'*^-+...ไม่มีอะไรงดงาม เท่าความสงบสุข...+-^*'

ปีศาจ...ใครกัน??

“ น้องปอยต้องอ่านนะ...เรื่องปีศาจ” พี่ตูนหยิบหนังสือ 4-5 เล่มมาให้หยิบยืมและกองรวมกันไว้ตรงหน้าครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนมาแล้วเมื่อฉันออกปากบ่นว่าอยากอ่านหนังสือดี ๆ สักหน่อย หนึ่งในนั้นก็คือหนังสือปกสีน้ำเงินขมุกขมัวมีรูปเงาคนสีดำน่าขนลุกอยู่ตรงกลาง และโปรยปกว่า “ปีศาจ” พร้อมชื่อผู้แต่งด้านล่างว่า “เสนีย์ เสาวพงศ์”


หลายเดือนแล้วล่ะ... ที่ฉันปล่อยให้หนังสือปกแข็งเล่มหนาชื่อน่ากลัวนอนเล่นอยู่ในลิ้นชักพร้อมกับหนังสืออีกหลายเล่มที่เอามาจากกรุงเทพฯบ้าง หยิบยืมชาวบ้านเขามาบ้างและแน่นอนว่าเป็นจำพวกที่ “ยังไม่อยู่ในความสนใจ” ฉันจึงเลือกอ่านเฉพาะเล่มที่ปกสวย พิมพ์หลายครั้ง และน่าจะสนุก...จนเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเจอพี่ตูนคนเดิมอีกครั้ง ได้รับคำถามย้ำเดิมอีกว่า “อ่านหรือยัง เรื่องปีศาจ ดีนะ” กอปรกับหนังสือที่จัดอยู่ในประเภทน่าอ่านของฉันหมดไปแล้วด้วย...ฉันจึงหยิบ ๆ จับ ๆ หนังสือที่ว่าขึ้นมาพลิก ๆ

แน่ละว่า...ฉันแทบวางไม่ได้เลยหลังจากพลิกครั้งแรก ก็แต่ลุกไปกินข้าว เข้าห้องน้ำหรือว่าปิดหนังสือแล้วซึมซับกับความคิดที่ผ่านทางตัวอักษรเท่านั้นแหละ


.......................



ปีศาจ... ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’ เขียนขึ้นไว้เมื่อ 2496-2497 ...นวนิยายที่มีตัวละคร มีฉาก มีเรื่องราว มีการดำเนินเรื่อง มีลำดับเวลา โดยรวมแล้วจะกล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยรอยต่อระหว่างช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาพความเป็นอยู่หลังสงครามโลกฯ ความเสื่อมถอยของระบบเจ้าขุนมูลนายและการแทนที่โดยความคิดตะวันตก


โดยที่ผู้เขียนตั้งใจแสดงทั้งสภาพฉากในเมืองของเจ้านายเก่าซึ่งร่ำรวยและแบ่งชนชั้น และสภาพต่างจังหวัดชานเมืองที่ยากจนแร้นแค้นและประสบปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอยู่ โดยตั้งใจสร้างตัวละครขึ้นมาให้มีลักษณะ พื้นเพ ชาติตระกูล ฐานะ อาชีพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน มีบทสนทนาระหว่างกัน...แต่เหมือนกับว่าสิ่งที่ตัวละครแสดงความเห็นและคิดออกมาดัง ๆ นั้น กลับเป็นความคิดความเห็นของผู้เขียนที่ตั้งใจสื่อออกไปต่อสังคมหรือระบายอารมณ์ตัวเองมากกว่าจะตั้งใจทำให้ตัวละครมีความสมจริงและมีชีวิตชีวาขึ้นมา จนในหลาย ๆ ครั้งฉันกลับรู้สึกเหมือนผู้เขียน ‘ยัดเยียด’ ความคิดตัวเองผ่านตัวละครทุกตัวเสียมากกว่า!


ซึ่งในความคิดเหล่านั้นของผู้เขียนดำเนินไปในทิศทางของการบอกเล่าและตีแผ่ให้เห็นภาพโดยรวมของสังคมในขณะนั้น มากกว่าจะเป็นการเสียดสีที่จงใจอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ใจความรวมเปี่ยมด้วยเรื่องของ "เสรีภาพ" และ "ความหวัง"...ไม่ว่าจะเป็นฉากที่นิคมกล่าวถึงความท้อแท้ในความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชนบท หรือฉากที่ชาวนาถูกเศรษฐีรุกรานครอบครองที่ดิน และแม้ฉากการแสดงจุดยืนของนายสายท่านเจ้าคุณต่อหน้าผู้คนชั้นสูงที่ร่วมโต๊ะอาหาร



และด้วย “ความแตกต่าง” ทั้งเรื่องของอุดมการณ์ จุดยืนและฐานะชาติตระกูลนี่เอง ที่ทำให้ตัวละครหนึ่งในนี้กลายเป็น ‘ปีศาจ’ ที่ตามหลอกหลอนอยู่ไม่รู้เลิก จะด้วยเพียงความเชื่อที่เขามีและยึดมั่นนั้นหรือที่ทำให้เขากลายเป็นความประหลาดในสายตาของใครหลาย ๆ คน?


"ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความก้าวหน้าของ กาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที...ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป โลกของเราเป็นคนละโลก โลกของผมเป็นโลกของธรรมดาสามัญชน" ผู้เขียนแสดงทรรศนะไว้ผ่านตัวละครที่ชื่อสายในบทส่งท้าย ท่ามกลางสังคมชั้นสูงสกุลหงส์



ในสังคมทุกวันนี้ ยิ่งมีความซับซ้อนสับสนมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า ปีศาจอีกมากมายยังคงกระจายตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ อาจอยู่ข้าง ๆ คุณ อาจเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน อาจกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างอยู่ตามชนบทห่างไกลหรืออาจกำลังซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังอะไรบางอย่างด้วยกลัวการถูกประณามว่าเป็นปีศาจ


แต่กับ...บรรดาเศรษฐีที่รุกรานที่ดินชาวนาด้วยช่องทางทางกฎหมายนั่นเล่า หรือกับทนายความที่กล่าวว่า ‘อาชีพทนายความ คือการบริการเพื่อแสวงหาลู่ทางและความสำเร็จให้แก่ลูกความ’ และไมว่าจะเป็นท่านเจ้าคุณที่แสดงความรังเกียจสายอย่างออกหน้าออกตาและพยายามทุกวิถีทางเพื่อกำจัดเขาออกไปจากชีวิตด้วยเหตุผลของชาติตระกูลและฐานะทางสังคม

คำถามควรจะเป็นว่า “ใครกันแน่...ที่เป็นปีศาจตัวจริง?”

......................




ฉันจ้องมองปกภาพสีน้ำมันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฉากหนังสือด้วยความคิดอีกมากมายที่ต้องเก็บมาตกตะกอนด้วยตัวเอง...บางทีปีศาจที่เขาว่ากันว่าน่ากลัว มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ปีศาจที่มาในคราบนางฟ้าเทวดาต่างหากเล่าที่พึงระวัง



และแม้จะเป็นการยัดเยียดความคิดต่าง ๆ ของผู้เขียนอย่างที่ฉันกล่าวหาไปในคราวแรก แต่มันก็ไม่แปลกอะไรที่ฉันจะยินดีรับการยัดเยียดนั้นด้วยความเต็มใจและเสพความคิดที่ผู้เขียนยัดเยียดให้จนจบทุกเม็ด


คราวหน้าที่เจอพี่ตูนอีกครั้งฉันคงต้องขอโทษเขาที่ละเลยคำแนะนำของเขามาเสียนาน...และขอบคุณแรง ๆ สักทีที่ช่วยเผยความเป็นปีศาจในตัวของฉันเองให้ออกมาอย่างภาคภูมิ



Create Date : 29 ตุลาคม 2550
Last Update : 21 ธันวาคม 2550 18:54:35 น. 2 comments
Counter : 1707 Pageviews.

 
เล่มนี้อ่านมานานมาก

นานจนลืมค่ะ


โดย: ~:พุดน้ำบุศย์:~ วันที่: 30 ตุลาคม 2550 เวลา:10:48:37 น.  

 
ขอเป็นอีกหนึ่งเรื่อง ... ที่แปะและเก็บไว้ในลิสต์
มีโอกาสจะหยิบเล่มนี้มาอ่านบ้างคะ


โดย: JewNid วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:19:25:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นางสาวดุ่บดั่บ
Location :
Vichy France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




\\\ดุ่บดั่บๆ///
ดุ่บดั่บ คือ การเคลื่อนตัวของหนอน
หนอนตัวน้อย ๆ ที่สามารถไปไหนก็ได้ตามใจต้องการ
ฉันเองก็อยากเป็นหนอนตัวน้อย
จะได้ทำอะไรก็ได้ และไปที่ไหนก็ได้ตามที่ใจฉันฝัน
...ดุ่บดั่บ ๆ ๆ...





>>>คลิก ๆ...สารบัญและสมุดเยี่ยมค่ะ<<<




อ่านบลอคเก่า ๆ ก็ได้นะ

<<การปรับตัว-Acclimatisation>>
::สวนสาธารณะวันหม่น::
ภาพ: ดอกมูเก้
โดยสวัสดิภาพ-Bon Voyage(2)
โดยสวัสดิภาพ-Bon Voyage(1)



















Status: ขาวดำ



Group Blog
 
 
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
29 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นางสาวดุ่บดั่บ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.