'*^-+...ไม่มีอะไรงดงาม เท่าความสงบสุข...+-^*'

The Secret...ความลับที่ยิ่งใหญ่

ชีวิตนี้คุณเชื่อในปาฏิหาริย์บ้างหรือไม่...
เชื่อบ้างหรือเปล่าว่าเรื่องราวไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้กับคุณ
แล้วเชื่อหรือไม่...ว่าเรื่องราวเหล่านั้น เกิดขึ้นได้...ด้วยความคิดของคุณเอง!


ครั้งแรกที่ฉันอ่านและรับรู้ข้อมูลดังกล่าว...ฉันอดไม่ได้หรอกที่จะบอกว่า...เป็นไปได้หรือ หรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน? แต่หลังจากที่ฉันอ่านหนังสือสี่สีกระดาษมันเล่มนี้จนจบแล้ว...ฉันก็อยากจะบอกคนอีกหลายคนและส่งต่อหนังสือเล่มนี้ให้เหมือนกัน ว่า
เชื่อเถอะ...เรื่องราวมากมาย คุณเอง ควบคุมมันได้ด้วยความคิดคุณ




The Secret เขียนขึ้นมาจากการทำหนังเชิงสารคดีของ Rhonda Byrne ที่มีแรงบันดาลใจจากหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่งซึ่งบังเอิญไปได้อ่านเข้า และค้นพบความลับดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งเป็นความลับที่สามารถพลิกชีวิตของเธอได้เลยทีเดียว เธอจึงเกิดความคิดที่ว่า จะดีเพียงใดกัน ถ้าคนทั้งโลกรู้ความลับ...เธอจึงเริ่มรวบรวมข้อมูลของผู้ล่วงรู้ความลับและมีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งใช้ความลับดังกล่าวตลอดการทำหนังและหนังสือ เพื่อให้มันประสบความสำเร็จออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน

หนังสือและหนังเรื่องนี้โด่งดังและได้รับการตอบรับอย่างดีและงดงาม พิมพ์แล้วทั่วโลกหลายล้านเล่ม ขนาดเพียงพิมพ์ในเมืองไทย ก็เป็นจำนวนเข้าไปถึงครั้งที่ 36 (หนังสือที่อยู่ในมือฉันขณะนี้) ฉันไม่รีรอที่จะพลิกอ่านหนังสือเล่มนี้ทันใด ลัดคิวหนังสือค้างอ่านหลายเล่มไปด้วยเพราะอยากจะล่วงรู้ ‘ความลับ’ ที่ว่านี้เสียเต็มประดา







ฉันเองไม่อาจจะสรุปความลับที่ว่าได้เพียงบรรทัดสองบรรทัด ให้คนอื่นเข้าใจ หรือแม้แต่หนังสือเล่มหนึ่งกับหนังความยาวชั่วโมงเศษก็ไม่อาจโยงใยใครสักคนสู่ ‘ความลับ’ ที่ว่าได้ แต่สิ่งที่อาจนำพาให้ใครสักคนเข้าถึงความลับ ก็แต่โดยการโยงใยมันเข้ากับชีวิตและความคิดที่ดำเนินโลดแล่นอยู่เท่านั้น หาไม่แล้ว...การล่วงรู้ความลับก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดกับใครคนนั้นเลย


ซึ่งหนังสือทั้งเล่มจะสรุปง่าย ๆ ก็มีหลักใหญ่ใจความอยู่เพียงเรื่องเดียว ก็คือ กฎแห่งการดึงดูด (Law of attraction)

“ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตคุณนั้น คุณเองเป็นผู้ดึงดูดเข้ามา ที่คุณดึงดูดสิ่งใด ๆ เข้ามาก็เพราะว่าคุณมีมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่ในใจ สิ่งที่คุณคิดสำคัญที่สุด อะไรก็ตามที่คุณกำลังคิด คุณก็กำลังจะดึงดูดสิ่งนั้นให้เข้ามาหาตัวคุณเองในที่สุด”

และ “You become what you think about.” ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่คุณคิด มันจะเกิดขึ้น!

ส่วนที่เหลือของหนังสือ ก็เป็นการเติมเต็มประโยคดังกล่าว ขยายให้ชัดเจน ยกตัวอย่างประกอบ พร้อมทั้งตอบคำถามผู้เคลือบแคลงกับกฎฯ





ฉันอยากจะนับให้ The Secret เป็นหนังสือประเภท self help เล่มหนึ่ง ทั้งการบรรยายทฤษฎี การชวนเชื่อ การดึงดูดให้คล้อยตาม การยกตัวอย่างว่าเกิดขึ้นได้จริง การนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เป็นสูตรสำเร็จขนาดแท้ของหนังสือ self help ที่หาได้ตามชั้นหนังสือจิตวิทยาทั่วไป...แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่ใช่เพียง self help ทั่วไป เสียทีเดียว เพราะมันยังเป็นกึ่งปรัชญา ศาสนาและจิตวิทยาอีกต่างหาก

หลายอย่างในหนังสือ...อดไม่ได้ที่จะเกี่ยวพันกับประเด็นของศาสนา ทั้งศาสนาพุทธที่คุ้นเคยกันดี และหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ที่เรียนกันในชั้นประถม


หลักของศาสนาพุทธ กล่าวคือ เมื่อเราคิดอยากจะทำอะไรบางอย่างให้สมกับที่ปรารถนา เราก็ต้องตั้งจิตให้มั่น ระลึกอยู่เสมอ สำรวจความรู้สึกตัวเองตลอดเวลาว่าเรารู้สึกอย่างไร รักษาระดับความคิดและจิตใจให้พุ่งไปในสิ่งที่เราต้องการและเป็นไปในทางบวกอยู่ ซึ่งที่กล่าวมา...หาใช่ง่าย

ส่วนหลักจากศาสนาคริสต์ที่ฉันสกัดได้...คือ เรื่องของการส่งกระจายความรัก...คนเราทุกคนมีอำนาจจะสร้างพลังทางบวกปกคลุมโลกทั้งโลก ด้วยการเริ่มต้นรักที่ตัวเองก่อน และเมื่อเรารู้จักชื่นชมตัวเอง รักตัวเอง ความรักของเราก็จะกระจายออกไปสู่จักรวาล นำมาซึ่งความรู้สึกอิ่มเอม ปลื้มปิติ ยินดีปรีดาและสมบูรณ์พรั่งพร้อมแก่ตัวเองและคนทุกคน


นอกจากนั้น หนังสือเล่มนี้ ยังบอกถึงการพิสูจน์ทฤษฎีได้ทางวิทยาศาสตร์อีกต่างหาก ด้วยทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ซึ่งฉันไม่ค่อยเข้าใจมันมากเท่าไหร่ แต่ก็สามารถสร้างให้กฎฯที่ว่า มีน้ำหนักขึ้นมาทันตา





ฉันหมกหมุ่นอยู่กับเรื่อง ‘ความลับ’ นี้มากพอสมควรในช่วงนี้ วนเวียนคิดแต่ตั้งคำถามกับกฎฯและเรื่องราวใหม่ ๆ ที่ได้รับรู้ หากฉันจะหันมาเชื่อและปฏิบัติ ‘ความลับ’ อย่างเต็มตัวเต็มหัวใจ มันเท่ากับต้องถอนรากถอนโคนความเชื่อเก่า ๆ แทบจะทั้งหมดในอดีตให้เกลี้ยงและรับเอารากพันธุ์อ่อน ๆ ของทฤษฎีแนวนี้มาปลูกตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดเล็ก ๆ...


