Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2555
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
13 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 
อย่าโทษแต่น้ำมัน? ผูกขาดทำของแพง โดย ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จาก ไทยรัฐ


แพงเพราะน้ำมันหรือบริหารจัดการไม่เป็นกันแน่?

ตอนนี้น้ำมันดีเซลลิตรละ 31.73 บาท...

แต่เท่าที่คนไทยเคยเจอมา ราคานี้ไม่ได้แพงที่สุด

ยังพอจำกันได้ไหม 11 เม.ย.51-16 ก.ย.51

ราคาดีเซลบ้านเราเคยแพงกว่านี้

ยิ่งช่วง 11 มิ.ย.51-24 ก.ค.51 ราคาดีเซลพุ่งทะลุเกิน 40 บาท...

ราคาสูงสุดเคยขึ้นไปอยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท

ราคาข้าวของตอนนั้น แพงเท่าตอนนี้หรือเปล่า...

ทั้งที่ตอนนี้น้ำมันถูกกว่า แต่ทำไมข้าวของถึงได้แพงกว่าตอนนั้น

กระนั้นหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบ ก็ยังคงใช้วุฒิภาวะปัญญา

แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ตั้งดัชนีราคาข้าวแกงธงฟ้า

จะไปช่วยอะไรได้.ประชากรไทย 63.8 ล้านคน

จะได้ใช้บริการถึง 2% ไหมธงฟ้าทำกันมาไม่รู้กี่ปี

แก้ปัญหาอะไรให้ชาวบ้านได้...ไม่อยากอธิบายลึก

เหตุคิดอะไรไม่ออกบอกธงฟ้า เพราะเงินจัดธงฟ้า

ช่วยให้คนบางคนได้ดิบได้ดีในหน้าที่ราชการ

ในเมื่อน้ำมันไม่ใช่ตัวปัญหาเหมือนที่ผู้บริหารบ้านเมืองยกมาอ้าง

ทำไมไม่หันไปใช้วิธีการอื่นแก้ปัญหาข้าวของแพง

แก้แบบใช้สมอง ตามหลักวิชาการ...แก้ปัญหาที่ต้นตอ

อีกตัวการสำคัญที่ทำให้ของแพง ข้าวของแพงเพราะผูกขาด

ตามหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ การแข่งขันในตลาด

จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้ประกอบการที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน...

ผู้บริโภคได้ใช้ของถูกสมราคาในทางตรงกันข้าม

การผูกขาดผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องขวนขวายในการแข่งขัน

ใช้ทรัพยากรได้อย่างไม่ประหยัด เพราะสามารถ

ผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภคซึ่งไม่มีทางเลือกได้...

ขึ้นราคาไปยังไงชาวบ้านก็ต้องซื้อ

นอกจากนั้น การผูกขาดยังเป็นแหล่งบ่มเพาะ

การทุจริตคอรัปชัน เนื่องจากผลกำไรที่ได้การผูกขาด

เป็นที่หมายปองของนักธุรกิจ ข้าราชการประจำ

และนักการเมืองกับผู้ที่มีอำนาจ ปกป้องรักษา

อำนาจผูกขาดในตลาดข้าวของแพงเพราะการผูกขาด...

ถามว่าบ้านเรามีเครื่องไม้ เครื่องมือที่จะจัดการปัญหานี้หรือไม่...

คำตอบก็คือ มีนอกจากทุกรัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุน

การแข่งขันที่เป็นธรรมแล้ว บ้านเรายังมีกฎหมายที่เรียกว่า

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542

ให้อำนาจรัฐจัดการปัญหาได้เต็มที่อีกต่างหาก

นโยบายมีกฎหมายพร้อม...แต่การทำให้นโยบาย

และกฎหมายไปด้วยกันได้...กลับไม่มี

เพราะผู้มีอำนาจมีหน้าที่ไม่อยากใช้อำนาจจัดการ

เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภค

โครงการสำรวจองค์ความรู้เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

ในหัวข้อเรื่อง “การปฏิรูปเพื่อลดการผูกขาดและ

ส่งเสริมการแข่งขันในเศรษฐกิจไทย”

