Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
อยู่อย่างขบถบนเส้นทางอุดมคติ……

อยู่อย่างขบถบนเส้นทางอุดมคติ……

ท่ามกลางระบบคุณค่าที่สับสนยุ่งเหยิงอย่างยิ่งของสังคมยุคปัจจุบัน ทั้งในประเทศนี้และประเทศอื่น ๆ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ได้ตั้งคำถามกับตนเอง กับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่และกับสังคมทั้งระบบ เกี่ยวกันปัญหาคุณค่าพื้นฐานของการดำรงชีวิต จริงอยู่วิทยาศาสตร์ได้ช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายขึ้นมากในทางวัตถุ แต่กระนั้นมนุษย์ยังหาได้พอใจเพียงเท่านั้นไม่ โดยเนื้อแท้แล้วมนุษย์ต้องการรู้ให้ซึ้งถึงคุณค่าที่แท้ของการเกิดเป็นมนุษย์ ที่ไปพ้นการกิน การนอน การสืบพันธุ์ และการหาความมั่นคงปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ จึงมีการถามว่า อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ คนเราเกิดมาทำไม ชีวิตมนุษย์มีความหมายหรือไม่ เราต้องมีเป้าหมายในชีวิตที่สูงส่งหรือไม่ คนคืออะไรกันแน่ และควรเป็นอย่างไร ทำอย่างไรเราจึงจะดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย สมศักดิ์ศรีที่เกิดมาเป็นมนุษย์

เนื่องจากคำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบสำเร็จที่ตายตัวสิ้นสงสัย แบบคำถามคำตอบทางวิทยาศาสตร์ จะมีก็แต่ข้อเสนอแนะของผู้รู้ทางศาสนาหรือนักปรัชญาเท่านั้น ดังนั้นการถามคำถามเหล่านี้จึงตามมาด้วยกระบวนการแสวงหามากมายหลายแบบ และในการแสวงหานั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีการขบถ เพื่อบอกว่า “ ไม่ “ ต่อสิ่งที่สังคมบอกว่า “ ใช่ “ การถามและการปฏิเสธนี้เป็นไปในระดับต่างๆ กัน ตั้งแต่การถามและการปฏิเสธบางสิ่ง หลายสิ่ง จนถึงทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนั้น สภาวะทางสังคมที่เคยเชื่อกันว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจและประยุกต์วิทยา ( เทคโนโลยี ) จะนำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้ากัน กลับปรากฏในลักษณะตรงกันข้าม ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ประเทศรวยประเทศจน ขยายห่างออกไปทุกที สิ่งแวดล้อมทางนิเวศน์วิทยาเลวร้ายลงทุกขณะ ทรัพยากรที่ไม่สามารถหามาทดแทนได้ หรือทดแทนไม่ได้ในเร็ววัน เช่น แร่ธาตุบางชนิด น้ำมัน และป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาอาชญากรรมนานาแบบกลับเพิ่มขึ้น ผู้คนกลับมีความสุขทางใจน้อยลง และเป็นโรคจิตโรคประสาทกันมากขึ้น

ว่าเฉพาะในยุคปัจจุบัน และจำกัดเฉพาะสังคมไทยเราเองโดยมุ่งเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีโอกาสทางการศึกษาดีกว่าคนส่วนมาก คือ ผู้ที่ได้มีโอกาสเรียนเลยขั้นเตรียมอุดมศึกษาขึ้นไป สังคมปัจจุบันย่อมถือว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ หรือมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตดียิ่งกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก แต่แล้วพอเรากลับมาสำรวจพิจารณาดูสภาพจริง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เรากลับสัมผัสกับชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย บางครั้งเราจะรู้สึกว่าชีวิตไร้สาระ ไร้คุณค่า ทั้งที่วันหนึ่ง ๆ เรามีกิจกรรมในชีวิตมากมาย วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาแทบทั้งหมดก็หาความสนุกสนานทางสติปัญญาแทบไม่ได้เลย บ่อยครั้งที่เราอยู่ในแดนสนธยาของความสับสนลังเล รู้สึกว่าชีวิตไร้เสถียรภาพทั้งๆ ที่หลายครั้งเราก็อยากจะเชื่อว่า ชีวิตของเราประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งอย่างที่สังคมเขามองเรา

บางทีพ่อ แม่พี่น้อง ครูบาอาจารย์ อาจจะพยายามปลอบใจจนเราก็อาจจะพลอยเชื่อว่า ตอนนี้ยังต้องอดทนเอาสักหน่อย ทนกับการเรียนอันน่าเบื่อหน่าย ทนกับการตรากตรำสักพัก เพื่อจะได้มีงานการที่มีหลักฐานมั่นคง มีหน้ามีตาในสังคม มีครอบครัว มีบ้านหลังงาม ๆ มีรถเก๋ง มีหลักประกันสำหรับลูก ๆ มีสิ่งที่เรียกกันว่า ความมั่นคงปลอดภัยของชีวิต อันถือเป็นสรณาคมน์อย่างใหม่ของคนยุคนี้ ปัญหาก็คือ หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่า ความฝันเช่นนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ เพราะคนจบการศึกษาชั้นสูงแล้วว่างงานมากขึ้นในหลายสาขาวิชา ดังในช่วงหลังนี้หลายหน่วยงานเปิดรับสมัครคนทำงานจำนวนสิบ แต่มีคนสมัครเป็นจำนวนพัน ๆ จนเป็นข่าวครึกโครมเสมอ แต่ถึงแม้หางานทำได้ คนรุ่นใหม่ก็เริ่มสงสัยกันมากขึ้นแล้วว่าวิถีชีวิตที่เราฝันไว้นั้นจะทำให้เราได้พบความหมายและคุณค่าของชีวิตจริงๆ หรือไม่ ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูจากคนใกล้ๆ ตัวเราเองที่สังคมถือกันว่าประสบความสำเร็จในชีวิต จะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติหรือมิตร รุ่นพี่ๆ ที่นั่งทำงานกันอยู่ตามหน่วยราชการ ตามธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ เราก็พอจะเห็นได้ว่าชีวิตของบุคคลเหล่านี้ น้อยคนนักที่พอใจกับชีวิตอย่างแท้จริง ส่วนมากก็อยู่กันอย่างเซ็ง ๆ แม้จะพยายามแสดงให้คนอื่นเห็นและปลอบใจตนเองว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ถ้ามีโอกาสใกล้ชิดหรือได้สนทนากันอย่างเปิดอก บุคคลเหล่านี้ก็ไม่แน่ใจว่าชีวิตของตนเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ เริ่มสงสัยในคุณค่าของการดำรงชีวิตเช่นเดียวกับคนรุ่นที่กำลังร่ำเรียนกันอยู่ ต่างกันก็ตรงความพร้อมและความกล้าต่อการแสวงหาคำตอบอย่างจริงจังเท่านั้นเอง ทั้งหมดนี้เพราะอะไร

ภายใต้สภาพของสังคมปัจจุบัน คนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนของสังคม ในส่วนลึกของจิตใจจะรู้สึกดูถูกตนเอง รู้สึกขาดความมั่นใจ รู้สึกมีปมด้อย นับตั้งแต่คนทำงานใช้แรงงานรู้สึกตนด้อยกว่าคนใช้สมอง คนไม่ได้เรียนรู้สึกด้อยกว่าคนที่เรียนหนังสือ คนเรียนน้อยรู้สึกด้อยกว่าคนเรียนมาก คนเรียนสถาบันนั้น ทำงานที่นั่น รู้สึกดูถูกเหยียดหยามกันเอง แม้คนที่ไต่ขึ้นไปถึงจุดสุดยอดของสังคมไทย ก็จะมองไปที่ต่างประเทศที่สูงกว่าตนขึ้นไปอีก คนที่มีจิตสำนึกแบบนี้ย่อมพร้อมที่จะดูถูกเหยียดหยามคนที่ตนรู้สึกต่ำกว่า อ่อนแอกว่า โง่กว่า จนกว่า พร้อม ๆ กันนั้น ก็จะสยบยอมและอิจฉาคนที่ตนรู้สึกสูงกว่า ฉลาดกว่า รวยกว่า แข็งแรงกว่า และก็จะรู้สึกเกลียดตนเอง และหลงตนเองอยู่ลึก ๆ พร้อม ๆ กันไป รู้สึกไม่พอใจที่ชีวิตต่ำกว่าคนอื่น และบางขณะก็รู้สึกเย่อหยิ่งที่มีคนอยู่ต่ำกว่าตน