สิ่งที่ฉันทำ คือ เริ่มหาข้อมูล คุยกับคนรอบตัว ชักชวนให้เข้ามาอ่านหนังสือ เพื่อที่จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความน่าจะเป็น ความเป็นไปได้ เชื่อมโยงเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับความลับและคิดหาความเป็นเหตุเป็นผลที่ยังติดยึดกับสิ่งเก่าที่เคยเชื่อ...กระบวนการที่ฉันทำยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อหาคำตอบให้ตัวเองกับทฤษฎีใหม่เรื่องนี้


ถ้าคุณผ่านไปผ่านมาและบังเอิญอ่านเล่มนี้ไปแล้ว กำลังจะอ่าน หรือว่าอ่านอยู่ เป็นคนที่ปฏิบัติจริงจัง กำลังเคลือบแคลงสงสัย หรือว่าไม่สนใจและต่อต้าน...เป็นส่วนหนึ่งในการแลกเปลี่ยนกับฉันนะคะ...ฉันกำลังโหยหา ‘ความลับ’ ค่ะ ว่ามันมีความลับอื่นที่ซ่อนอยู่ใน ‘ความลับ’ อีกหรือเปล่า?


*หมายเหตุ: โปรดติดตาม ตกผลึกทาง 'ความลับ' เป็นงานเขียนหลังจากอ่านเดอะซีเคร็ทและวิเคราะห์กับชีวิตตัวเองค่ะ

*ขอบคุณภาพจากเวบ thesecret.tv

*ขอบคุณพี่แป๋งเจ้าของหนังสือด้วยค่ะ







เวบลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

กระทู้พันธุ์ทิพย์เกี่ยวกับ The Seret

เวบ The Secret

ดูหนังเรื่อง The Secret







Create Date : 03 มีนาคม 2551
Last Update : 6 มีนาคม 2551 23:49:43 น. 37 comments
Counter : 1180 Pageviews.

 
เย่ ได้เจิมอีกแล้น


โดย: ที่1 (BrettAnderson ) วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:23:44:43 น.  

 
เป็นหนังสือดีมากๆอีกเล่มหนึ่งค่ะ
แต่ช่วงนี้คิวหนังสือยังยาวเหยียด
เล่มนี้ก็เลยยังอยู่ในกองดอง

แต่อ่านรีวิวของคุณปอยแล้ว ชักอยากอ่านแฮะ
เอาเป็นว่าลัดคิวมาอ่านต่อจากโอโตริก็แล้วกัน


โดย: Jevanni วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:0:06:52 น.  

 
พรุ่งนี้จะไปซื้อมาอ่าน

อ่านแล้วเด๋วมาว่ากัน



โดย: จอร์จ วอชิงตัน (BrettAnderson ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:0:13:50 น.  

 
สวัสดีครับน้องปอย


เส้นเดินทางของน้องปอยคงจะพันรอบมือ 3 รอบ 5555
เพราะเดินทางตลอดเลย

พี่ก๋าอ่านแล้วนะครับ
สำหรับ The secret รวมทั้งหนังสือที่พี่ก๋าคิดว่าเป็นต้นแบบของหนังสือ the secret ด้วย


ทั้งสองเล่มเมื่อแปลออกมา
เนื้อหาไม่ต่างกันเลยครับ
เพียงแต่เล่มใหม่อย่าง the secret เลือกใช้การจัดทำรูปเล่มที่สวยงามน่าอ่าน
กับถ้อยคำเสริมของบุคคลชื่อดังมาช่วยการรันตีเข้าไปในทุกๆบท

เมื่อบีบเนื้อหาและคั้นแก่นแกนของเรื่องราวที่หนังสือต้องการบอก
ก็คือ ให้เชื่อว่าคุณจะได้ ลงมือทำ แล้วคุณจะได้อย่างที่คุณหวัง


เมื่ออ่านจบ
พี่ก๋าไม่ได้รู้สึกแบบมันเป็นคัมภีร์ชีวิตอะไรเลยครับ

และหลายๆคำถาม
เราอาจต้องกล้าที่จะถามตัวเองต่อด้วย

เช่น


"ฉันต้องการได้เงิน 5 ล้านภายในหนึ่งปี"


หนังสือพยายามทำให้เรามุ่งมั่นว่าเราต้องได้
ควรได้ หรอืมีสิทธิจะไ้ด้เงิน 5 ล้าน

คำถามที่พี่ก๋าถามต่อ
ไม่ใช่การได้มา หรือไม่ได้มา
แต่เราต้องกล้าถามตัวเองด้วย
ว่าถ้าได้มา "เราจะเอามันมาทำอะไร ?"




.......................


เดินทางปลอดภัย
และมีความสุขกับการมาเที่ยวบ้านนะครับน้องปอย









โดย: ก. วรกะปัญญา (กะว่าก๋า ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:7:48:48 น.  

 
เดี๋ยวจะหามาอ่านมั่งซะแร้ว

น่าสนใจมัก มัก

ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจ

ตอนนี้ยิ้มได้แล้วค่า



ว่าแต่คุณดุ่บดั่บไปเที่ยวมาเอ่ย



โดย: pukboong วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:8:47:32 น.  

 
ใครชื่อแป๋งน่ะ ชื่อเท้เท่ ชื่อฟังดูสมแมนจริงๆ

...เห็นคุนเม่าบอกว่าจะขนของชั้นกลับมาหมดเลย แถมฝากป๊อปมาด้วย โธ่ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ หนักเปล่าๆ แต่กว่าเธอจะได้อ่าโพสต์นี้คงกลับไปที่คูเวตแล้ว ยังงัยๆก็ขอบคุณมากๆเลย ฝากขอบคุณป๊อปด้วยนะ

ขอโทษที่ทำให้ต้องลำบากและเดือนร้อนด้วย

วันนี้ว่าจะออกไปซื้อหนังสือ และออกไปดูหนังด้วย ต้องพยายามใช้เงินอย่างประหยัดเลยล่ะ



โดย: สมโง่ (BrettAnderson ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:9:11:43 น.  

