Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
16 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
พลังแห่ง " นิสัย " เพื่อเป็นวิทยาทาน ครั้งที่ 1

พลังแห่งนิสัย The Power of Habit

เป็นหนังสือที่กัลยาณมิตรคนหนึ่งมอบให้ เพื่อเป็นวิทยาทานแด่ทุกผู้ทุกนาม

บันทึกครั้งที่ 1 : วันที่ 16 ต.ค. 2553

เริ่มวอร์มกันก่อนเลยครับ มีปราชญ์เขากล่าวไว้ว่า : -

“ นิสัยส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีคิดของคน นิสัยที่ดีเป็นปัจจัยกำหนดชะตาชีวิตที่สำคัญยิ่ง “
“ นิสัยตกผลึกเป็นสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิต ฝังลึกและค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างเงียบๆ “
“ เคล็ดลับแห่งความสำเร็จทั้งปวง อยู่ที่การทะลวงออกจากรังไหมของดักแด้ครั้งแล้วครั้งเล่า รังไหมนั้นเป็นเพียงนิสัยเท่านั้นเอง “
“ นิสัยเป็นกฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง แต่ก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ดังนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่านิสัยที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนนิสัยบ่อยๆ “
“ นิสัยที่ดีเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ “
“ ชีวิตของคนเรากำหนดจากนิสัยอันเป็นกุญแจชีวิต “
เบคอน กล่าวอย่างสะท้อนใจว่า “ นิสัยคือพลังที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่จริง พลังดังกล่าวบงการชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ ดังนั้น คนเราจึงควรอาศัยการศึกษาปลูกฝังนิสัยที่ดีงาม “
วิลเลียม เจมส์ นักปรัชญาเคยกล่าวว่า “ หว่านพฤติกรรมพันธุ์อะไร ผลของอุปนิสัยใจคอพันธุ์อะไร ผลของชะตากรรมก็พันธุ์นั้น “
คุณภาพของคนเราขึ้นอยู่กับนิสัย ซึ่งมีทั้งดี และเสีย ถ้าหากว่านิสัยที่ดี ถึงแม้หนทางที่ลาดไว้จะคดเคี้ยว แต่ในที่สุดก็จะไปถึงยอดเขา ไปสู่ความรุ่งโรจน์และดีงามได้ !

นิสัยคือพฤติกรรมหรือ แนวโน้มที่ค่อยๆ ปลูกฝังขึ้นมาโดยผ่านกาลเวลาอันยาวนาน จากการวิจัยพบว่า กิจวัตรประจำวันของคนเรามีถึง 90% ล้วนทำไปโดยไร้จิตสำนึกซึ่งถูกครอบงำโดยนิสัยทั้งสิ้น นิสัยมีผลกระทบต่อชีวิตของคนทุกเวลา มันทำให้การกระทำเป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องการความพยายามเป็นพิเศษ ไม่ต้องการให้คนอื่นมาควบคุม เมื่อยู่ในภาวการณ์อย่างไรก็ทำไปตามปกติวิสัยอย่างนั้น นิสัยเมื่อถูกปลูกฝังขึ้นแล้ว ก็จะมีอิทธิพลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคน

จากการวิจัยของหูจื้อเวย นักจิตวิทยาพบว่า การทำงานและการศึกเล่าเรียนของคนจะดีหรือไม่ดี มีส่วนเกี่ยวกับปัจจัยทางสติปัญญา 20% อีก 80% ไม่เกี่ยวกับปัจจัยทางสติปัญญา และในเรื่องของปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา อันมีความเชื่อมั่น ความมุ่งมาด นิสัย และ ความสนใจ นิสัยก็ครองตำแหน่งที่สำคัญอีก เมื่อเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของนิสัย และมีมาตรการปลูกฝังนิสัยที่ดีงาม ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลนัก

มีนิสัยดีจึงจะมีชีวิตที่ดี นิสัยคือสิ่งที่ปลูกฝังขึ้นมาจาการปฏิบัติทีละเล็กทีละน้อย หมุนเวียนกลับไปกลับมา และทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่ดีหรือเสียก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ต่างกันที่ผลลัพธ์ นิสัยที่ดีคือ คุณธรรมอันดีงาม ส่วนนิสัยเสียคือความเกียจคร้าน