ความเกลียดตนเองนี้ นอกจากจะเป็นเพราะการไต่เต้าปิรามิดทางสังคม ซึ่งแน่นอนว่าคนจำนวนน้อยที่สุดจะอยู่บนยอด คนจำนวนมหาศาลจะต้องรู้สึกพ่ายแพ้โดยเปรียบเทียบแล้ว ยังเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างการยกย่องพร่ำสอนหลักศีลธรรมจรรยาอีกด้านหนึ่งขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง สังคมก็ยั่วยุให้ผู้คนหลงใหลในกิเลสตัณหาต่างๆ คนหนุ่มสาวย่อมต้องรู้สึกขัดแย้งในใจต่อสังคมแบบปากว่าตาขยิบเช่นนี้ และโดยมากอำนาจฝ่ายต่ำก็เป็นฝ่ายชนะ แต่พอทำตามนั้นไปแล้ว คำสอนทางศีลธรรมก็ทำให้รู้สึกผิดรู้สึกบาป รู้สึกรังเกียจตนเอง เช่น คติเรื่องการรักนวลสงวนตัวของหญิงสาวตามแบบโบราณ กับแนวโน้มที่พยายามเลิกลัทธิพรหมจารี ได้ก่อความขัดแย้งและบีบคั้นทางจิตใจให้แก่คนรุ่นเยาว์จำนวนมาก หรือเช่นที่สังคมของเราด้านหนึ่งก็เชื่อกันว่าครูต้องเป็นปูชนียบุคคล แต่จริง ๆ แล้วเราก็ไม่มีการยกย่องให้เกียรติครูจริงๆ จัง ๆ สังคมยกย่องคนที่มีเงิน มีอำนาจต่างหาก ไม่ว่าจะได้อำนาจและทรัพย์นั้นมาอย่างฉ้อฉลเพียงใดหรือไม่ก็ตาม

ความรู้สึกด้อยอยู่เสมอ กับความรู้สึกรังเกียจตนเอง ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกชีวิตไร้รสชาติ เซ้งและน่าเบื่อหน่าย ประกอบกับระบบการเรียนการงานในยุคสมัยนี้ พยายามปรับคนให้เหมาะสมกับเครื่องจักร และการบริหารงานแบบลดหลั่นกันเป็นขั้น ๆ ทำให้คนเรียน และคนทำงานไม่มีโอกาสใช้พลังความสามารถอย่างสร้างสรรค์ และไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการทำงานทั้งหมด คนจำนวนมากจึงทำงานและเรียนอย่างซังกะตาย ไร้ชีวิตชีวา รอคอยแต่จะให้หมดเวลาเร็ว ๆ

นอกจากนั้น คนในสังคมแบบนี้ยังรู้สึกเหงา และว้าเหว่ ทั้งๆ ที่อยู่กันอย่างแน่นขนัดก็ตาม ลึก ๆ รู้สึกไม่มีความผูกพันกับใครอย่างจริงจัง และไม่มีใครจริงใจกับเรา ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูงหรือแม้แต่คนรักหรือคู่ครอง มักประสบความล้มเหลว และเกิดช่องว่างง่ายที่สุด การหย่าร้างกำลังเพิ่มมากขึ้นตามอย่างประเทศตะวันตก คนหนุ่มสาวดูจะมีปัญหาอกหักมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เสรีภาพในการเลือกมีมากกว่าสมัยก่อน ท่าทีภายนอกดูเหมือนครูบาอาจารย์จะมีความเป็นกันเองกับศิษย์มากขึ้น แต่ความเอาใจใส่กันจริง ๆ จัง ๆ กลับลดลง

ความทุกข์ด้านต่างๆ ของคนสมัยใหม่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ประกอบกับความเป็นอยู่ที่ห่างเหินกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีความงาม ทำให้ผู้คนผู้คนคับแค้นขัดข้องใจ วิตกกังวล บางส่วนดิ้นรนเพื่อหาเงินทองชื่อเสียงเป็นบ้าเป็นหลัง บ้างก็เสพสุขอย่างเสเพล แต่ถ้าถามกันจริงๆ ต่างก็สงสัยในคุณค่าของการดำรงอยู่ ต่างก็สัมผัสกับความรู้สึกไร้สาระ ไร้ความหมาย และนี่เองที่อธิบายว่าทำไมสังคมปัจจุบันจึงเป็นสังคมที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอบายมุขนานาแบบ และทำไมผู้คนจึงบ้าซื้อ บ้าเสพ บ้าสะสม ทั้งนี้เพราะว่าอบายมุขและลัทธิบริโภคเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่คนเราจะหนี หรือหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ต่าง ๆ ของชีวิตชั่วครั้งชั่วคราว เป็นการหลบจากการเผชิญกับคำถามที่สำคัญที่สุดของชีวิต เข้าไปอยู่ในโลกมายาระดับต่างๆ ตั้งแต่หนังสือ นวนิยาย กำลังภายใน สุรายาเมานานาชนิด การพนันทุกระดับ ตลอดจนถึงภาพยนตร์ และกีฬา ฉะนั้นการคิดจะขจัดอบายมุข โดยไม่ดูที่เหตุปัจจัยต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยิ่งกว่านั้น อาชญากรรมและความรุนแรงรวมทั้งการฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่การทำงานเพื่อปฏิรูปปฏิวัติสังคม ถ้าวิเคราะห์กันถึงที่สุด ก็อาจจะมีหลายกรณีที่เกิดจากต้องการหนีจากความไร้สาระของชีวิตก็ได้

สำหรับคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นน้ารุ่นอา ตีเสียว่าอายุ 40ขึ้นไปโดยส่วนมาก แม้จะรู้สึกว่าลึก ๆ ชีวิตไร้ความหมาย แต่โดยมากจะไม่มีเวลามากนักสำหรับความสับสน เพราะคนเราแม้จะเลือกผิด ก็ยังมีความรู้สึกมั่นใจยิ่งกว่าคนที่ไม่รู้จะเลือกอะไรดีและกว่าจะรู้ว่า “ บนยอดเขาภูเขาหนอน “ มีแต่ความว่าเปล่า อายุก็ดูจะล่วงเลยเกินกว่าจะกล้าคิดแสวงหาหนทางใหม่อย่างจริงจังเสียแล้ว คนที่ไม่สามารถหันเข้าหาอบายมุข หรือบ้าการสะสม หรือการเสพสุขอย่างหยาบ ๆ จำนวนไม่น้อยจะหันเข้าหาไสยศาสตร์หรือบ้าก็หันเข้าหาศาสนา ซึ่งมักจะยึดกับเฉพาะที่เป็นเปลือกเป็นกระพี้ ท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ เคยพูดว่า แม้อายุจะล่วงเลยไปแล้วแต่ท่านก็รู้สึกไม่เข้าใจชีวิตเลย แม้ภายนอกจะดูประสบความสำเร็จ แต่ภายในก็ไม่มีความสุข ผมคิดว่านี่เป็นผลเนื่องมาจากการไม่ได้ถามคำถามสำคัญ เกี่ยวกับคุณค่าของการดำรงอยู่ของชีวิตอย่างจริงจัง ในวัยหนุ่มสาวของชีวิตนั่นเอง

ความจริงเป้าหมายชีวิตแบบชนชั้นกลาง ตลอดจนการดำเนินชีวิตที่ขาดเป้าหมายลึกซึ้งเช่นนี้นั้น คนหนุ่มสาวในสังคมของเราก็ได้เริ่มตั้งคำถาม และข้อสงสัยมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในแง่ปรัชญาและจริยธรรม โดยเริ่มจากปัญญาชนกลุ่มเล็ก ๆ แล้วขยายไปวงนักศึกษา จนถึงประชาชนวงการต่างๆ และได้กลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังที่ทราบกันอยู่แล้ว แม้จะมุ่งเน้นแต่แง่มุมทางจริยธรรม โดยไมได้ตอบปัญหาทางปรัชญาอย่างลึกซึ้ง

ทำไมแบบวิถีชีวิตแบบชนชั้นกลางจึงไม่ใช่คำตอบ ถึงตรงนี้ เราอาจลองวิเคราะห์กันดูว่า ทำไมวิถีชีวิตที่ดูหรูหราโอ่อ่าแบบนี้ จึงกลับกลายเป็นทางชีวิตที่ไร้ความหมายในแก่นแท้ไป ทั้งนี้จะลองใช้หลักคิดบางอย่างจากพุทธศาสนามาช่วยในการมองปัญหา มองจากอริยสัจ เราจะเห็นได้ว่าระบบคุณค่าของวิถีชีวิตแบบชนชั้นกลางในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ หมายความว่าระบบคุณค่าแบบนี้ ไม่ได้เอื้อให้มนุษย์มีโอกาสพัฒนาชีวิตของตนอย่างลึกซึ้งและรอบด้าน หากแต่กระตุ้นหรือพัฒนาเฉพาะบางด้าน และเป็นด้านที่ตื้นเขินที่จะเพิ่มพูนความทุกข์ และความสับสนให้เท่านั้น

