Group Blog
 
 
เมษายน 2556
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
3 เมษายน 2556
 
All Blogs
 

ปกเกล้าปกกระหม่อม (13) อวสาน



การที่พระมหากษัตริย์จะทรงสละราชสมบัติหรือที่ฝรั่งเรียกว่า abdication

เป็นสิ่งที่เคยมีมาแล้ว ทั้งในประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศ

ไม่ว่าจะโดยสมัครพระทัย ถูกบังคับ หรือถูกเหตุการณ์ชักนำก็ตาม

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเคยสละราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราชา

สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ก็เคยสละราชสมบัติ

ขุนนางจึงยกราชสมบัติให้เจ้าพระยากลาโหมขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรสละราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ

ครั้งรัชกาลที่ 4 ก็เคยมีพระราชดำริว่าถ้าสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์

พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ทรงเจริญพระชนมายุสมควรแล้ว

จะทรง “เวน” ราชสมบัติให้แล้วเสด็จไปประทับเงียบๆ เป็น “พระเจ้าหลวง”

ให้คำแนะนำปรึกษาต่างๆ ทรงเตรียมการถึงขนาดสร้างวังสราญรมย์ไว้เป็นที่ประทับ

และสร้างวัดราชประดิษฐ์ไว้เป็นที่ปฏิบัติธรรม แต่ก็สวรรคตเสียก่อน

การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ใน พ.ศ.2477 (ถ้านับตามปัจจุบันก็เป็น พ.ศ.2478)

จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายและไม่ได้เป็นวิกฤติร้ายแรง เพราะได้มีพระราชปรารภ

ผ่านทางผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาล่วงหน้าก่อนแล้วราว 5 เดือน

และขณะนั้นก็เสด็จไปประทับในต่างประเทศ เรียกว่า “ห่างหาย”

จากแวดวงการเมืองไปแล้วร่วมปี คนที่เสียดายและอาลัยอาวรณ์

แต่ทำใจได้ว่าได้ทรงพยายามและทำดีอย่างที่สุดแล้ว “ทนทรมานมามากแล้วจะกราบลา”

ปล่อยให้พระองค์ประทับอย่างสงบ สันติ เพื่อรักษาพระสุขภาพเถิด

ก็มีอยู่ไม่น้อย แม้แต่ในหลวงเองก็เชื่อว่าเคยทรงคาดคิดว่า

วันหนึ่งเหตุการณ์อาจบีบรัดเข้ามาจนต้องตัดสินพระทัยอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ที่เป็นวิกฤติร้ายแรงในเวลานั้นคือ ปัญหาว่าผู้ใดจะมีสิทธิและกล้ารับราชสมบัติเป็นรัชกาลต่อไป

ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนหลากพวกหลายความคิด

หรือว่าสยามถึงทีจะต้องเปลี่ยนไปมีผู้นำแบบอื่นเสียแล้ว

ดังที่มีกระแสมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 6 และมารุนแรงขึ้น

ในระยะก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า

มีผู้คิดเปลี่ยนไปเป็นแบบรีพับลิคหรือสาธารณรัฐอยู่เหมือนกัน

ซึ่งหมายความว่าจะมีประมุขเป็นแบบประธานาธิบดี

คณะราษฎร รัฐบาล หรือแม้แต่ปัญญาชนในขณะนั้นทราบดีว่าทางออกมี 2 ทาง คือ


1.มีประมุขเป็นแบบพระมหากษัตริย์ต่อไป

ซึ่งก็เป็นความคิดของคณะราษฎรมาแต่ต้นอยู่แล้ว

และเชื่อว่าเป็นความต้องการของประชาชนด้วย หรือ


2.เปลี่ยนไปมีประมุขแบบประธานาธิบดีไม่ว่าจะใช้วิธีเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม

ความเสี่ยงมีอยู่ว่าประชาชนอาจต่อต้านแนวทางนี้

และจะเข้าล็อกที่ถูกมองว่าเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คือคณะราษฎรอยากเปลี่ยนประเทศเป็นรีพับลิคและคนในคณะราษฎร

อยากขึ้นมามีอำนาจเป็นใหญ่เสียเอง

จนบางคนประชดว่าอาจมี “นโปเลียน” เกิดขึ้น

ทางออกนี้จึงไม่มีใครคิดจะนำมาใช้ในขณะนั้น เว้นแต่จะเข้าทางตัน


เมื่อเลือกแนวทางแรก ก็เป็นที่ทราบเช่นกันว่ามี 2 หนทางที่จะปฏิบัติ คือ

1.ดำเนินการตามลำดับผู้มีสิทธิในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์

