Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
2 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
ชีวิตพรหมจรรย์

ชีวิตพรหมจรรย์
( รศ. พ.ญ. ยุพา สุมิตสวรรค์ คัดจากจดหมาย ท่านเมตตาจิตเตนะ ( พระต้น ธีรปัญโญ) วัดป่านานาชาติ อ. วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี )



ที่เต่าดำไม่มีกิจที่จะต้องทำมากทำให้มีเวลาภาวนาได้เต็มที่ มีความสุขและสงบมากเพราะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ในแต่ละวันหลังจากฉันเช้าเสร็จปัดกวาดที่ฉันแล้วก็ว่าง ช่วงที่เดินขึ้นเขากลับไปที่พักซึ่งเป็นที่ปักกลดอยู่ในป่าก็จะได้แวะตามร่มไม้ใกล้ๆน้ำตกเพื่อทบทวนท่องบทธรรมะหรือนั่งสมาธิสักครู่ใหญ่แล้วจึงเดินขึ้นต่อ กว่าจะถึงที่พักก็บ่ายต้นๆ เดินจงกรม สรงน้ำ พักสักเล็กน้อย แล้วก็มาฉันน้ำปานะ คุยธรรมะเล็กๆน้อยๆกับหมู่เพื่อน จากนั้นก็แยกย้ายกลับไปภาวนาที่กลดต่อจนดึก

ได้สังเกตว่าตามความจริงแล้วชีวิตก็ไม่ได้ต้องการอะไรมาก เพียงให้มีอาหารฉันวันละบาตร และมีธรรมะที่วิเวกพอได้บำเพ็ญเพียรภาวนาตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้สึกอิ่มใจและสุขใจมาก จำได้ว่าท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตโต เคยกล่าวไว้ว่า ความสุขที่แท้มีอยู่แต่ในงานและถ้างานของเราคือการปฏิบัติธรรมเจริญกรรมฐานแล้วความสุขที่แท้ก็มีอยู่ในความเพียรนั่นเอง

ถ้าเปรียบชีวิตพรหมจรรย์เหมือนต้นไม้...ถ้าเคยผ่านแต่หน้าแล้ง ต้นไม้ก็คงจะแคระแกรน

หรือถ้าเคยผ่านแต่เฉพาะหน้าฝน ต้นไม้ก็คงจะเปราะบาง
แต่การที่ได้สัมผัสทั้งสองฤดู...ก็ทำให้ต้นไม้เติบโตและแข็งแรง
ฉันใดก็ดีชีวิตพรหมจรรย์ก็เช่นกันถ้าได้ผ่านแต่ความสะดวกสบายไร้อุปสรรคก็คงจะอ่อนแอ

หรือถ้าพบแต่ความทุกข์ยากลำบากก็คงไม่ค่อยโต
การได้พบทั้งสองอย่างก็ทำให้ชีวิตพรหมจรรย์เติบโตได้อย่างสมบูรณ์


ท่านเมตตาจิตเตนะ ( พระต้น ธีรปัญโญ)

ชื่อเดิม นายแพทย์ กีรติ ศรีวัฒนา จบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต (พ.บ.) จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านเป็นกุมารแพทย์ที่ได้รับ Sub-board ด้าน Pediatric endocrinology จากสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยความเฉลียวฉลาดของท่าน ได้เจริญสติละทางโลกแต่เลือกดำเนินชีวิตในทางธรรม

จดหมายถึงญาติผู้ใหญ่ของท่านเมตตาจิตเตนะ ที่ รศ. พ.ญ. ยุพา สุมิตสวรรค์ กรุณามอบให้นำมาเผยแพร่นี้บ่งชัดถึงความก้าวหน้าและเติบโตในทางธรรมเป็นอย่างยิ่ง ท่านยังเขียนไว้อีกว่า

ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายแล้วที่ได้อยู่ในเรือนเพาะชำ พอเข้าปีหน้าก็ต้องออกไปสู้แดดสู้ฝนด้วยตนเอง...ถ้าได้ดิน น้ำ และอากาศที่เหมาะสมต้นไม้ต้นนี้ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆสักวันหนึ่งก็คงจะมีร่มเงาให้ได้พักพิง รวมทั้งมีดอกและผลให้ได้ดูได้ชิมบ้าง หวังว่าคงไม่นานเกินรอ

โลกเปลี่ยนไปแต่หัวใจฉันไม่เปลี่ยน โลกวนเวียนใจฉันเพียรเรียนศึกษา
โลกรุนแรงใจฉันแกร่งด้วยศรัทธา โลกไขว่คว้าใจฉันพักรู้จักพอ
อีกบทหนึ่งท่านเขียนให้ข้อคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงไว้ว่า

จะเปลี่ยนโลกทั้งใบเริ่มในฉัน รู้แบ่งปัน….บาปงด…โลกสดใส
รักษาจิตคิดเมตตาให้อภัย โลกทั้งใบเปลี่ยนพลันจากฉันเอยฯ






Create Date : 02 มีนาคม 2553
Last Update : 2 มีนาคม 2553 15:53:05 น. 2 comments
Counter : 425 Pageviews.

