Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
โรฮีนจา คือใคร???



บทความโดย นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานต่างประเทศ


ปัญหาผู้ย้ายถิ่นฐานชาวโรฮีนจา

ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการที่

อังกฤษยึดครองเมียนมา

และกลายเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออก

....................................................................

ทำไมทุกประเทศในแถบนี้ ไม่ยอมรับโรฮีนจาให้ขึ้นฝั่ง

และให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะโรฮีน

จาที่มาจากรัฐยะไข่ ในเมียนมา

เพราะเมียนมาประกาศมาตั้งแต่ได้รับเอกราช

มาจากอังกฤษเมื่อ 70 ปีมาแล้วว่า

โรฮีนจาไม่ใช่คนเมียนมา แม้เมียนมา

จะประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆ เกือบ 140 ชนเผ่า

ที่รัฐบาลเมียนมายอมรับว่าเป็นคนสัญชาติเมียนมา

แต่เมียนมาไม่เคยยอมรับว่า

ชนเผ่าโรฮีนจาเป็นหนึ่งในนั้น

ในกฎหมายของเมียนมา

ชาวโรฮีนจาไม่ได้รับการนับรวม

เป็นชนเผ่าในเมียนมาไม่ใช่พลเมือง

และไม่ให้สิทธิต่างๆ ในฐานะพลเมือง

ยังถือว่าเป็นผู้อาศัยเท่านั้น และกดดันด้วย

วิธีต่างๆ อันสืบเนื่องมากจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์

....................................................................

ความไม่พอใจของเมียนมาที่มีต่อชาวโรฮีนจา

มีมาตั้งแต่สงครามกับอังกฤษรวมสามครั้ง

สองครั้งแรก อังกฤษยึดเมียนมาล่าง

รวมทั้งกรุงย่างกุ้งและเมืองต่างๆ

บริเวณทางใต้ ครั้งที่สามอังกฤษตีเมืองมัณฑะเลย์

จับกษัตริย์เมียนมาและครอบครัวไปกักตัวไว้

ที่เมืองรัตนคีรีในอินเดียจนตาย

พร้อมทั้งยึดเอาทับทิม

เพชรพลอยและสิ่งของมีค่า

(ที่ราชวงศ์กษัตริย์ของเมียนมา

สะสมไว้มากมายหลายหีบ)

ไปจากเมียนมาเกือบหมด

(พระเจ้าสีบ่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเมียนมา

เขียนจดหมายจากเมืองรัตนบุรี

ไปยังรัฐบาลอังกฤษหลายฉบับ

เพื่อทวงคืนทับทิมและเพชรพลอย

ที่ถูกทหารอังกฤษแย่งเอาไป

แต่ไม่ได้การตอบสนองแต่อย่างใด)

และอังกฤษยึดเมียนมาไว้เป็นเมืองขึ้นทั้งประเทศ

ในการรบกับเมียนมา นอกจากทหารอังกฤษแล้ว

อังกฤษยังเอาทหารกูรข่า และพวกโรฮีนจาจากอินเดีย

(ปัจจุบันเป็นบังกลาเทศ) มาช่วยอังกฤษรบกับเมียนมา

และเมื่ออังกฤษยึดครองเมียนมา

ก็เปิดให้คนอินเดียอพยพเข้ามาทำมาหากิน

และค้าขายในเมียนมาได้สะดวก

พวกโรฮีนจาที่มาช่วยรบ ก็ลงหลักปักฐานในเมียนมา

และอีกจำนวนมากก็อพยพเข้ามาเพิ่มเติม

จนปัจจุบันมีคนโรฮีนจา จำนวน 1.6 ถึง 2 ล้านคน

ในเมียนมา ซึ่งเมียนมายังถือว่า

พวกโรฮีนจาไม่ใช่เมียนมาเดิมและเป็นพวกศัตรู

....................................................................

แม้โรฮีนจารุ่นแรกๆ จะล้มหายตายจากไป

ตามอายุขัยและลูกหลานรุ่นหลังๆ

จะเกิดในเมียนมา แต่เมียนมาก็ยังถือว่า

ไม่มีทางที่จะเป็นคนเมียนมาได้

เป็นเพียงผู้อาศัยชั่วคราว ถ้าออกจากเมียนมาไปแล้ว

จะไม่ให้กลับเข้ามาอีกเด็ดขาด

....................................................................