การที่สังคมยกย่องคนที่มีอำนาจราชศักดิ์ มีทรัพย์สมบัติอัครฐาน โดยไม่คำนึงว่าทรัพย์ ยศ ชื่อเสียงนั้น ได้มาอย่างฉ้อฉลหรือชอบธรรมนั้น ย่อมกระตุ้นอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ของผู้คนในสังคมให้พอกพูนขึ้นตลอดเวลา โดยมีระบบโฆษณาต่าง ๆ ทางสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือสำคัญคอยกรอกหูกรอกตาทุกเช้าค่ำ ในทางยั่วยุกามราคะ โลภจริต และความทารุณโหดร้ายต่าง ๆ ทำให้คนหลงใหลกับการซื้อหาบริโภคผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา จนการซื้อ และการสะสมกลายเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง หรือเป็นเครื่องแสดงอัครฐานไป ในสภาพสังคมเช่นนี้ การแก่งแย่งแข่งขัน การชิงดีชิงเด่นเพื่อเอาชนะ เพื่ออยู่เหนือคนอื่นกลายเป็นสิ่งมีคุณค่า ความสำเร็จส่วนตัวได้รับการเทิดทูนบูชา โดยปลูกฝังกันมาแต่อ้อนแต่ออก เดี๋ยวนี้เด็กจะแข่งกันตั้งแต่ชั้นอนุบาลเลยทีเดียว ความรู้สึกตัวใครตัวมัน ความเห็นแก่ตัว ถูกกระตุ้นจนเป็นพลังครอบงำชีวิตผู้คนทั่วไป

ในหลักอริยสัจท่านชี้ไว้อย่างชัดเจนว่า เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่กิเลสตัณหาอุปาทานต่างๆ นั่นเอง ฉะนั้นยิ่งสังคมให้คุณค่าในทางกระตุ้นอกุศลมูลมากเท่าไร สังคมนั้นย่อมต้องเต็มไปด้วยปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้น คนที่ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ที่ปริญญาบัตร บ้านสวยหรู รถเก๋งคันงาม ชีวิตครอบครัวชวนฝัน จึงไม่อาจพบความหมายที่แท้จริงของชีวิตได้

ธรรมชาติของตัณหานั้นท่านว่าถมไม่เต็มเหมือนมหาสมุทร เราจึงพบคนวิ่งไล่ตะครุบเงาของความสุขวันวุ่นวายไปหมด ตั้งแต่นักเรียนที่แข่งกันสอบเอาเกรด พอได้เท่านี้ ก็อยากได้เท่านั้นต่อไปอีกเรื่อยๆ หรือข้าราชการถ้าได้ซีนี้ก็อยากได้ซีสูงขึ้นไป หรือนักธุรกิจที่คอยตะครุบความดีใจที่เส้นหมึกในสมุดบัญชีเปลี่ยนแปลงไปได้แค่นั้นแล้วก็อยากได้แค่โน้น เป็นอันชีวิตไม่ได้พบความสุขเลย พอเข้ามาถึงที่ตั้งเป้าหมายไว้เดิม ความสุขก็ดูเลื่อนลอยออกไป พูดอย่างสั้นก็คือ คนส่วนมากในสมัยนี้ถูกหลอกให้หาความหมายจากชีวิต โดยการตามสนองตัณหาให้มากที่สุด ขณะเดียวกันตัณหาก็ถูกกระตุ้นให้ขยายออกไป ต้องการสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ โดยลืมสมการพื้นฐานที่ว่า ความสุข = การสนองตัณหา / ตัณหา
ธรรมชาติของตัณหานั้นยิ่งตามสนองมันยิ่งเพิ่มขึ้น ฉะนั้น ความสุขที่แท้จริงของชีวิตจึงเป็นเรื่องของการลดตัณหาต่างหาก

ชาวพุทธสอนกันมาแต่โบราณแล้วว่า โลกธรรมทั้ง 8 ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เป็นเพียงผลพลอยได้ของชีวิต และอาจจะใช้เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ของชีวิต ในการให้คุณให้โทษทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่นได้ แต่สังคมสมัยใหม่กลับนำเอาสิ่งที่เป็นอุปกรณ์และผลพลอยได้นี้มาเป็นเป้าหมายของชีวิตเสีย เหมือนกับการให้ค่ากับเงาของตัวเราในกระจก แทนที่จะให้ค่ากับตัวเราจริง ๆ ที่เป็นต้นตอของเงานั้น

การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ผิดนี่เอง นำไปสู่ปัจจัยแห่งความทุกข์ ประการต่อมา คือทำให้คนขาดความเป็นตัวของตัวเอง จึงไม่มีโอกาสได้ค้นพบ และพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ยิ่งระบบการศึกษาและสื่อมวลชนมีประสิทธิภาพเท่าไร ก็ยิ่งหล่อหลอมให้คนคิดเหมือน ๆ กันมีรสนิยมเหมือน ๆ กัน กระทำเหมือน ๆ กันยิ่งขึ้น โดยไม่มีการใช้วิจารณญาณถึงความถูกต้องดีงามของความเหมือนกันนั้น ๆ ซึ่งส่วนมากเป็นไปในทางสยบยอมกับระบบคุณค่าจอมปลอมที่สังคมยอมรับกันอยู่แล้ว ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้ใช้สติปัญญาความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ถ้าใช้ก็ใช้อย่างเห็นแก่ตัว ทั้งระบบราชการ และธุรกิจการค้าก็ล้วนเสริมให้เรากลัวที่จะทำอะไรผิดจากคนอื่น

กลัวหัวโขนของคนที่อยู่ในฐานะเหนือกว่า กลัวไม่ได้รับการยกย่องจากสังคม กลัวมายาของความมั่งคั่ง และมั่นคงในชีวิต ดั่งเมื่อไม่นานมานี้ เด็กนักเรียนของเราคนหนึ่งได้รับรางวัลนานาชาติจากงานวาดเขียน เมื่อมีคนไปสัมภาษณ์แกบอกว่า พ่อแม่พี่น้องอยากให้เรียนหมอ เรียนทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง คนที่เกิดมาถนัดจะทำไร่ไถนาจึงไม่อาจจะหาความสุขและมีใจกับงานอาชีพของตน ทุกคนอยากเป็นเจ้าขุนมูลนายสมัยใหม่กันทั้งนั้น ฉะนั้น นอกจากจะถูกจองจำในห้องเรียนอันน่าเบื่อหน่ายกันแล้ว พอจบออกไป คนจำนวนมากก็ต้องอยู่กับโต๊ะทำงานอย่างไรชีวิตจิตใจ ซังกะตายไปวัน ๆ ให้เวลาหมดไปเร็ว ๆ ทั้งนี้ประกอบกับทัศนะต่องานที่รับมาจากตะวันตกที่แยกงานออกจากความรื่นรมย์ของชีวิต พอนึกถึงงานเราก็นึกถึงการบังคับตัวเอง นึกถึงความแห้งแล้ง ต้องมุ่งมั่นหัวปักหัวปำ เพื่อให้จิตอันละเอียดอ่อนหยาบกระด้าง เหมาะแก่การทำงานกับเครื่องจักรต่างๆ งาน ( รวมทั้งการเรียนด้วย ) จึงเป็นสิ่งเลวร้ายที่จำเป็น แทนที่จะเป็นเครื่องพัฒนาความเป็นมนุษย์ของคน การไม่ได้ทำงานอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ชีวิตน่าเบื่อหน่าย และไร้คุณค่า นอกจากนั้นแล้ว

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การให้คุณค่าผิด ๆ กับการศึกษา เรามักถือกันว่าการศึกษาเป็นทางให้ได้มาซึ่งประกาศนียบัตรหรือปริญญาบัตร อันจะนำไปเป็นหลักฐานในการประกอบอาชีพ จึงละเลยการศึกษาในความหมายที่แท้จริง ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพของความเป็นมนุษย์ มิไยต้องเอ่ยถึงว่าจบไปแล้วจะมีงานทำหรือหาไม่ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะตั้งเป้าหมายไว้อย่างถูกต้อง ก็ยากที่จะหวังให้ระบบการเรียนการสอนของเราในปัจจุบันเอื้อให้ได้พัฒนาชีวิตอย่างรอบด้านลึกซึ้ง อย่างดีที่สุดก็พัฒนาได้เฉพาะด้านพุทธิปัญญาหรือการใช้เหตุผลกับด้านทักษะบ้างเท่านั้น แม้สองด้านนี้ก็เป็นที่คลางแคลงใจกันมากว่า ทำได้แค่ไหนเพียงไร ส่วนที่จะหวังให้พัฒนาด้านจริยสมบัติ และจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง หรือทางด้านอารมณ์และการรู้จักตนเองนั้น อย่าพึงหวังเลย ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งยวดของความเป็นมนุษย์