 
ไอ้โม่งก็ไอ้โม่งละครับ อย่าไปอยากรู้เลย อาจเสีย
สุขภาพจิต แล้วมันก็กำลังจะเลิกเป็นแระ เพราะ
ไม่ชอบมีความลับกะคนกันเอง โดยเฉพาะคนกันเอง
ที่มีน้ำจิตน้ำใจดีๆ ต่อกัน มันทำให้ดูเหมือนไม่จริง
ใจน่ะครับ

ให้พี่แป๋งใช้ Law of Attraction เป็นปธน.สหรัฐไป
เลยเถอะครับ... พี่หนูหล่อก็มองๆพลิกๆหนังสือเล่มนี้
มาตั้งแต่ญาติที่อเมริกาส่งมาให้ แต่ต้องสารภาพว่า
เป็นคนไม่ค่อยใส่ใจเรื่อง self help หรือ self
improvement เท่าไหร่ (ก็เลยเป็นคนค่อนข้างจะ
เถื่อนๆ อยู่) อีกอย่างนึง ไม่ค่อยมองอะไรโดยอาศัย
ตรรกเชิงจิตวิทยาและปรัชญา มักมองอย่างพยายาม
เข้าใจกฏของธรรมชาติและหลักพื้นฐานในพระพุทธ
ศาสนา เช่น ทำดีได้ดี คิดชอบ ปฏิบัติชอบและ
เอื้อเฟื้อแก่ชีวิตร่วมโลกทั้งปวง ประมาณว่า เอาใจเขา
มาใส่ใจเราน่ะครับ มองเชิงนี้ชีวิตก็ง่ายแล้ว

เมื่อความเป็นไปในชีวิตปัจจุบันวุ่นวาย เร่งรีบ แข่งขัน
กันแทบเอาตัวไม่รอดมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือแบบนี้ก็
ขายดีและมีการผลิตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ธุรกิจอื่นๆ
ก็แฝงตัวเข้ามาร่วมวงด้วย คนอ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ
มากๆ พี่หนูหล่อก็เป็นนักอ่านอยู่พอสมควร แต่เรื่องที่
เป็นแนวที่สนใจน้อยก็จะอ่านผ่านๆ พอให้รู้ว่าเขาพูด
เรื่องอะไร จึงไม่ลึกซึ้งพอที่จะวิจารณ์ครับ หนังสือแนวนี้
นักเขียนที่ทำ research มากๆ จะเขียนให้เห็นคล้อย
ตามได้มากทีเดียวจนดูเหมือนเป็นแนวคิดใหม่ทั้งที่ก็
เป็นแนวคิดเดิมๆ แหละครับ เช่น คิดอะไรอย่างจดจ่อ
แน่วแน่ก็มักจะเป็นไปได้ตามนั้น นักคิดเชิงพุทธท่าน
หนึ่งกล่าวว่า หากคนใกล้ตายตั้งจิตว่าอยากเป็นอะไร
ยังกำหนดชาติภพต่อไปได้เลยครับ จึงมีความเชื่อเรื่อง
การ "บอกทาง" ให้คนใกล้ตายงัยครับ

แต่อย่างนึงที่จะบอกได้ก็คือ หนังสือน่ะ อ่านไปเถอะ อ่าน
ได้มากเท่าไรทั้งดีไม่ดี น่าเชื่อถือหรือไม่ก็ดีทั้งนั้นเพราะ
ทั้งหมดที่เราอ่านจะทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิดครับ

คงจะขยายขี้เท่อได้แค่นี้ละครับ ขอบคุณที่อ่าน
หนังสือยากๆ มาเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะหนังสือที่กำลัง
เป็นที่สนใจมากๆ เช่น The Secret เล่มนี้ และต้องขอ
ย้ำไว้นิดนึงว่ายอมรับว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ในแง่ที่คน
เขียนทำ research เยอะมาก รอบรู้และรู้รอบแนวคิด
หลากหลายอันจะจุดประกายความคิดของคนอ่านได้ดี
แถมยังทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามีทางแก้ปัญหาชีวิตได้มาก
ขึ้นด้วย อ่านแล้วก็ต้องลองปฏิบัติดูนะครับ แต่อย่าเพิ่ง
ฟันธงว่าจะจริงได้ทั้งหมด บางทีเรื่องอย่างนี้เขาว่าต้อง
อาศัยพลังจิตด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่พี่หนูหล่อไม่ได้ความ



โดย: หนูหล่อ IP: 203.172.109.243 วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:10:19:23 น.  

 
อยากอ่านหนังสือเล่มนี้นะคะ แต่ยังไม่มีเวลาอ่านซะที

ด้วยงาน ด้วยหน้าที่ พอวันหยุด ก็มีภาระให้ต้องตามต้องติด ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง..ไม่เคยห่าง..

เหมือนเป็นคนดีเนอะ...แต่ดี จริงๆนะจ๊ะน้องปอยจ๋า
กลับกรุงเทพฯ..สามวันคงได้อยู่กะครอบครัว อยู่กะคนที่เรารักเนอะน้องเนอะ..
ได้พัก ได้ทำอะไรที่ใจรัก...
แต่อย่างไรเสีย ..อย่าลืมดูแลตัวเองค่ะ
ขอบคุณความห่วงใยที่มีให้เสมอ ขอบคุณค่ะ

คิดถึงค่ะ


โดย: โมกสีเงิน วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:11:35:07 น.  

 
ฮ่าๆๆๆ เดอะ ซีเคร็ท อีกแล้ว
ผมเห็นหนังสือเล่มนี้มานานมากๆแล้วน่ะครับ
แต่เกิดอาการหมั่นไส้เป็นการส่วนตัว
(เอ๊ะ ยังไง ชอบหมั่นไส้ชาวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่หนังสือ)


คือดูภาพลักษณ์มันออกแนวหนังสือโปรโมท
เน้นความเป็น commercial มากเกินไปนิด
ซึ่งความจริงเนื้อหาภายในก็คงดีจริงๆ
และผู้เขียนอาจไม่ได้มีเจตนา
แต่ผมสังเกตว่าตั้งแต่เริ่มมีการโปรโมตหนังสือ
ปารีส ฮิลตัน เริ่มถือเดอะ ซีเคร็ท เดินไปเดินมา
ก็ดูท่าทางผู้คนจะสนใจมากจนเป็นประวัติการณ์
ตอนไปงานมหกรรมหนังสือที่ศูนย์สิริกิตฯ
ก็เห็นพนักงานยืนตะโกนปาวๆ ท่ามกลางกอง เดอะ ซีเคร็ท สูงท่วมหัว
และผู้คนก็รุมแย่งกัน เป็นภาพที่ดูแปลกๆดี เหมือนเป็นกระแสนิยม


ทั้งหมดนั่นเป็นทัศนคติ(ที่ไม่ค่อยดี)ส่วนตัวน่ะครับ
ส่วนตัวเนื้อหาผมยังไม่ได้อ่าน
เลยยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อ่ะครับ


โดย: Unravel วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:12:29:43 น.  