แม้จะถูกกดดันจากเมียนมา

แต่สถานการณ์ในบังกลาเทศก็ยิ่งยากจนกว่า

และเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่น

พวกโรฮีนจาที่เกิดในพม่า

เมื่อหลบหนีไปประเทศบังกลาเทศ

ก็ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพลเมือง

แม้จะเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน

และถือศาสนาอิสลามเหมือนกันก็ตาม

มีโรฮีนจาจำนวนมาก ที่หนีไปบังกลาเทศ

บังกลาเทศก็ไม่ให้เข้าประเทศ

แต่จัดให้อยู่ในแคมป์ผู้ลี้ภัยตามชายแดน

ซึ่งยากลำบากมาก และจะกลับเข้าเมียนมา

เมียนมาก็ไม่ยอมให้กลับเข้ามา

และทำทุกวิถีทางที่จะกำจัด

คนพวกนี้ออกไปจากเมียนมา

....................................................................

ปัญหาจึงอยู่ตรงนี้ว่า

คนโรฮีนจาจึงไม่เหมือนผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่น

และมีจำนวนมากเกือบสองล้านคน

ที่อยู่ในความกดดันของเมียนมาอยู่ตลอดเวลา

คนลี้ภัยหรือหนีภัยสงครามจากประเทศลาว

เขมร เวียดนาม หรือพวกกะเหรี่ยง

หรือชนกลุ่มน้อยอื่น ที่เป็นผู้ลี้ภัยชั่วคราว

เมื่อภัยนั้นพ้นไป ก็สามารถส่งกลับประเทศได้

เป็นการให้ที่พักพิงลี้ภัยชั่วคราว

(แต่ก็เป็นภาระหนักมาก และอย่าไปหวังว่า

ประเทศอื่นจะเข้ามาช่วย แม้การรับพวกผู้อพยพ

ไปประเทศที่สาม ก็ใช้เวลานานประมาณ 20 ปี

โดยคัดเอาแต่คนหนุ่มสาวที่ไปเป็นกำลังแรงงานได้

และมีความรู้ ทิ้งประชากรที่ด้อยคุณภาพ

ไว้ให้ประเทศไทยรับเป็นภาระต่อมาจนทุกวันนี้)

....................................................................

แต่ผู้ลี้ภัยโรฮีนจาจะเป็นผู้ลี้ภัยถาวร

ไม่ว่าประเทศใดที่รับไว้ หมายความว่า

ต้องรับไว้ตลอดชีวิตตลอดจนลูกหลานที่

จะเกิดตามมาในอนาคต ไม่มีทางที่

จะส่งกลับไปได้ และ UNHCR ก็ไม่กล้า

ออกมาสนับสนุนเงินทุนเหมือนกรณีอื่น

เพราะกรณีนี้หากมีการตั้งค่าย

จะต้องเป็นค่ายถาวร ไม่รู้ว่าจะจัดการ

ส่งกลับต้นทางได้หรือไม่

(ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางทำได้)

และจะตั้งค่ายไปตลอดชีวิตจนถึงชั้น

ลูกหลานได้อย่างไร ใครจะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย

ในที่สุดก็ต้องกดดันประเทศที่รับไว้ให้

หาทางเลี้ยงคนพวกนี้ไปจนตาย

หรือยอมให้กลายเป็นพลเมือง

....................................................................

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามประเทศ คือ

อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย

จึงไม่กล้าที่จะรับชาวโรฮีนจามาไว้ในประเทศ

ที่เข้ามาแล้วก็ผลักดันกันไปด้วยวิธีการนอกระบบ

ด้วยการส่งออกไปทางชายแดนพม่า

แต่ทั้งสามประเทศไม่ยอมให้เข้ามาในน่านน้ำตัวเอง

ได้แต่ส่งน้ำ ส่งอาหาร และซ่อมเรือให้

แล้วผลักดันออกไปในเขตทะเลสากล

หรือในน่านน้ำของต่างประเทศ

เพราะไม่มีใครกล้ารับภาระที่ไม่รู้จบ

ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ยังมีปัญหาประชาชน

ที่ยากจนและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่

....................................................................

