กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
พฤศจิกายน 2564
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
space
space
24 พฤศจิกายน 2564
space
space
space

ประวัติอิสลาม จบ


432มุสลิมเตอร์ก มุสลิมมองโกล รุ่งแล้วเลือนลับ คืนสู่มุสลิมอาหรับ ที่เป็นฐานเดิม

หันมาดูด้านอินเดีย ก่อนตีมูร์ (Timur) นำทัพมองโกลเข้าไปตีจนถึงพวกออตโตมานเตอร์ ในช่วงปี 1402/๑๙๔๕ นั้น เริ่มแรก เขาตั้งเมืองหลวงที่สะมาร์กานท์ (Samarkand) เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๙๑๓

จากนั้น ตีมูร์ยกทัพลงมา ผ่านอาฟกานิสถาน เข้าในตะวันออกกลาง ตั้งแต่อิหร่าน อิรัค ไปจนถึงเขตรัสเซีย เสร็จแล้วย้อนกลับมาบุกเข้าชมพูทวีป ยึดกรุงเดลีได้ในปี 1398/๑๙๔๑ เฉพาะในเมืองสังหารคนไป ๘ หมื่น


แม้ว่าตีมูร์ จะไม่อยู่ยึดครอง แต่ก็ได้ทำลายรัฐสุลต่านแห่งเดลี (Delhi Sultanate) ให้พินาศถึงอวสาน เสร็จแล้วจึงเข้าไปตะวันออกกลางอีกครั้ง

แม้ว่ารัฐสุลต่านแห่งเดลี จะได้พินาศไปแล้ว แต่ก็มีสุลต่านปกครองดินแดนเล็กน้อยแถบนั้นต่อมา โดยย้ายไปตั้งเมืองหลวงอยู่ที่อัครา (Agra)

กระทั่งต่อมาอีกศตวรรษเศษ เจ้ามุสลิมมองโกล ชื่อว่า บาเบอร์ (Babur หรือ Baber คำอาหรับ = เสือ) ซึ่งสืบเชื้อสายจากเจงกิสข่าน และจากตีมูร์ อ้างสิทธิว่า อินเดียเป็นมรดกที่ตีมูร์ (Timur) บรรพบุรุษของเขาได้พิชิตไว้ แล้วยกทัพจากอาฟกานิสถาน เข้ามากำจัดสุลต่านให้จบสิ้นเชิง

บาเบอร์ได้ชัยชนะในปี 1526/๒๐๖๙ แล้ว ก็ฟื้นเดลีขึ้นเป็นเมืองหลวง ตั้งราชวงศ์มุสลิมมองโกลขึ้นครองอินเดียสืบต่อมา เรียกว่า ราชวงศ์มุข่าล หรือโมกุล ซึ่งปกครองอินเดียยั่งยืนมา ๓๓๒ ปี

แต่ในที่สุด ถึงปี 1858/๒๔๐๑ อินเดียได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ราชวงศ์มุข่าล ของโมกุลก็สิ้นอำนาจ

จนกระทั่งหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชมพูทวีปได้เอกราชในปี 1947/๒๔๙๐ แต่แก้ปัญหาความต่างศาสนาไม่ได้ จึงแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ

ให้ส่วนที่มีผู้นับถือศาสนาฮินดูมาก เป็นอินเดีย (India) และ

ส่วนที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมาก เป็นปากีสถาน (Pakistan)

ย้อนไปดูด้านจักรวรรดิออตโตมานเตอร์ก ของมุสลิมเตอร์ก หลังจากรุ่งเรืองสุดในช่วงปี 1520-66/๒๐๖๓-๒๑๐๙ แล้ว ต่อมาก็เสื่อมโทรมอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนได้สมญาเป็น “บุรุษอมโรคแห่งยุโรป” (Sick Man of Europe)

จุดพลาดสุดท้ายที่ทำให้จักรวรรดิออตโตมานเตอร์กถึงอวสาน ก็คือ การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยอยู่ข้างเยอรมัน ร่วมรบแล้ว ก็เลยร่วมแพ้ด้วย

เฉพาะอย่างยิ่ง สงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น ได้เกิดกระแสลัทธิชาตินิยมในหมู่ชาวอาหรับ ฝรั่งโดยเฉพาะอังกฤษก็เข้าหนุนชาวอาหรับให้ลุกขึ้นกู้ชาติกู้แผ่นดินจากพวกเตอร์ก

