ยินดีต้อนรับสู่บ้านของธามาดาครับ ^^
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
19 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
บันทึกตอนที่ไปผ่าตัดคอ (เกือบหนึ่งปีมาแล้ว)

พอดีวันก่อนธามาดาไปค้นอีเมล์เก่าๆ เจออีเมล์ที่ตัวเองเขียนบันทึกไว้ช่วงต้นปี 2552 ที่เพิ่งกลับจากผ่าตัดคอมา เห็นว่าอาจจะพอเป็นคววามรู้อะไรได้บ้างนิดๆหน่อยๆเลยขอเอามาลงที่นี่นะครับ บันทึกนั้นเขียนไว้ว่า




"....เรื่องของเรื่องเกิดจากอาการที่คิดว่าไม่น่ามีอะไรร้ายแรง นั่นคือนอนกรน แต่พอพักหลังๆก็เริ่มรู้สึกว่าไม่น่าจะปกติ เพราะมักจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการเหนื่อยและเพลียมากเหมือนยังไม่ได้นอน บางทีตื่นมาแล้วหอบเหนื่อยเหมือนไปวิ่งมาด้วย ร้ายที่สุดคือบางคืนฝันว่ามีคนมาชวนให้กลั้นหายใจแข่งกัน ปรากฎว่าบ้าจี้กลั้นจนเกือบแย่แล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมาหอบเหมือนขาดอากาศหายใจ เหตุการณ์นี้ดำเนินมาได้หลายปีจนคิดว่าน่าจะไปหาหมอได้สักที ก็พอดีไปเจอข้อมูลหมอที่เชี่ยวชาญการรักษาด้านนี้โดยเฉพาะ นั่นคือรองศาสตราจารย์นายแพทย์ประกอบเกียรติ แผนกหูคอจมูก โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน ก็ตกลงไปปรึกษาคลินิคนอกเวลาราชการ ปรากฎว่าวันหนึ่งๆคลินิคฯเปิดบริการสามชั่วโมงครึ่ง มีคนไข้เฉลี่ยสามสิบห้าคนมารอตรวจกับหมอคนเดียว แถมส่วนใหญ่เป็นพวกคนแก่ 50 ปีขึ้นไปทั้งนั้น ก็นั่งรอนานเอาเรื่องเลย



หมอเริ่มทำการวินิจฉัยโดยการส่องจมูก ตรวจเพดานปาก เอ็กซเรย์ ส่องกล้องโพรงจมูก และสรุปผลว่าเป็นคนที่รักษาได้ยาก โดยมีอาการจมูกบวมเพราะภูมิแพ้ ผนังกั้นจมูกคด ทอนซิลโต หลอดลมแคบจากการที่ถูกขากรรไกรล่างดัน สรุปคือร่างกายอิชั้นไม่มีอะไรดีเลยใช่ไหมหมอ



จากนั้นหมอก็ให้รับอุปกรณ์ตรวจสภาวะหายใจขณะนอนหลับมาทดลองใส่นอนที่บ้าน เป็นเข็มขัดและท่อช่วยหายใจยึกยืออย่างกับจะถูกทดลองวิทยาศาสตร์อะไรสักอย่าง พอตื่นแล้วก็เอาไปให้หมออ่านผล สรุปคือมีอาการหยุดหายใจตอนนอนหลับค่อนข้างบ่อย ไปๆกลับๆโรงพยาบาลเป็นปี พ่นยากินยาก็แล้ว อาการนอนกรนและเหนื่อยตอนตื่นก็ไม่หายสักที สุดท้ายหมอก็ให้ทางเลือกสองทางสุดท้าย



1. ใช้เครื่องช่วยหายใจขณะนอน (CPAP) รูปร่างคล้ายเครื่องช่วยหายใจผู้ป่วย ICU ขนาดเท่าเครื่องดูดฝุ่นและใช้ระบบเสียบปลั๊ก ทำหน้าที่ดันลมเข้าไปขยายทางเดินหายใจทันทีที่พบว่ามีอาการหยุดหายใจตอนนอน ราคาเครื่องละหกหมื่นบาท ประกันอายุการใช้งานห้าปี