 
ผมเองน่ะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือพวก self help หรือประเภท how to เท่าไหร่ เคยอ่านตอนเด็กๆอยู่เล่มนึงชื่อว่า "เหมือนจะแพ้แต่ไม่แพ้" ดูเหมือนจะเป็น self help ที่ดังมากๆตอนนั้น ของวงการหนังสือเมืองไทยเลยทีเดียว แล้วตอนนั้นผมเพิ่งอยู่ ม.2 เอง

อ่านจบแล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองอย่างนึงมาว่า

เราจะเชื่อเขาไปทำไมฟะ

ผมเองเป็นคนอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว คือเป็นคนต่อต้านสังคม ไม่ชอบทำอะไรเหมือนใคร และไม่ชอบให้มีคนมาทำอะไรเหมือนกับเรา

อะไรที่เขาฮิตกันมากๆก็จะเกลียดไปโดยปริยาย ดังนั้นการเลือกมาเรียนทางด้านสถาปัตย์ เพราะคิดว่าเหมาะกับนิสัยตัวเองตรงนี้อย่างมาก

ดังนั้นหนังสือ หรือรายการทีวี หรือใครก็ตาม มาบอกว่า ควรจะทำตัวอย่างโน้นอย่างนี้สิ ต้องดูคนโน้นคนนี้เป็นตัวอย่างสิ ผมน่ะไม่เคยเชื่อเลย แล้วก็พูดกับตัวเองอยู่บ่อยๆว่า

ทำไมต้องเชื่อด้วย ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จด้วยแนวทางของเราเอง

...จนมาวันนึง มีผู้หญิงคนนึงมาบอกผมว่า

การเป็นตัวของผมเองหลายๆอย่างนั้น มันไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ปรับปรุงตัวเสีย แล้วตัวผมเองจะดีขึ้น

ตอนแรกผมไม่เชื่อเธอเลยครับ เพราะผมคิดว่าเธอยังไม่รู้จักผมดีพอเลย เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวผมมันไม่ดีอย่างไร แย่ตรงไหน เธอพูดแบบนี้กับผมเพราะเธอต้องมีอคติกับผม และเกลียดขี้หน้าผมแน่ๆเลย

แต่พอนานๆไป ผมก็เริ่มรู้ตัวเองมากขึ้นว่า สิ่งที่ตัวเองเป็นนั้น หลายสิ่งหลายอย่างมันไมได้เรื่องจริงๆ และถ้าขืนเป็นแบบนั้นต่อไปชีวิตของผมเองก็คงจะไม่มีวันดีขึ้น

ผมก็เลยเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองมาตั้งแต่บัดนั้น

แต่ผมก็บอกเธอเสมอว่า ผมเปลี่ยนได้แต่ไม่ใช่เปลี่ยนทุกอย่าง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผมเปลี่ยนทุกอย่างในตัวผม ผมก็จะไม่มีทางเป็นตัวของผมอีกต่อไป อั้ยคนชื่อแป๋งที่เกิดมา 32 ปีเนี่ย มันจะไม่มีอีกแล้ว หากผมกลบฝังทุกอย่าง ทั้งทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ที่ตัวเองยึดมั่นมาจนหมด

ดังนั้นเมื่อถึงจุดนึง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่ผมเปลี่ยนได้มากกว่านั้นก็คงไม่ไหวแล้ว เมื่อถึงตรงนั้นใครจะรับหรือรับไม่ได้กับตัวผม ผมก็คงยิ้มแล้วบอกไปได้แค่ว่า "ผมทำได้ดีที่สุดแล้ว"

แต่ตอนนี้ ผมก็รู้ดีว่ามีอะไรอีกมากมายนัก ที่ผมยังปรับได้ ไม่ใช่เพื่อใครหรือเพื่ออะไร แต่เป็นเพื่อตัวผมเองทั้งนั้น

และผมก็หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกหนึ่งหนทาง ที่ให้ผมได้ปรับเปลี่ยนตัวเองขนานใหญ่ ให้เป็นการเริ่มต้นในการกลับมาใช้ชีวิตใหม่ที่เมืองไทยในครั้งนี้ครับ

แต่ก็คงจะน้อยกว่าผู้หญิงคนนั้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมได้เปลี่ยนตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่เป็นมากมายหลายเรื่อง แม้แต่ที่ผมนั่งเขียนบล๊อกอยู่ทุกวันนี้ ก็มาจากผู้หญิงคนนี้ทั้งนั้นล่ะครับ ไม่งั้นตอนนี้ผมคงกำลังนั่งเล่นเกมออนไลน์อยู่ หรือใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อหลบตัวเอง ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนภายนอก

ตอนนี้เธอไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้วครับ ก็คงจะสักแห่งล่ะน่า ผมก็หวังว่าเธอคงจะยังมีความสุขอยู่บนโลกใบนี้ และยังคงติดตามอ่านข้อเขียนของผมทุกข้อความในบล๊อกของผม

เธอคงจะเหนื่อยเหมือนกันครับ เจอคนแบบผม ทั้งขวางโลก ต่อต้านสังคม เชื่อคนยาก แล้วก็เป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด

แต่เขาก็เป็นคนที่เปลี่ยนผมได้มากที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนแล้วล่ะครับ

ว่าแต่คำว่า Law of attraction นี่แปลว่าอายายเหยอครับ


โดย: จอห์น อดัมส์ (BrettAnderson ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:12:48:13 น.  

 
อ่านคร่าวๆแล้ว
อยากหาหนังสือเล่มนี่มาอ่านบ้างแฮะ ^ ^


โดย: หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:12:58:48 น.  

 
มีอยู่ในlistที่จะซื้อแล้วจ้า
เห็นและได้ยินชื่อมานาน...
มีคนชื่นชมมากมาย...ของเค้าน่าจะดีจริง
.....
.....
แต่เราเป็นพวกเชื่องช้า...เป็นเต่าคลาน
กว่าจะได้อ่าน....ก็โน้น...จนเค้าอ่านกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว
.....
.....
เพิ่งมาสังเกตุตัวเอง...ไม่นานมานี้เอง
ว่าตัวเองชักช้ากว่าคนอื่น...ในทุกๆเรื่อง
อย่างละครเกาหลี....คนเค้าฮิตกันจนจะเลิกฮิตแล้ว
เราถึงมีโอกาสได้ดูได้ชม....
....
....
....
แต่ว่า...ไม่เป็นไรหรอกเนาะ
หนังสือ...มันมีความเป็นอมตะอย่างนึง
อ่านช้าหรืออ่านเร็ว....หนังสือเก่าหรือใหม่
คุณค่าของมันยังคงเท่าเดิม....
....
....
....
3วัน....ในเมืองไทย
เที่ยวให้สนุก.......นะจ๊ะ



โดย: nikanda วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:16:27:42 น.  

 
เสาร์-อาทิตย์จะลองไม่แอบมองๆในร้านหนังสือและแอบอ่านดูจิ...ท่าทางน่าสนใจมากเลย ...
ความลับจริงๆมันจะมีคนรู้อย่างมากสองคน หากมากไปกว่านั้นมันก็ไม่เป็นความลับแล้วละค่ะ..
แต่บางที่หากความลับถูกเปิดเผยออกไปบางอย่างก็รู้สึกดีนะค่ะเหมือนยกเอาอะไรออกไปจากใจเรา
คิดถึงนะค่ะ
แวะมาหาตอนเย็นๆ


โดย: มุกสีทอง วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:17:25:26 น.  

