Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
คดีซุกหุ้น "ต้นเหตุ" สังคมแหก โดย เปลว สีเงิน จาก ไทยโพสต์



เอาล่ะ..."เสาร์เล็งลัคน์" เริ่มสะสมเงื่อนไขสงครามเบ็ดเสร็จแล้ว

เพื่อไทยประกาศ "เขียนรัฐธรรมนูญฉบับทักษิณ"

พ่วงแก้ พ.ร.บ.กลาโหม ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ขณะเดียวกัน ทักษิณแบไพ่ "๖ เงื่อนไขปรองดอง"

คืนเงิน-คืนอำนาจ-ยกเลิกคดีทั้งหมด แล้วจบกัน

แต่...หอกนั้นคืนสนอง เมื่อคณิต ณ นคร ออกผลงาน คอป.

ล่าสุด...ที่บ้านเมืองวุ่นวายมาตลอดนี้ ต้นเหตุจาก "คดีซุกหุ้น"

ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติผิดหลักกฎหมาย!

สะเทือนครับ...สะเทือน เรียกว่าสะเทือนทั้งมาตรฐานยุติธรรมไทย

และมาตรฐานยุติธรรมทักษิณ

สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ เหมือนคนน้ำเหลืองไม่ดี

หัวฝีผุดขึ้นตามแก้มก้นพร้อมๆ กันหลายหัว ชนิดต้องตะแคงตูดนั่ง

ขึ้นชื่อว่าหัวฝี มันเกิดจากข้างใน

แล้วมาแตกข้างนอก ทางรักษามีทางเดียวคือ ต้องปล่อยให้มัน

"กลัดหนอง" จนสุกแล้วแตกหนองไหลของมันเอง ทีนี้ก็ถึงขั้นตอนรักษา

คือเค้นเอาหัว-เอาหนองออกให้หมดจนเห็นเนื้อแดงโบ๋

ขั้นตอนนี้ มันทั้งเจ็บ-ทั้งมัน-ทั้งคัน ดิ้นเชียวล่ะ

เห็นเนื้อแดง แสดงว่า "หมดเชื้อ" เหลือแต่แผล

รักษาง่าย เพราะเนื้อร้ายหมดแล้ว!

ขณะนี้ประเด็นปัญหา ประดัง-ประเดมาพร้อมๆ กัน

เราก็จัดลำดับ แล้วค่อยๆ คุยกันไปทีละเรื่อง

จะได้ไม่สับสน และลงท้าย ทั้งหลาย-ทั้งปวง

ก็จะไปสรุปรวมอยู่ที่ "เรื่องเดียวกัน"

ทักษิณน่ะ อ้างเพื่อให้ตัวเอง "พ้นความผิดทั้งปวง"

อยู่ข้ออ้างเดียวคือ กฎหมายผลพวงรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙

เป็นกฎหมายไม่เป็นธรรม แต่ตรงไหนที่ตัวเอง

ได้ประโยชน์จากกฎหมายนั้น...ก็เป็นธรรม และทำเฉย

อย่างเช่น ตอนนี้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง

จากกฎหมายเผด็จการ ได้เป็นรัฐบาล

ไม่ปฏิเสธการกะซวก "อำนาจรัฐ" ซักคำ!

ผมฟัง ๖ ข้อเสนอปรองดองทักษิณ ที่ "ข้ารับใช้" นำมาบอก

ไม่อยากจะสน เพราะนั่นมันเป็นข้อเสนอซะที่ไหน

มันเป็นเงื่อนไข "เค้นคอประเทศไทย"

ชัดๆ ว่า...พวกมึงต้องให้ และพวกกูต้องได้ อย่างที่พวกกูต้องการ

ทักษิณและพวกจะยืนยันอยู่ประเด็นเดียวว่า

กฎหมายและอำนาจใดก็ตามที่เกิดหลัง ๑๙ ก.ย.๔๙

ถือว่าโมฆะ แล้วย้อนกลับไปก่อนวันที่ ๑๙ ก.ย.๔๙

คืนสถานภาพเดิม ณ ความเป็น "

รัฐบาลทักษิณ-นายกฯ ทักษิณ" ให้เขาทั้งหมด!

