Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
11 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
คอมมิวนิสต์แบบไทย ๆ


หลายวันก่อน มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทำนองว่า

คอมมิวนิสต์คืนชีพ ตามข่าวมีภาพคุณสุรชัย แซ่ด่าน

แต่งชุดคอมมิวนิสต์ด้วย

ช่วงนั้นหนังสือพิมพ์มีการไปสัมภาษณ์คอมมิวนิสต์เก่า

รวมถึงขอสัมภาษณ์นักวิชาการบางท่านเกี่ยวกับ

กระแสคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น สังคมไทยก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป

แต่ดูเหมือนหลาย ๆ ท่านไม่ได้ซีเรียสกันนัก

แต่หากเหตุการณ์ที่คุณสุรชัยสวมชุดคอมมิวนิสต์ไปเกิด

ในระหว่าง 2516 - 2523 ล่ะก็ เป็นเรื่องแน่ครับ



ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่า วันเสียงปืนแตกเริ่มมีขึ้น

ในวันที่ 7 สิงหาคม 2508ที่หมู่บ้านนาบัว จังหวัดสกลนคร

นั่นคือ วันที่เจ้าพนักงานใช้อาวุธปราบปราม

สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ได้ใช้กำลังอาวุธ

ต่อสู้กับเจ้าพนักงานเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมาคอมมิวนิสต์ก็กลายเป็น

ภัยคุกคามประเทศอันดับหนึ่งและ จ.สกลนคร ก็กลายเป็นพื้นที่สีแดงแจ๊ด

จนกระทั่งทางราชการ หันมาใช้นโยบาย 66/2523

อันเป็นนโยบายที่ทำให้ทางราชการสามารถ

เอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ในที่สุด


ครับ นี่คือเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ที่เราพอจะทราบกัน

อันที่จริง การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่สิ่งที่แปลกและน่าสนใจ

กลับเป็นเรื่องของเหล่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ต่างหาก

เอาเข้าจริงแล้ว เรามีข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาน้อยมาก

โดยเฉพาะในระดับแกนนำรู้กันแต่เพียงว่า เหล่าแกนนำนั้น

รับนโยบายมาจากประเทศจีน

อาจมีซ้ายเก่าบางท่านแย้งว่า ไม่ควรใช้คำว่า "รับนโยบาย"

แต่ควรใช้คำว่า "รับการสนับสนุน" เพราะคำว่า "รับนโยบาย"

เท่ากับยอมรับว่า "จีน" มีอำนาจครอบงำ พคท.

ผมเคยทราบมาว่า มีแนวร่วมปัญญาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจ

และไม่ต้องการให้จีนเข้ามาก้าวก่ายการทำงานของ พคท.

เพราะมันแสดงถึงความไร้จุดยืนของพคท.

มีเรื่องเล่าที่แสดงถึงความไร้จุดยืนของ พคท. เรื่องหนึ่ง

เมื่อครั้งที่แก็งค์ออฟโฟร์ อันประกอบด้วย

เจียงชิง เหยาเหวินหยวน หลิวป๋อเฉิง จางชุนเฉียว

ขึ้นเป็นใหญ่ในจีนนั้น ทางแกนนำพคท.ได้ประกาศสนับสนุน

แนวทางของแก็งค์ออฟโฟร์ว่าเป็นแนวทางของคอมมิวนิสต์ที่ถูกต้อง

ต่อมา เติ้งเสี่ยวผิงสามารถยึดอำนาจคืนจากแก็งค์ออฟโฟร์ได้

ทาง พคท. ก็ออกมารับรองว่า นโยบายของเติ้งเสี่ยวผิง

คือแนวทางที่ถูกต้อง ส่วนนโยบายของแก็งค์ออฟโฟร์นั้นเป็นสิ่งผิด

เอาเข้าจริงก็เลยไม่รู้ว่า แนวทางไหนกันแน่

คือ สิ่งถูกต้องที่ควรยึดถือสำหรับ พคท.