2. ผ่าตัด ซึ่งหมอก็ไม่รับรองว่าจะหายขาดไหม โดยมีจุดที่ต้องผ่าสองจุดได้แก่ผนังกั้นจมูกที่คดกับเพดานอ่อนในปากที่ต้องตัดทอนซิลออกแน่ๆ ค่าใช้จ่ายโดยรวมราวๆหกหมื่นบาทเท่ากัน



นั่งคิดนอนคิดไม่นานนักก็เลือกทางเลือกที่สอง เพราะไม่สะดวกที่จะใช้เครื่องช่วยหายใจ และเห็นว่าไหนๆก็ไหนๆ แก้แบบถาวรไปเลยดีกว่า ก็ตกลงผ่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกเหมือนกันที่หมอมองว่าการผ่าตัดนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย โดยแกบอกว่าเมื่อเช้าก็ผ่าไปสองคนแล้ว ผ่าคนละชั่วโมงเอง โอ้โห.....มันทำง่ายเหมือนกับหั่นถั่วฝักยาวเลยเหรอเนี่ย



กำหนดการผ่าตัดคืออีกหนึ่งอาทิตย์ถัดมา ระหว่างนั้นเลยใช้เวลาไปกับการกินอะไรที่อยากกินไปเรื่อยๆ เพราะหมอบอกว่าหลังผ่าคงกินไม่ได้ไปอีกนานและน้ำหนักคงลดไปหลายกิโล คืนสุดท้ายก็ฟาดเอ็มเคไปซะแน่นแล้วเข้านอนให้เต็มที่ นอนๆไปก็คิดแค่ว่าพรุ่งนี้ร่างกายเราคงไม่เหมือนวันนี้แล้วเนอะ



วันผ่าตัดมาถึง....ก็ตื่นเช้าปุเลงๆจูงมือแฟนขึ้นรถไฟไปโรงพยาบาล อดอาหารตั้งแต่ตื่นเลย จากนั้นก็เข้าไปรายงานตัวที่ห้องพักที่จองไว้ตอนเที่ยง พยาบาลที่นี่น่ารักมาก แนะนำวิธีการต่างๆได้เป็นอย่างดีและบริการชนิดอุ้มเป็นอุ้ม มะรุมมะตุ้มให้บริการกันอย่างเมามันส์มาก ห้องก็สภาพดี (ถ้าเป็นลูกค้าคลินิกพิเศษจะได้ห้องเดี่ยวแต่จะจ่ายแพงกว่าพอสมควร) ก็เปลี่ยนชุดนอนเล่นบนเตียงสักพักรอเวลาผ่าตัดตอนห้าโมงเย็น พยาบาลก็มาเจาะน้ำเกลือให้และแนะนำให้นอนหลับรอเวลา (แหม....ใครจะนอนหลับเนี่ย) จนถึงเวลาก็มีคุณพยาบาลเข็นเตียงแข็งเข้ามาอีกเตียงพร้อมประโยคทอง "พาไปห้องผ่าตัดค่า....."



พยาบาลสามคนช่วยกันเข็นเตียงออกจากห้องไปตามทางเดินเงียบๆ ลงลิฟท์แล้วห้องผ่าตัดก็อยู่หน้าลิฟท์เลย ไอ้เรานอนอยู่เงียบๆมองเพดานแบบปลงตกประมาณว่าอะไรจะเกิดก็เกิดวะ ผ่าๆไปให้จบเรื่องเลย แต่พี่ท่านทำให้เราเสียขวัญด้วยการเข็นเตียงเรามาติดกำแพงในห้องรอผ่าตัดเล็กๆแล้วหายจ้อย ปล่อยให้เรานอนนิ่งเงียบๆบนเตียงในห้องนั้นนานมาก ฟังเสียงแอร์หึ่งๆและนอกนั้นคือความเงียบกับความโดดเดี่ยวแล้วรู้สึกแย่พิกล ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ก็มีคนมาเข็นต่อเข้าไปที่หน้าประตูห้องผ่าตัด หมอยืนรออยู่ที่นั่นและอธิบายขั้นตอนการวางยากับผ่าตัดเบื้องต้น "ชั่วโมงเดียวก็ฟื้นแล้ว" แกว่า