 
ผมยังไม่เคยอ่านเลยครับ ไว้มีเวลาค่อยไปหามาอ่านมั่งดีกว่า ช่วงนี้ผมยังยุ่งอยู่กับตกแต่งบ้านอยู่เลย แต่ก็ดีครับ ไม่ได้ไปไหน เย็นๆ ค่อยมีเวลามาเล่นเน็ท เฮ้อ...


โดย: nongmalakor วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:17:44:08 น.  

 
หลายๆคนพูดถึงหนังสือเล่มนี้นะคะ พิมเคยอ่านจากที่คัดๆมานิดหน่อย เคยไปเปิดหนังสือดูเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ซื้อล่ะค่ะ


โดย: pim(พิม) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:22:10:14 น.  

 


ไปดูหนังเรื่อง The Mist มาครับ สนุกใช้ได้เลยทีเดียว

เอ แต่ดูเหมือนหนังมันไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไร อาจเป็นเพราะติดว่าเป็นหนังเกรดบี หรือเปล่า ที่เนื้อเรื่องจะค่อนข้างคุ้นชินกัน กับการที่ต้องเจอสัตว์ประหลาด ในสถานการณ์ที่คับขัน

แต่เอาเข้าจริงๆ เราต้องไม่ลืมว่านี่คือบทประพันธ์ของสตีเฟ่น คิงส์ และการกำกับของแฟรงค์ ดาราบองต์นะครับ แน่นอนครับว่า การันตีได้ถึงเรื่องความไม่ธรรมดา โดยผู้กำกับนั้น มีดีกรีมาจากหนังเรื่อง The shawshank redemption ที่เป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆคน กับเรื่อง The green mile ที่เล่าเรื่องราวอย่างไม่ธรรมดา

ส่วนสตีเฟ่น คิงส์นั้นไม่ต้องพูดถึง

หนังไม่ได้เน้นเรื่องที่ต้องเจอกับสัตว์ประหลาดอย่างเดียว แต่สิ่งที่หนังต้องการเน้น ต้องการบอกก็คือ เวลาคับขันถึงขีดสุดแล้ว มนุษย์เราจะสำแดงธาตุแท้กันออกมายังงัย และเรื่องนี้ ก็มีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้ามาพูดถึงด้วย (และน่าจะเป็นเนื้อหาหลักส่วนหนึ่งของหนังได้เลยทีเดียว)

หนังจบอย่างกระชากอารมณ์ ที่ถ้าให้ใส่ตัวผมลงไป ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรเหมือนกัน

ยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอีกครับ

ดังนั้นบทสรุปของหนังก็เหมือนจะบอกเป็นนัยน์ๆว่า

"จงอย่าสงสัยในพระเจ้า"

....................

รีวิวแบบในมุมมองไม่ใช่นักวิจารณ์หนังน่ะนะ ก็พูดถึงคร่าวๆ ถือว่าเป็นมุมมองของคนดูหนังคนนึงก็พอ

......................

วันอาทิตย์เย็นชั้นก็จะไประยองแล้ว คงไม่ได้มาออนเจอกันบ่อยๆแล้วนะ เพราะที่บ้านระยอง มีเน็ตแต่ไม่มีไวร์เลส แล้วเน็ตก็อยู่บนห้องหลานสาวอายุ 18 ซะด้วยสิ จะขึ้นไปเล่นบนห้องเขาก็กระไรอยู่ คงไม่ได้หรอก

.......................



โดย: โทมัส เจน (BrettAnderson ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:22:14:24 น.  

 
ไม่ได้อ่านอ่ะ เล่มนี้ ไม่ใช่แนว จะกลับ กรุงเทพฯ แล้วเหรอ แม่นกขมิ้น

มีความสุขกับการกลับบ้านนะ



โดย: แอบชอบ คห. ข้างล่าง วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:4:56:38 น.  

 
มีประโยคนึงในหนังพูดเอาไว้ ...น่าสนใจมากทีเดียว

"มนุษย์เป็นสัตว์ที่เจริญแล้วจริงเหรอ? ไม่หรอก...สุดท้ายแล้วพื้นฐานของมนุษย์ก็ยังคงไว้ซึ่งสัญชาตญาณดิบ เถื่อน อยู่ในตัวเราทุกคนอยู่ดี

เราเจริญก็แต่เทคโนโลยี ลองวันนึง เทคโนโลยีทุกอย่างหายไปหมด ไม่มีการเรียกตำรวจ ไม่มีอะไรมาช่วยเหลือ แล้วจับไปอยู่โลกมืดๆ ที่มีภัยอยู่รอบตัวเต็มไปหมด (เหมือนอย่างที่สถานการณ์ในหนังเจอ) เมื่อนั้นธาตุแท้ความป่าเถื่อนของมนุษย์จะถูกแสดงออกมา
เพราะเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป มนุษย์จะแบ่งข้างเข่นฆ่ากัน ดังนั้นมันจึงมีเรื่องการเมืองและศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ไงล่ะ

สัญชาตญาณดิบของมนุษย์มีอะไรบ้าง ก็คงเป็นการเอาตัวรอดทุกวิถีทาง การเข่นฆ่ากัน เซกส์ ความหิว เหล่านี้เป็นสัญชาตญาณดิบเถื่อนของมนุษย์ทั้งสิ้น

ดังนั้นเมื่อถึงสถานการณ์ที่สิ้นหวังในทุกๆอย่าง มนุษย์จะไม่ลังเลทันที ทีจะนับถือคนที่มาบอกแค่แนะนำทางออกจากตรงนั้น ไม่ผิดไปจากพระเจ้าของเขาเลยทีเดียว

.............................

ไม่อยากโยงมาถึงการเมืองบ้านเรา แต่อยากจะให้สังเกตว่า การตั้งรัฐมนตรีแบบนี้ บริหารประเทศแบบรัฐบาลชุดล่าสุดนี้ เพื่อก่อให้เกิดสถานการณ์ "หมดหวัง" จากประชาชนหรือเปล่า เพื่อให้เกิดการ ให้คนๆนึงพ้นความผิดทุกข้อกล่าวหาเพื่อกลับมามีอำนาจและเป็นฮีโร่ของคนไทยอีกหน

...........................

ก็รู้น่ะนะว่าบล๊อกเธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่ก็ขอนิดนึงล่ะน่า

มีข้อสังเกตอย่างนึงคือ ชีวิตเธอก็มีมุมขัดแย้งที่น่าสนใจ เธอเองเป็นคนที่ใส่ใจกับปัญหาของผู้ด้อยโอกาส และชอบบริการสังคม แต่กลับไม่ชอบบริโภคหรือรับรู้เรื่องราวที่เธอคิดว่าเครียด ชอบบริโภคอะไรที่มันสบายๆ และสนุกสนานมากกว่า

ไม่ได้ผิดหรืออะไรนะ เพราะจะเอาชีวิตมาอยู่กับเรื่องเครียดๆตลอดเวลาได้อย่างไร แต่ถ้าเธอลองรับข้อมูลที่ว่าเครียดๆนั้นบ้าง เผื่อมุมมองมันจะได้เห็นรอบด้านมากขึ้นกว่าที่มีอยู่อีกยังงัยล่ะ


โดย: โทมัส เจฟเฟอร์สัน (BrettAnderson ) วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:9:35:26 น.  