นั่นเป็นเรื่องในระดับแกนนำ แต่ในระดับแนวร่วมล่ะ เป็นยังไง

หลายท่านคงทราบดีว่า คอมมิวนิสต์ปฎิเสธศาสนาทุกศาสนา

และมองศาสนาว่าเป็นเหมือนยาเสพติดหรือสิ่งหลอกลวง

แต่แนวร่วมคอมมิวนิสต์ไทยหลายท่านกลับไม่ปฎิเสธศาสนาพุทธ

ข้อสังเกตก็คือ การที่วัดป่าแถบจังหวัดสกลนคร

และหลายจังหวัดแถบอีสาน ยังคงอยู่มาได้

โดยไม่ถูกทำลายวอดวายไปเสียก่อน

วัดบางแห่งยังได้อาศัยเหล่าแนวร่วมช่วยก่อสร้างด้วยซ้ำ

เท่าที่ทราบมาก็มี วัดพระธาตุมหาชัย จังหวัดนครพนม

นอกจากการแอบสร้างวัดวาแล้ว ก็ยังมีพระสงฆ์บางรูป

ที่เหล่าแนวร่วมให้ความเคารพนับถือ อาทิ

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร

หลายครั้งที่เหล่าแนวร่วม "จ๊ะเอ๋" กับทหารในวัด

แต่ก็ไม่มีเรื่องกัน ด้วยต่างมีความเคารพในท่านอาจารย์

อย่างไรก็ตาม มีบ้างเหมือนกันที่แนวร่วมบางคนแอบปลอมตัวเป็นพระ

จนทำให้ทหารไทยประสาทเสีย

เล่นเอาหวาดระแวงพระธุดงค์ไปเหมือนกัน

ถ้าหากไปถาม ท่านประธานเหมา ถึงปรากฎการณ์ "คอมมิวนิสต์สร้างวัด"

ผมเชื่อว่าท่านประธานเหมาคงได้แต่ส่ายหน้า และอาจตำหนิเอาด้วย

ถ้าใช้คำหยาบคายก็คือ คอมมิวนิสต์ไทย มันไม่เอาไหน

แต่หากใช้คำสุภาพ ก็คือ คอมมิวนิสต์ไทยมีความยืดหยุ่น (flexible)

สามารถปรับเปลี่ยนตนเองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมได้

ความยืดหยุ่นนี้เอง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นโยบาย 66/2523

ประสบผลสำเร็จในที่สุด


ข้อใหญ่ใจความสำคัญก็คือ คนไทยในยุคนั้นเป็นคอมมิวนิสต์เพราะอะไร

ถ้าพิจารณาจากการล่มสลายของ พคท. ก็พอจะยืนยันได้ว่า

แนวร่วมจำนวนมากไม่ได้ศรัทธาในหลักการคอมมิวนิสต์นัก

แต่ที่ต้องเข้ามาร่วมกับ พคท. ก็เพื่อต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม

การต่อสู้ในครั้งนั้น ไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อผนวกกับความยืดหยุ่นอันเป็นคุณลักษณะพิเศษของคนไทย

ทำให้คอมมิวนิสต์ที่นี่มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคอมมิวนิสต์ที่ไหนในโลก

อย่างไรก็ตาม แม้พคท.จะล่มสลาย แต่ผมไม่คิดว่าแนวร่วมแพ้

ตรงกันข้าม สังคมไทย คือผู้ชนะ เพราะสามารถยุติความรุนแรงได้

เมื่อเหล่าแนวร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จึงต้องถือว่าเหล่าแนวร่วม

ยืนอยู่ในฟากผู้ชนะด้วยเช่นกัน ผมเคยเชื่อว่า

ตราบใดที่คนไทยยังคงมีคุณลักษณะพิเศษที่ว่านี้

ต่อให้ประสบปัญหาความขัดแย้งเพียงใดก็คงผ่านพ้นไปได้

จนกระทั่งเกิดปรากฎการณ์ทักษิณขึ้น พร้อม ๆ กับ การที่

กระแสทุนนิยมเล่นงานสังคมไทยอย่างหนักหน่วงที่สุด

ครั้งนี้เอง ที่ผมต้องยอมรับว่า ความยืดหยุ่นที่เคยมีนั้น มันลดลง

ผมเคยลองตั้งคำถามกับตนเอง

อะไรคือองค์ประกอบของความยืดหยุ่นที่ว่า

คำตอบของผมก็คือ

1.พุทธศาสนา

2.วัฒนธรรม

3.สถาบัน

ในยุค พคท.เรืองอำนาจนั้น เราโชคดีที่คนไทย

มีทั้งสามประการนี้ค่อนข้างเข้มแข็ง

โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันและพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีในพื้นที่สีแดง