เมื่อแนวความคิดเปลี่ยนไป พฤติกรรมก็เปลี่ยนตาม เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนไป อุปนิสัยก็เปลี่ยนตาม เมื่ออุปนิสัยเปลี่ยนไป นิสัยใจคอก็เปลี่ยนตาม เมื่อนิสัยใจคอเปลี่ยนไป ชะตากรรมก็เปลี่ยนตาม เมื่อชะตากรรมเปลี่ยนไป แล้วชีวิตก็จะพลอยเปลี่ยนไปด้วย พลังของนิสัยส่งผลกระทบต่อความประพฤติของคนเป็นเวลายาวนาน กำหนดรูปแบบความคิดและการกระทำของคน และมีอิทธิพลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของชีวิตคน มีเพียงความคิดและการปฏิบัติที่เกิดจากนิสัยที่ดีเท่านั้น จึงสามารถนำเราไปสู่อนาคตที่ดีงาม


ภายใต้เงื่อนไขของทิศทางที่ถูกต้อง ความแตกต่างระหว่างผู้ประสบความสำเร็จและผู้ไม่ประสบความสำเร็จ มักอยู่ที่มีการยืนหยัดหรือไม่ ยืนหยัดจนถึงที่สุดหรือไม่ ที่กล่าวกันว่า “ หยดน้ำกร่อนหินได้ “ นั้นถูกต้องแล้ว แต่ผู้คนมักยกความสำเร็จนี้ให้แก่ “ ความมุ่งมั่น “ ความจริงมีวิธีสบายกว่าที่ไม่เครียดมากเท่ากับ “ ความมุ่งมั่น “ นั่นคือ ปลูกฝังการปฏิบัติที่เคยชินลงในจิตใต้สำนึกของคุณ

จิตสำนึกของคนแบ่งเป็นสามัญสำนึกและจิตใต้สำนึก สามัญสำนึกคือการทำกิจกรรมโดยรู้ตัวว่าตนทำอะไร ส่วนจิตใต้สำนึกรอคอยอย่างเงียบๆ ภายใต้สามัญสำนึก หากเปรียบจิตสำนึกของคนเรากับภูเขาน้ำแข็งในทะเล สามัญสำนึกก็เป็นเพียงมุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ความล้ำลึกและมหัศจรรย์ของมนุษย์ชาติจำนวนมากแฝงอยู่ในจิตใต้สำนึกนั่นเอง ผลการศึกษาของนักวิชาการบ่งชี้ว่า 90% ของกิจกรรมประจำวันของคนเรา เป็นอากัปกิริยาที่ปฏิบัติซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และแปรเป็นความเคยชินในจิตใต้สำนึก ซึ่งหมายความว่า ปฏิบัติการแบบเป็นไปเองโดยไม่ต้องผ่านการคิด การปฏิบัติแบบเป็นไปเองเช่นนี้ ก็คือพลังแห่งนิสัยนั่นเอง มันเป็นพลังมหาศาล ซึ่งเมื่อปฏิบัติเป็นเวลานานพอ ก็จะส่งผลให้องค์ประกอบหลักของตัวเราเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล

หากพูดอย่างเป็นนามธรรมคือ พฤติกรรมกลายเป็นความเคยชิน ความเคยชินกลายเป็นอุปนิสัย อุปนิสัยกำหนดชะตากรรม อากัปกิริยาหนึ่ง พฤติกรรมหนึ่ง เมื่อทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ก็สามารถซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก กลายเป็นอากัปกิริยาที่เคยชิน การสะสมความรู้ของคนเราก็จะเพิ่มพูนขึ้นจากการนี้ การที่เราทะลวงออกจากกรอบต่างๆ เป็นต้น ล้วนเป็นผลของอากัปกิริยาและพฤติกรรมแห่งความเคยชินที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง หากเรียนรู้เทคนิคการใช้จิตใต้สำนึก ก็สามารถสร้าง “ กลไกประสิทธิภาพที่ยาวนาน “ ที่ปฏิบัติการได้เอง และบรรลุเป้าหมายแห่งความมานะพยายามของคนเรา