เมื่อการศึกษาไม่ได้ช่วยให้เรารู้จักตนเองและตำแหน่งแหล่งที่ของเราในสังคม เราก็ไม่รู้ว่า เรามีความสามารถทางไหน มีคุณธรรม อะไรเด่น อะไรด้อย มีความเลวร้ายอะไรแฝงอยู่ที่ต้องระมัดระวัง ไม่รู้ว่าควรจะมีบทบาทอย่างไรในสังคม ทำให้เราสัมพันธ์กับตนเองและคนอื่นอย่างไร้หลักการ เมื่อเรามุ่งเอาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต โดยฉุดกระชากลากตนเองให้เรียน และทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือซังกะตายแล้ว เราย่อมเอาความสำเร็จของตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยเห็นผู้อื่นหรือสิ่งอื่นรอบ ๆ ตัวเราเป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อนำความสำเร็จมาสู่อัตตาของเรา เมื่อมองจากจุดนี้ เราย่อมไม่แปลกใจที่ได้ข่าวลูกที่ประสบความสำเร็จในชีวิตตามสังคมมเขายกย่องกันจำนวนมาก

ปฏิบัติต่อพ่อแม่อย่างที่เรียกกันว่า อกตัญญู เพราะหลายกรณี พ่อแม่ก็สอนให้ลูกเอาแต่ตนเองให้รอด สอนให้แข่งดี เอาชนะคนอื่น อาจจะเพื่อเกียรติของพ่อแม่ด้วย เมื่อความเห็นแก่ตัวพัฒนาไประดับหนึ่ง พ่อแม่ก็มีความหมายเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เราประสบความสำเร็จเท่านั้นเช่นกันเป็นธรรมดา ไม่ต้องเอ่ยถึงเพื่อนฝูง หรือคนรักก็ได้ นี่คงพอจะอธิบายถึง “ ความเหงาเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางฝูงชน “ ได้กระมัง ทั้งนี้เพราะธรรมชาติด้านที่เป็นกุศลมูลไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง เราไม่สนใจ หรือไม่รู้จักว่า แรงจูงใจที่เรากระทำการอย่างหนึ่งลงไปต่อตนเอง ต่อเพื่อนมนุษย์นั้น มาจากต้นตอที่เป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อตั้งเป้าไว้แล้วถูกขัดขวาง เราก็พร้อมที่จะใช้วิธีการเบี้ยว ๆ บูด ๆ นานาแบบ ตั้งแต่ความไม่จริงใจ จนถึงความตลบตะแลง โกหก หักหลัง ทั้งอย่างหยาบคายและแนบเนียน โดยมักอ้างว่าสังคมส่วนใหญ่เป็นกันเช่นนี้ เราต้องหลิ่วตาตาม

เรามักเห็นกรอบแห่งกายกรรม วจีกรรม ( ศีลสิกขา ) เป็นเรื่องไร้สาระไร้ความหมาย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนหรือสถาบันที่พร่ำสอนเรื่องพวกนี้ เป็นประเภทปากว่าตาขยิบเสียมากต่อมาก เราจึงไม่แน่ใจในคุณธรรมสำคัญ ๆ ของชีวิต อย่างขันติธรรม เมตตา กรุณา สัจจะ อธิษฐาน สมาธิภาวนา เมื่อไม่รู้จักตนเองก็ไม่รู้จักคนอื่น เมื่อปราศจากหลักการก็ล้มเหลวในการคบหาคนอย่างลึกซึ้งจริงจัง และไว้วางใจกัน ชีวิตก็ดูน่าเบื่อหน่ายและไร้สาระยิ่งขึ้น และนี่คือผลขอวิถีชีวิตแบบ “ ใฝ่สัมฤทธิ์ “ ยิ่งกว่า “ ใฝ่สัมพันธ์ “ ซึ่งเป็นที่ยกย่องนักหนาของนักวิชาการบางคนที่เอาบรรทัดจากตะวันตกมาวัดความเจริญของสังคมไทย

กับตัวเราเองก็เช่นกัน เมื่อปราศจากการศึกษาอีกสองหลัก ( จิตสิกขา ปัญญาสิกขา ) ของคนโบราณแล้ว เรามักจะลังเลไม่สามารถเลือกระหว่างแรงจูงใจสองอย่างที่ขัดแย้งกันได้ หรือเมื่อมีอารมณ์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นในใจ เราก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี จิตแพทย์จึงเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมยิ่งขึ้นทุกที เราไม่รู้ว่าเวลาราคะ โทสะเกิดขึ้นควรจะแสดงออกเต็มที่เต็มกำลัง หรือควรระงับยับยั้งไว้แค่ไหนเพียงไร เวลามีความหดหู่ฟุ้งซ่านเกิดขึ้น เราจะทำให้จิตใจแจ่มใสมั่นคงได้อย่างไร เรามักจะบังคับขับไส บีบคั้นชีวิต ในโลกของการงาน การเรียน แล้วก็ปล่อยตัวปล่อยใจอย่างสุดเหวี่ยงเมื่อเลิกงานเลิกเรียน แต่แล้วบางครั้งเราก็พบว่าเราไม่ได้พักผ่อนอะไรจริง ๆ จัง ๆ บางครั้งสิ่งที่เรียกว่าการพักผ่อน กลับทำให้เราเครียดยิ่งขึ้นก็มี การใช้ชีวิตแบบนี้ ย่อมเป็นการเบียดเบียนตนเองอย่างเห็นได้ขัด เมื่อตนยังไม่รัก และจะรักคนอื่นกระไรได้หรือเมื่อตนยังรักไม่เป็น แล้วจะรักคนอื่นเป็นได้กระไร

ระบบคุณค่าประการสุดท้าย ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ยุคใหม่ขาดความรื่นรมย์ ก็เห็นจะได้แก่ทัศนะที่ว่า มนุษย์เราต้องเป็นนายเหนือธรรมชาติ ต้องเอาชนะ ต้องเอาธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ทัศนะเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้มนุษย์กับธรรมชาติ แตกแยกและแปลกแยกจากกัน เมื่อสังคมเมืองขยายไปถึงไหน ธรรมชาติก็จะถูกทำลายลงไปเท่านั้น ต้นไม้ แม่น้ำลำคลอง ถูกแทนที่ด้วยตึกรามบ้านช่อง โรงงาน และถนนหนทางอันไร้สุนทรีย์ มิไยต้องเอ่ยถึงอากาศเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ เสียงเป็นพิษ ที่กลายเป็นสิ่งแวดล้อมอย่างใหม่ของคนเมืองแทนธรรมชาติ ในทางตะวันออกเรา ไม่แต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น ต่างก็ถือว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ชีวิตจึงควรอยู่ใกล้ชิดและกลมกลืนอย่างเป็นมิตรกับธรรมชาติให้มากที่สุด ธรรมชาติสามารถให้การรักษาเยียวยา สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและจิตใจของเรามากมายอย่างที่คนยุคนี้อาจจะคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

กล่าวโดยสรุป วิถีชีวิตแบบชนชั้นกลางได้ก่อให้เกิดปัญหาทุกข์ยากทั้งแก่ปัจเจกบุคคลและสังคม เพราะเชิดชูระบบคุณค่าที่ส่งเสริมสัญชาติญาณของสัตว์ หรือธรรมชาติฝ่ายต่ำในตัวคนเรา แทนที่จะส่งเสริมธรรมชาติฝ่ายสูง ที่เอื้อให้พัฒนาคุณภาพของความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ระบบคุณค่าดังกล่าว ได้แก่ การบูชาทรัพย์ อำนาจ กามคุณ และเกียรติยศจอมปลอมเป็นสรณะสูงสุดของชีวิต ส่งเสริมการแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น ให้ค่ากับการเรียนและการงานที่ขาดความสุขให้ค่ากับการศึกษาที่ไม่ได้พัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน และลึกซึ้งกับคตินิยมที่ว่ามนุษย์ควรเป็นนายเหนือธรรมชาติ ทั้งหมดนี้รวมกันส่งเสริม ตัณหา มานะ ทิฐิ อันเป็นอกุศลมูลในตัวคนเราให้งอกงามขึ้นอย่างครบองค์ ฉะนั้น ยิ่งทุ่มเททรัพยากร และพลังงานของมนุษย์ในทิศทางนี้เท่าไร สังคมก็ยิ่งเสียสมดุล และมนุษย์ก็ยิ่งทุกข์ตรมมากขึ้นเพียงนั้น อย่างไรก็ตาม มีนักเขียนที่ถือตนว่าก้าวหน้าบางคน บางสำนัก ปฏิเสธสมมุติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติฝ่ายสูงฝ่ายต่ำของมนุษย์ที่ว่านี้ ว่าเป็นความคิดแบบโบราณ เช่น วิทยากร เชียงกูล ข้าพเจ้าเองสงสัยว่า ถ้าปฏิเสธสมมุติฐานอันนี้แล้ว จะสามารถทำความเข้าใจธรรมชาติของสังคมได้จริง ๆ จัง ๆ และลึกซึ้งได้เพียงไหน

