ่
อยู่เสมอ ดื้อเงียบ มักคิดเรียบเรียงคำพูดไว้ในใจก่อนจะพูดเสมอ






Create Date : 02 มีนาคม 2553
Last Update : 2 มีนาคม 2553 15:44:20 น. 2 comments
Counter : 601 Pageviews.

 
แวะมาทักทายค่ะ

Elbereth



โดย: Elbereth วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:15:49:09 น.  

 
เออ...มีส่วนจริงนะครับ เท่าที่ดูเพื่อนผมหลายๆคน


โดย: Don't try this at home. วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:16:08:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.