โดย ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

พบว่า...ตลอด 12 ปีที่ประเทศไทยมีกฎหมายฉบับนี้

มีเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า

ทั้งหมด 77 เรื่อง เฉพาะในช่วงปี 2552-2554

มีเรื่องร้องเรียนแค่ปีละ 1 เรื่องเท่านั้น

เทียบไม่ได้กับผลงานของสำนักแข่งขันทางการค้าของอินโดนีเซีย

ที่มีชื่อว่า KPPU ซึ่งถือกำเนิดในเวลาใกล้เคียง

กับสำนักแข่งขันทางการค้าของไทย

ที่ KPPU ได้รับเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี

เฉพาะในปี 2552 มีเรื่องร้องเรียนมากถึง 733 ราย

และมีการดำเนินการพิจารณาเรื่องร้องเรียนแล้วเสร็จ 35 เรื่อง

ในขณะที่ 12 ปีของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าไทย

ภายใต้การดูแลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

มีเรื่องร้องเรียน 77 เรื่อง

ดำเนินการพิจารณาแล้วเสร็จ 52 เรื่อง

แต่ไม่เคยมีการลงโทษ หรือดำเนินคดีผู้ประกอบการ

แม้แต่รายเดียว ทั้งที่มีหลายกรณีเป็นที่จับจ้องของสาธารณชน...

ไม่ว่ากรณีการผูกขาดธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก

คิดค่าบริการสูงเกินควร หลังจากมีการควบรวมกิจการ

กรณีการบังคับการขายเหล้าขาวพ่วงเบียร์

กรณีการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจการค้าปลีก

ที่บังคับให้ผู้ประกอบการจะเอาสินค้ามาวางขาย

จะต้องลงทะเบียนในแผนงานส่งเสริมด้านราคา

กรณีการบังคับผู้ค้าปลีกรถจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่ง

ไม่ให้ขายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อของคู่แข่ง ทั้งที่จักรยานยนต์

ยี่ห้อนั้นมีอำนาจเหนือตลาด ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 80%

กรณีเหล่านี้เห็นชัด ค้าขายแข่งขันไม่เป็นธรรม

ใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบคู่แข่ง แต่ปรากฏว่า

ไม่มีการลงโทษแม้แต่กรณีเดียว

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกัน

การผูกขาดในบ้านเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผู้ประกอบธุรกิจ

และประชาชนหมดความเชื่อถือในองค์กรและกฎหมายฉบับนี้

จึงไม่อยากร้องเรียนให้เสียเวลา เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานนี้

ไม่เคยมีการดำเนินการใดๆได้ทำไมบ้านเราถึงจัดการ

ปัญหาการผูกขาดทำข้าวของแพงไม่ได้ งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า

ปัญหาหลักมาจากโครงสร้างของกรรมการแข่งขันทาง

การค้า ถูกกลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจ

เข้าไปแทรกแซงและผูกขาดตัดตอนการใช้อำนาจ

เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคได้ง่าย

เนื่องจากโครงสร้างกรรมการแข่งขันทางการค้า

อันประกอบด้วย รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน,

ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงการคลัง,

อธิบดีกรมการค้าภายใน

และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 8-12 คน

ในจำนวนนี้ ไม่น้อยกว่าครึ่ง คณะรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจาก

ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจเอกชน

สรุปแล้ว กรรมการนอกจากจะไม่เป็นอิสระแล้ว

ยังถูกกลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ

เข้าครอบงำได้ง่าย...ฉะนั้นไม่ต้องหวังว่า คนเหล่านี้

จะเข้ามาฟาดฟันกลุ่มธุรกิจผูกขาด

ทำข้าวของแพงเพื่อช่วยเหลือประชาชน

กรรมการเหล่านี้ มีแต่จะเข้ามาช่วยกันปกป้อง

ให้ธุรกิจผูกขาดเอาเปรียบประชาชนอยู่ยั้งยืนยงเท่านั้นเอง

ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจ เรื่องร้องเรียนหลายเรื่อง

มีอันต้องตกไปและไม่มีการลงโทษ เพราะกรรมการ

ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมาล้วนแต่คนกันเอง มีโคตรเหง้า

รากเหง้ามาจากกลุ่มทุนธุรกิจผูกขาดที่เอาเปรียบคนไทยแทบทั้งสิ้น

เกิดเป็นคนไทย มีนักการเมืองเยี่ยงนี้ ข้าราชการเยี่ยงนี้...

ถ้าไม่สู้หักหาญเอามา ย่อมต้องก้มหน้ารับกรรม

ปฏิรูปประเทศไทยหายไปไหน...ทำไมถึงได้เงียบงัน.


อ้างอิงจาก http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/240539




Create Date : 13 พฤษภาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 14:58:13 น. 0 comments
Counter : 517 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.