 
จ๊ะเอ๋

อิอิอิ


พี่ก๋าแวะมาทักทายครับ



โดย: ก.วรกะปัญญา (กะว่าก๋า ) วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:15:19:05 น.  

 
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจค่ะคุณปอย
และยิ่งอ่านรีวิวของคุณปอยแล้วยิ่งอยากอ่านเข้าไปอีก

สงสัยต้องจัดคิดว่าอยู่ต้นๆ ซะหน่อย
ไม่งั้นก็อีกนานกว่าจะได้อ่านหน่ะค่ะ


ที่สำคัญก็คือคนที่อ่านจบแต่ละคน
พอให้อธิบายกลับบอกว่า ให้อ่านเองซะนี่
ก็เลยทำให้อยากรู้ความลับมากขึ้นหน่ะค่ะ

เรื่องปาฏิหาริย์ เชื่อรึเปล่า...
ตอบตามตรงว่าเชื่อนะคะ คิดว่ามีจริง แต่ที่สำคัญก็คือว่าเราไม่ควรรอหน่ะสิคะ เพราะว่าปาฏิหาริย์จะเกิดแก่ผู้ที่ช่วยเหลือตนเองก่อน

เอาไว้อ่านแล้วจะมาบอกว่ายังตอบเหมือนเดิมหรือเปล่าค่ะ




โดย: BeCoffee วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:17:08:11 น.  

 
แวะมาอ่าน น่าสนใจมาก


โดย: คนขับช้า วันที่: 8 มีนาคม 2551 เวลา:20:59:43 น.  

 
ดีค่าคุณปอย แวะมาทักทายตอนดึกๆ พักนี้ยุ่งเหลือ มาทักทายช้าไปหน่อยต้องขอโทษด้วยนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากๆ เลยค่ะที่อุตส่าห์ไปทักทายถามสารทุกข์สุกดิบอยู่บ่อยๆ หวังว่าคุณปอยคงสบายดีเช่นกันนะคะ ^_^

อ่านรีวิวแล้วน่าสนใจเดี๋ยวไปหามาอ่านแล้วจะมาแชร์ด้วยคน ^^ คุ้นๆว่าที่ออฟฟิศมีเล่มนี้

ปุ๊กเชื่อในกฎแรงดึงดูดเหมือนกันนะ แต่เชื่อในแง่ที่ว่าความคิดและการกระทำบวกกัน และเชื่อคล้ายๆที่โบราณว่าไว้ คือคนเราคิดอะไรหวังอะไร มันมักมีสิ่งตรงกันข้ามเข้ามาทดสอบ และมักจะเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธยาก แต่หากเรามุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ใจตัวเอง สุดท้ายเราจะพบสิ่งที่หวังอย่างแท้จริงและยั่งยืนกว่า อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ

เคยอ่านเจอในหนังสือธรรมะ เขาว่าหากเราไม่ต้องการเจอคนแบบไหน ไม่ชอบอะไรในอีกฝ่าย ก็ให้ตั้งใจว่าเราจะทำตรงกันข้าม เช่นเค้าพูดจาไม่คิดถึงจิตใจคนอื่น เราก็ตั้งใจและทำตรงกันข้ามคือพูดจาอะไรให้คิดถึงใจคนฟัง แฟนเจ้าชู้ เราก็ตั่งมั่นจะรักเดียวใจเดียว สุดท้ายมันจะเกิดแรงผลักเรากับเขาออกจากกัน ไม่สามารถมาบรรจบกันได้ เรื่องกรรมมันค่อนข้างซับซ้อน มองไม่เห็น แต่ก็เป็นอะไรที่สัมผัสได้เหมือนกัน

ไปอ่านบลอคคุณปอยเรื่องกลิ่นที่งดงามแล้ว เดี๋ยวไว้มาคอมเม้นต์อีกทีนะคะ พรุ่งนี้ต้องตื่นมาทำธุระแต่เช้า เดี๋ยวหลับคาแป้นค่ะ แหะๆๆ

อรุณสวัสดิ์ล่วงหน้า&สุขสันต์วันหยุดนะคะ


โดย: Hobbit วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:2:39:16 น.  

 
วันนี้หยุดครับ
พี่ก๋าจะพามาดามไปเที่ยว
เที่ยวที่ไหน ?
มาดามไปนอนหลับครับ
ส่วนพี่ก๋านอนอ่านหนังสือ 555

เชียงใหม่ฝนตกหนัก
ไปไหนไม่สะดวกแล้วครับ

นึกว่าจะพาคุณหนอนไปทำงานซะหน่อย 5555


มีความสุขมากๆนะครับน้องปอย


emoemoemo


โดย: ก. วรกะปัญญา (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:8:29:08 น.  

 
เอาวิธีเพาะถั่วงอกมาฝากคุณปอย
ไม่ยากเลยค่า แถมได้กินถั่วปลอดสารอีกตะหาก ลองดูนะคะ

//www.pantown.com/board.php?id=6144&name=board13&topic=280&action=view


โดย: Hobbit วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:19:28:09 น.  

 
มาเยี่ยมาหาคนไม่เข้าบล๊อกค่ะ...

คิดถึงจ้า


โดย: โมกสีเงิน วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:05:23 น.  

 
หนก่อนที่มีงานหนังสือ พี่ไปมาแล้วก็มุมหนังสือเล่มนี้ล่ะ คนเยอะมั่กๆ เลย
กำลังงงเหมือนกันว่ามันเกี่ยวกับอะไร ตอนแรกยังคิดว่าออกแนว
ดาวินชี่อีกหรือเปล่าล่ะเนี่ย น่าลอง แต่เพราะว่าฝ่าฝูงชนเข้าไปไม่ได้
ก็เลยลืมมันไป จนเดี๋ยวนี้เลยอ่ะจ้ะ ว่าแล้วก็มานึกได้ก็ตอนเห็นน้องปอยรีวิว
นี่ล่ะน๊าเนี่ย


........................


กลับมาแล้วจ้ะ กลับมาเป็นคนปกติ อารมณ์ดีๆ เหมือนเคยแล้วจ้ะ
ห่างจากบล็อก เลิกยุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไปอ่านหนังสือ เล่นเกมส์ตามประสา
ผ่อนคลายอย่างดี ตอนนี้กลับมาแล้ว แต่ว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
เมื่อไหร่อาการนี้มันจะมาถามหาอีก แต่ว่าไม่กลัวล่ะ เพราะว่ามาหนเดียว
ตอนนี้รู้แล้วล่ะว่า จะจัดการยังไงดี


โดย: JewNid วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:13:11:39 น.  