ที่นี้ถ้าหากเราจะสืบสาวหาเหตุปัจจัยกันต่อไป เราก็จะพบได้ว่าระบบคุณค่าที่ผิดพลาดเหล่านี้ แพร่กระจายไปในสังคมได้อย่างกว้างขวาง ก็โดยอาศัยระบบการศึกษาและระบบสื่อสารมวลชนต่าง ๆ นั่นเอง เป็นตัวการที่สำคัญ ระบบการศึกษากระทำอย่างแนบเนียนและอำพรางอยู่บ้าง ขณะที่ระบบโฆษณาของสื่อมวลชนต่าง ๆ เป็นไปอย่างหยาบและมีพลังอำนาจในการสร้างทัศนคติที่ผิดพลาดได้อย่างรวดเร็วกว้างยิ่งนัก แต่เราจะสืบสาวต่อไปตามวิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา เราก็จะพบว่าระบบการศึกษาและสื่อมวลชน ก็ไม่ได้อยู่โดด ๆ โดยตัวมันเอง ในโครงสร้างของสังคมแบบที่เป้นอยู่ทั้งสองระบบนั้น ทำหน้าที่เป็นแขนเป็นขา หรือเป็นเครื่องมือของอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อเพิ่มพูนอำนาจและทรัพย์ให้แก่ชนชั้นนำกลุ่มน้อย ที่มีทรัพย์และอำนาจอยู่ในมืออีกต่อหนึ่ง โดยที่มีพวกอภิมหาอำนาจและอภิมหาบริษัทหนุนหลังไว้ ถ้าหากว่าประชาชนไม่ถูกกระตุ้นให้อยากซื้อ อยากเสพอยู่ตลอดเวลา ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่เกินความจำเป็นของชีวิตจำนวนมาก ก็จะไม่สามารถขายได้ บริษัทการค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าผู้คนพลเมืองไม่รู้สึกสยบยอม ข้าราชการทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจ ก็ไม่อาจจะข่มขู่และข่มเหงราษฎรได้ง่ายๆ ดังที่เป็นอยู่ ถ้าคนไม่ถูกหลอกให้รู้สึกว่าตนเองโง่หรือด้อยคุณค่า ก็จะไม่แข่งกันเรียนมัธยมศึกษาหรืออุดมศึกษากันเป็นบ้าเป็นหลังดังที่เป็นกันอยู่ ยิ่งบ้านเมืองพัฒนาไปตามปรัชญาที่เป็นอยู่ ประชาชนส่วนมากก็ยากจนลงไปเรื่อย ๆ ดังที่ทราบกันแล้วว่า เยาวชนอายุต่ำกว่า 14ปีของเรา เป็นโรคขาดสารอาหารถึงร้อยละ 60 หมายความว่าในอนาคตอันใกล้นี้พลเมืองของเรากว่าครึ่งจะทุพพลภาพทางร่างกายและสมอง นอกจากนั้นเราก็เห็นชัดกันอยู่ว่าชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ชาวประมงรายเล็ก ๆ และช่างฝีมือรายย่อยตามพื้นบ้านต่าง ๆ ต่างตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง และการศึกษาอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีความพยายามจากฝ่ายที่มีอำนาจจะเจือจานลงมาบ้าง ก็เป็นไปอย่างฉาบฉวย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญ ๆ อะไรเลย หากดูจะเป็นการหาเสียงทางการเมืองมากกว่าอะไรอื่น ปัญหาศีลธรรมในระดับโครงสร้างเหล่านี้มีความสำคัญไม่แพ้ปัญหาศีลธรรมของปัจเจกบุคคล เราจะแก้ไขเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ไม่

เพราะฉะนั้น การที่เราโยงปัญหาคุณค่ามาสู่ปัญหาโครงสร้างนี้จึงไม่ได้หมายความว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้ ตราบใดที่โครงสร้างทั้งหมดยังไม่เปลี่ยนแปลง การมองเช่นนั้นเป็นการมองด้านเดียวที่มีลักษณะเป็นกลไกเกินไป แม้เรื่องโครงสร้างจะเป็นปัญหาสำคัญของยุคนี้ที่จะต้องคิดแก้ไขกันจริงจัง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ที่โครงสร้างเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ก็เพราะสร้างระบบคุณค่าบางอย่าง ที่อาศัยจุดอ่อนในตัวปัจเจกบุคคล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ต่างๆ เป็นปัจจัย เพราะเรารู้ไม่เท่าทันตนเอง รู้ไม่เท่าทันสังคม จึงถูกระบบหลอกเอาได้ เมื่อมองจากแง่นี้ คนเล็กคนน้อยอย่างเราย่อมไม่หมดหวังเสียทีเดียว ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย เพราะกระบวนการเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเราและคนรอบ ๆ ตัวเรา ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ว่าโดยสรุป เรากำลังเผชิญกับปัญหาสองระดับ ระดับหนึ่งเป็นปัญหาเฉพาะยุคเฉพาะสมัย อันเกิดจากโครงสร้างของระบบปัจจุบันอีกระดับหนึ่งเป็นปัญหาที่เกิดกับมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย ( อย่างน้อยก็ในช่วงสามพันปีมานี้ ) ในทุกหนทุกแห่ง ทุกสายอารยธรรม อันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัญหาอกาลิโก และปัญหาสองระดับนี้ ต่างมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เชื่อมโยงถึงกันและกันดังกล่าวมาแล้ว

เส้นทางแห่งความหมาย

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมองอย่างมีความหวัง แต่ภายใต้สภาพการณ์ของปัญหาอันสับสนและซับซ้อน ตลอดถึงเหตุปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ถ้าพวกเราที่เป็นคนหนุ่มสาวต้องการที่จะมีชีวิตอย่างมีความหมายและมีคุณค่า ย่อมไม่ใช่เรื่อง่าย มีอุปสรรคมากมายที่จะต้องฝ่าฟัน มีหนามแหลมคมขวางทางอยู่มิใช่น้อย ถ้าเรายอมงอมืองอเท้า ปล่อยชีวิตไปตามกระแสสังคม เราอาจจะมีชีวิตที่ดูมั่นคงปลอดภัยและสุขสบายทางวัตถุบ้าง แต่จะให้ได้พบกับสาระของชีวิตที่เป็นแก่นสารทางคุณค่านั้น เราย่อมหวังไม่ได้ ชีวิตเราก็กลายเป็นสวะที่ลอยไปตามกระแสสังคมเท่านั้นเอง แน่นอนในยุคสมัยเช่นนี้ เราย่อมไม่พ้นดอกที่จะถูกกล่าวหาว่าขวางโลก ว่าบ้าอุดมคติ เป็นขบถ หรืออาจจะเป็นพวกก่อกวน ก่อการร้าย ไปจนถึงเป็นเด็กมีปัญหา สมญานามเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งควรภาคภูมิ เป็นเกียรติที่แท้ของชีวิตเสียแล้ว เราควรถือเป็นมงกุฎและสายสะพายแห่งโลกอนาคตที่จะไม่มืดมนอนธการอย่างในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ขบวนการของหนุ่มสาวที่ผ่านมาก็สอนให้เรารู้ว่า เราจะเป็นต้องรักษาเกียรติยศเหล่านี้ไว้อย่างดียิ่ง เพราะเหรียญตราขบถ อุดมคติ อุดมการณ์ ฯลฯ ก็สามารถกลายเป็นสลากปลอม ปกปิดความกะล่อนไร้หลักการของพวกเราบางคนได้เช่นเดียวกัน

ในทางพุทธศาสนา ชีวิตที่มีคุณค่าต้องเริ่มต้นที่ความเคารพ และภูมิใจในตนเอง ( หิริโอตตัปปะ ) แล้วต้องพัฒนาให้แก่กล้าขึ้นตามลำดับ พร้อม ๆ กับต้องมีความสุข ความสนุกจากการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ชีวิตของคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่องานอันน่าเบื่อจำเจ ธรรมชาติให้กำลังใจ ให้สติปัญญา ให้ฝีมือแก่เรา เพื่อที่เราจะได้บุกเบิก เรียนรู้ ผจญภัยในโลกอันน่าพิศวง ทั้งภายในและภายนอกตัวเรา ยิ่งกว่านั้นมนุษย์ยังมีธรรมชาติในด้านความรัก ความกรุณา ที่จำต้องได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อที่เราจะสามารถสื่อสารกับตนเอง และผู้คนอย่างมีความหมาย คนส่วนมากในโลกนี้ เกิดมาเพื่อจะอยู่กับครอบครัว อยู่กับเพื่อน อยู่กับคนรัก เพื่อที่จะให้และรับความรักจากกันและกัน จนกว่าจะเห็นโทษของกามคุณเท่านั้นดอก จึงจะแสวงหาวิเวกธรรมที่สูงขึ้นไป และชีวิตของมนุษย์ยังต้องการเสพสุขอันละเอียดอ่อนจากความความงามทั้งของธรรมชาติ และที่เป็นนฤมิตกรรของมนุษย์ อันจะชะโลมใจให้ชีวิตอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง โดยที่ความงามอาจจะทำให้คนเข้าถึงความดีและความจริงยิ่งๆ ขึ้นไปได้ด้วย

