Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
6 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
เมื่ออัตลักษณ์แห่งล้านนากำลังเปลี่ยนไป


เมื่อหลายปีก่อนผมเคยสนทนากับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

ท่านเป็นนักสะสมพระเครื่องสายพระป่า

"พระป่า" ก็คือบรรดาครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่นนั่นล่ะครับ

ผู้ใหญ่ท่านนี้บอกว่า เมื่อก่อนนี้ พวกที่สนใจวัตถุมงคลหลวงปู่แหวน

รุ่นที่เขานิยมกัน ถ้าจะหาของดีของหลวงปู่แหวนขึ้นคอล่ะก็

ต้องมาหากันที่กรุงเทพ พวกเซียนทางภาคเหนือก็เหมือนกัน

เวลาหาของดีหลวงปู่แหวนให้ลูกค้า ต้องแจ้งออร์เดอร์มาทางภาคกลาง

ผมรู้สึกแปลกใจก็เลยถามไปว่า อ้าว หลวงปู่แหวนท่านพำนัก

อยู่ที่ภาคเหนือนี่นา ที่นั่นก็ต้องมีของดีของท่านสิ

แล้วทำไม ต้องมาหาถึงกรุงเทพด้วย

ท่านตอบว่ามีอยู่สองเหตุผล ที่คนเชียงใหม่ในยุคนั้น

ไม่ค่อยสนใจวัตถุมงคลของหลวงปู่แหวนนัก

หนึ่ง เพราะเห็นว่าหลวงปู่แหวนไม่เก่ง ผมเข้าใจว่าคงจะหมายถึง

ท่านไม่ค่อยมีอิทธิฤทธิ์ล่ะมั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนจะมองว่า

"ท่านไม่เก่ง" เพราะครูบาอาจารย์สายนี้ชอบเก็บตัวเงียบ ๆ

แต่อีกเหตุผลนี่สิ มันทำให้ผมอึ้ง นั่นคือเหตุผลที่ว่าท่านไม่ใช่ตุ๊เจ้า

ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของล้านนา ด้วยเหตุนี้ ของดีของหลวงปู่แหวน

ในยุคแรกจึงมักตกแก่พวกข้าราชการหรือพวกที่ต้องโยกย้าย

มาทำงานจากแหล่งอื่น ซึ่งไม่ใช่คนท้องถิ่นของล้านนา

จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร

แต่สิ่งที่ผมขอตั้งข้อสังเกตุก็คือ ความเป็นสงฆ์นั้นน่าจะอยู่เหนือ

ปัจจัยด้านชาติพันธุ์ หมายความว่า หากพระสงฆ์ท่านใด

ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ชาวพุทธย่อมให้ความนับถือทั้งสิ้น

แต่ถ้าหากความศรัทธาในพระสงฆ์ท่านใดมีปัจจัยด้านชาติพันธ์ประกอบด้วยแล้วล่ะก็

แสดงว่า พื้นที่นั้นต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น

ผมไม่แน่ใจว่า คนพื้นที่อื่นจะมีทัศนคติแบบนี้บ้างหรือไม่

แต่ที่ผมแน่ใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ล้านนามีอัตลักษณ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา

และชาติพันธุ์ค่อนข้างโดดเด่นและไม่เหมือนภูมิภาคอื่น


คำว่า อัตลักษณ์ (อ่านว่า อัด-ตะ-ลัก) ประกอบด้วยคำว่า

อัต (อัด-ตะ) ซึ่งหมายถึง ตน หรือ ตัวเอง กับ ลักษณ์ ซึ่งหมายถึง

สมบัติเฉพาะตัว. คำว่า อัตลักษณ์ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า

identity (อ่านว่า ไอ-เด็น-ติ-ตี้) หมายถึง

ผลรวมของลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ซึ่งทำให้สิ่งนั้นเป็นที่รู้จักหรือจำได้ เช่น นักร้องกลุ่มนี้

มีอัตลักษณ์ทางด้านเสียงที่เด่นมาก ใครได้ยินก็จำได้ทันที.