 
แวะมาทักทายและขอบคุณที่ไปทักทายกันค่ะ...เป็นหนังสือที่ดูแล้วหนัก (สมอง) อยู่ชมรมคนอ่านหนังสือทุกประเภทเหมือนกัน(กะใครไม่รู้)ค่ะ แต่เป็นหนังสือแนวไร้สาระ ขำๆ เบาสมอง ไม่เครียด อ่านอะไรที่เครียดๆ จะนิ่งเป็นหลับขยับ(ปลูก)เท่าไรไม่ตื่นซะทุกทีค่ะ....คือ เค้าเหมือนหนังสือเรียนค่ะ ที่ไม่ชอบอ่านเลย เพราะพออ่านทีรัยแล้วทำให้นึกว่าตัวเองกำลังจะสอบทุกทีค่ะ...อิ อิ...ยินดีได้รู้จักนะคะ แล้วจะแวะมาทักทายกันใหม่ค่ะ...


โดย: deeplove วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:14:44:51 น.  

 
พี่หนูหล่อมาทุกวันเลยนะครับ เจอแต่เพื่อนๆน่ารัก
ของคุณปอย... ว่าจะตัดหน้าเอาสูตรไปเพาะถั่วงอกแระ
เจ้าของจะว่าป่ะมะรุ


โดย: หนูหล่อ IP: 124.120.230.128 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:17:37:22 น.  

 
เรื่องนี้ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ
แต่เห็นว่าดังมากเลย ^^
ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมนะคะ จุ๊บๆ


โดย: ดอกคูณริมฝั่งโขง วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:19:31:48 น.  

 
เมื่อวานชั้นได้ไปดูเรื่อง No country for old men มาแล้วล่ะ เป็นหนังออสการ์เรื่องแรกที่ชั้น "เข้าไม่ถึง" เอาเสียเลย

คงต้องหาดูอีกรอบล่ะ ตอนนี้ขอติดไว้ก่อน

แต่ถ้ามีใครมาถามว่าควรจะไปดูดีมั้ย

ชั้นก็บอกเลยว่า "ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูหนัง คุณควรไปดูอย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณไปดูหนังเพราะว่าอยากไปรีแลกซ์สบายๆ ไม่อยากเครียด ไม่อยากคิดมาก นี่คือหนังที่ไม่ควรไปดูอย่างยิ่ง"

เพราะฝรั่งที่นั่งดูในโรง พอดูจบ พี่แกตะโกนมาทันที

i dont understand

คนไทยน่ะไม่ต้องพูดถึง แค่อ่านที่เขาพูดกันก็เข้าถึงยากพอดูแล้ว

แต่ชั้นจะพยายามเข้าใจสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อนะ ซึ่งก็พอเข้าใจในระดับนึง แต่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงแก่นของมัน แต่มันต้องมีซี่ ไม่งั้นหนังทำไมถึงได้ออสการ์มาได้ล่ะ

เมื่อคืนก็นอนคิดทั้งคืนว่าหนังมันต้องการจะสื่ออะไรน้า

แต่ช่วงจบของหนัง ชั้นดันไปเหม่อช่วงนึง เพราะดูแล้วนั่งนึกถึงคนๆนึงอยู่ เพราะไม่คิดว่าเป็นฉากจบของหนัง

ดังนั้นพอหนังตัดจบชั้นก็เลยใบ้กินเลย เมื่อกี้ไม่ทันได้อ่าน ขออีกทีวุ้ย

นอนไม่หลับเลยให้ตาย ถ้าดีวีดีออกคงรีบหาซื้อมาดู

นึกว่ากลับมาแล้วจะอัพบล๊อกเลยเสียอีก เอาไว้คุยกันใหม่นะ ช่วงนี้คงได้เข้ามาวันละหนแค่นี้ล่ะ นี่ก็มาเล่นข้างนอก

เทคแคร์ยัวร์สจ้า


โดย: เจมส์ แมดิสัน (BrettAnderson ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:20:20:09 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่หนูหล่อ

เห็นด้วยมาก ๆ ว่าคนเขียนทำ reseach เยอะจริง ๆ
และมันก็ไม่ใช่ความคิดใหม่แต่อย่างใดเลยสักนิด
แต่ที่มันน่าสนใจสำหรับปอย เพราะปอยรู้สึกว่า
มันคือ กลวิธีใหม่ ต่างหาก...

แม้ว่าอาจจะดูผิวเผินอยู่บ้าง เนื่องจากเอาเรื่องกิเลส
เงินทอง ชื่อเสียง บ้าน รถ คนรัก มาหลอกล่อก็ตาม
แต่ถ้าอ่านและวิเคราะห์กันจริง ๆ แล้วน่ะนะคะ
มีเรื่องราวหลายเรื่องที่ลึกซึ้งอยู่ทีเดียวเชียวล่ะ
อยู่ที่ว่าคนอ่านจะเข้าใจและนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง
หรือเปล่าเท่านั้น...ไม่งั้นแล้ว ก็อาจกลายเป็นเรื่องงมงาย
และทำให้คนเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาได้เช่นกัน

จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยนะคะ ไม่ยากเลย
อีกเช่นกัน อยู่ที่ว่าคนอ่านจะทำให้มันยากหรือเปล่าด้วย
ถ้าอ่านผ่าน ๆ พอเอาเนื้อหาว่าเป็นอย่างไร...ก็ง่ายเชียว
แต่ถ้าจะอ่านเอาไปปฏิบัติเป็นหลักธรรมของชีวิต
หรือว่าอ่านเอาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งจริงจัง...ก็ไม่ง่ายเลย
และอีกอย่าง...มันก็ไม่ใช่ self help ซะทีเดียวน่ะนะคะ
มีหลายแง่หลายมุมที่ดีและนำมาปรับใช้กับชีวิตได้

ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่สิ่งที่ปอยได้รับจากหนังสือ
ส่งผลกับอะไรหลายอย่างในความคิดตัวเองเลยทีเดียว
...
...
ดาวสวยหรือเปล่าคะพี่หนูหล่อ แล้วเห็นแมงป่องหรือยัง

จะเอาสูตรถั่วงอกไปปลูกก็เอาเลยค่ะพี่ ยินดีมาก
แต่ปอยยังหารังถึงไม่ได้ กำลังจะประยุกต์อย่างอื่นอยู่
อยากกินถั่วงอกฝีมือตัวเอง เหนืออื่นใด...
อยากปลูกอะไรแล้วงอกงามบ้างน่ะค่ะ


คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ค่ะพี่


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:21:14:25 น.  

 
หวัดดีครับน้องปอย


ต้นฉบับของ The secret คือหนังสือ Spiritual Marketing
เขียนโดย JOE VITALE
ชื่อไทยคือ "เป็นเศรษฐีด้วยสูตรสำเร็จ 5 ข้อ"
แปลโดย กาญจนา อุทกภาชน์ จำหน่ายปี 2003


เนื้อหาไม่ต่างจาก The secret เลยครับ


พี่ก๋าอ่านเล่มนี้แล้วเหมือนอ่านหนังสือชุด พ่อรวยสอนลูก
อ่านเพราะอยากรู้ว่ามันดังเพราะอะไร
อ่านจบก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด
เลือกใช้บางส่วน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้
เพราะขัดกับความเชื่อของตัวพี่เอง 5555



โดย: ก๋า เก็กเสียง (กะว่าก๋า ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:21:36:31 น.  

