Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
30 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ตามไปดูวิถีชีวิต ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาเงินล้าน




"เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม"




"ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก

ทำนามันดีกว่าทำงานกินเงินเดือนอีก"

นี่คือคำพูดยืนยันหนักแน่น

จากปากของ ชัยพร พรหมพันธุ์

เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา

ที่ ชัยพร พรหมพันธุ์

กล้าการันตีแบบนี้ก็เพราะว่า

ชาวนาอย่าง ชัยพร พรหมพันธุ์

ทำกำไรเหนาะ ๆ หักต้นทุนเรียบร้อยแล้ว

เมื่อฤดูกาลผลิตที่แล้ว

2,000,000 บาทเศษ

และฤดูที่เพิ่งผ่านพ้นไป

1,000,000 บาทเศษ ๆ

และตลอดหลายปีที่ผ่านมา

มีเงินเหลือใช้มากพอ

จนสามารถกำหนดเงินเดือนให้ตัวเอง

และภรรยาในอัตราเดียว

กับผู้บริหารเสื้อคอปกขาวในเมือง

มีโบนัสจากผลประกอบการไม่เคยขาด

โดยเฉลี่ยก็มีรายได้ตกคนละประมาณ

60,000 – 70,000 บาท

ปีก่อนนี้ซื้อทองเส้นเท่าหัวแม่โป้ง

มาใส่ พร้อม ๆ กับ   ถอยรถกระบะมาขับเล่น ๆ

อีกต่างหาก





ซึ่งนอกจากเงินเดือนและโบนัสสูงแล้ว

ชัยพร พรหมพันธุ์  ยังซื้อที่ดิน

ขยายการผลิตออกไป 30 เปอร์เซ็นต์

ในช่วง 20 ปี ด้วยเงินสด ไม่เคยขาดทุน

จากการทำนาต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2533

ไม่เคยมีหนี้สิน

มีหลักประกันสุขภาพชั้นดี

จากการส่งประกันชีวิตประกันสุขภาพ

ระดับ A เดือนละร่วมแสน   ส่งลูก 3 คน

เรียนจบปริญญาโทโดยขนหน้าแข็งไม่ร่วง...

วันว่างยังพาลูก ๆออกไปหา

ของกินอร่อย ๆ นอกบ้าน

ชาวนาคนนี้เขาทำได้อย่างไร

ทำไมชีวิตจึงมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้

วันนี้กระปุกดอทคอม

จะพาไปเรียนรู้การใช้ชีวิตจากเขากันค่ะ...

.............................................................

นายชัยพร พรหมพันธุ์

ชาวนาวัย 48 อยู่บ้านเลขที่ 35

หมู่ที่ 1 ตำบลบางใหญ่

อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอบางปลาม้า

สมรสกับคุณวิมล พรหมพันธุ์

บุตรมี 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน

รักอาชีพการทำนาเป็นชีวิตจิตใจ

ความมั่งคั่งมั่นคงทั้งปวง

ได้มาจากการทำนาโดยสุจริต

ไม่เอาเปรียบดิน   ไม่เอาเปรียบน้ำ

คิดซื่อ ขยันขันแข็ง

และมีสองมือหยาบกร้าน

จากการทำงานหนักเช่นชาวนาทั่ว ๆ ไป

โดยชาวนาโดยส่วนใหญ่

คู่กับตำนานยิ่งทำยิ่งจน ทำนาจนเสียนา

แต่สำหรับเขา   ทำนาบนที่ดินมรดกพ่อ 20 กว่าไร่

กับอีกส่วนหนึ่งที่เขาเช่าเพิ่มเติม

ทำไปทำมาก็ซื้อที่นาเช่ามาเป็นของตัวเอง

ปาเข้าไป 100 กว่าไร่

แถมซื้อที่นามาโดยไม่เคยกู้แบ็งค์

ไม่เคยเป็นลูกค้าขี้ข้าใคร


.............................................................