ความสุขระดับต่างๆ เหล่านี้ย่อมถือเป็นหน้าที่ที่คนเราจะต้องเข้าถึง เป็นทั้งเป้าหมายและกระบวนการของการพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่เนื่องจากระบบต่างๆ ในสังคมปัจจุบัน ไม่อาจจะเอื้อให้เราได้พัฒนาคุณภาพเหล่านี้อย่างจริงจัง หรือเอื้อให้ในอัตราส่วนที่น้อยเกินไป หากเราต้องการจะเติบโตอย่างแท้จริง เราย่อมจำเป็นต้อง
ประการแรก แสวงหาระบบคุณค่าอย่างใหม่สำหรับชีวิตของเรา แทนค่านิยมจอมปลอมที่สังคมนี้ยัดเยียดให้ ซึ่งย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องคร่ำเคร่งกับปัญหาพื้นฐานของชีวิต ดังที่กล่าวถึงแต่ตอนต้นแล้วว่าชีวิตคืออะไร เป็นอย่างไร และควรเป็นอย่างไร

ตามคติทางพุทธศาสนา ถือว่าคนเรานั้นเมื่อวิเคราะห์กันให้ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของสากลจักรวาลแม้จะมีคุณสมบัติ และโทษสมบัติบางอย่างต่างจากสิ่งอื่นบ้าง แต่ก็เหมือนกันในแง่ที่มนุษย์ก็เป็นเพียงองค์ประกอบของธรรมชาติต่างๆ มารวมกันชั่วคราว ในที่สุดก็ต้องแตกสลายทลายไป
ธรรมชาติที่เรียกว่ามนุษย์นี้ มีจุดอ่อนอันเป็นพลังในทางทำลายติดตัวมาแต่กำเนิด พร้อมๆ กับมีศักยภาพในทางสร้างสรรค์แฝงเร้นอยู่ในทุกชีวิต จุดอ่อนที่ว่านี้ก็คือ ถ้าเราไม่ได้รับการฝึกฝนเจียระไนแล้ว เราจะมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับโลกและชีวิตอย่างจำกัด และไม่ตรงต่อความเป็นจริง ( อวิชชา ) นั่นคือคนเรามีสัญชาตญาณที่จะหลงเข้าใจว่า เรามีตัวตนของตนที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่น สัตว์อื่น ธรรมชาติอื่น ๆ ความเข้าใจผิดอันนี้ เป็นต้นต่อของกิจกรรมในชีวิตที่ถือเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญกับตนเองก่อน ที่คนเราต้องการทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง และอามิสสุขต่างๆ ก็เพราะความหลงผิดที่ว่านี้เป็นรากเหง้าอยู่ แต่ขณะเดียวกันนั้นเอง คนเราก็มีศักยภาพที่จะเข้าใจชีวิตและโลกอย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดด้วย ( ปัญญา ) นอกจากนั้นคนเรายังมีความกรุณาที่จะรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์และสัตว์ได้รับทุกข์ แทนที่จะเอาแต่ใจตนเอง คนเราก็สามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย เมื่อมีการฝึกฝนยิ่งๆ ขึ้นไป ศักยภาพเหล่านี้ก็จะงอกงามขึ้น ขณะที่ธรรมชาติฝ่ายต่ำก็จะหมดฤทธิ์หรือเบาบางลงไปได้ ชาวพุทธจึงถือว่ายิ่งเราพัฒนาธรรมชาติด้านสูงส่งของเรา ก็จะยิ่งพบกับชีวิตที่มีความหมายขณะเดียวกัน ถ้าเราตามสนองพอกพูนกิเลสตัณหา ชีวิตของเราก็จะยิ่งรู้สึกไร้สาระ เป็นทุกข์และสับสนยิ่งขึ้น

ฉะนั้น คนเราจึงต้องมีอุดมคติที่สูงส่ง ในอันที่จะเอาชนะสัญชาติญาณฝ่ายต่ำ และพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์ขึ้น นี้เป็นภาระหน้าที่ที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ทำ ในแง่นี้มนุษย์ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือสามารถพัฒนาให้พ้นสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ได้ อันอาจจะเป็นประโยชน์สุขแก่ตนและส่วนรวม พูดอีกนัยหนึ่ง คนเราต้องมีเป้าหมายสูงสุดในการดำรงชีวิต ที่ไปพ้นเป้าหมายเฉพาะหน้าที่เรามีอยู่ จากวันเป็นเดือนเป็นปี เช่น ตอนนี้เราต้องการเที่ยว ตอนนั้นเราต้องการเรียน ตอนนั้นเราต้องการทำงาน การเรียนหรือการทำงานอาจจะเพื่อความรู้ เพื่อทรัพย์หรือเพื่ออำนาจ แต่ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร หากไม่สอดคล้องต้องกับเป้าหมายสูงสุด ในอันที่จะขจัดความเห็นแก่ตัวให้หมดสิ้นไป และมุ่งให้เกิดประโยชน์สุขต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์อย่างกว้างขวางที่สุดแล้ว เราก็จะไม่พบกับคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต แม้แต่การทำงานเพื่อส่วนรวม ถ้าหากแยกออกจากการพัฒนาคุณภาพภายในแล้ว เราก็เกิดความรู้สึกแปลกแยกกับตนเองและงานที่เราทำได้

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า เราจะสามารถเอาชนะสัญชาติญาณอย่างสัตว์ได้ในทันที่หรือเร็ววัน แต่หมายความว่าการมีเป้าหมายที่ถูกต้องหมายถึงการมีทิศทางที่ถูกต้อง แม้เป้าจะอยู่ไกลสักหมื่นโยชน์ แต่การก้าวแต่ละก้าวของเราก็ควรจะใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ตามกำลังของแต่ละคน ๆ หากขาดเป้าหมายที่ถูกต้อง ย่อมหมายถึงการหลงทาง หรือเดินอย่างสะเปะสะปะ อันเป็นที่มาของความสับสน ไร้คุณค่า ไร้ความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเรามีเป้าหมายที่จะทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว เรายังจะต้องค้นให้พบว่าเราจะทำอะไรได้แค่ไหน เพราะงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนั้น มีมากมายหลายด้าน หลายระดับ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เหตุหนึ่งที่คนในสังคมสมัยใหม่ไม่มีความสุขในชีวิต ก็เพราะไม่ได้มีโอกาสทำงานอย่างสร้างสรรค์ตามความถนัดที่มีอยู่จริงในตัวแต่ละคน การจะทำเพื่อส่วนรวมนั้นไม่จำเป็นว่าชีวิตของเราจะต้องข่มขื่นทุกข์ยากเสมอไป และไม่ควรเเป็นเช่นนั้นด้วย การค้นให้พบศักยาภาพของเราจะทำให้เราสามารถนำสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่ ออกมาเป็นของขวัญกำนัลแด่โลก หากเราทำเพื่อส่วนรวม แต่ว่าทำในสิ่งที่เราไม่ถนัด เราก็จะพบกับความเซ็ง ความท้อถอย ได้เช่นกัน ฉะนั้นเราจะเป็นต้องปฏิเสธค่านิยมจอมปลอมของสังคม ที่ให้คุณค่ากับงานบางอย่างบางระดับโดยไม่เห็นความสำคัญของด้านอื่นๆ หากเรามีความสามารถในการพิมพ์ดีดเป็นเยี่ยมและเราทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เราก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกด้อยกว่าคนที่เป็นนักคิด นักเขียนเพียงแต่เราทำหน้าที่ที่ต่างกันเท่านั้นเอง ในแง่นี้นอกจากจะเป็นการปฏิเสธคุณค่าจอมปลอมของสังคมแล้ว ยังเป็นการปฏิเสธสัญชาติญาณแห่งการเปรียบเทียบ ( มานะ ) ในตัวเราเองอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ง่ายนัก นอกจากนั้น ในแง่ที่เรายังเป็นปุถุชน เราย่อมต้องการความภูมิใจในตนเอง และการยอมรับความสำคัญของเรา โดยเพื่อนร่วมงานร่วมความคิด ถ้าเราทำงานที่เราถนัดอย่างสร้างสรรค์ เราย่อมจะได้ทั้งความภูมิใจในตนเองและการยอมรับของเพื่อนฝูง หลายครั้งทีเดียวที่การทำงานเป็นหมู่คณะล้มเหลว เพราะบางคนทำงานที่ตนไม่ถนัด แต่ก็อยากทำเพราะงานนั้นดูเหมือนจะได้หน้าได้ตากว่า หรือทำให้คนภายนอกเห็นว่าเราสำคัญ
ดังนั้น ความสันโดษจะเป็นองค์คุณสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ที่จะทำให้ค้นพบความสุขในงานสร้างสรรค์ คนหนุ่มสาวที่ทำงานเพื่อสังคมจำนวนมาก ชอบทำงานมากมายหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เพราะทนต่อความยั่วยวนของงานไม่ได้ โดยอาจจะมีข้ออ้างว่าเป็นความจำเป็น ถ้าตนไม่ทำก็ไม่มีคนอื่นจะทำ ราวกับว่าโลกนี้เป็นของเราคนเดียว เรานี้สำคัญมากมายเหลือเกิน แน่ละเราทุกคนเป็นคนสำคัญ แต่ก็ไม่สำคัญอะไรเกินไปนัก การทำงานมากๆ โดยไม่มีโอกาสได้ให้ความเอาใจใส่กับเรื่องใดอย่างจริงจัง ทำให้เราไม่ได้พัฒนาศักยภาพของเราขึ้นมา งานก็จะมีแต่ปริมาณที่ขาดคุณภาพ เราก็จะโกรธตนเองที่ทำอะไรมากมายแล้วพบแต่ความว่างเปล่าเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการลงมือทำอย่างจริงจัง ต้องยอมเหนื่อย ยอมทุกข์สักระยะหนึ่งต่อสิ่งนั้น เราจึงจะรู้ชัดว่าเราเหมาะกับงานนั้นหรือไม่ การรู้ว่าเราไม่เหมาะกับงานอะไรก็เป็นสิ่งสำคัญมากด้วย เพราะเราจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาให้กับมันอีกต่อไป และสำหรับคนที่มีความสามารถหลายด้านนั้น โอกาสจะสับสนกว่าคนอื่นก็มีมากด้วย

