Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
2 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ คดียุบพรรค ปชป.



คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ลงมติด้วยเสียข้างมาก

4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องของ นายทะเบียนพรรคการเมือง

ที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน

ที่ผ่านมา สร้างความสับสน เข้าใจผิดให้กับประชาชนส่วนใหญ่

เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะไปเชื่อ

ตามความเข้าใจของสื่อว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ยกคำร้อง เพราะ คดีขาดอายุความ

ความจริงแล้ว ก่อนที่จะมาถึงเรื่องอายุความนั้น

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 3 คน

คือ นายจรัล ภักดีธนากุล นายสุพจน์ ไข่มุกด์

และนายนุรักษ์ มาประณีต

ได้วินิจฉัยแล้วว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง

ไม่มีอำนาจในการร้องให้ยุบพรรคการเมือง

ตามมาตรา 93 พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

อำนาจนั้นเป็นของ นายทะเบียน

การให้ความเห็นชอบของ กกต. เมื่อวันที่ 2เม.ย.2553

จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ

ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมือง

มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้

หลังจากนั้น จึงมาถึงประเด็นเรื่องอายุความ

ซึ่งเป็นข้อวินิจฉัยของนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

ที่เห็นว่า นายทะเบียนยื่นคำร้องได้

เพราะต้องปฏิบัติตาม มติ กกต.

ตั้งแตวันที 17 ธันวาคม 2552 แล้ว การนับอายุความ

จึงตองนับตั้งแต่วันนั้น ซึ่งเกินกำหนด 15 วัน

ดังนั้น การไปสรุปว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้อง

ด้วยมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 เพราะคดีขาดอายุความ

จึงผิดข้อเท็จจริง ที่ถูกต้องคือ ตุลาการเสียงข้างมาก

3 ใน 4 คน ยกคำร้อ งเพราะ การยื่นคำร้องให้ยุบพรรค

ต้องเป็นความเห็นชอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง

ไม่ใช่อำนาจของ กกต. ในขณะที่ตุลาการ เสียงข้างมาก

1 ใน 4 คน ให้ยกคำร้องเพราะ คดีขาดอายุความ

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติสาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังเคยให้สัมภาษณ์

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2553

ว่า มติ กกต. ที่ให้ยุบ พรรคปชป. ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบ

เพราะกฎหมายระบุให้นายทะเบียนเป็นผู้ชี้ขาด

ความเข้าใจผิดๆ เช่นนี้ ทำให้ มีการบิดเบือนคำวินิจฉัย

ไปในทางที่เป็นผลเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ

เช่น นายสมชาย จึงประเสริฐ

หนึ่งใน กกต. เหน็บว่า เมื่อรู้ว่า คดีหมดอายุความแล้ว

ตุลาการรัฐธรรมนูญ จะเสียเวลาสืบพยานไปเป็นปี ๆ ทำไม

ทำไมไม่ยกเสียตั้งแต่แรกเรื่องอายุความ

เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ที่สำคัญ ในทุกๆคดี

ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง คดีการเมือง

ถ้ามีความไม่ชัดเจนว่า ขาดอายุความหรือไม่

ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย จะต้องยกขึ้นมาต่อสู้กัน

หากศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้องว่า คดีขาดอายุความ ตั้งแต่แรก

โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์กันแล้ว คงไม่แคล้ว

จะต้องถูกกล่าวหาว่า ทำแท้งคดีนี้ แต่ไก่โห่ เพื่ออุ้ม ปชป.

และข้อเท็จจริง ก็ปรากฎแล้ววว่า เรื่องอายุความนี้

เป็นความเห็นของตุลาการเสียงข้างมากเพียงคนเดียวเท่านั้น

ไม่ใช่ตุลาการเสียงข้างมากทั้ง 4 คน

ถ้ายกเอาเรื่องอายุความออกไป ก็ไม่มีผลต่อการวินิจฉัยว่า

จะยกคำร้องหรือไม่แต่อย่างใด แต่อาจจะทำให้มีปัญหาว่า

มติจะเท่ากัน 3 ต่อ 3 ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่า ฟ้องถูก

กับฝ่ายที่ฟ้องผิดเท่านั้น ความเข้าใจผิดๆ ของสื่อ

และสังคมว่า ตุลาการรัฐธรรมนุณ

ยกคำร้องเพราะคดีหมดอายุความนี้ เป็นโอกาสให้ กกต.บางคน

อย่างเช่น นายสมชาย และนางสดศรี สัตยธรรม มั่วนิ่ม

เล่นลูกตามน้ำ เพื่อปิกปิดความผิดพลาดของตัวเอง

ด้วยการพยายามทำให้สังคมเข้าใจว่า ความผิดพลาดของ กกต.