เอาล่ะ...เมื่อยึดจุด ๑๙ ก.ย. เป็นตัวชี้ความถูก-ความไม่ถูกของทักษิณ

นั่นก็ควรยึดก่อน ๓ ส.ค.๔๔ อันเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีซุกหุ้น

เป็นตัวชี้ความถูก-ความไม่ถูกของสังคมประเทศด้วย

เพราะวันนี้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ

และค้นหาความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

ของนายคณิต ณ นคร ที่รัฐบาลทักษิณหวังใช้

"ต่อยอด" กับขบวนการรวบอำนาจกฎหมายประเทศ

รายงานผลรอบ ๖ เดือนออกมาแล้ว สรุปว่า


"การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรม

อันเป็นรากเหง้าของปัญหา เกิดจากกรณีของคำวินิจฉัย

ของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2544 ในคดี "ซุกหุ้น"

ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด

เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 2 คน

ที่เคยลงมติว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

ไม่ได้ลงไปวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาของคดี

ซ้ำศาลรัฐธรรมนูญยังนำเอาคะแนนเสียง 2 เสียงหลังนี้ไ

ปรวมกับคะแนนเสียงจำนวน 6 เสียง

ที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดในข้อกล่าวหาว่า "ซุกหุ้น"

แล้วศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง

ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายโดยแท้

และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง

ในหลักนิติธรรมของประเทศไทย

แต่ที่ผ่านมารัฐยังละเลยและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ

ถึงรากเหง้าของความไม่ชอบมาพากล

หรือความที่น่ากังขาของเรื่องนี้ ดังนั้น คอป.จึงขอเสนอแนะให้รัฐ

และสังคมได้ตรวจสอบการยึดถือปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง.

นี่ไงล่ะ...ทักษิณขออำนาจและความไม่มีคดีความคืน

ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙

ประชาชนก็ขอคดีซุกหุ้นคืน

ก่อนตุลาการวินิจฉัยผิดหลักกฎหมาย ๓ สิงหา ๔๔!!!

อย่างนี้แฟร์มั้ย หรือถูกมาตรฐานสังคมไทย

แต่ผิดมาตรฐานสังคมทักษิณ สรุปว่าไม่แฟร์

เพราะอะไรที่ทักษิณเป็นฝ่ายเสียเปรียบ-เสียประโยชน์

ไม่เป็นโอกาสเพื่อเปลี่ยนประเทศให้แดงทั้งแผ่นดิน

แล้วล่ะก็ ถือว่าไม่เป็นธรรมกับทักษิณทั้งนั้น?

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ คนตามที่ คอป.

กล่าวในบทสรุปนั้นก็คือ นายผัน จันทรปาน

และนายจุมพล ณ สงขลา ถ้ายึดตามหลักที่ คอป.

สรุป คดีซุกหุ้น ผลจะออกมา ทักษิณผิดตามข้อกล่าวหาด้วยเสียง ๗:๖

ไม่ใช่เอา ๒ เสียงที่ไม่ได้วินิจฉัยคดีไปนับรวมเป็น "วินิจฉัยชี้ขาดยกฟ้อง"

จนกลายเป็นทักษิณไม่ผิด ๘:๗!!! และความบิดเบี้ยวตรงนั้น จากวันนั้น

มันเป็นหัวฝีฝังเนื้อจนสังคมกลัดหนองอยู่ข้างใน มาแตกเอาในปี ๒๕๔๙

และละเลงหนอง-ละเลงเลือดเรื่อยมาจนถึง

ณ วันนี้ ก็ยังซึมไหลปรี่ เพราะหัวฝียังไม่ได้บ่งออก

เอามั้ยล่ะ...จะนับจุดเริ่มต้น "ความเป็นธรรม" ตรงที่ ๑๙ กันยา

ทำไม จะรักความเป็นธรรมกันจริงๆ ล่ะก็ ย้อนไปเริ่มกันที่ต้นเหตุ

คือการวินิจฉัยคดีซุกหุ้น ๓ สิงหา ๔๔ โน่นเลย ไม่โสภากว่าหรือ?