อย่างไรก็ตาม การค้นให้พบศักยภาพนั้นสำคัญ แต่ศักยภาพจะทำให้ชีวิตมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ในทางลดอัตตาตัวตน ลดความแปลกแยกระหว่างเรากับเพื่อนมนุษย์เพียงใด อีกนัยหนึ่งก็คือ เรานำศักยภาพของเราไปรับใช้เพื่อนมนุษย์เพียงใด ดังนั้นแทนการแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น เพื่อหามายาของความหมาย เราจึงควรมุ่งค้นให้พบความวิเศษในตัวเรา แล้วนำออกรับใช้เกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์ตั้งแต่รอบ ๆตัวเรา แล้วขยายออกไปให้กว้างขวางที่สุด โดยที่เราจะเป็นจะต้องวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วย ต้องเข้าใจโครงสร้างอันสลับซับซ้อนอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่าง ๆ ต้องตีประเด็นความอยุติธรรมในสังคมให้แตก มิฉะนั้นการทำเพื่อส่วนรวมของเรา อาจจะเป็นเพียงการทำดี เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ตนเองสบายใจโดยไม่มีผลในสังคม จริง ๆ จัง ๆ ก็ได้ โดยเฉพาะผู้ที่คิดจะเข้าไปในระบบเพื่อทำให้ระบบดีขึ้นหรือคิดจะไต่ขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงก่อน แล้วอาศัยอำนาจหน้าที่มาทำเพื่อส่วนรวมอีกทีนั้น ควรได้มีโอกาสตรวจสอบสมมติฐานความคิดของตนอย่างจริงจัง และศึกษาดูจาก “ คนดีในระบบ “ ทั้งหลายว่าเขาทำอะไรได้แค่ไหน แต่การเข้าใจความฉ้อฉลไขว้เขวของระบบอันเป็นปัญหาศีลธรรมในระดับโครงสร้างนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องลงมือทำลายระบบทันที หรือสามารถแก้ไขอะไรได้ในเร็ววัน เราย่อมต้องประเมินกำลังความสามารถของตน และของกระบวนการทั้งหมด ซึ่งไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยงการเริ่มต้น จากประเด็นเล็ก ๆ กลุ่มเล็ก ๆ ที่เราเห็น เราเข้าใจได้ชัดเจนก่อน การรู้เท่าทันระบบทั้งหมดมีประโยชน์ ถ้าทำให้เราสามารถกำหนดตำแหน่งและทิศทางของการกระทำเล็ก ๆของเรา ว่าอยู่ตรงไหนของกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด และมีความหมายอย่างไรต่อช่วงประวัติศาสตร์ตอนนี้ การที่เราจะได้ความตระหนักรู้เช่นนี้มาก็มิใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่พ้นที่เราจะต้องทำไป สั่งสมความรู้ ความเข้าใจและศึกษาวิเคราะห์ไปด้วยกัน

การต่อสู้กับอกุศลมูลภายในตัวเรา เพื่อสร้างจิตสำนึกอย่างใหม่ที่เป็นกุศล กับการต่อสู้กับโครงสร้างที่ฉ้อฉลเพื่อสร้างสังคมใหม่นั้นเป็นภาระกิจสองด้านของชีวิตที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไซร้ โอกาสที่เราจะกลายเป็นคนหลอกตัวเอง และเป็นคนลวงโลกก็มีได้มากๆ ทีเดียว กระบวนการปฏิวัติปฏิรูปทางสังคมกับกระบวนการก่อกำเนิดหรือฟื้นฟูทางศาสนาที่ผ่านมา ดูจะจุดอ่อน จุดแข็งกันคนละด้าน น่าที่จะเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อนำบทเรียนมาเสริมให้กันและกันได้ นอกจากหลังการสองข้อข้างต้น คือการมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิต และการค้นพบศักยภาพเพื่อนำสติปัญญาความสามารถออกมารับใช้เพื่อนมนุษย์ให้กว้างขวางที่สุดแล้ว เรายังจำต้องมีหลักสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่สัมพันธ์กับบุคคลเป็นคน ๆ ไปในวงเล็ก ๆ และยังต้องมีหลักการสำหรับสัมพันธ์กับตนเองอันเป็นหลักชีวิตภายในของเราอีกด้วย

การที่สังคมสมัยใหม่หันไปสู่วัฒนธรรมอัตตนิยม กามนิยมของตะวันตก ทำให้คนหนุ่มสาวมองไม่เห็นความสำคัญของคุณธรรมพื้นฐานต่างๆ อันเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตของผู้รู้แต่โบราณ ซึ่งนับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ขาดทุนคือคนหนุ่มสาวเอง ดังที่ปรากฏเป็นสังคมที่ขาดความไว้วางใจ ขาดความจริงใจต่อกัน และขาดความรู้จักตนเอง และรู้จัดเพื่อนมนุษย์ตามความเป็นจริงดังกล่าวมาแล้วแน่ละ ส่วนหนึ่งเราต้องโทษการถ่ายทอดของคนรุ่นก่อนที่มักพูดอย่างทำอย่างด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อประมาณสิบปีกว่ามาแล้ว ในการสัมนาครั้งที่หนึ่งเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของไทยในอนาคต อาจารย์บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ได้กล่าวถึงคนรุ่นใหม่ในเชิงปรามาสแบบหวังดีไว้ว่า “ ……. คนหนุ่มสาวอาจมีอุดมคติเกิดขึ้น ซึ่งพอมองเห็นได้บ้างในขณะนี้ แต่ที่ขาดก็คือ ความเข้าใจในหลักการของชีวิต….ขาดความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นเอกัตตบุคคลและมนุษย์ที่เป็นชุมชนคือสังคม ความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างผิวเผิน ดังนั้นอย่างดีที่สุด เอกลักษณ์ ( ในอนาคตถ้ามี ) ก็ต้องมีอย่างนี้ ปัจจุบันมีการเร้าให้คิด แต่ความคิดที่ปราศจากความรู้ย่อมเป็นความคิดของเด็ก ๆ ขาดประสบการณ์ที่จะทำให้ลึกซึ้ง “