พระพุทธศาสนาในล้านนามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน

และมีเอกลักษณ์ของตนเองแตกต่างจากพุทธศาสนา

ที่แพร่หลายอยู่ในภูมิภาคอื่นของประเทศไทย

จารีตประเพณีบางอย่างของที่นี่จึงแตกต่างกับที่อื่น

อาทิ การไม่ยินยอมให้สตรีเข้าใกล้บริเวณองค์พระธาตุ

นอกจากนี้ ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับพุทธสถานบางแห่ง

ของที่นี่ก็ค่อนข้างโลดโผนและไม่เหมือนกับที่อื่น

เพราะพุทธสถานบางแห่งมีประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยง

กับตถาคตโดยตรงมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล อาทิ พระพุทธบาทสี่รอย

ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ประทับรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์

ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล หากกล่าวกันให้ชัดก็คือ ตำนานเหล่านี้กล่าวอ้างว่า

พระพุทธเจ้าหลายพระองค์เคยเสด็จมายังพื้นที่แถบนี้

ถึงแม้พระไตรปิฎกจะมิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นก็ตาม

ยิ่งเมื่อศึกษาถึงประวัติการสร้างบ้านแปลงเมืองของล้านนาโบราณ

ยิ่งไม่ธรรมดา เพราะอดีตผู้ปกครองล้านนาโบราณ

คือ พระเจ้าสิงหนวัตินั้นคือผู้ที่มาจากเมืองราชคฤห์

อันเป็นแคว้นที่มีบทบาทสำคัญต่อพุทธศาสนา

นับแต่ครั้งพุทธกาล มันก็ยิ่งสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นยิ่งขึ้น


ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของพุทธศาสนาในล้านนาเกิดขึ้นในระหว่างปี

พ.ศ.2451 - 2479 นั่นคือ ช่วงระหว่างที่พระคุณเจ้าสิริวิชโยภิกขุ

หรือครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพรบ.สงฆ์

ในยุคนั้น อำนาจรัฐจากส่วนกลางได้พยายาม

เข้ามามีบทบาทในฝ่ายศาสนจักรในด้านการจัดระเบียบการปกครองสงฆ์

ผลก็คือการดำเนินการดังกล่าวกระทบเข้าอย่างจังกับจารีตประเพณีที่เคยมีมาแต่เดิมของล้านนา

ปัญหาก็คือ ท่านสิริวิชโยภิกขุ ไม่ใช่พระบ้านนอกธรรมดา

แต่ท่านเป็นพระที่มีความเพียบพร้อมทั้งความเคร่งครัดในพระวินัย

ความศรัทธาของมหาชน และความสามารถในการปกครองสงฆ์

ท่านเป็นของจริงครับ ดังนั้น เมื่อท่านดังขึ้นมาท่ามกลาง

ความพยายามของทางการในการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติหลาย ๆ อย่างของสถาบันสงฆ์

มันก็ต้องเจอแรงต้านเป็นธรรมดา ถ้าว่ากันตามพระวินัยแล้ว

ท่านสิริวิชโยภิกขุ ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

พระวินัยก็ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าการเป็นอุปัชฌาย์นั้นต้องให้ทางการอนุมัติก่อน

แต่เป็นทางการต่างหากที่ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่สงฆ์

ท่านสิริวิชโยภิกขุจึงมีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงพระรูปหนึ่ง

แต่การดำรงอยู่ของท่านได้ปลุกสำนึกหรืออัตลักษณ์แห่งความเป็นล้านนา

ผ่านจารีตประเพณีของสงฆ์ล้านนาผลก็คือ ท่านและแนวปฏิบัติของท่าน

กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของล้านนา

และถ่ายทอดมาถึงเหล่าพระภิกษุล้านนาในรุ่นหลังที่ต่างสืบทอดแนวปฏิบัตินั้น

ความเป็นล้านนาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความศรัทธา

นอกเหนือจากปัจจัยด้านความประะพฤติของภิกษุแต่ละรูป

ส่วนพระภิกษุจากถิ่นอื่นก็ไม่สู้จะได้รับการยอมรับมากนัก

หายากครับ พระสงฆ์ที่สามารถหลอมรวมอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์เข้ากับศรัทธาได้

