Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
15 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
'เซ็กซ์โฟน ถูไถ สูดดม อึ๊บศพ...' ความสุข(คุณ)โรคจิตกับวิธีแก้เผ็ดทางเพศ จาก ไทยรัฐ


อือ...อา...ซี๊ด...อุ๊ย...เป็นเสียงกระเซ้า

ซึ่งนางแบบสาวเซ็กซี่ ตกเป็นเหยื่อรายล่าสุดที่ขึ้นหน้า 1 นสพ.

หลังจากที่โดนคุมคามอย่างหนัก และหนุ่มๆ สาวๆ

ผู้ผ่านประสบการณ์โดนโทรศัพท์โรคจิตคุกคามจดจำกันได้ดี...

มองผ่านเสียง "ไอ้โรคจิต" ปริศนา ซี๊ด...ซ๊าด...เป็นอีกหนึ่งภัย

ที่สร้างความหวาดระแวงภายในจิตใจของผู้เป็นตกเหยื่อมาแล้ว

หลายรายเพิ่มดีกรีต้องเผชิญหน้ากับภัยมืดหนัก ขนาด ถูกตามคุกคาม

สะกดรอยตาม หรือ ขู่ฆ่า กระทั่งโดนขโมยกางเกงชั้นใน-ชุดชั้นใน

ไปสูดดมอยู่ซ้ำๆ เป็นแรมปี

แต่ไม่สามารถปริปากบอกเล่ากับใครได้เนื่องจาก "กลัว" และ "อับอาย"

อีกทั้งบางคนยังมองว่าเป็นเรื่อง "เล็กน้อย"

คำถามใหญ่ของบรรดาผู้ที่ตก หรือ เคยตก

หรือกำลังจะตกเป็นเหยื่อโรคจิต

จะมีวิธีไหน สังเกตคนกลุ่มนี้ได้

แล้วจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้า

กับเหล่าโรคจิตที่แฝงตัวในสังคมมากมาย

แม้กระทั่งในมุมเยียวยาอาการจิต...จิตเหล่านี้ได้

สุดท้ายกับทางแก้ไขว่า มีวิธีไหน อย่างไรบ้างที่ทำให้ "เหยื่อ"

กับ "ภัยมืด" อยู่ด้วยกันในสังคมได้อย่างวิน...วิน…!?!

8 ประเภทวิปริต กับ อาชีพดึงดูด (ไอ้) โรคจิตสุดๆ

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกกับ "ไทยรัฐออนไลน์"

ว่า ภาษาแพทย์แบ่งอาการวิปริตได้ 8 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

1. กลุ่มที่ชอบเซ็กซ์โฟน

2. กลุ่มที่ชอบละเมิดเด็ก

3. กลุ่มที่ชอบถ้ำมองแล้วมีความสุขทางเพศ

4. กลุ่มที่ชอบแสดงอวัยวะเพศของตัวเอง

5. กลุ่มที่ชอบถูไถแล้วมีความสุข

6. กลุ่มที่วิปริตด้วยการเอาเสื้อผ้าเพศตรงข้ามมาใส่แล้ว

ก็มีความสุขทางเพศ

7. กลุ่มที่ชอบดมของใช้ส่วนตัว

8. กลุ่มที่ชอบทรมานตัวเอง และคนอื่นแล้วมีความสุข

"แต่ถามว่ากลุ่มไหนมีมากกว่ากัน ตอบยากเพราะไม่มีการเก็บข้อมูล

ซึ่งหากกลุ่มวิปริตนี้ไม่ก่อคดีขึ้นก็จะไม่ถึงมือผู้รักษา

แล้วก็จะไม่มีทางรู้ว่าเขาเป็นใคร

แต่สิ่งที่คนในสังคมต้องตระหนักก็คือปัจจุบัน

นอกจากกลุ่มที่มีอาการวิปริตเหล่านี้

แฝงตัวปนอยู่ในสังคมไม่น้อยแล้ว

หลายปีที่ผ่านมากลุ่มวิปริตเหล่านี้ กลับมีอัตรา

ในการก่อความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบเซ็กซ์โฟน

และอาชีพที่เจอภัยนี้มากที่สุด ได้แก่ โอเปอเรเตอร์

ดารา นางแบบ ผู้ประกาศข่าว นักศึกษา

พนักงานออฟฟิศ พริตตี้ หมอ และพยาบาล โดยในยุคหนึ่งที่มี

หมอประกวดนางงามบ่อยๆ ทั้งหมอ และพยาบาลก็จะได้รับความนิยม

จากพวกเซ็กซ์โฟนแบบถล่มทลาย"