"ผมล้มมาเยอะเหมือนกัน"

สำเนียงเหน่อ ๆ  ของลูกชายคนโต

ของผู้ใหญ่บ้านแห่ง ตำบลบางใหญ่

ผู้เพียรพยายามหาหนทางตั้งตัว

เคยทำแม้แต่นากุ้ง

และสวนผลไม้คละชนิดแต่สู้น้ำไม่ไหว

ต้องกลับมาเป็นชาวนาตามรอยพ่อ





"ทำนาเคมีมา 20 กว่าไร่

ครั้งแรกปี 2525 ได้ข้าว 13 เกวียน

จำได้แม่นเลย ขายได้เกวียนละ 2,000 บาท

ขาดทุนยับ  พอดูหนทาง

เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

คิดว่าจะได้เบิกเงินค่าเรียนลูก

เพราะมองอนาคตแล้วว่า

ไม่มีปัญญาส่งลูกแน่   แต่ปี 2531

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาละวาดหนัก

แถวบ้านเราโดนกันหมด

ก็พอดีอาจารย์เดชา ศิริภัทร

ทำเรื่องนาอินทรีย์และใช้สมุนไพร

มาขอทำแปลงทดลองปลูกสมุนไพร

พ่อก็แบ่งนาให้ 5 ไร่ ด้วยความเกรงใจ

อาจารย์ก็เริ่มทดลองใช้สะเดาสู้กับเพลี้ย

เครื่องไม้เครื่องมือเยอะ

ผมก็ไปช่วยอาจารย์ฉีด ก็ฉีดไปยังงั้น

เราไม่ได้ศรัทธาอะไร แต่ปรากฎว่า

แปลงนาที่ใช้สารเคมีเสียหายหมด

ส่วนแปลงนาที่ฉีดสะเดากลับไม่เป็นอะไร

ผมก็เริ่มจะเชื่อแล้ว    แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย

เลยเอามาทำในนาของผมเอง

ซึ่งปีนั้นชาวนาโดนเพลี้ยกันเยอะมาก

หน่วยปราบศัตรูพืชจังหวัด

เขาเลยเอายาที่ผสมสารเคมีมาแจก

ผมก็ลองเอามาใช้

โดยแบ่งว่าแปลงนานี้ฉีดสารเคมี

แปลงนานี้ฉีดสะเดาซึ่งผลก็ปรากฎออกมาว่า

แปลงนาที่ฉีดสะเดาปลอดภัยดี เก็บเกี่ยวข้าวก็ดี

แต่แปลงนาที่ฉีดสารเคมีตายหมด

ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเชื่อสนิทใจ

แล้วมาลองทำเองดู

ผมก็หักกิ่งก้านสะเดามาใส่ครกตำเอง

ภรรยาก็บ่นว่าทำไปทำไมเสียเวลา

แต่ผมรั้น คือยังไงก็ขอลองหน่อย

ก็เอาไปฉีดแล้วข้าวก็ได้เกี่ยว

ผลผลิตก็ออกมาดีเกินคาด

ทีนี้ชาวบ้านก็แห่มาขอสูตรเอาไปทำบ้าง

แต่ก็ไม่ค่อยมีใครประสบผลสำเร็จ

เพราะเขาใช้สมุนไพรคู่กับยาเคมี

บางคนใช้เคมีจนเอาไม่อยู่แล้ว

ถึงหันมาใช้สะเดา

พอมันไม่ได้ผลทันตาเห็น

ก็กลับไปใช้สารเคมีกันเหมือนเดิม”

เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา กล่าว





การคิดต้นทุนของเขา

ลงทุนเต็มที่ตกไร่ละ 2,000 บาท

ในขณะที่ขายได้เกวียนละ

ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท


ซึ่งหลังจากเขาทำนาอินทรีย์ได้เพียง 3 ปี

มีเงินเหลือมากกว่า 6 ปีที่มัวจมอยู่กับปุ๋ยยา

.............................................................

อย่างไรก็ตาม

หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย

ก็ใช่ว่าชัยพรจะหวงวิชาความรู้

เขายังได้ให้คำปรึกษากับผู้ที่มีปัญหา

และสนใจในวิถีเกษตรอินทรีย์

ที่โทรมถามาขอคำปรึกษา

ตามสายแทบจะทุกวัน

"ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก"