เล่าเรื่องของช้าง “ หลินวั่ง “ สู่กันฟังสักหน่อย “ หลินวั่ง “ ถูกขังอยู่ในสวนสัตว์ตั้งแต่เล็ก งวงของมันถูกโซ่ล่ามติดกับหลักไม้ ครั้งหนึ่ง มันอยากดิ้นให้หลุดจากโซ่เพื่อไปเยี่ยมเจ้าน้องลิง ดิ้นแรงเกินไปโดยไม่ทันได้คิด โซ่ดึงรั้งงวงจนเจ็บ “ โอ๊ย..แย่แล้ว ! “ หลินวั่งรำพึงในใจด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “ ช้างน้อยอย่างข้าไม่มีวันจะดิ้นหลุดออกจากโซ่นี้ได้หรอก “ ครึ่งปีให้หลัง หลินวั่งอยากไปเดินเล่นตามถนน พอดิ้นก็เจ็บงวงอีก “ ช้างน้อยอย่างข้าไม่มีวันจะดิ้นหลุดออกจากโซ่นี้ได้หรอก “ มันรำพึงรำพันเช่นเดียวกันในความล้มเหลวทั้งสองครั้ง นับแต่นั้น มันก็ไม่กล้าที่จะดิ้นเพื่อให้หลุดจากโซ่อีก หลายปีผ่านไป หลินวั่งน้อยเติบโตขึ้น แต่มาถึงตอนนี้ มันไม่คิดจะไปเที่ยวข้างนอกอีกแล้ว เพราะมันคิดว่าตนไม่มีทางดิ้นหลุดออกจากโซ่เส้นนั้นได้ซึ่งความจริงแล้ว ตอนนี้ถ้ามันดิ้นสักหน่อย ก็สามารถเดินออกไปเที่ยวได้อย่างสง่าผ่าเผย ดังนั้น หลินวั่งจึงอยู่ในโรงเลี้ยงช้างตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่โตจนเก่เฒ่าในที่สุดก็ตายในโรงเลี้ยงช้าง โศกนาฏกรรมเช่นนี้ มิได้เกิดขึ้นในโลกของสัตว์เท่านั้น

เราลองถามตนเองดูซิว่า แล้วเราล่ะเป็นหลินวั่งน้อยหรือเปล่า ? โอกาสเป็นไปได้มากนะ !

โศกนาฏกรรมของหลินวั่ง อยู่ที่การรับรู้เชิงลบจากการดิ้นเพื่อให้หลุดจากโซ่ 2 ครั้งว่า ข้าดิ้นไม่หลุดจากโซ่เส้นนั้นหรอก ปมเงื่อนอยู่ที่นัยยะของการปฏิเสธตนเองทั้ง 2 ครั้ง การประเมินตนเองในเชิงลบทั้ง 2 ครั้งได้ซึมซับเข้าสู่จิตใต้สำนึกของมัน จะเห็นได้จากตัวอย่างนี้ว่า เมื่อความเคยชินซึมซับเข้าสู่จิตใต้สำนึก ย่อมเกิดพลังมหาศาล

คิดดูซิว่า อากัปกิริยาประจำวันของเรา ส่วนใหญ่เป็นเพียงนิสัยเท่านั้น เราตื่นนอนกี่โมง แล้วอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว อ่านหนังสือพิมพ์ ทานอาหารเช้า ขับรถไปทำงานอย่างไร เป็นต้น มีนิสัยนับร้อยอย่างที่เราแสดงออกในแต่ละวัน และนี่เป็นการเตือนให้เราจำเป็นต้องตรวจสอบนิสัยของตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดูว่านิสัยอะไรบ้างที่เป็นคุณ อะไรบ้างที่ไร้ประโยชน์ อะไรบ้างที่เป็นโทษ จากนั้นเปลี่ยนนิสัยที่เป็นโทษและไร้ประโยชน์ให้เป็นนิสัยที่มีประโยชน์ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเล็กน้อยเพียงไร สั่งสมนานเข้า ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จงจำไว้ว่า หากให้นิสัยเชิงบวกซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณ คุณก็จะเดินไปตามเข็มนำร่องที่ชี้ทางสู่ความสำเร็จได้โดยไม่รู้ตัว






Create Date : 16 ตุลาคม 2553
Last Update : 16 ตุลาคม 2553 22:47:30 น. 3 comments
Counter : 1087 Pageviews.

 
ได้อ่านบ้างครับ ดีมากมาก


โดย: JJ IP: 1.46.229.149 วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:7:14:42 น.  

 
เป็นที่ไกลแต่ใกล้ตัวมากค่ะ

ขอบคุณมากสำหรับข้อคิดดี ๆ ค่ะ


โดย: m IP: 202.44.4.251 วันที่: 19 มกราคม 2555 เวลา:15:01:54 น.  

 
บทความเยี่ยมมากๆ เลย :)


โดย: เยี่ยมยอด IP: 161.200.212.94 วันที่: 24 กรกฎาคม 2557 เวลา:9:25:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.