พระพุทธศักราช 2467 ซึ่งรัชกาลที่ 6 ได้ทรงตราขึ้นก่อนแล้วร่วม 10 ปี

และรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็กำหนดว่า การสืบราชสมบัติจะต้องดำเนินการ

โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลฯ “และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร”

ถึงอย่างไร สภาก็ยังพอมีอำนาจเพราะอาจไม่ให้ความเห็นชอบ

พระนามพระองค์ใดที่มีสิทธิในลำดับต้น

แต่มีข้อขัดแย้งกับรัฐบาลเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนไปพิจารณาลำดับต่อไปก็ได้ หรือ


2.สภาอาจแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎมณเฑียรบาลฯ เสียก่อน

จนเป็นเหตุให้สามารถเลือกเจ้านายพระองค์ใด

ที่ไม่อยู่ในลำดับที่จัดไว้ขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์ก็ได้

ถ้ายังประสงค์จะมีประมุขเป็นเชื้อสายพระบรมราชวงศ์

สำหรับกรณีแรกนั้นกระทรวงวังเคยจัดทำบัญชีรายพระนามผู้มีสิทธิตามกฎมณเฑียรบาล

ไว้ตามลำดับก่อนแล้ว อยู่ที่ว่าคณะราษฎร รัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรจะรับได้หรือไม่


ส่วนกรณีที่ 2 อาจเป็นทางเลือกถ้าคณะราษฎร รัฐบาลและสภาอยากได้เจ้านายที่

“ไม่มีสิทธิ” หรืออยู่ในลำดับ “ห่างไกล” มาก

แต่คิดว่าน่าจะทำงานกับรัฐบาลได้ราบรื่นมาเป็นพระมหากษัตริย์แทน

ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วเวลานั้นก็ “เล็งๆ” อยู่บางองค์

ความจริงปัญหานี้ควรคลี่คลายไปก่อนได้หากรัชกาลที่ 7 มีพระราชอนุชา พระราชโอรส

หรือทรงแต่งตั้งรัชทายาท แต่ก็ไม่มีและไม่ได้ทรงทำ

ส่วนหนึ่งอาจเพราะทรงหวังว่ายังอาจจะมีพระราชโอรส

อีกข้อหนึ่งอาจเพราะยังมีเจ้านายที่อยู่ในลำดับจะครองราชย์ได้

ตามกฎหมายและด้วยความเหมาะสมอยู่

คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระยศในเวลานั้น)

สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ

และสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

ข้อสุดท้ายคืออาจทรงเกรงพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ

ผู้ยิ่งด้วยพระบารมีก็ได้จึงไม่ควรกระทำการใด

เรื่องนี้ถ้าเล่าแล้วจะยาว กลายเป็นเรื่องอื่นไม่ใช่ “ปกเกล้าปกกระหม่อม”

เอาเป็นอันว่ารัฐบาลตัดสินใจ เสนอพระนามผู้มีสิทธิลำดับแรกตามกฎหมาย คือ

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระชนมายุ 9 พรรษา

พระโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์และหม่อมสังวาลย์ต่อสภา

ที่จริงถ้าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลาฯ ยังไม่สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.2472

ก็จะทรงได้ราชสมบัติโดยไม่ต้องสงสัยในพระคุณสมบัติและความเหมาะสมใด ๆ

วิกฤติเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนนั้นว่าเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์

หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลต้องออกจากลอนดอน

เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทูลเชิญพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์

ถ้าหม่อมสังวาลย์และพระโอรสทั้ง 2 พระองค์

(พระองค์เจ้าอานันทมหิดลและพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช) ไม่ทรงรับวิกฤติจะรุนแรงทวีคูณ

เพราะผู้มีสิทธิลำดับต่อไปคือสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

และถัดไปคือพระโอรสของท่าน ซึ่งคณะราษฎร “กลัว” นักหนาและ “ไม่ชอบ” ท่านด้วย

จนได้ทูลเชิญออกไปอยู่นอกประเทศตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ แล้ว

การที่จะไปทูลเชิญท่านเสด็จกลับมาใหม่ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกเกล้าปกกระหม่อม

อยู่กับคณะราษฎรเห็นจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดได้ง่าย ๆ

วิกฤตินี้ยุติลงด้วยความโล่งอกของทุกฝ่ายเมื่อหม่อมสังวาลย์

ตอบรับดังที่สมเด็จพระพันวัสสาประทานแนวทางแก่รัฐบาล

ไปจากกรุงเทพฯ ก่อนแล้วว่า “แล้วแต่แม่เขาเถิด”

