Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
11 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
จับเข่าคุย “พะเยาว์ อัคฮาด” ผู้ไม่ยอม "กลืนเลือดลูกตัวเอง"



ขณะนี้ กลุ่มญาติวีรชนปี 2553 กำลังแตกเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เหมาเข่ง-ล้างไพ่

โดยต่างพากันตบเท้าเข้าให้กำลังใจนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ขณะที่อีกฝ่ายแสดงจุดยืนคัดค้าน และเพิ่งจัดงานเสวนา

“นิรโทษกรรมเหมาเข่งเพื่อไทย นิรโทษกรรมเหมาเข่งเพื่อใคร ?”

ไปหมาด ๆ เพื่อต้องการนำฆาตกรสั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษให้ได้


“พะเยาว์ อัคฮาค” หนึ่งในแกนนำกลุ่มญาติวีรชนปี 2553

มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาค อาสาพยาบาลที่เสียชีวิต

ระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 เป็นแกนนำคนแรก ๆ

ที่ออกมาคัดค้านร่างดังกล่าว พร้อมลั่นวาจาว่า

“จะไม่ยอมกลืนเลือดลูกตนเองเด็ดขาด”


แม้ว่าการสัมภาษณ์นี้จะมีขึ้นก่อน ประธานวุฒิสภาพร้อมด้วย

ส.ว.เลือกตั้งบางส่วน ออกมาประกาศว่าจะคว่ำ

ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนี้ ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.)

และนายกรัฐมนตรีก็ระบุว่า จะไม่หยิบร่าง พ.ร.บ.ที่วุฒิสภามีมติ

ไม่รับหลักการขึ้นมาพิจารณาอีก แต่เนื้อหาก็ยังน่าสนใจ

ในแง่เสียงสะท้อนจากญาติวีรชนที่ถูกฝ่ายสนับสนุนมองว่า

เป็น “ขบถ” ต่อขบวนการคนเสื้อแดง


ทำไม “พะเยาว์” จึงไม่ยอม “กลืนเลือด”

สำนักข่าวอิศรา http://www.isranews.org

จะพาไปไขคำตอบดังนี้

-----------------------------------------------------

@ ความรู้สึกแรกที่ทราบว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ฉบับเหมาเข่ง ผ่านสภาวาระ 3

ฐานะญาติคนตายพูดได้คำเดียวว่า

รัฐบาลทรยศหักหลังประชาชน

ซึ่งเป็นประชาชนทั้ง 15 ล้านเสียงที่เลือกคุณเข้ามา

ขณะที่ พท. ลอยลำเป็นรัฐบาล

สิ่งที่คุณหาเสียงไว้ตอนนั้นก็ลืมหมดเลย

ถามว่าเวลานี้คุณทำอะไร คุณนิรโทษให้กับคนสั่งฆ่า

เจ้าหน้าที่รัฐ คุณนิรโทษให้หมดเลย พูดง่ายๆ ว่า ล้างไพ่

แล้วให้เราลืมไปซะ กลืนเลือดไปซะ

บอกได้คำเดียวว่าไม่ยอมกลืนเลือดลูกหรอก

ดิฉันสู้มาคนเดียวตั้งแต่ปี 53 หลังจากการสลายการชุมนุม

กำลังเรียกร้องความยุติธรรม อยู่ๆ จะให้เบรก ให้อภัย

จะอภัยได้อย่างไร ในเมื่อความจริงยังไม่ปรากฎ

ฆาตกรเคยสำนึกผิดและขอโทษไหม เขายังลอยหน้าลอยตา

เจ้าหน้าที่รัฐเคยออกมาขอโทษหรือไม่

ไม่เคยมีใครมารับผิดเลย บ้าหรือเปล่า

อยู่ๆ คุณมาบอกว่าให้เราอภัย ให้เรากลืนเลือด ขอโทษนะ

อยากบอกว่าอำมหิตมาก ส่วนภาพที่ออกมาว่าเป็นญาติวีรชนปี 2553

อีกกลุ่มที่ไปแสดงความยินดี เขายอมกลืนเลือด

ก็เรื่องของเขา เราไม่ว่ากัน เราเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน


ภาพนายกฯ ออกมาร้องห่มร้องไห้ ดราม่า

อยากถามว่านายกฯ ก็มีลูก ถ้าลูกคุณถูกฆ่าโดยไม่ได้ทำอะไรผิด

คุณจะอภัยให้เขาได้ไหม

ขนาดคดีฆ่าต่างๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์

เมื่อจับได้ยังต้องมานั่งขอขมาคนตายเลย

แล้วคนพวกนี้เคยสำนึกผิดแล้วมาขอขมาบ้างไหม



@ ขณะนี้ถูกรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนมองว่า

เป็นคนขัดขวางไม่ให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า


จะบอกให้คำว่าก้าวไปข้างหน้า ที่เขาอ้างกันเนี่ยคือก้าวไปลงเหว

ต้องแยกให้ก่อนว่าจะก้าวไปข้างหน้าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ

หรือการบริหารประเทศ มันก็ต้องเดินควบคู่กับ

กระบวนการยุติธรรมไปด้วย คือรัฐบาลเอานักโทษมาเป็นตัวประกัน

มาประกาศว่าถ้าไม่ล้างหมดประเทศมันเดินไม่ได้

มันไม่เกี่ยวเลย ประเทศก็เดินไปสิ

ในเรื่องบริหารประเทศไม่มีใครทักท้วง

มันเดินได้อยู่แล้ว แต่มติ พ.ร.บ. นี้เขาตั้งธงมาแล้วต้องทำให้ได้

แต่คุณต้องมองหลักความเป็นจริงว่า เป้าหลักตรงนี้

อภิสิทธิ์ สุเทพ ทหาร และแกนนำ ยกมือมาเลยว่าไม่เอา

แล้วตกลงมันเหลือใคร ตกลง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อใคร



@ ฝ่ายสนับสนุนบอกเหตุผลว่า ต้องการให้คุณทักษิณกลับไทย

เพื่อมาเป็นแกนนำหลักในการต่อสู้


ไม่มีประโยชน์ คุณนิรโทษเขาแล้วคุณจะไปเอาผิดใครได้

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court –ICC)

ที่คุณไปโกหกเขาน่ะ ว่านิรโทษไปก่อน เดี๋ยวเอา ICC มาลงโทษ

ขอโทษนะ ICC บอกว่า ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้

ออกโดยฝั่งของอดีตรัฐบาล (อภิสิทธิ์) อย่างนั้นเขาให้ลงได้

แต่นี่คุณดันไปออกให้กับฝั่งรัฐบาลที่เป็นผู้ถูกฆ่า

คุณออกเองแล้วเขาจะไปทำอะไรได้ เขาไม่ทำอะไรแล้ว

คุณออกเอง ไม่ใช่ฝั่งนู้นออก

ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำอะไร หลักการที่เคยมีในสังคม

คุณล้มกระดานหมด คุณใช้หลักกูอย่างเดียว

คุณยัดไส้เหมาเข่งจนหน้าเกลียด คุณไปยัดมาตั้งแต่ปี 47

มันบ้าอะไรของคุณล่ะ ทำไมคุณไม่เริ่มตั้งแต่ปี 49

แล้วเอาเรื่องจริงตรงนั้นสิ แรงเสียดทานมันจะน้อยลง

และถ้าเป็นไปได้ตอนนี้ ถ้าคุณถอยคนละก้าว คุณเอาเลย

เช่น นิรโทษเฉพาะประชาชน นอกนั้นแขวนไว้ก่อน

รอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นี่แหละจะทำให้กลุ่มอื่น ๆ ทำอะไรไม่ได้ได้