ทศวรรษกว่าที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวได้เดินผ่านขวากหนามอันทุกข์ยากสาหัสพอสมควร และหลายอย่างที่คนรุ่นเก่าท่านนี้ได้กล่าวไว้ก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่โดยทั่วไปข้อความนี้ก็ยังเป็นหลักเตือนใจได้อยู่ หากคนเราขาดคุณธรรมสำหรับเป็นหลักการดำเนินชีวิตเสียแล้ว หลายครั้งการขบถการยืนหยัดอุดมคติ ก็ถูกนำไปใช้อ้างบังหน้ากันได้ง่าย ๆ เหมือนกัน แน่นอนว่าการมีหลักการทางคุณธรรมนั้น บางครั้งเมื่อเรายึดถือแล้วทำให้เราได้รับความลำบาก แต่ก็จะถอนทิ้งเสียง่ายๆ ไม่ได้ มิฉะนั้นเราก็อาจจะกลายเป็นคนหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ หาทางหยั่งรากลงสู่ความเป็นมนุษย์ภายในตนเองไม่ได้

คุณธรรมพื้นฐานที่ว่านี้อาจจะมีชื่อหลายอย่างต่างๆ กันไป เช่น อริยมรรค ไตรสิกขา ทศบารมี ฯลฯ แต่โดยสาระแล้วก็คือ ศีลสิกขา – ป้องกันไม่ให้เราเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์รอบ ๆตัวเรา ตั้งแต่ขั้นหยาบจนถึงขั้นละเอียด อันจะทำให้เราอยู่ในหมู่คนด้วยความกลมกลืนไม่แปลกแยก มีความไว้วางใจและจริงใจต่อกัน แม้มีความขัดแย้งกันหรือมีความคิดต่างกันก็ทำให้มีระยะห่างที่จะเคารพกันได้ แม้ตัวเราจะวิเศษสักเพียงไหน เราไม่อาจจะอยู่โดดเดี่ยวโดยปราศจากการพึ่งพาอาศัยคนอื่นได้ ถ้าเราไม่สามารถคบคนอย่างลึกซึ้ง อย่างเหมาะสมแล้ว จะนำความเดือดร้อนใจมาสู่ชีวิตประจำวันของเราไม่มีที่สิ้นสุด หลักการข้างต้น ภาษาโบราณเรียกว่า “ ศีลสิกขา “ ถือเป็นการศึกษาขั้นต้นที่จะทำให้ชีวิตเป็นปกติสุขและเรียบง่าย ในการสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อที่จะได้มีโอกาสพัฒนา จิตสิกขา – เป็นระบบบริหารจิตเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทางกำลังใจ เกิดความสงบสดใส ไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความกลัดกลุ้มกังวลต่างๆ รบกวน และทำให้จิตอ่อนโยนว่องไวเหมาะแก่การใช้งาน ปัญญาสิกขา – ฝึกที่จะมองเห็นโลกและชีวิตตามความเป็นจริง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป อันจะมีผลสำคัญที่ทำให้เราลดความเห็นแก่ตัว ลดความสำคัญมั่นหมายในตัวตน ที่ปรากฏออกมาเป็นความหวั่นไหวต่อโลกธรรมนั่นเอง นอกจากคุณธรรมหลักสามประการอันถือกันว่าเป็นการศึกษาที่แท้จริงเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์แล้ว ก็ยังมีคุณธรรมแวดล้อมอื่นๆ เพื่อช่วยให้คุณธรรมทั้งสามประการนี้งอกงามไปด้วยดี

อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนชีวิตด้านคุณธรรมนี้ ต้องทำอย่างยืดหยุ่นและมีอุบายที่ฉลาด หากถืออย่างตายตัว อย่างเล็งผลเลิศในทันทีทันใด ย่อมเกิดอันตรายได้ แม้แต่ศีล 5 โดยพื้นฐานเราท่านในฐานปุถุชนก็ใช่ว่าใครจะรักษาได้บริสุทธิ์ในทันที จิตสิกขา และปัญญาสิกขาก็เช่นเดียวกัน ชีวิตแห่งความดีงามและสัจจะนั้น เป็นบันทึกของความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่การลุกขึ้นทุกครั้งนั่นแหละจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ทำให้ชีวิตงอกงาม ไม่ว่าเราจะล้มเหลวเป็นครั้งที่เท่าไรก็ตาม ในช่วง 4 –5 ปีที่ผ่านมานี้ ในแวดวงคนหนุ่มสาวมีคนหันมาสนใจความคิดที่ละเอียดอ่อนของตะวันออก เช่น พุทธศาสนา กันมากขึ้น สำหรับคนหนุ่มสาวแล้ว หากต้องการเห็นผลในชีวิตจริงๆ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผ่านการฝึกไตรสิกขาอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะการฝึกสมถะและวิปัสสนาอย่างเป็นระบบ อันเป็นเสมือนกระบวนการย่นประสบการณ์ของมนุษย์ในการเรียนรู้โลกและชีวิต เป็นการสมัครใจเดินลุยความทุกข์ เพื่อชำแรกลงไปในภายใน ทำความรู้จักกับความน่ารักน่าชังของมนุษย์ตามที่เป็นจริง เมื่อรู้จักความทุกข์อย่างซึ่งหน้าพอสมควรแล้วเท่านั้น เราจึงจะประจักษ์ถึงสาเหตุและพอคลำทางที่จะดับทุกข์ได้ ครูบางท่านบอกว่า “ การทำสมาธิภาวนาอย่าไปหวังเชียวว่าจะพบกับความสงบง่ายๆ เพราะมันเป็นการดื่มความผิดหวังอันขมขื่นครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะหายขม การสนใจศาสนธรรมแล้วไม่ปฏิบัติจริงนั้น ในแง่หนึ่งถ้าไม่สนใจเสียเลยอาจจะมีประโยชน์กว่า เพราะเราอาจจะกลายเป็นคนกะล่อนอย่างแนบเนียนได้โดยไม่รู้ตัว “

แต่ถ้าเราได้มีโอกาสฝึกฝนทางจิตมาบ้าง ทุกข์ต่างๆ ก็มิใช่จะหมดไปได้ง่าย ๆ ตราบใดที่เรายังมีกิเลสวาสนาแฝงอยู่อย่างปุถุชน แต่ทุกข์ต่างๆ เช่น ความสับสน ความลังเล ความวิตกกังวล ฯลฯ จะคุกคามเราได้ไม่มากนัก และไม่นานนักก็จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของปัญญา การสะดุดตอชีวิตแต่ละครั้งจะทำให้เรารู้จักหนทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้นไป ถ้าถึงจุดนั้นเราจะพบว่าชีวิตมีสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจมาก และหลักการต่างๆ ในหนังสือปรัชญาหรือศาสนาที่งดงาม ก็จะค่อยๆ กลายเป็นความจริงในชีวิตของเราได้ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสนุกสนานทีเดียว

ประการสุดท้าย เราจะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางอุดมคติได้ เราจะต้องรู้จักหาเพื่อนแท้ ทั้งในทางโลกและทางธรรม ที่เรียกเป็นภาษาโบราณว่า กัลยาณมิตร ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุด เพื่อช่วยให้เรารู้จักตนเอง ไม่ให้หลงออกนอกทาง ในการแสวงหาสิ่งดีงาม อันเป็นความสะอาด สว่าง สงบ กัลยาณมิตรที่ว่านี้มีได้หลายระดับ ถ้าเรามีความใฝ่ใจและมีฉันทะ เราย่อมยังพอหาพระและครู ในความหมายที่แท้จริงที่สุดของสองคำนี้ได้ เรายังมีพระสงฆ์ผู้ทรงศีลที่รักอุดมคติของสมณะ มากกว่าลาภสักการะแบบโลก ๆ เรายังพอมีครูบาอาจารย์ที่รักและหวังดีต่อศิษย์ยิ่งกว่าเงินเดือนหรือหัวโขน ผศ. รศ. ศจ. กับคนรุ่นเดียวกันและรุ่นน้อง เราเคารพรักและอ่อนน้อมเข้าหากันโดยไม่ต้องเห็นด้วยกันในทุกเรื่องฉันใด กับเพื่อนและรุ่นน้อง เราก็ต้องคบได้กับคนที่กล้าขัดคอ กล้าเถียงเราอย่างจริง ๆ จัง ๆ โดยมีความปรารถนาดีต่อกันเป็นพื้นฐาน นอกจากนั้น กัลยาณมิตรย่อมควรรวมถึงคู่ครองด้วยเพื่อที่จะเกื้อกูลต่อกันในทางแห่งความดีงามยิ่งๆ ขึ้นไป แทนที่จะมุ่งความสวยงามทางด้านเนื้อหนังมังสา และกระบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นจุดเริ่มต้นก็น่าจะเกิดตรงนี้ด้วย เริ่มจากตัวเรากับเพื่อนของเรา มิฉะนั้นสังคมใหม่ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงคงจะเป็นไปได้ยาก



บันทึกเพื่ออุทิศ โดย - Pug : )






Create Date : 03 กรกฎาคม 2552
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 18:05:37 น. 1 comments
Counter : 345 Pageviews.

 


โดย: jodtabean (loveyoupantip ) วันที่: 6 สิงหาคม 2554 เวลา:3:11:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.