ทั้งพวกชาตินิยมอาหรับก็ลุกฮือก่อกบฏขึ้นภายใน และต้องทำสงครามข้างนอก ออตโตมานก็สลายในที่สุด

ส่วนอังกฤษเองก็เข้ายึดเยรูซาเล็ม และครอบครองปาเลสไตน์ในปี 1917/๒๔๖๐ แล้วจัดการดูแลมาจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒

หลังจากร่วมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ จักรวรรดิออตโตมานเตอร์กแตกสลาย ดินแดนทั้งในยุโรป และอาหรับในตะวันออกกลางหลุดมือไปหมดแล้ว ก็ได้มีการจัดการปกครองประเทศกันใหม่

ในที่สุดถึงปี 1921/๒๔๖๔ สภามีมติประกาศชื่อประเทศเป็นเตอร์กี (Turkey ราชการไทยเรียก “ตุรกี) ปี ๒๔๖๕ ยุบเลิกตำแหน่งสุลต่าน ปีต่อมา ประกาศให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐเตอร์กี โดยมีมุสตาฟา เคมาล (เคมาล อะตาเตอร์ก) เป็นประธานธิบดีคนแรก ทั้งคอนสแตนติโนเปิลเมืองหลวงเก่า ตั้งแองกอราเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐใหม่

ปีต่อมา ๒๔๖๗ ยุบเลิกตำแหน่งกาหลิฟ ล้มราชวงศ์ออตโตมาน และขับสมาชิกของราชวงศ์ออกจากเตอร์กีหมดสิ้น

ครั้นถึงปี ๒๔๗๑ ให้เตอร์กีเป็นคามิยรัฐ หรือรัฐคามิยการ (secular state) แท้ๆล้วนๆ สตรีเอาผ้าคลุมหน้าออก ชาวเตอร์กหันไปแต่งกายอย่างชาวตะวันตก ใช้อักษรโรมันแทนอักษรอาหรับ และใช้ปฏิทินฝรั่งแทนฮิจเราะฮ์

สุดท้าย ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเปิล เป็นอิสตันบุล (Constantinople => Istanbul) และชื่อเมืองหลวงใหม่จากแองกอรา เป็นแองการา (Angora => Ankara)

โดยนัยนี้ จักรวรรดิออตโตมาน (Ottoman Empire) ของมุสลิมเตอร์ก ที่ได้เป็นศูนย์อำนาจของอิสลามมาเกินกว่า ๖ ศตวรรษ ตั้งแต่ 1290/๑๘๓๓ ต่อจากพวกเซลจูกเตอร์ก ที่ต่อจากอาหรับ ก็ถึงอวสาน

ต่อนี้ไป ศูนย์กลางของอิสลามกลับไปอยู่ในหมู่ชนชาวอาหรับแถบตะวันออกกลาง คือสิ้นยุคมุสลิมเตอร์ก (และมุสลิมมองโกลในอินเดีย)

แม้จะยังมีมุสลิมอารยัน ซึ่งเป็นชนเผ่าใหญ่ของประเทศอิหร่าน ที่มีประชากร ๙๕% นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ อันต่างออกไป

แต่เมื่อว่าโดยรวม ก็ถือว่าพลังแห่งประวัติศาสตร์กลับมาสู่ยุคของมุสลิมอาหรับ คล้ายยุคเริ่มกำเนิดอิสลาม


นี่คือเรื่องของประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยของปัจจุบัน กับทั้งยังส่งผลสืบเนื่องไปสู่อนาคต ตามธรรมดาของเหตุปัจจัย เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าข้อมูลที่ได้มาถูกต้อง มันก็เป็นความจริงที่ไม่เข้าใครออกใคร และเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องเรียนรู้


ที่ได้เล่ามา อาจจะกว้างและยืดยาวมากไปหน่อย ทั้งที่คิดว่าจะพูดให้สั้น แต่ไม่เป็นไร ยิ่งละเอียด ก็คงช่วยให้ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น แต่ที่จริงนี่ไม่ใช่ละเอียดเลย เพราะโดยกาละ เวลายาวเป็นพันปี และโดยเทศะ เหตุการณ์กินเนื้อที่ตลอดระยะทางหลายพันกิโลเมตร

ขอย้ำเพียงว่า ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหา และสำหรับการจัดทำดำเนินการทุกอย่าง ถ้าจริงใจที่จะให้โลกมีสันติสุข ก็ต้องรักความจริง และเห็นความสำคัญของความรู้


Create Date : 24 พฤศจิกายน 2564
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2564 21:28:03 น. 0 comments
Counter : 44 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space