ตัวเลขของอาชีพที่โดนคุกคามมากที่สุดตรงกับข้อมูลที่

พยาบาลคอลเซ็นเตอร์ปรึกษาความเครียดจากโรงพยาบาล

ชื่อดังแห่งหนึ่งเปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า

คืนหนึ่งๆ ได้รับสายหื่นจากหนุ่มๆ สัปดาห์ละหลายพันครั้ง

"บางสายโทร.มาขอเปลี่ยนจากคำปรึกษามาเป็น

การขอมีเพศสัมพันธ์กันดื้อๆ บางรายก็ถามว่าเราใส่ชุดชั้นในสีอะไร

พูดว่าอยากดมๆ ซ้ำๆ โดยส่วนใหญ่

อายุจะอยู่ในวัย 30 ขึ้นไปแทบทั้งนั้น" พยาบาลสาวยอมรับ

1 ใน 8 อาการวิปริตที่น่ากลัวมากที่สุด

ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กล่าวถึงสาเหตุหลัก

อันเนื่องมาจากอาการวิปริตเหล่านี้ว่า

ถ้าเป็นกลุ่มที่ชอบเซ็กซ์โฟน วิเคราะห์ว่ากลุ่มนี้

จะไม่กล้าแสดงออก มีความอาย

จึงมาปลดปล่อยทางโทรศัพท์ หรืออย่าง

กลุ่มที่ชอบร่วมเพศกับสัตว์และศพ

ส่วนใหญ่ปมปัญหามันคือการมีปัญหากับการร่วมเพศกับคน

และไม่สามารถจะถึงจุดสุดยอดในแบบธรรมดา

ประเด็นเรื่องเชาว์ปัญญาก็มีผลมากสำหรับประเภทนี้

"กลุ่มชอบโชว์ของลับปัญหาหลักน่าจะมาจาก

การขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง

ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ขาดการยอมรับทางสังคม

ส่วนพวกที่ชอบดมของใช้ส่วนตัวของคนอื่น

โดยมากปัญหามาจากความผูกพันกับผู้ให้กำเนิดเขาเอง

ส่วนปัญหาของกลุ่มที่ชอบถ้ำมอง

กลุ่มนี้จะมองเรื่องเพศเป็นเรื่องผิดบาป น่ารังเกียจ หรือตอนเด็กๆ

เวลาพูดเรื่องเพศก็จะถูกแม่ตี คนกลุ่มนี้ภายนอก

จะดูเป็นคนดีมากๆ แต่ข้างในน่ากลัว"

ส่วนกลุ่มที่ชอบความรุนแรงแล้วจะถึงจะสุดยอดนั้น จิตแพทย์ผู้นี้ระบุว่า

กลุ่มนี้จะน่ากลัว ที่สุด เพราะเนื่องจากเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเอง

"อย่างกรณีที่เกิดขึ้นก็คือดาราฮอลลีวูดมาตายในเมืองไทย

ซึ่งคาดว่ามาจากการสำเร็จความใคร่นั้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวเอง

ขาดอากาศหายใจจนถึงจุดสุดยอด

ปัญหาหลักคือส่วนใหญ่สาเหตุจะมาอาจจะเกิดจากการเลี้ยงดู

และชีวิตในวัยเด็ก ภายในจิตใต้สำนึกที่อาจจะเคยสร้าง

ความเจ็บปวดหรือทำร้ายคนอื่น

บางครั้งอาจจะไปเชื่อมโยงความสุขทางเพศเมื่อวัยเด็กก็ได้"

วิธีสังเกตพฤติกรรมของพวกโรควิปริต พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์

ยอมรับว่า คนทั่วไปแทบจะไม่สามารถสังเกตได้

เพราะหลายคนภายนอกดูดี

แต่ภายในเป็นวิปริตก็มีให้เห็นตามหน้าสื่ออย่างมากมาย

"เราเรียกอาการนี้ว่าพฤติกรรมเสพติดอย่างหนึ่ง เรียกได้ว่า

ทุกครั้งที่อยู่ในสภาวะแบบนั้นจะมีความสุขมากๆ

จึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ลำบาก

ดังนั้นแนะนำคนไข้และผู้ใกล้ชิดว่า ถ้าคุณรู้ตัวให้เดินเข้าไปหาแพทย์

และเข้าสู่ขั้นตอนวิเคราะห์ปม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ว่า

ชอบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

ซึ่งระหว่างวิเคราะห์ก็จะทำการรักษาควบคู่ไปด้วย

แต่หากพบว่าเป็นอาการวิปริต

มีอัตราเสี่ยงต่อชีวิต เสี่ยงต่อกฎหมาย ก็ต้องแก้ไขโดยด่วน เช่น ถ้าพบว่า

เขาชอบขโมยชั้นในคนอื่นมาดม เราก็ให้เขาดมอยู่ที่บ้าน

ไม่ไปขโมยคนอื่น ส่วนมากการบำบัดจะใช้เวลาหลายปี

อย่างไรก็ดี การรักษามันก็แค่

ทำให้อาการดีขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถหายขาดได้

ซึ่งถ้าองค์ประกอบครบเมื่อไหร่มันก็พร้อมจะกำเริบได้อีก"

วิธีย้อนเกร็ด แก้เผ็ด (คุณ) โรคจิต

ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 ยังได้แนะนำวิธีแก้เผ็ดหากเผชิญหน้า

กับพวกโรคจิต เหล่านี้ด้วยว่า ถ้าเป็นพวกโรคจิตแบบชอบโทร.