ทางตะวันตกที่เคยเสียงแข็งเรื่องสิทธิมนุษยชน

ก็ไม่กล้าเอ่ยปากมากนัก เพราะในยุโรปเอง

อิตาลีก็ใช้วิธีกันเรือผู้อพยพไม่ให้เข้ามาในน่านน้ำ

เพราะอิตาลีเองก็เจอปัญหาผู้อพยพ

จากแอฟริกาเข้ามาในอิตาลีจำนวนมาก

และได้ร้องขอให้ชาติในยูโรช่วย

แต่ก็ถูกทอดทิ้งให้รับภาระตามลำพัง

....................................................................

ออสเตรเลียที่มักเน้นด้านมนุษยธรรมสูง

ก็เจอปัญหาผู้อพยพทางเรือ

เข้าออสเตรเลียมากมาย จนออสเตรเลีย

ต้องใช้ทหารเรือกันไม่ให้เรือผู้อพยพเข้ามาในน่านน้ำ

และใช้วิธีลากเรือผู้อพยพออกนอกเขตน่านน้ำ

ของตนเช่นเดียวกัน หากผู้อพยพจมเรือ

ก็จะเอาไปกักกันไว้ในเกาะคริสต์มาส

ซึ่งออสเตรเลียถือว่าไม่ได้อยู่ในดินแดนของตน

และสร้างค่ายอพยพให้คนเหล่านี้ไว้

และเมื่อไม่ถือว่าอยู่ในดินแดนของตน

คนเหล่านี้จึงไม่ได้สิทธิในฐานะผู้ลี้ภัย

ตามอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย

(ที่ทั้งออสเตรเลียและอิตาลี

เป็นภาคีอนุสัญญานี้

แต่ประเทศในอาเซียนทั้งหมด

ไม่มีใครกล้าเป็นภาคี เพราะอนุสัญญานี้

ให้สิทธิผู้ลี้ภัยมากมาย และกำหนดให้

รัฐบาลที่รับผู้ลี้ภัยไว้ ต้องดูแลผู้ลี้ภัยดีกว่า

ที่ดูแลประชาชนของตัวเองเสียอีก)

....................................................................

ประเทศที่เคยทำตัวเป็นผู้ที่มีมนุษยธรรมสูง

และชอบตำหนิประเทศอื่นว่าไม่ยอมรับผู้ลี้ภัย

ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้

ก็ไม่กล้ามีปากเสียงออกมาอย่างเต็มที่

เพราะหากออกหน้ามาก

จะถูกสวนทันทีว่า ประเทศนั้นจะรับผิดชอบ

ด้านการเงินไหม และจะรับคนพวกนี้

ไปประเทศตัวเองไหม

จะได้ส่งให้ทันที

....................................................................

UN ก็ไม่มีศักยภาพพอ เพราะมองเห็นแล้วว่า

หากเข้าไปรับภาระเต็มๆ ด้วยตัว UN เอง

ก็ต้องรับภาระทั้งหมด โดยเฉพาะด้านการเงิน

ทั้งๆ ที่ UN ก็มีปัญหาด้านการเงินอยู่มากแล้ว

จะหาเงินมาใช้แต่ละปีต้องรอประเทศผู้บริจาค

ซึ่งมีปัญหามากในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

ถ้ามารับงานนี้เต็มตัว UN จะไม่มีเงินมาจ่าย

ต้องตัดเนื้อตัวเอง และจะไปไม่รอดในที่สุด

....................................................................

นอกจากนั้น UN เองก็ไม่มีปัญญาที่จะ

ไปจัดการกับประเทศเมียนมา

ให้ลดการกดดันชาวโรฮีนจา

และให้รับพวกโรฮีนจากลับ

หากเมียนมายอมรับกลับ และอยู่ร่วมกัน

โดยไม่กดดันชาวโรฮีนจา

ปัญหาคงจะน้อยไปกว่านี้เยอะมาก

....................................................................

อีกประเด็นหนึ่งที่ประเทศในแถบนี้

ไม่กล้ารับโรฮีนจาไว้และดูแลตามมาตรฐาน

ที่ UN กำหนด เพราะยังมีชาวโรฮีนจา

อีกล้านกว่าคนที่รอดูอยู่

หากเห็นว่าได้รับการดูแลดี อีกล้านกว่าคน

หรืออย่างน้อยหลายแสนคน

ก็พร้อมที่จะเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเมียนมา

ที่ต้องการไล่ชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศอยู่แล้ว

....................................................................

ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออก

แต่ประเทศในแถบนี้

(อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ บรูไน)

ไม่มีใครกล้ารับพวกนี้ไว้

และปกป้องน่านน้ำของตนเองอย่างหนาแน่น

....................................................................

ปัญหาต่อไปคือ คนกลุ่มนี้

คือพวกเหยื่อจากการค้ามนุษย์หรือไม่

คำตอบคือ "ไม่ใช่"

หลักๆ คือ ผู้ที่หลบหนีเข้าเมือง ที่ไปจ้างพวกขบวนการ

ลักลอบพาคนเข้าเมืองให้พาเข้ามายังประเทศที่สาม

ซึ่งชาวโรฮีนจาอยากไปมาเลเซีย

และอินโดนีเซียมากกว่า

เนื่องจากเป็นประเทศมุสลิมด้วยกัน

การจ้างพวกนี้พาเข้าเมืองโดยมีค่าจ้าง

กรณีนี้จึงไม่เป็นการค้ามนุษย์

แต่เป็นการลักลอบพาคนเข้าเมือง

ตามข้อสัญญาและพิธีสาร

ว่าด้วยการลักลอบพาคนเข้าเมืองของสหประชาชาติ

(Smuggling of Migrants Protocol)

เว้นแต่บางคนที่ถูกนำไปค้าประเวณี

หรือไปบังคับใช้แรงงาน

จึงจะเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์

ซึ่งมีจำนวนน้อย แม้แต่การที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่

ก็ไม่เข้าข่ายการเป็นเหยื่อในการค้ามนุษย์

แต่เป็นเหยื่ออาชญากรรมข้ามชาติ

....................................................................

กรณีนี้จึงอยู่ที่ความร่วมมือของ

ทั้งสามชาติหลัก คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย

ที่จะต้องร่วมมือกันกำจัดกลุ่มที่ร่วม

เป็นเครือข่ายการลักลอบพาคนเข้าเมือง

ซึ่งมีทั้งคนเมียนมา คนโรฮีนจา

คนไทย คนมาเลเซีย และคนอินโดนีเซีย

อย่างเด็ดขาด โดยใช้กฎหมายใหม่ของไทย

คือ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม

การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างเด็ดขาด เพราะคนพวกนี้เป็นต้นตอ

ในการนำคนเหล้านี้ให้ลงทะเลข้ามมา

และมาตกระกำลำบากอยู่ในเวลานี้

รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในการปราบปราม

และการกำจัดเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต

และเจ้าหน้าที่ต้องไม่เห็นแก่ได้

ต้องไม่รับเงิน และต้องจัดการปราบปราม

อย่างจริงจัง ต้องกวาดล้างให้สิ้น

เงินเล็กน้อยที่พวกนี้ได้มาจากการทุจริต

แต่จะสร้างภาระให้ประเทศไทยไปชั่วลูกชั่วหลาน

....................................................................

กรณีนี้จึงเป็นการขัดกับความรู้สึก

ด้านมนุษยธรรมอย่างมาก

เพราะมีชาวโรฮีนจาลอยคออยู่

แต่ไม่มีประเทศไหนกล้ารับไว้ เว้นแต่ UN

จะสามารถเจรจากับเมียนมา

ให้รับกลับคนเหล่านี้กลับไป

อยู่ยังแผ่นดินเกิดของตนเองได้

....................................................................

วิเคราะห์แล้วก็เหนื่อยแทนครับ

กับรัฐบาลคนที่ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้

เพราะเป็นปัญหาที่ยากมาก

เป็นปัญหาที่ไม่มีทางออก

และเป็นปัญหาที่อังกฤษทิ้งไว้ให้

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จริงๆ แล้ว

อังกฤษทิ้งปัญหาไว้ให้เมียนมาอีกหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งที่มีผลต่อเนื่อง จนเห็นได้ชัด คือ

เรื่องสนธิสัญญาปางหลวง

ที่อังกฤษเข้ามาจัดการ จนทำให้เมียนมา

ต้องรบกับชนกลุ่มน้อยมา 70 กว่าปีแล้ว






Create Date : 22 พฤษภาคม 2558
Last Update : 22 พฤษภาคม 2558 23:33:39 น. 0 comments
Counter : 634 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.