จากนั้นเราก็ถูกเข็นเข้ามาในห้องผ่าตัดสีขาวสะอาดตา พยาบาลชุดเขียวในห้องย้ายเราลงจากเตียงเดิมมาเป็นเตียงผ่าตัดแข็งๆแคบๆ ที่สำคัญคือเอาผ้าเขียวมาผูกแขนขาและห่อร่างมัดแบบมัดศพเลย (ขวัญกำลังใจตอนนั้นร่วงเลย 5555) หมอดมยายื่นเข็มผ่านหน้าไปที่สายน้ำเกลือซึ่งรู้กันว่าเป็นยาสลบ แต่ตอนฉีดเข้าสายน้ำเกลือก็พยายามไม่ให้เรามองเห็น ระหว่างนั้นแกก็ชวนคุยพยายามทำให้เราอารมณ์ดี (แหม.....หลอกง่ายเนอะ) แต่เราก็ไม่ค่อยคุยแต่พยายามสังเกตแทนว่าอาการคนที่มันจะสลบมันเป็นยังไงและจะลองฝืนเล่นดู



อาการของคนโดนยาสลบคือ (อาการทั้งหมดเกิดในเวลาไม่เกินนาทีครึ่ง)

1. รู้สึกร้อนๆชาๆที่แขนข้างที่เจาะน้ำเกลือ ขยายวงออกมาเรื่อยๆ

2. ร่างกายเริ่มรู้สึกชาทีละนิดไปจนทั่ว

3. รู้สึกเหมือนง่วงนอนมากๆชนิดฝืนไม่อยู่ ต้องหลับเท่านั้น

4.ได้ยินหรือพูดอะไรก็ช้าไปหมด เสียงที่ได้ยินเริ่มเป็นเสียงก้อง รู้สึกทุกอย่างห่างออกไปทุกที

5. ตาลอย แล้วทุกอย่างก็หายไปหมดเลย อาการคนที่จะตายมันคงคล้ายๆกันมั้งเนี่ย

จากนั้นก็หลับไป ปล่อยให้ใครๆปู้ยี่ปู้ยำร่างกายได้ตามใจชอบ.....



จำได้ว่าตอนจะผ่านั้นน่าจะราวๆเกือบหกโมงเย็น พอฟื้นขึ้นมาอีกที่สัญชาตญาณบางอย่างมันบอกว่าเวลานี้น่าจะราวๆทุ่มครึ่ง ห้องผ่าตัดเงียบไปแล้ว ร่างกายยังนอนอยู่ที่เดิม มองเห็นเจ้าหน้าที่แค่สองคนในห้องหันมาทักทายเราส่วนคนอื่นๆหายไปหมดแล้ว ลองสำรวจร่างกายเท่าที่พอทำได้รู้สึกแน่นจมูกแต่ไม่เจ็บ ส่วนที่คอก็เจ็บนิดเดียว นึกได้ถึงตรงนี้ก็ยกนิ้วโป้งให้เจ้าหน้าที่เพื่อชมเชยแล้วก็สลึมสลือหลับไป