 
การ์ตูนมีให้อ่านอีกแน่นอนครับ
อีกสองวันข้างหน้า

....................................

พี่ก๋าชอบประโยคนี้ที่น้องปอยเขียนไว้ครับ


แทนที่จะตั้งคำถามว่าทุกข์เรื่องอะไร อยากฆ่าตัวตายเพราะอะไร
คนน่าจะหันมาตั้งคำถามว่า สุขเรื่องอะไร
และอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่ออะไรมากกว่า
ถ้าเราสามารถค้นหาความสุขให้ได้ในความทุกข์ยาก
และยิ้มได้กับทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
หยดน้ำก็จะยังอยู่ในใจเราเสมอ...
แต่เป็นหยดน้ำแห่งความงดงาม...ไม่ใช่ความเศร้า


...................................


ฝันดีนะครับ



โดย: ก๋า เก็กเสียง (กะว่าก๋า ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:21:42:32 น.  

 
ถ้าเป็นข้างแรม ดาวก็สวยทุกคืนแหละครับ นอกจาก
จะมีเมฆมาก แต่ยังหาดาวแมงป่องไม่เจอเลย หา
แผนที่ดาวไม่เจออีกด้วย แต่ต้องหาให้เจอจนได้แหละ

ตอนนี้มาอยู่กรุงเทพฯอาทิตย์นึงครับ เกิดมีธุระด่วน
เลยต้องมานั่งฟังเขาสร้างบ้านโป๊กเป๊กอยู่เนี่ย

ถ้าเราสนใจสิ่งที่เราอ่านในระดับหนึ่ง สิ่งนั้นมักเป็นแรง
บันดาลใจให้เราคิดกว้างออกไปอีก นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก
และน่าจะเป็นเหตุผลหลักของการอ่าน ถ้าได้แต่อ่าน
แล้วผ่าน ไม่มีสิ่งใดจุดประกายความคิดแตกออกไปอีก
เลยก็เสียเวลาเปล่า แม้แต่หนังสือที่เราสนใจน้อยก็ต้อง
ให้แง่มุมน่าคิดได้บ้าง จะด้านลบหรือบวกก็ตาม
พี่หนูหล่ออ่านกระดาษเปื้อนหมึกที่อยู่ตรงหน้าทุกชิ้น
ตั้งแต่ถุงใส่กล้วยแขกไปเลย

อ้อ.. คุณ Brett เขาว่าหน้าเขาเหมือนผู้ก่อการร้ายแถว
ตะวันออกกลาง แต่คงเป็นคนพูดจาเชื่อถือไม่ได้อ่ะนะ
เลยบอกให้พี่หนูหล่อมาถามพยาน ก็คุณปอยเนี่ยครับ

พรุ่งนี้จะถือไม้หน้าสามมารอหน้าบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ 555

ขอลาไปนอนแล้วครับ เป็นหวัดงอมแงมด้วย



โดย: หนูหล่อ IP: 124.120.220.248 วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:22:55:58 น.  

 
อ้าว ไม่สบายซะแล้วเหรอคะพี่หนูหล่อ
อากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหันแน่ ๆ เลยใช่ม่ะคะ?
ในป่าอากาศเย็น ๆ หนาว ๆ สบาย ๆ
เข้ามากรุงเทพฯอากาศร้อนเฉียบพลัน
ยังไงก็รักษาสุขภาพดี ๆ นะคะพี่...
ทานน้ำอุ่น ห่มผ้าหนา ๆ อย่าเพิ่งสระผม
(เหมือนเป็นแม่ยังไงไม่รู้ เหอะ ๆ)

ที่ว่าพี่ Brett หน้าเหมือนผู้ก่อการร้ายตะวันออกกลาง
สมัยยังมีหนดเคราแล้วก็ผมยาวรุงรัง 1 ปีไม่ตัดน่ะ
ปอยว่าไม่เหมือนผู้ก่อการร้ายตะวันออกกลางหรอกค่ะ
แต่เหมือนโจรสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่า
ฮ่า ๆ...พี่เค้าว่ามา ก็แค่เออออตามเท่านั้นเองค่ะ

พี่หนูหล่อหายไว ๆ นะค้า...



โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:0:58:31 น.  

 
ขอบคุณคุณปอยครับ รับมุขดีมากเลย แบบเนี้ย
เขาเรียกกรรมใดใครก่อหรือเปล่าไม่รู้นะครับ

คุณหมอปอยสันนิษฐานโรคถูกต้องแล้วครับ
จะทำตามที่คุณหมอสั่งครับ ตอนนี้ไอโขลกๆ
น่ารำคาญมาก กินปฏิชีวนะแล้วก็เพลียด้วย

แล้วจะมาเยี่ยมใหม่ครับ ราตรีสวัสดิ์(แต่หัววัน)


โดย: หนูหล่อ IP: 124.121.212.197 วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:17:57:57 น.  

 
ข่าวดี !! ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา The Secret
ในหัวข้อ
MIND POWER MP

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2551
เวลา 9.00 – 12.00 น. หัวข้อ ที่สุดของที่สุดของชีวิต คือ ความคิด
13.00 – 16.00 น. “ เ พราะฉันคิด ฉันจึงได้รับ ”

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551
เวลา 9.00 – 12.00 น. หัวข้อ เพราะฉันคิด ฉันจึงสำเร็จ
13.00 – 16.00 น. ( หัวข้อสุดท้าย ติดตามได้ที่งาน)

สถานที่ ศูนย์การค้า Meeting Mall ถ.จรัญสนิทวงศ์ บางอ้อ บางพลัด กรุงเทพฯ.

สนใจติดต่อ คุณ อรรถสิทธิ์ 083-995-2808, 089-4499147 (โปรดจองบัตรล่วงหน้ามีจำนวนจำกัด)


โดย: tar (auttasit1 ) วันที่: 2 สิงหาคม 2551 เวลา:0:00:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นางสาวดุ่บดั่บ
Location :
Vichy France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




\\\ดุ่บดั่บๆ///
ดุ่บดั่บ คือ การเคลื่อนตัวของหนอน
หนอนตัวน้อย ๆ ที่สามารถไปไหนก็ได้ตามใจต้องการ
ฉันเองก็อยากเป็นหนอนตัวน้อย
จะได้ทำอะไรก็ได้ และไปที่ไหนก็ได้ตามที่ใจฉันฝัน
...ดุ่บดั่บ ๆ ๆ...





>>>คลิก ๆ...สารบัญและสมุดเยี่ยมค่ะ<<<




อ่านบลอคเก่า ๆ ก็ได้นะ

<<การปรับตัว-Acclimatisation>>
::สวนสาธารณะวันหม่น::
ภาพ: ดอกมูเก้
โดยสวัสดิภาพ-Bon Voyage(2)
โดยสวัสดิภาพ-Bon Voyage(1)



















Status: ขาวดำ



Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
3 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นางสาวดุ่บดั่บ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.