การเสนอพระนามพระองค์เจ้าอานันทมหิดลโดยที่รัฐบาลไม่เลือกใช้แนวทางอื่น

นอกจากจะเป็นเพราะทรงมีสิทธิในลำดับที่ 1 แล้ว

การที่ยังทรงพระเยาว์และประทับต่อไปในต่างประเทศ

น่าจะเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลด้วย ที่สำคัญคือรัฐบาลตระหนักดีว่า

“ครอบครัวมหิดลนับแต่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลาฯ เป็นต้นมา

เป็นครอบครัวประชาธิปไตย พระทัยกว้าง รักความเป็นธรรม

เสียสละเพื่อคนยากคนจน ไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้ใด”

และแม้แต่รัชกาลที่ 7 ผู้เป็น “ทูลกระหม่อมอา” เองก็เคยแสดงพระราชประสงค์ว่า


“พระองค์อานันทมหิดล ซึ่งอ้างได้ว่าเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลฯ

ทางนี้มีผลดีอยู่มาก คือเป็นไปทางที่ตรงตาม legality”


รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณียังคงประทับต่อไป

ในประเทศอังกฤษอย่างเงียบ ๆ และไม่ทรงเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์บ้านเมือง

แม้รัฐบาลอังกฤษจะถวายพระเกียรติยศในฐานะ “เอกซ์ คิง”

ตามสมควร แต่ก็ไม่มีพระราชประสงค์จะให้รัฐบาลไทยอึดอัดใจ

ข้าราชการ นักเรียนไทย และคนไทยที่อยู่ในอังกฤษขณะนั้น

ถ้าไม่ใช่พระประยูรญาติสนิท มักเกรงรัฐบาลเพ่งเล็งจนไม่กล้าไปเฝ้าฯ

ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการรักษาพระสุขภาพ

ทำสวน ทรงอ่านหนังสือ ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง

“สมบูรณาญาสิทธิราชย์พระองค์สุดท้ายของสยาม”

เป็นภาษาอังกฤษ เข้าใจว่าทรงเริ่มไปแล้วส่วนหนึ่งแต่ยังไม่จบ

เหตุการณ์ทางสยามยังคงรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

จากพระยาพหลฯ มาเป็นรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม

มีการดำเนินการกับฝ่ายเจ้า ฝ่ายตรงข้าม หรือผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก

ถึงกับปลดเจ้านายและข้าราชการออกราว 600 คน

บางคนถูกจับไปปล่อยเกาะตะรุเตา ข้อหา “โอษฐภัย”

คือภัยจากปากดูจะเป็นที่เกรงกลัวทั่วไป ลิเกเจ้าหนึ่ง ดาราออกมารำป้อว่า

“พระยาพหลเป็นต้นเหตุ พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นต้นเรื่อง ขับเจ้าเข้าป่า แล้วเอา...ขึ้นนั่งเมือง”

เท่านี้ก็โดนจับข้อหาโอษฐภัยปากพาจน

ในหลวงอานันท์รัชกาลที่ 8 ยังคงประทับและศึกษาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ต่อไป

ตามเงื่อนไขที่พระราชชนนีทรงตั้งไว้ก่อนจะทรงตอบรับ

ทางสยามจึงต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

แทนสมเด็จกรมพระนริศฯ ที่ไม่ทรงรับเป็นต่อ

จะเป็นว่าการเมืองกดดันหนักหรือเพราะเหตุใดก็ตาม

กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์องค์ใหม่ได้ปลงพระชนม์พระองค์เอง

การเมืองขณะนั้นเล่นกันแรงมากจนมีผู้เรียกช่วงเวลานั้นว่ายุคทมิฬ

ไม่เพียงแต่เจ้านายที่ได้รับผลกระทบ นักคิด ปัญญาชน สื่อมวลชนก็ไม่เว้น

ทุกอย่างอยู่ในยุคแห่งความกลัว



พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง พระธิดาสมเด็จกรมพระนครสวรรค์ฯ

ทรงเขียนจดหมายถึงคนในกรุงเทพฯ ให้ส่ง “ก๋วยเตี๋ยว” ไปให้

เพราะทางชวาไม่มี ทางการดักจดหมายได้

นำไปลือว่าสมเด็จกรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงสั่งให้ส่ง “ปืนกล” ไป


ปี 2482 กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสรัชกาลที่ 5

ถูกศาลพิเศษพิพากษาว่าเป็นขบถให้ประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต


หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ถูกจับส่งเกาะตะรุเตา


มีการติดตามยึดทรัพย์เจ้านาย มีการฟ้องรัชกาลที่ 7

เพื่อยึดทรัพย์สินในเมืองสยามและในต่างประเทศ

หาว่าตอนเสด็จต่างประเทศได้ทรงนำทรัพย์ของแผ่นดินออกไปด้วย

แต่พระองค์สวรรคตก่อน ไม่ทันได้ทรงฟังคำพิพากษาที่ให้ทรงแพ้คดี

จนถูกยึดวังศุโขทัย วังไกลกังวลมาเป็นของหลวง


( หมายเหตุ Blog ART19 :

ภายหลัง รัฐบาลได้จัดตั้ง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"

เพื่อดูแลทรัพย์สินบางรายที่ถูกยึด

ทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

จึงไม่ถือเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ นับแต่นั้นมา )


คณะกรรมการศาลพิเศษได้ตัดสินในคดีหนึ่งว่ารัชกาลที่ 7

ทรงสมรู้ร่วมคิดกับแกนนำบางคนในคณะราษฎรและเจ้านายบางองค์ ก่อขบถบวรเดช

แม้แต่การสละราชสมบัติก็หาว่าเป็นเพียงอุบายหวังจะทรงกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ซึ่งเป็นการล่วงเกินอดีตพระมหากษัตริย์พระองค์นี้อย่างรุนแรงยากที่ผู้มีใจเป็นธรรมจะทนได้



ขณะนั้นยุโรปเริ่มเข้าสู่สงครามแล้วฮิตเล่อร์เริ่มขยายแนวรบ

สยามเองก็เกิดกรณีสงครามเอเชียบูรพา

จีนกับญี่ปุ่นก็มีปัญหารบพุ่งกัน เศรษฐกิจที่ไม่ดีขึ้นกลับทรุดหนักลงอีกครั้ง

เราคนไทยที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ไม่รู้หรอกว่าคนไทยสมัยนั้นขวัญหนีดีฝ่อ

ทุกข์ยากทั้งกายและใจสาหัสขนาดไหน

ปี 2481 ในหลวงอานันท์เสด็จกลับมาเยี่ยมสยามครั้งแรก เหมือนน้ำค้างชโลมหัวใจให้แช่มชื่น

แต่แล้วก็ต้องเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ สงครามในยุโรปรุนแรงขึ้น

จนเป็นมหาสงครามโลก ทุกอย่างขาดการติดต่อ

นักเรียนไทยติดค้างในต่างประเทศเป็นอันมาก

เกิดข้าวยากหมากแพงและไม่มีที่ไหนในโลกที่เป็นที่ปลอดภัย

ในหลวงอานันท์และครอบครัวมหิดลต้องรับบัตรปันส่วนอาหารเช่นเดียวกับชาวสวิส

รัชกาลที่ 7 เองก็ต้องทรงรับความทุกข์ยากร่วมกับชาวอังกฤษ

เพื่อความปลอดภัยและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

รัชกาลที่ 7 ต้องทรงย้ายที่ประทับถึง 4 ครั้ง

ครั้งแรกเมื่อเสด็จไปถึงได้ประทับที่ตำหนักโนล (ปัจจุบันเป็นสถานพยาบาล)

และทรงสละราชสมบัติจากที่นี่

ต่อมา ทรงย้ายไปประทับที่ตำหนักคอมป์ตันเฮาส์ ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์

แล้วทรงย้ายไปอยู่ไกลออกไปที่เมืองเคนท์ พอเกิดสงครามมีข่าวว่า

เยอรมันอาจบุกเข้ายึดเมืองเคนท์ จึงย้ายกลับไปประทับที่ตำหนักคอมป์ตันเฮาส์

ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์ใกล้กรุงลอนดอนประมาณ 20 ไมล์

ครั้นถึงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2484 ทรงตื่นบรรทมแต่เช้า

สมเด็จพระบรมราชินีกราบทูลว่าวันนี้อากาศดี จะขอเข้าไปดูที่ประทับเก่า

ภาพสุดท้ายที่สมเด็จฯ ทรงเห็นคือในหลวงทรงเสื้อสีขาว กางแกงแพร

ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ ยังรับสั่งกับสมเด็จฯ ว่าถ้ามีดอกไม้ (ทิวลิป) ในสวนให้เก็บมาด้วย

รถยนต์สมเด็จพระบรมราชินีไปถึงกลางทาง ตำรวจสกัดไว้ได้ตามหมายเลขทะเบียนที่มีผู้แจ้งมา

ขอให้รีบกลับ เมื่อสมเด็จฯ เสด็จกลับถึงที่ประทับ

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สวรรคตแล้วด้วยโรคพระหทัยพิการ

ในพระอิริยาบถที่สมเด็จฯ ทรงเห็นก่อนจากไป

หนังสือพิมพ์ยังตกอยู่ข้างพระองค์ พระชนมพรรษา 48 พรรษา

อยู่ในราชสมบัติปกเกล้าปกกระหม่อม 9 ปี

สละราชสมบัติแล้ว 7 ปี เจ้าพระคุณเอ๋ย พระชนมพรรษายังน้อยนัก!