อาการหลังจากนั้นก็หลับๆตื่นๆมาตลอด แต่ก็รู้สึกจากแรงสะเทือนของเตียงว่าถูกเข็นออกมาขึ้นลิฟท์และกลับมาที่ห้อง คืนนั้นเจ็บที่คอมากแต่ก็ยังมองไม่เห็นหน้าตาตัวเอง บางเวลาก็ตื่นมาเห็นแฟนกับครอบครัวคุยกันเบาๆในห้องแล้วก็หลับไป บางเวลาตื่นมาก็เห็นห้องเงียบๆมีแฟนนอนหลับที่โซฟา บางเวลาก็เห็นพยาบาลมาเปลี่ยนน้ำเกลือ กลางดึกแฟนก็ลุกขึ้นมาให้ยา ตื่นขึ้นมาไปเข้าห้องน้ำตอนเช้ามืดถึงได้เห็นใบหน้าตัวเอง โอ้......จมูกตรู มีรอยมีดผ่าและมีสายยางดามไว้ทั้งสองรู ข้างในสภาพคงบาดตาบาดใจน่าดู



ผลการผ่าตัดคือหมอดัดผนังกั้นจมูกที่คดให้ตรงขึ้น ผ่าลิ้นไก่กับต่อมทอนซิลทิ้ง เย็บเพดานอ่อนเข้ามาให้กระชับ เจ็บมาก แค่อ้าปากจะหาวก็เจ็บแล้ว กินข้าวนี่ไม่ต้องพูดถึง ช่วงแรกๆมื้อหนึ่งกินได้สี่ห้าคำก็เก่งแล้ว อาหารช่วงแรกๆจึงมีแค่น้ำหวาน ซุปไก่ น้ำต้มข้าวธัญพืช(เอาแต่น้ำ) จิบๆไปให้พอกินยาตามได้



พักอยู่โรงพยาบาลแค่คืนเดียวหมอก็มาดูดจมูกให้และไล่กลับบ้าน เลยกลับมานอนโอดโอยที่บ้านอยู่หนึ่งสัปดาห์เพราะกินลำบาก พูดไม่ได้ เจ็บมาก อากาศก็หายใจไม่ค่อยได้เพราะจมูกตันต้องไปให้หมอดูดที่โรงพยาบาลแบบวันเว้นวัน มาจนถึงวันนี้แหละครับที่มาทำงานได้วันแรก (ผ่าวันที่ 22 มกราคม) ผอมไปเกือบสิบกิโลเพราะกินอะไรไม่ได้ ผอมชนิดไม่ต้องพึ่งบอดี้เชพ ตอนนี้ก็ต้องดูแลตัวเองกันไปและขอให้หายเจ็บเร็วที่สุดครับ



สรุปประสบการณ์ผ่าตัดครั้งนี้คือไม่ถึงกับน่ากลัวมาก กระวนกระวายที่สุดก็ตอนรอผ่านี่แหละ แต่พอขึ้นเขียงแล้วใจก็สงบลง อะไรจะเกิดก็เกิด และก็ได้รู้อาการของคนที่กำลังจะสลบทำให้เกิดมรณานุสติได้อย่างดี แม้จะเจ็บแต่ก็ตื่นมาพร้อมข่าวดี พอดีมีมหาวิทยาลัยอีกแห่งขอให้ไปสอนหนังสือเด็กวันเสาร์ก็เลยตอบตกลงไป เรียกว่าฟาดเคราะห์ก่อนขึ้นอายุใหม่วันพรุ่งนี้ครับ ^^' ก็เป็นวิทยาทานว่าใครอยากจะรักษาโรคนอนกรนก็มาปรึกษาได้นะครับ



ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านครับ



ธามาดา

2 กพ 52




คราวหน้าถ้าไปเจออะไรดีๆและมีเวลามากขึ้นจะเอามาลงให้อ่านอีกนะครับ

ธามาดา


Create Date : 19 ธันวาคม 2552
Last Update : 19 ธันวาคม 2552 11:42:43 น. 0 comments
Counter : 2235 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ธามาดา
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชี้แจงกันก่อน - ภาพถ่ายและข้อเขียนในบล็อกนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมายครับ













Friends' blogs
[Add ธามาดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.