พระท่านว่า สิ่งใดเกิดแต่เหตุ ถ้าต้องการดับสิ่งนั้น

ก็จงดับที่เหตุ ก็ในเมื่อ คอป.สรุปว่า

เหตุที่สังคมแตกแยกวันนี้มาจากการตัดสินคดีซุกหุ้น

เราก็ดับความแตกแยกสังคมโดยย้อนกลับไปที่คดีซุกหุ้นดีมั้ย

นายคณิต ณ นคร เคยเขียนบทความ "การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย"

ไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ ต.ค.๔๙ หลายตอน

ผู้สนใจหาอ่านไม่ยาก และท่านสรุปไว้ดังนี้

..........."คดีซุกหุ้น" ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหานั้น

ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติขึ้นอย่างน้อยสองประการ

คือ เกิดการกระทำที่เป็นการบิดเบือน

หรือหักดิบกฎหมายอยู่หลายการกระทำ

และเกิดอิทธิพลของกระแสทางสังคมและของกระแสทางการเมือง

ในคดีที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการคู่ประวัติศาสตร์โลก

ตกเป็นจำเลยในข้อหากบฏนั้น ได้มีการกระทำความผิด

ฐานบิดเบือนกฎหมาย (Rechtsbeugung)

เกิดขึ้น และไม่มีการลงโทษผู้พิพากษา ผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด

จนกล่าวกันว่าการบิดเบือน หรือหักดิบกฎหมายในคดีดังกล่าว

เป็นการบิดเบือน หรือหักดิบกฎหมายครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว

เพราะหากผู้พิพากษาใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลี่ยงบาลีแล้ว

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็จะถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดินเยอรมัน

หลังจากพ้นโทษ ซึ่งจะทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ไม่มีโอกาสที่จะฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นใหญ่

และเมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่อาจฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นใหญ่ได้

สงครามโลกครั้งที่สองก็จะไม่เกิดขึ้น

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองไม่เกิดขึ้นแล้ว

ผู้คนก็จะไม่ล้มตายกันจำนวนมาก

และที่สำคัญคนยิวก็จะไม่ถูกฆ่าทิ้งเป็นล้านๆ คน

(ดู คณิต ณ นคร "ศาลรัฐธรรมนูญกับการตีความกฎหมาย"

นิติธรรมอำพรางในนิติศาสตร์ไทย

สำนักพิมพ์วิญญูชน กันยายน 2548 หน้า 49 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้า 51)

สำหรับ "คดีซุกหุ้น" อันมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหานั้น

หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นทุกคนยึดหลักกฎหมายแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

-"พตท.43" และ "ศอ.บต." ก็คงจะไม่ถูกยุบ

-การฆ่าคนทิ้งเป็นพันๆ คน โดยอ้างเรื่องยาเสพติด

ก็คงจะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการตายที่กรือเซะ และตากใบด้วย

-การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนจนเกิดทางตัน

ทำท่าว่าจะเกิดการฆ่ากันอีกครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็คงจะไม่เกิดขึ้น

-"ซีอีโอ" ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหารธุรกิจ

ก็คงไม่เกิดขึ้นในระบบราชการไทย

-ระบบราชการที่พังพินาศที่กระทรวงกลาโหม

และที่อื่นๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

(ดู วสิษฐ เดชกุญชร "สัญญาณอันตราย

ที่กระทรวงกลาโหม" มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2549)

-รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็คงจะใช้ได้ต่อไปอีกนานหรือตลอดไป

แม้อาจจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกันบ้างก็ตามที

-หลังจากการปฏิรูปการเมืองนั้น กติกาของสังคมได้เปลี่ยนไปมากแล้ว

หากแต่ความคิดของคนในสังคมไม่ได้เปลี่ยนไปตามการปฏิรูปการเมือง

สภาวะที่เหลือเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้

หลังจากการปฏิรูปการเมืองที่เรียกกันทั่วไปว่า

"ระบอบทักษิณ" ก็คงจะไม่เกิดขึ้นจนส่งผลให้

ต้องมีการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายนั้น

ไม่ได้เป็นภัยใหญ่หลวงต่อสังคมโลกเท่านั้น

แต่เป็นภัยที่ใหญ่หลวงต่อสังคมไทยเราด้วย

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องบัญญัติ

ให้การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายเป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา

เพื่อที่จะได้กำราบปราบปรามนักกฎหมายที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยกันได้บ้าง

การที่จะเป็นนักกฎหมายสายวิชาชีพ เป็นพนักงานอัยการ

หรือเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้น

ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้มีความยากเย็นแต่ประการใด

นักกฎหมายเพียงแต่ทำตนเองให้ผ่านตามขั้นตอนให้ได้

เท่านั้นก็เป็นได้สมใจอยาก

แต่การเป็นนักกฎหมายสายวิชาชีพ

เป็นพนักงานอัยการ หรือเป็นผู้พิพากษา

หรือตุลาการที่ดีต่างหากที่ดูจะเป็นยากอยู่ไม่น้อย

ยิ่งการเป็นครูกฎหมายด้วยแล้วยิ่งจะยากกว่า

การเป็นนักกฎหมายสายวิชาชีพ เป็นพนักงานอัยการ

หรือเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการอีกหลายเท่านัก

เพราะครูกฎหมายต้องถ่ายทอดวิชาการ

ที่ถูกต้องแก่ศิษย์ และต้องวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์

(ดู คณิต ณ นคร "ครูกฎหมาย"

นิติธรรมอำพรางในนิติศาสตร์ไทย

สำนักพิมพ์วิญญูชน กันยายน 2548 หน้า 35)

ในขณะที่เรายังไม่มีความผิดฐานบิดเบือนกฎหมายนั้น

นอกจาก "เนติบริกร" แล้ว "นักกฎหมายนาซี"

ก็เป็นนักกฎหมายที่สถาบันการเรียนการสอนกฎหมาย

ชอบที่จะต้องตั้งข้อรังเกียจเช่นเดียวกัน

(ดู คณิต ณ นคร "กฎหมายราชภัฏกับนักบัญญัตินิยม"

นิติธรรมอำพรางในนิติศาสตร์ไทย

สำนักพิมพ์วิญญูชน กันยายน 2548 หน้า 41)

อนึ่ง ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวส่งท้ายด้วยว่า........

กระแสสังคมในบ้านเมืองเราในระหว่างการดำเนิน "คดีซุกหุ้น" นั้น

เป็นไปในทิศทางที่มีการคาดหวังในตัวบุคคลอย่างรุนแรงมาก

จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความหวั่นไหวเลยทีเดียว

ท่านผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองบางท่าน

และเป็นที่เคารพนับถือของคนในสังคม

ก็เข้าใจผิดในพฤติกรรมของบุคคล และให้การสนับสนุนบุคคล

โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายอันเป็นหลักของบ้านเมือง

บัดนี้ ท่านผู้ใหญ่ดังกล่าวน่าจะมีความเสียใจอยู่ไม่น้อยเลย.


อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม 2554

"http://www.thaipost.net/news/131211/49575"


Create Date : 14 ธันวาคม 2554
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 15:08:57 น. 0 comments
Counter : 603 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.