มาขอมีเซ็กซ์โฟน วิธีแก้เผ็ดที่ง่ายที่สุดก็คือการวางสาย

หรือว่าเอาผู้ชายหรือที่ปากจัดๆ

เสียงแปร๋นๆ มาสกรีนความปลอดภัย

อย่างเสียงที่แปร๋นๆ จะทำให้พวกเขาจะหมดอารมณ์

ส่วนประเภทถูกรบกวนจากคำพูดคุกคาม หรือว่ามีการบรรยาย

หรือส่งข้อความสั้น (SMS) ถึงลักษณะพฤติกรรมของเหยื่อ

อย่างถูกต้องบอกว่า เห็นเหยื่อกำลังอาบน้ำในห้องน้ำ

สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือตั้งสติให้ดีๆ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"ถ้าเป็นกลุ่มที่ชอบร่วมเพศกับสัตว์

และกับศพแนะนำว่าให้พบแพทย์เพื่อคลี่ปมด่วน

ส่วนวิธีแก้เผ็ดกลุ่มที่ชอบโชว์ของลับ ให้หัวเราะเยาะใส่เขาไปเลย

ที่สำคัญ...อย่าไปตกใจเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไปโดนใจคนโชว์

ส่วนพวกดมกางเกงชั้นใน ส่วนใหญ่ปัญหารากเง้าของเขา

อาจจะผูกพันกับผู้ให้กำเนิดของเขาเอง

วิธีแก้เผ็ดก็ไม่มีอะไร เราก็จะแนะนำแบบง่ายๆ ก็คือซื้อมาดมเอง

จะได้ไม่ต้องคุกคามคนอื่น ส่วนพวกที่ชอบความรุนแรง

แล้วถึงจะถึงสุดยอด วิธีแก้เผ็ด อย่าเข้าใกล้

ต้องปรับพฤติกรรมไม่ให้มีเซ็กส์ถึงกับเสียเลือดเสียเนื้อ

แต่จะหักดิบเขาไม่ได้ หลังจากนั้นก็เข้าขั้นตอน

เพื่อให้แพทย์เริ่มแกะปมต่อไปและกลุ่มที่ชอบถ้ำมอง

คือถ้าเราเป็นเหยื่อก็ต้องแต่งตัวให้มิดชิด

วิธีแก้ไขความรู้สึกให้เขาได้ยอมรับว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เหมือนคนปกติ"

(คุณ) โรคจิตไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

สุดท้าย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ย้ำว่า ทั้งหมดทั้งมวล

สิ่งที่อยากให้ทุกๆ คนตระหนักก็คือ

กลุ่มคนเหล่านี้ไม่น่ากลัว และน่าสงสารมากกว่า ซึ่งจริงๆ

เขาก็ต้องการจะมีชีวิตทางเพศที่ปกติ แต่ด้วยว่าความเจ็บป่วย

ที่มารบกวนชีวิตเขาทำให้เขาไม่สามารถอยู่ได้แบบปกติ

แล้วก็ไม่ถูกยอมรับ หมออยากจะบอกว่ากลุ่มคนพวกนี้

หากใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เขาเป็นทุกข์

และมีความเสี่ยง สิ่งที่ดีที่สุดคือเข้าสู่กระบวนการรักษา

และเข้าใจตนเอง จะทำให้มีความสุขและคุณภาพชีวิตดีมากขึ้นแน่นอน...



อ้างอิงจาก http://www.thairath.co.th/content/life/93601





Create Date : 15 กรกฎาคม 2553
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 15:14:06 น. 3 comments
Counter : 990 Pageviews.

 
ที่ทำงานเพิ่งโดนไป อะ โทรมา ขอ...ที



โดย: แฟนหล่อ วันที่: 15 กรกฎาคม 2553 เวลา:12:20:00 น.  

 
ทักทายยามบ่ายจ้า อิอิ :)


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 15 กรกฎาคม 2553 เวลา:14:17:35 น.  

 
เคยเจอมาสองครั้งกับตัวเลยล่ะค่ะ

ครั้งแรก..ตอนที่ไปเที่ยวที่เกาะสมุย ไปนั่งที่โขดหินตาหินยาย มองลงไปเห็นฝรั่งคนหนึ่งหน้าตาดีมากเลยนะค่ะ กำลังช่วยตัวเองอยู่นะค่ะ เพื่อนๆๆ วี๊ดว๊ายกันใหญ่เลย เรียกหาตำรวจ แหม๋..ตรงนั้นจะไปหาตำรวจที่ไหนล่ะ ชาวบ้านได้ยินก็รีบมาไล่ ชาวบ้านบอกว่าเจอแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว กลัวนักท่องเที่ยวจะกลัว และกลัวลูกหลานตัวเองด้วย

ส่วนครั้งที่สอง ตอนสมัยเรียนค่ะ นั่งรถกลับคอนโด มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวไม่สะอาดนัก ยืนอยู่ข้างถนนริมฟุตบาท หันมารูดซิบโชว์ของ... เลย ตกใจ อึ้งเลยค่ะ

สังคมและโลกสมัยนี้เป็นอะไรกันนะ ไม่เข้าใจ...


โดย: reception hall วันที่: 23 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:46:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.