มีเรื่องเดียวคือ ส่งฟ้องช้า จนขาดอายุความ

ซึ่งเป็นความเห็นของ ตุลาการศาล รธน. ที่ผิดไปจากคดีอื่นๆ

ที่เคยวินิจฉัยมาก่อนหน้านี้ ที่จริงแล้ว ความผิดพลาด

อย่างใหญ่หลวง ซึ่งไม่สมครให้อภัยของ กกต.

คือ จงใจยัดข้อหาให้ พรรค ประชาธิปัตย์ ทั้ง ๆ ที่

คณะอนุกรรมการวินิจฉัย และคัดค้านปัญหาข้อโต้แย้ง

ซึ่ง นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ในฐานะนายทะเบียน

แต่งตั้งขึ้นตามมติของ กกต. นั้น

สอบสวนรอบแรก สรุปว่า พรรคปชป. ไม่ผิด

ทั้งคดี 29 ล้าน และคดี 258 ล้าน กกต.

ไม่พอใจให้ไปสอบเพิ่ม กลับมาสรุปว่า ไม่ผิดอีก กกต.

ไม่พอใจให้ไปสอบเพิ่มอีก เป็นครั้งที่ 3

ไม่พอใจอีก เพราะสรุปว่า ปชป.ไม่ผิด จน กกต.ต้องแต่งตั้ง

คณะกรรมการชุดใหม่เพื่อตรวจสอบผลการสอบสวนของ

คณะกรรมการชุดเดิม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552

เป็นไปอย่างที่นายชวน หลีกภัย กล่าวไว้ในการแถลง

ปิดคดีด้วยวาจาว่า มีการตั้งธงเอาไว้แล้วว่า

จะต้องยุบพรรค ปชป. ให้ได้ จึงสอบแล้วสอบอีก

เมื่อคณะกรรมการบอกว่า ไม่ผิด ก็เปลี่ยนคนสอบ

เพื่อเอาผิดให้ได้พรรค ประชาธิปัตย์อ้างไว้ใน

คำแถลงปิดคดีว่า ตามคำวินิจฉัยของ

ศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ การดำเนินการใดๆของ

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ถือเป็นการดำเนินการ

ของนายทะเบียน ไม่ใช่การดำเนินการของ กกต.

ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เห็นว่า พรรคปชป.

ไม่มีความผิด จึงถือว่า เป็นความเห็นของนายทะเบียนด้วย

คณะกรรมการชุดนี้ มีนายอิสระ หลิมเสรีวงศ์

อัยการอาวุโส เป็นประธาน

มีกรรมการคือ พลโทอาธวัน อินทรเกสร

พลตำรวจตรีอรุณ นาคเสน นายวรเทพ สุภาดุล

และนายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดรื ผู้อาวุโส แห่งหนังสือพิมพ์มติชน

เป็นที่เข้าใจกันว่า ที่ กกต. ต้องลงมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เพราะกลัว

นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และกลุ่มเสื้อแดง

ที่ขู่ว่า จะเผา กกต.จนยอมละทิ้งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ

แต่เมื่อดูวันเวลา ที่ กกต.พยายามจะบีบคอให้

คณะกรรมการสอบสวนสรุปให้ ยุบพรรค ปชป.ให้ได้

อยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2552

ก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ตั้งหลายเดือน

ก็ชี้ชัดว่า กกต. ไม่ได้ถูกกดดันจากเสื้อแดงให้ยุบพรรค ปชป.

แต่ ตั้งธงเอาไว้แล้วว่า จะต้องยุบพรรค ปชป.ให้ได้

มาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่า

อะไรเป็นแรงจูงใจให้ทำเช่นนั้น

เมื่อตั้งต้นด้วยความไม่ชอบธรรมเสียแล้ว สิ่งที่ดำเนินการ

ตามมา ก็ล้วนผิดพลาด ไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด

จนเป็นเหตุให้ถูกยกคำร้อง เพราะคดีไม่มีมูลมาตั้งแต่แรกแล้ว

แต่เพราะต้องยุบพรรค ปชป. ให้ได้ จึงไม่สนใจว่า

กฎหมายเขียนไว้อย่างไร เป็นไปได้หรือ ที่ กกต.