 
ขอบคุณค่ะ กับ รู้แบ่งปัน บาปงด โลกสดใส จริงด้วยเนอะ


โดย: กระติ๊ดแดง วันที่: 3 มีนาคม 2553 เวลา:20:14:25 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ


โดย: littletoi วันที่: 10 มีนาคม 2554 เวลา:21:07:40 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Toad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ประวัติส่วนตัว

ชื่อ- นามสกุล ทศพล จึงทวีสูตร
ด้านโหราศาสตร์
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

ข้อคิดเตือนใจ
1.ดวงคืออดีตกรรม นำสู่วันเวลาเกิด ใช่ว่าจะมิอาจเปลี่ยนแปลงเรื่องดี – ร้าย เพราะยังมีปัจจุบันกรรม อันเป็นการกระทำของเราเองในปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจส่งผลต่ออำนาจของบุญ – กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาดังปรากฏในดวงชะตาได้ คือที่ว่าตกก็อาจไม่ตกมาก ที่ว่าแย่อาจไม่แย่มาก หรือที่ว่าจะได้ทำไมไม่ได้ ที่ว่าจะสำเร็จทำไม่ล้มเหลว

ดังนั้น ....พึงอย่าหลง หรือติดยึดกับอดีตกรรมเสียทีเดียว ว่าจะได้ หรือเสีย ตามนั้น..... ขึ้นอยู่กับปัจจุบันกรรม และกำลังของสติ ที่ท่านสามารถควบคุมจิต มิให้ตกไปสู่อำนาจกรรมวิบาก ที่จะจรมาในชีวิตเมื่อถึงเวลาของเขาด้วย

สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า กฎของดวงดาว คือ กฎแห่งกรรม และที่เหนือไปกว่ากฎแห่งกรรม นั่นคือ กฎแห่งธรรมนั่นเอง

2.ทุกสิ่งล้วนมีจิต ของท่านเองเป็นตัวนำ จะดี จะชั่ว ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ “จิต”ของ ท่านนึกน้อมไป ตามแรงบุญ – กรรมนั้นๆ หากถึงเวลาที่กรรมมาตัดรอน อำนาจกรรมนั้นๆ ก็จะมาครอบงำจิตใจท่าน ให้หลงผิด คิดเข้าใจผิด จนเกิดความเสียหาย ตามแต่อำนาจของ “ กรรม “ แต่ละคน

3.หาก “ สติ “ ของท่านมีกำลัง มีความเข้มแข็ง ย่อมมีอำนาจเหนือจิต ที่อาจถูกครอบงำจากแรงกรรมได้ สติท่านจะมีมากน้อย จะเข้มแข็งหรืออ่อนแรง ขึ้นกับท่านว่าจะใส่ใจ สนใจ ฝึกสติบ้างไหม.... ?

บางท่านบอกว่าก็มีสติดีอยู่ กันทุกคนมิใช่หรือ เช่นเวลาเราข้ามถนนเราก็ต้องมีสติ รู้ว่าจังหวะไหนควรข้ามนี่นา แต่...โปรดเข้าใจ สติในทางพุทธศาสนา หมายถึง ท่านมีสติที่จะรู้อย่างถูกต้องว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ หรือมีโทษต่อท่าน อันนี้ขอให้พิจารณา

4.“ สติ “ จะฝึกอย่างไร ...ก็มีกุศโลบายหลายอย่าง หากพูดแบบรวบรัด แต่ง่ายที่จะเข้าใจก็คือ ท่านต้องหมั่นทำความรู้สึก รู้เนื้อรู้ตัวบ่อยๆ จะลุก จะนั่ง ก็รู้สึก “ รู้ “ จะทำกิจกรรมใดๆ ก็รู้สึก “ รู้ “ แม้ว่าในทางนามธรรม เช่น โลภ อยากได้ โกรธ โมโห มีตัณหา ระคะเกิด ก็แค่รับรู้ รู้สึก ไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปหนี ไปเพ่งอะไร.... ทำหน้าที่รู้ เสมือนผู้ดูละคร ดูตัวละครแต่ละตัวเขาเล่นไป คือดู และรับรู้เท่านั้น ใส่ใจเช่นนี้บ่อยๆ ท่านก็จะมีสติเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ

หากท่านไม่เข้าใจ ท่านก็ต้องเข้าสู่การฝึกสติ แบบมีรูปแบบไปก่อน แนว พอง-ยุบ ที่วัดอัมพวัน ก็ไม่ยาก แต่ต้องอดทนสำหรับที่นี่ แน่นอนว่าอินทรีบารมีจะแกร่งกว่าที่อื่น เพราะได้ขันติบารมีเพิ่มไปด้วย แนวเคลื่อนไหว ก็น่าสนใจ ไม่ต้องกำหนด ภาวนาอะไร มีสติกับการเคลื่อนไหว สนุกดีถ้าชอบ แนวเซน ฯ...

แต่ไม่ว่าแนวไหน สุดท้ายก็จะเข้ามาสู่ธรรมชาติตามความเป็นจริง ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ รู้สึกในอารมณ์ ปัจจุบันขณะเข้าไว้.. : )

Friends' blogs
[Add Toad's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.