ดังนั้น ถ้าจะกล่าวให้ถึงที่สุด...แก่นแห่งความเป็นล้านนาก็คงไม่ใช่อะไรอื่น

นอกจากพุทธศาสนาในแบบของล้านนานั่นเอง


พระสงฆ์ที่สืบทอดแนวปฏิบัติของท่านสิริวิชโยภิกขุจะถูกเรียกว่า

"สายครูบา" หลายรูปที่เคยมีส่วนช่วยเหลืองานสาธารณประโยชน์

ร่วมกับท่านสิริวิชโยภิกขุและสืบทอดแนวปฏิบัติของท่านเอาไว้

ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูง อาทิ ครูบาสิงห์ , ครูบาสุริยะ

ครูบาชุ่ม , ครูบาหล้า ฯ อัตลักษณ์แห่งล้านนาจึงอยู่ในพื้นที่

ของพุทธศาสนามาตลอด และแทบไม่เคยขยายอัตลักษณ์ของตนเอง

ไปสู่พื้นที่ส่วนอื่น จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในล้านนา

เมื่อสำนึกแห่งล้านนา (น่าจะ) กำลังกินพื้นที่เข้ามาสู่พื้นที่ทางอำนาจ

โดยผ่านปรากฏการณ์ทักษิณ อดีตนายก ฯ ทักษิณ

น่าจะเป็นบุคคลแรกที่ทำให้พื้นที่แถบล้านนาเกิดสำนึกในเชิงอำนาจขึ้นอย่างเด่นชัด

ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน สำนึกดังกล่าวเด่นชัดมาก

กระทั่งทำให้ชาวล้านนาจำนวนมาก กล้าลุกขึ้นปฏิเสธ

แนวปฏิบัติบางอย่างของอำนาจรัฐจากส่วนกลาง

ครับ ผมเคยคิดว่า มันเป็นเรื่องชั่วครู่ชั่วยามเดี๋ยวก็คงซาเหมือนไฟไหม้ฟาง

แต่ดูเหมือนว่ามันอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้ว

เพราะปรากฏการณ์ทักษิณกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลง

ให้กับล้านนาอย่างใหญ่หลวง วาทกรรมที่เกี่ยวกับ

ประวัติศาสตร์ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

โดยเฉพาะวาทกรรมที่ส่งเสริมให้คนล้านนา

ยกระดับความเคารพนับถือที่มีต่อบูรพกษัตริย์ของชาวล้านนา

อาทิ พญาเม็งรายมหาราช ฯ ผมเชื่อว่า มีคนล้านนาจำนวนไม่น้อย

เริ่มเกิดสำนึกเกี่ยวกับพื้นที่ทางอำนาจและประวัติศศาสตร์ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นรูปแบบที่

ไม่เคยปรากฏในยุคความขัดแย้งระหว่างท่านสิริวิชโยภิกขุกับทางการ

มีโอกาสเหมือนกันที่มันอาจจะยกระดับขึ้นจนกลายเป็นอัตลักษณ์แบบใหม่

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มันแตกต่างจากอัตลักษณ์ในยุคของท่านสิริวิชโยภิกขุอย่างไร

ข้อสังเกตุของผมเกี่ยวกับอัตลักษณ์แห่งล้านนาแบบใหม่ก็คือ


1.พื้นที่ทางการเมืองจะแทรกเข้ามาในอัตลักษณ์ของล้านนามากขึ้น

ส่วนพื้นที่ทางพุทธศาสนาจะหดแคบลง


2.อดีตบูรพกษัตริย์ของล้านนาจะได้รับความสำคัญมากขึ้น

นี่คือเรื่องปกติของสังคมที่มีอัตลักษณ์เข้มข้น

เกี่ยวกับสำนึกเรื่องอำนาจ เมื่อสังคมให้ความสำคัญกับอำนาจ

บุคคลที่เคยผูกโยงกับอำนาจก็ย่อมได้รับความสำคัญตามไปด้วย


3.ประเด็นนี้ ผมไม่แน่ใจและยังสงสัยอยู่ว่ามันจะเป็นไปได้มั้ย

นั่นก็คือ อดีตนายก ฯ ทักษิณ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของล้านนา

เหมือนกับท่านสิริวิชโยภิกขุได้หรือไม่

และถ้ามันเป็นไปได้จริง ผมเชื่อว่า อัตลักษณ์แห่งล้านนา

จะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทีเดียว



Create Date : 06 ตุลาคม 2552
Last Update : 24 เมษายน 2556 8:40:34 น. 0 comments
Counter : 810 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.