ที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน อัยการ 1 คน

อาจารย์รัฐศาสตร์ 1 คน จะอ่านกฎหมายไม่ออก

ไม่รู้ว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจฟ้อง

ความเข้าใจที่ผิดๆ อีกเรื่องหนึ่งคือ เมื่อ ตุลาการศาลรัธรรมนูญ

ยกคำร้องโดยอ้างข้อกฎหมายเสียแล้ว ทำให้สังคม

ไม่มีโอกาสรู้ว่า พรรค ปชป. ทำผิดหรือไม่

เพราะไม่มีการวินิจฉัยในข้อเท็จจริง

การพิจารณาคดีใดๆ ในโลกนี้ ที่ยึดหลักกระบวนการยุติธรรม

สากล ต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง

ข้อกฎหมายต้องถูกต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายเสียก่อน

จึงจะไปพิจารณาข้อเท็จจริง ถ้าข้อกฎหมายผิดแล้ว

คดีนั้นก็ตกไป ไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเลย

แต่ คดียุบพรรค ปชป.นั้น ข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวน

ของคณะกรรมการที่มีนายอิสระ เป็นประธาน สรุปแล้วว่า

พรรค ปชป.ไม่ผิด แต่ กกต.ไม่รับฟังเท่านั้น

เพราะจะเอาให้ผิดให้ได้ ในขั้นพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

แม้ในคำวินิจฉัยกลาง จะไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริง เพราะข้อ

กฎหมายไม่ผ่านตั้งแต่แรกแล้ว แต่ ก่อนที่ตุลาการทั้ง 6 คน

จะมาประชุมเพื่อลงมติ ต้องทำคำวินิจฉัยส่วนตนมา

ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง

เพราะไม่มีใครู้ก่อนว่า ข้อกฎหมายจะผ่านหรือไม่ผ่าน

ดังนั้นที่ว่า ประชาชนไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงว่า

พรรค ปชป.ผิดจริงหรือไม่นั้น ความจริง ตุลาการทั้ง 6 คน

ที่วินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่า พรรค ปชป.ไม่ผิด

ตามข้อกล่าวหามีอยู่ 4 คน คือ นายจรัล นายสุพจน์

นายนุรักษณ์ และนายอุดมศักดิ์ ส่วนผู้ที่วินิจฉัยว่า

พรรค ปชป.ผิดคือ นายชัช ชลวร และนายบุญส่ง กุลบุปผา

ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยใ นประเด็นข้อกฎหมาย

เรื่องมติ 4 ต่อ 2 ที่เห็นว่า พรรคปชป.

ไม่ผิดในประเด็นข้อเท็จจริงนี้ นายจรัล เปิดเผยผ่าน

รายการวิทยุ เวทีความคิด เมื่อคืนวันที่ 30 พฤศจิกาย 2553

นายชัช ชลวร ในฐานะประธานศาลรัฐธรรมนุญ

และนายเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ (ตัวจริง)

ควรจะรีบเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการทั้ง 6 คนโดยเร็ว

เพื่อถอดชนวนระเบิดที่พรรคเพื่อไทย และกลไกของระบอบทักษิณ

พยายามจะโยนใส่สังคมไทย หรือหาใครสักคน

ออกมาพูดจาด้วยภาษาธรรมดาๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจ

ไม่ใช่แถลงเป็นเอกสารด้วยภาษากฎหมายที่ไม่มีใครรุ้เรื่องว่า แปลว่าอะไร

ถ้ายังอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย เหมือนกรณีคลิปตัดต่อ

ระวังจะถูกข้อครหาว่า เป็นม้าเมืองทรอย ของระบบทักษิณ

ที่ถูกส่งเข้าไปทำลายศาลรัฐธรรมนูญ




Create Date : 02 ธันวาคม 2553
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 11:20:48 น. 3 comments
Counter : 507 Pageviews.

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
ทักทายวันทำงานค่ะ


โดย: Junenaka1 วันที่: 2 ธันวาคม 2553 เวลา:14:06:54 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: TREE AND LOVE วันที่: 2 ธันวาคม 2553 เวลา:14:30:00 น.  

 
สวัสดีปีใหม่นะครับ


โดย: nuyect วันที่: 3 ธันวาคม 2553 เวลา:5:33:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.