ชัยพรยืนยันหนักแน่นซ้ำอีก

สำคัญตรงที่ต้องทำนาแบบใช้สมอง

ไม่ใช่ทำนาแบบเป็น ผู้จัดการนาสถานเดียว

"ถ้าเป็นผู้จัดการนาล่ะจนแน่

มีมือถือเครื่องเดียวโทรสั่งตามกระแส

มีนาอย่างเดียว ที่เหลือจ้างเขา

เริ่มทำไร่นึงก็ต้องมีพันกว่า

ตั้งแต่ทำเทือก ทำดิน ไปยันหว่าน

เฉพาะได้แค่ต้นนะ  ยังไม่รู้เลยว่าจะได้เกี่ยวไหม

จากนั้นต้องฉีดยาคุมหญ้า  ใส่ปุ๋ยอีกหลายพัน

ของเราต้นทุนไม่กี่สตางค์

อาศัยว่าต้องละเอียดอ่อนต้องรักษาธรรมชาติ

แล้วก็ต้องเป็นลูกจ้างตัวเอง

ไม่ใช่ผู้จัดการ พอไปพูดกับเขา

เขาก็บอกนาเขาน้อย แล้วก็เช่าเขา

ทำอินทรีย์ไม่ได้หรอก

ผมก็บอกว่าเมื่อก่อนผมก็เช่า

ทำไมยังทำได้ ทำจนมีเงินซื้อนา

เขาไม่คิดย้อนกลับไงว่า

สมัยปู่ย่าตายายทำนา มันมียาที่ไหนล่ะ

คนโบราณยังได้เกี่ยวของเรายังดี มีสะเดาให้ฉีด

สมัยโบราณมีที่ไหนล่ะ

ไอ้บางคนเห็นข้าวเราเขียว

ก็บอกว่าคงแอบใส่ปุ๋ยกลางคืนละมั้ง

แหม! กลางวันยังไม่มีเวลาเลย

จะมาใส่ปุ๋ยกลางคืน

มาฉีดให้งูมันเอาตายเรอะ" ชัยพร กล่าว

.............................................................

ทุกครั้งที่ขายข้าวได้เขาจะนึกถึงบุคคลที่นำเอา

วิธีเกษตรอินทรีย์มาให้เขาได้รู้จัก

และปรับใช้ในที่นาของเขาจนมีเงินเหลือเก็บ ...

"ถ้าผมไม่ได้เจออาจารย์เดชา

ก็คงไม่ได้เกิดหรอกคงไม่ได้ส่งลูกเรียน

ปริญญาโทไป 2 คน อีกคนก็ว่าจะเรียนปีหน้า

ลูกมาทีเอาเงินค่าเทอมทีละ

40,000 – 50,000 บาท

ก็ยังเฉย ๆ เรามีให้"





ขณะที่ อาจารย์เดชา ศริรภัทร

แห่งมูลนิธิขวัญข้าว

ผู้เพียรพยายามเผยแพร่

วิถีการทำนาอินทรีย์ยืนยันว่า

ไม่ได้ช่วยอะไรชัยพรมากกว่านั้น

ความสำเร็จทั้งปวงเกิดจากตัวชัยพรเอง

แต่สำหรับชาวนา ป.4

ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวง

ที่ทำให้เขาก้าวมาได้ถึงวันนี้

ลูก 3 คน ของชาวนา ป.4 คนโต

กำลังเรียนปริญญาโท

สาขาปรับปรุงพันธุ์พืช

ที่มหาวิทยาลัยเกษตร กำแพงแสน

คนกลางเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน

ส่วนลูกสาวคนเล็กเพิ่งจบปริญญาตรี

เกียรตินิยม จากคณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ตอนนี้ทำงานธนาคาร

ทุก ๆ เย็นวันศุกร์ที่ลูก ๆ กลับบ้าน

ครอบครัวชาวนาเล็ก ๆ

ก็จะคึกคักมีชีวิตชีวา

ขับรถออกไปหาของอร่อยกินกัน

ในขณะที่ชาวนาต้นทุนสูง

นาติดกันไม่เคยคิดฝันว่า

จะมีโอกาสเช่นครอบครัวของชัยพร






และนี่คือวิถีชีวิตของ

ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาร้อยล้าน

ที่สามารถลบคำกล่าวที่ว่า

"ทำนามีแต่จน"

ได้สำเร็จ…


โดยทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้เขาสามารถมีวันนี้ได้

ก็เพราะการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์

ไม่ใช้สารเคมี

นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว

ยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นอีกด้วย

และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

คือ การเป็นคนขยันลงมือปฏิบัติเอง

แถมไม่กู้หนี้ให้เป็นภาระอีกต่างหาก…

.............................................................

โดยส่วนตัวแล้ว

ผมเชื่อว่า หลักการทำนาของคุณชัยพร

เป็นหลักการเดียวกับ

เศรษฐกิจพอเพียง

นี่อาจเป็นอีกหนึ่งบทที่พิสูจน์ว่า

ระบบเศรษฐกิจพอเพียง...

ไม่ได้ห้ามรวย

แต่ความรวยตามระบบ

เศรษฐกิจพอเพียงนั้น

ต้องรวยอย่างมั่นคง

และไม่สร้างปัญหาหนี้สินในภายหลัง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

เว็บไซต์ "กระปุกดอทคอม" ครับ






Create Date : 30 กรกฎาคม 2558
Last Update : 30 กรกฎาคม 2558 19:46:40 น. 0 comments
Counter : 1415 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.