Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
3 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
วันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย วิษณุ เครืองาม จาก เดลินิวส์


วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม

ที่ผ่านมาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของบ้านเมือง คือเป็นวันที่

คณะรัฐมนตรีกราบบังคมทูลขอพระราชทาน

พระบรมราชานุญาตให้กำหนดวันดังกล่าว

ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7

แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็น “วันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อประเทศ

โดยเฉพาะการพระราชทานรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนระบอบการปกครอง

มาเป็นระบอบประชาธิปไตยจนตราบเท่าทุกวันนี้

อันที่จริง พระราชกรณียกิจต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ในด้านต่าง ๆ

แก่คนไทยและเมืองไทย ได้รับการกล่าวขวัญเทิดทูนมามากแล้ว

ไม่ว่าน้ำพระทัยประชาธิปไตยอัน

ทรงแสดงให้เห็นด้วยการเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ

แต่ทรงถูกคัดค้านถึงสองครั้งสองครา

การมีพระมหากรุณาริเริ่มทรงวางรากฐาน

การปกครองท้องถิ่นไทยในรูปแบบเทศบาล

การสถาปนาระบบข้าราชการพลเรือนที่อยู่บนระบบคุณธรรม

ซึ่งใช้มาจวบจนทุกวันนี้ การที่ทรงตั้งการสหกรณ์

เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของประชาชนในทางเศรษฐกิจ

การสถาปนาราชบัณฑิตยสถานและ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และการอื่น ๆ อีกมาก

แต่ที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงก็คือ พระราชจรรยา

ในความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงในยุคนั้น ซึ่งรุนแรงไม่แพ้ในวันนี้

ความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้นเริ่มต้น

เมื่อคณะราษฎรเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อ

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร

ได้ออกแถลงการณ์โจมตีพระราชวงศ์จักรี

และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างรุนแรง

โดยทรงฟังประกาศดังกล่าวทางวิทยุ รับสั่งว่า

“ทรงรู้สึกเสียใจ และเจ็บใจมากที่กล่าวหาร้ายกาจมากมาย

อันไม่ใช่ความจริงเลย” อย่างไรก็ตาม

แม้จะเสียพระทัย และการที่ประทับอยู่ที่หัวหินก็ทรงมีทางเลือก 3 ทาง

คือ ทรงสู้ ทรงหนี หรือทรงยอม

รับสั่งว่า “ถ้าจะหนีก็มีเวลาตั้ง 24 ชั่วโมงพอหนีได้

จะสู้ก็ยังมีกำลังทหารทางหัวเมือง

แต่มีพระราชดำริว่าถ้าหนีจะร้ายใหญ่

อาจฆ่ากันตายและร้ายแก่พระราชวงศ์ การจะต่อสู้ก็ไม่อยากจะทำ

จึงได้ทรงรับโดยไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ”

ความนี้ปรากฏในบันทึกลับที่เจ้าพระยามหิธร

เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรบันทึกไว้เมื่อ 30 มิถุนายน 2475

ซึ่งพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

และหลวงประดิษฐ์มนูธรรมมาเข้าเฝ้าฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระยาพหลฯ

และหลวงประดิษฐ์กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ

ก็โปรดพระราชทานอภัยโทษ อันแสดงให้เห็นน้ำพระทัย

ใฝ่สันติและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองมากกว่าความหวงแหน

พระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรงมี

นั่นคือจุดเริ่มประชาธิปไตยไทย และเป็นจุดเริ่ม

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ตามมาในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน

เป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและเสียเลือดเนื้อ

โดยมีการประกาศปิดสภาผู้แทนราษฎรโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา

ในวันที่ 1 เมษายน 2476

ซึ่งตามมาด้วยการยึดอำนาจของพระยาพหลพลพยุหเสนา

และคณะในวันที่ 20 มิถุนายน 2476

ทั้งนี้ เนื่องมาจากความขัดแย้งในเรื่อง “เค้าโครงทางเศรษฐกิจ”

ตามมาด้วยกบฏบวรเดช ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2476

เมื่อพระองค์เจ้าบวรเดชและคณะนำทหารหัวเมืองมายึดอำนาจ

ในการสู้รบระหว่างคนไทยครั้งนี้มีคนตายหลายสิบคน

และหนีออกไปอยู่ต่างประเทศหลายสิบคน

ตามมาด้วยการจัดตั้งศาลพิเศษชำระคดีกบฏ

และการออกพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ

พุทธศักราช 2476 ซึ่งทรงพระราชวิจารณ์ว่าจำกัดเสรีภาพบุคคลอย่างรุนแรง

ในเรื่องส่วนพระองค์นั้น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ก็กระทบต่อพระราชสถานะและฐานะพระราชวงศ์อย่างมาก