ที่มีส่วนในการช่วยชะลอและเหนี่ยวรั้งเหล่าแนวร่วมจำนวนมาก

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า

บางปัจจัยมีแนวโน้มไม่เหมือนเดิม

ถึงแม้สถาบันจะยังคงเข้มแข็งอยู่

แต่สถาบันสงฆ์และวัฒนธรรมมีแนวโน้มอ่อนแอลง

ในขณะที่วาทกรรมแปลก ๆ เริ่มเกิดขึ้นและเป็นที่ยอมรับ

นั่นคือ "โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน"

กลายเป็นว่าวาทกรรมนี้ ได้นำมาซึ่งความอ่อนแอทางวัฒนธรรม

แทนที่ความอ่อนหยุ่น หากเปรียบเทียบกับในยุคพคท.

แม้ความขัดแย้งจะมีประเด็นอยู่ที่ความเป็นธรรมเช่นเดียวกัน

แต่ในยุค พคท. วาทกรรมนี้จะไม่มีวันได้รับการยอมรับ

จากบรรดาแนวร่วมเด็ดขาด

นี่คือข้อแตกต่างระหว่างยุคพคท.กับยุคทุนนิยม อย่างมีนัยยะสำคัญ


สถานการณ์ขณะนี้ ผมอยากให้ท่านคึกฤทธิ์ยังอยู่จัง

จำได้ว่าในยุคที่ท่านเป็นนายก ฯ ปัญหาเรื่องความมั่นคง

เป็นเรื่องซีเรียสมาก ครั้งหนึ่งเวียดนามถึงขนาดขู่ว่าจะยึดกรุงเทพ

แต่ท่านคึกฤทธิ์ ก็หยอดมุก ทำเอาความเครียดลดลงทั่วประเทศ

ท่านกล่าวว่า พวกเวียดนามมันมาไม่ถึงหรอก

มันติดอยู่แถวบางนานั่นแหละ

ใช่ครับ ก็แถวพระโขนง บางนา รถมันติดซะขนาดนั้น




Create Date : 11 มิถุนายน 2552
Last Update : 30 กรกฎาคม 2555 22:08:55 น. 5 comments
Counter : 947 Pageviews.

 
ผมว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาใหม่ตอนนี้ ยิ่งเป็นคอมมิวนิสต์จ๋าแบบสมัยก่อนนี้ยิ่งแล้ว บริบททางสังคมมันต่างกัน



โดย: I will see U in the next life. วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:9:20:09 น.  

 
อ่านมาเรื่อยๆ จนถึงย่อหน้าสุดท้ายแล้วฮาครืน มุขท่านคึกฤทธิ์ ทำไปได้


โดย: พื้นที่สีเขียว วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:10:22:36 น.  

 
คอมมิวนิสต์จงเจริญ อยากให้กลับมาอีกครั้ง

ถ้าหากรัฐบาลไหนมันโกงกินใช้อำนาจกดขี่ประชาชน

แล้วคอมมิวนิสต์จะต้องกับมาอีกครั้งแน่นอน...


โดย: สหายนำชัย IP: 124.120.23.147 วันที่: 10 ธันวาคม 2552 เวลา:20:37:39 น.  

 
ผมว่าคอมมิวนิสต์คืนชีพได้นั้นเป็นจริงครับเพราะในขณะนี้สวัสดิการทางด้านชาวนาและกรรมากรเริ่มน้อยพนักงานรถไฟก็เริ่มบ่นแล้ว ผมว่าอีกไม่นานหรอกครับสำหรับการคืนชีพ


โดย: love คอมมิวนิสต์ IP: 58.147.63.195 วันที่: 28 กรกฎาคม 2553 เวลา:11:25:28 น.  

 
ผมมาจาก พรรคสังคมนิยมใหม่แห่งประเทศไทย ผมมีประสง จะคืนชีพพรรค ตอนนี้เรามีสมาชิกเพียงครึ่งร้อย ผมต้องการให้สหายที่มีอุดมการ ที่ ไม่ล้มเจ้า แอดมาที่ swtwo boom เฟสบุคตามนี้นะครับ


โดย: สหาย ภาคย์ IP: 110.168.240.133 วันที่: 12 เมษายน 2556 เวลา:14:08:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.