@ คิดว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ยอมลงนามใน ICC


อันนี้บอกได้ตรงๆ ตอนที่กลับมาจาก ICC ที่กรุงเฮก

ประเทศเนเธอร์แลนด์ เราก็ผลักดันเรื่องนี้เลย

เพราะเรารู้ว่าคนที่จะลงได้มี รมว.ต่างประเทศ รมว.ยุติธรรม

สองกระทรวงนี้ก็ได้แล้ว ไม่ต้องรอให้นายกฯ ด้วย ทำไมคุณไม่ทำ

เราบอกว่าเนี่ยถ้าคุณทำ คุณได้ใจประชาชนนะ

แต่สิ่งที่รัฐบาลทำกลับหลอกประชาชนหลายเรื่อง

อย่างเรื่อง ICC ก็หลอก เอาดิฉันเข้าไปเป็นตัวละครอยู่ในนั้นเลย

ทั้งที่จริง ๆ ICC เขาโอเคนะ แต่เขารอว่าเมื่อไหร่จะเซ็น

แต่ที่น่าตลกคือเมื่อ พ.ร.บ.เหมาเข่ง ทำท่าจะไปไม่รอด

ก็มาล่ารายชื่อเพื่อเอาไปให้ ICC อยากบอกว่าจะไปล่าทำไม

แล้วทำไมรัฐบาลไม่เซ็นเอง

ทีเรื่องอื่นที่ประชาชนไม่รู้เขากล้าทำ เรื่องขอวีซ่าให้ทักษิณ

รมว.ต่างประเทศ ทำเองเลย ไม่เห็นมีใครร้องขอ

แต่อันนี้เพื่อประชาชนทั้งประเทศ แต่คุณไม่ทำ คิดดูแล้วกัน

ความเห็นแก่ตัว ดิฉันถึงบอกไงว่า

ไม่ขอให้เครดิตกับ ส.ส. เวลานี้เลย




@ สมมติว่า พ.ร.บ.เหมาเข่งผ่าน ขณะที่ ICC ยังถูกดอง

จะทำอย่างไรต่อไป


มันไม่มีประโยชน์อะไร ทุกอย่างจบไปแล้ว

มันไม่ประโยชน์อะไรที่จะพูดถึง ICC อีกแล้ว

มันถูกขุดหลุมฝังไปพร้อมกับคนตายแล้ว

ถึงบอกว่าอย่าหลอกอีกเลย ว่ารัฐบาลบอกว่าจะไปสู้ทางนู้นทางนี้ได้

จริง ๆ มันไม่ใช่ มันจบเลย ICC ก็มองว่าตกลง

คุณหลอกผมด้วยเหรอ เอาผมมาเล่นละครด้วยเหรอ

มันจะกลายเป็นแบบนั้น



@ ที่บอกว่าจะต้องปรองดองก่อนนิรโทษกรรม หมายความว่าอย่างไร


ต้องทำความจริงขึ้นมาปรากฎก่อน

ให้ทุกฝ่ายเข้าไปอยู่ในขั้นสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม

ให้เสร็จก่อน เพราะต่างคนต่างมีข้อโต้แย้ง

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับญาติผู้เสียชีวิต

จะไม่นิรโทษให้ผู้สั่งการ แกนนำ เจ้าหน้าที่รัฐ

และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

เพราะญาติฝ่ายทหารเชื่อว่ามีชายชุดดำจริง ๆ

ซึ่งเราเองก็บอกว่ายังจับไม่ได้ แต่เราก็แขวนเอาไว้

เมื่อพิสูจน์ทราบว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายจริง

ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไป

ต้องตั้งหลักการใหม่ ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เพราะว่ากรณีตัวอย่าง เช่น คนเผาศาลากลางแต่ละคน

เมื่อไปพบพูดคุยกับนักโทษ ผนวกกับพยานหลักฐาน

มันไม่ใช่อย่างที่สื่อนำเสนอเลย เขาเลยร้องขอมาว่า

อย่ามองว่าพวกเขาเป็นคนเลว อย่าเพิ่งตัดสิน

เขาตกเป็นเหยื่อ เขาเป็นผู้ถูกกระทำทั้งฝั่งตรงข้ามและฝั่งเราเอง

แต่เจ็บปวดตรงที่ฝั่งเราเอาเขาไปเป็นเหยื่อ



@ คิดว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้

มีโอกาสเป็นเหมือนพฤษภาคม ปี 53 หรือไม่


ถึงขอเตือนไงอย่ามือเปื้อนเลือดซะเอง ถามว่าถอยได้ไหม

ทั้งผู้ชุมนุม ทั้งรัฐบาล คนละก้าว แล้วมานั่งคุยกัน

ผู้ชุมนุมก็ชุมนุมในกรอบกฎหมาย

อย่าทำอะไรที่มันดูทำให้เกิดความรุนแรง

มันจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย

คนมาชุมนุมเยอะ ๆ มันง่ายมากที่จะทำให้เกิดความรุนแรง

ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้สถานการณ?

อย่างนี้มันเกิด รัฐบาลควรถอยไหม ไม่ใช่คุณไม่สนใจใคร

ไม่สนใจเสียงประชาชน จะเดินหน้าอย่างเดียว


.......................

อ้างอิงจาก สำนักข่าวอิศรา

http://www.isranews.org/isranews-article/item/24940-payao_24940.html



Create Date : 11 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2556 12:53:39 น. 0 comments
Counter : 331 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.