ดังจะเห็นได้จากการพยายามยกเลิกทหารรักษาวังของรัฐบาล

และการอภิปรายจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

การพยายามปรับโครงสร้างกระทรวงวัง

รวมถึงกระทำการอันเป็นการกระทบพระราชทรัพย์

อาทิ การเก็บภาษี รวมถึงการที่รัฐบาลจะยึดเงินพระคลังข้างที่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์

พระองค์ท่านในสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่เท่ากับ

การที่ทรงถูกฟ้องต่อสภาผู้แทนราษฎร

โดยนายถวัติ ฤทธิเดช ผู้นำกรรมกรรถราง ซึ่งกล่าวหาว่า

ทรงบริภาษใส่ความเป็นการหมิ่นประมาทตน

อันเป็นบทพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม

พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 ที่ว่า “องค์พระมหากษัตริย์

ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”

การฟ้องร้องต่อสภาผู้แทนราษฎรจบลงเมื่อสภา

ไม่รับคำฟ้องและนายถวัติถูกดำเนินคดี

ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่อมานายถวัติ

เข้าเฝ้าฯขอพระราชทานอภัยโทษที่สงขลา

โดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติบันทึกรายงานว่า

นายถวัติ เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงรับคำขอขมาโทษ

และยังทรงแสดงพระราชอัธยาศัยเสรีนิยม

มีพระราชปฏิสันถารกับนายถวัติ ถึง 1 ชั่วโมง

โดยรับสั่งขอโทษต่อนายถวัติ ที่ทรงรับทราบข้อมูลผิดมา

นายถวัติพูดกับประชาชาติว่า

“ผมมีความปลาบปลื้มในน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่หัวอย่างที่สุด

ท่านทรงขอโทษราษฎรของท่านเช่นนั้น

แสดงว่าท่านทรงเป็นสปอตแมนเต็มที่

แล้วผมได้ก้มลงกราบที่ฝ่าพระบาทของพระองค์ท่าน”

ในท้ายที่สุดเมื่อพระราชทานอภัยโทษแก่นายถวัติแล้ว

อัยการก็ถอนฟ้องนายถวัติ

นี่เป็นพระราชจรรยาอันเป็นทศพิธราชธรรมข้อ

“อักโกธะ” คือ ไม่ทรงถือโกรธ

แม้จะมีผู้ล่วงละเมิดพระองค์ท่าน

ความขัดแย้งและความตึงเครียดดำเนินมาตลอด

จนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนิน

ออกนอกประเทศด้วยพระราชดำริพระองค์เอง เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2477

โดยเสด็จฯไปรักษาพระองค์ที่อังกฤษ ระหว่างนั้นก็มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่คงไม่ราบรื่นนัก

ความขัดแย้งที่รุนแรงนี้จบลงด้วยการสละราชสมบัติ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2478 พร้อมพระราชหัตถเลขาที่อ้างอิงเสมอว่า

“ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิม

ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้า

ให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด

และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

ต่อมาได้เสด็จสู่สวรรคาลัยในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484

การพระบรมศพไร้พระบรมโกศ และเครื่องสูงประดับพระเกียรติยศทั้งปวง

ไร้ริ้วขบวนแห่ แต่ที่สำคัญคือทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก

และพระองค์เดียวที่มีพระราชสมภพในมาตุภูมิสยาม

แต่เสด็จ สวรรคตที่เวอร์จีเนีย วอร์เตอร์ ชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

อันเป็นเมืองต่างด้าวท้าวต่างแดน

นี่คือพระราชจรรยาของพระมหากษัตริย์

ผู้ทรงทศพิธราชธรรมโดยเฉพาะข้อ “บริจาคะ”

คือ ทรงเสียสละประโยชน์ส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

และประเทศชาติอย่างแท้จริง

เป็นความดีที่เรา-ท่านระลึกถึงในวันนี้


ท่านราชบัณฑิต จำนง ทองประเสริฐ เคยกล่าวว่า

ถ้านักการเมืองทั้งหลายไม่ได้เอาเพียงอำนาจการเมือง

ไปจากพระองค์ท่าน แต่เอาธรรมะของท่านไปด้วย

บ้านเมืองเราก็คงไม่ต้องเดือดร้อนถึงปานนี้ดอกครับ



อ้างอิงจาก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=630&contentID=69322




Create Date : 03 มิถุนายน 2553
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 15:14:18 น. 1 comments
Counter : 622 Pageviews.

 
ขอบคุณนะคะที่แวะเข้ามาอ่านบล็อค
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ


โดย: pook (MaGicPlus ) วันที่: 24 เมษายน 2554 เวลา:20:03:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.