ลอนดอนขณะนั้นไม่มีวัดไทย ไม่มีพระสงฆ์ไทย

การเก็บพระบรมศพในหน้าสงครามทำได้เพียง 3 วัน

และต้องจัดการถวายพระเพลิงด้วยหีบไม้ในสุสานเล็กๆ

ที่โกลเดนกรีน ไร้พระบรมโกศ ไม่มีการประโคม

ไม่มีพระพิธีธรรม มีผู้มาร่วมพิธีไม่มากนัก

มิสเตอร์เครกที่เคยเข้ามาร่างกฎหมายเทศบาลในสมัยรัชกาลที่ 7

เป็นผู้กล่าวถวายสดุดี ฝรั่งคนหนึ่งเห็นงานเงียบเหงานัก

จึงอาสาสีไวโอลินให้ข้าง ๆ หีบพระบรมศพ

เมื่อสงครามรุนแรงมากขึ้น คนไทยรักชาติได้ตั้งขบวนการเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย

ทรงทำหน้าที่ดูแลด้านการรักษาพยาบาล


สงครามสงบแล้ว รัชกาลที่ 8 สวรรคต รัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์

การเมืองเปลี่ยนขั้ว ในปี 2492

รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ กราบบังคมทูลขอให้สมเด็จพระบรมราชินี

ทรงเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 เสด็จกลับประเทศไทย

รัฐบาลอังกฤษจัดเรือถวาย เรือรบหลวงแม่กลองรับพระบรมอัฐิอีกทอดมาขึ้นบกที่ท่าราชวรดิฐ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดริ้วกระบวนยิ่งใหญ่เต็มตามพระบรมราชอิสริยยศพระมหากษัตริย์

เชิญพระบรมอัฐิจากท่าราชวรดิฐไปไว้ในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับสมเด็จพระบูรพกษัตริย์

ประชาชนไปถวายบังคมพระบรมอัฐิกันล้นหลามเป็นการส่งเสด็จครั้งที่สุดที่จะทำได้ในชีวิตนี้

ส่วนพระบรมราชสรีรางคารแยกไปบรรจุไว้ใต้ฐานพระประธานวัดราชบพิธ


ปีนี้ครบ 120 ปีแห่งพระบรมราชสมภพ (พ.ศ.2436-2556) วงการต่าง ๆ เกือบ 30 แห่ง

ตั้งแต่ ก.พ. ราชบัณฑิตยสถาน จุฬาฯ กรมชลประทาน

กรมสรรพสามิต เทศบาล สถาบันพระปกเกล้า

และอื่น ๆ ต่างนึกถึงสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำไว้ให้

แต่ที่ทุกวงการและแม้แต่นอกวงการควรรำลึกถึงร่วมกัน

เป็นเอกจิตสโมสรคือทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้รักประชาธิปไตย

รักสงบ รักสันติ รักความเป็นธรรม ทรงอดทน

อดกลั้นทุกประการต่อคำเย้ยหยัน ถากถาง จ้วงจาบหยาบช้าด้วยขัตติยมานะ

คำว่า “แก้แค้น” “เอาคืน” “จัดการ” ไม่เคยออกมาจากพระโอษฐ์

แม้จะทรงเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใดที่มีผู้ทำต่อพระเกียรติยศ ทรัพย์สิน และพระประยูรญาติ

ใครจะว่าทรงพ่ายแพ้ในการเมืองก็ตาม แต่ไม่ทรงปรารถนาจะชนะ

บนความสูญเสียล้มตายของราษฎร

เหตุฉะนี้จึงทรงชนะใจราษฎรและสถิตอยู่ในใจชาวไทยเสมอมา.

..........

วิษณุ เครืองาม


อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 26 มีนาคม 2556




 

Create Date : 03 เมษายน 2556
0 comments
Last Update : 4 เมษายน 2556 8:11:04 น.
Counter : 733 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.