...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
29 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
แผ่นดินปิศาจ ๔ (ตอนอวสาน)

...ผมตื่นจากฝันนั่งทบทวนดูในตอนเช้ามืด พอดีกับที่ผมก็คิดอยากจะเลิกทำงานเพื่อกลับบ้านอยู่หลายวันแล้ว เพราะงานต่อตัวถัง พ่นสีรถ เป็นงานที่ต้องคลุกคลีกับสารระเหย ฝุ่นสี น้ำมัน และทินเนอร์ ทำให้ผมรู้สึกเวียนหัวและรู้สึกว่าร่างกายได้อ่อนแอลงทุก ๆ วัน



แต่ที่ยังรอ ๆ อยู่ก็เพื่ออยากจะรวบรวมเงินสักก้อน ใจผมอยากจะไปสมัครเรียนต่อวิทยาลัยเทคนิคที่สงขลาอีกครั้ง เพื่อที่ว่าจบออกมาจะได้เป็นหัวหน้าช่างคอยชี้แนะลูกน้อง แถมรับเงินเดือนแพงกว่าที่รับอยู่หลายเท่า


ตอนนั้นผมพอจะมีเงินอยู่บ้าง แต่อยู่ที่เถ้าแก่ เพราะผมเบิกมาไม่หมด เบิกเท่าที่จำเป็นจะต้องใช้ในแต่ละวัน ผมบอกเพื่อนที่มาจากนครศรีธรรมราชและทำงานอยู่ด้วยกันว่า อยากจะกลับบ้าน คิดถึงพ่อ เพื่อน ๆ ก็ไม่ว่าอะไร แต่เขายังจะอยู่อีกสักพักพอรวบรวมเงินได้บ้างก็จะกลับเหมือนกัน


ผมเข้าไปหาเถ้าแก่ บอกขอลาออกพร้อมขอเบิกเงินที่เหลือ
เถ้าแก่พยายามทัดทานจะไม่ให้ผมออก เพราะงานอู่กำลังเร่ง มีลูกค้ามาติดต่อสั่งต่อรถไม่เว้นแต่ละวัน และงานมีมากจนรับทำให้ไม่ทัน
เถ้าแก่เห็นว่าผมทำงานดี ไม่อู้ เอาใจใส่งาน ผมจึงบอกไปว่า


“ผมคิดถึงพ่อ… ตอนมาผมหนีพ่อมา ตอนนี้พ่อกำลังไม่สบายมากบ่นอยากพบผม ขอให้ผมได้ไปพบพ่อ ถ้าพ่อหายป่วยสบายดีแล้ว ผมอาจจะกลับมาทำอีก”


เถ้าแก่พูดว่า “ขอให้เป็นอย่างลื้อว่าจริง ๆ เถอะอาโชค เด็กดี ๆ ทำงานเก่ง ๆ อย่างลื้อหายาก”

แล้วเพื่อเอาใจ เถ้าแก่ยังจ่ายเงินค่าแรงเกินมาให้ผมอีก ๑ เดือน แล้วผมก็นั่งรถไฟจากสถานีบ้านโป่ง มาลงที่สถานีจันดี เพื่อต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง(ที่เพิ่งมีขึ้นมาเมื่อไม่นาน)เข้าไปที่บ้านลุง แล้วค่อยหาโอกาสเดินทางต่อเข้าไปที่สวนแปลงใหม่ของพ่อ ที่ไปทำอยู่ในดงลึกโดยที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่า พ่อได้กลับมาทำสวนอยู่ในที่เดิมแล้ว



“มึงไปอยู่เสียที่ไหนมา พ่อมึงต้องการพบอยู่พอดี มันเที่ยวตามหามึงแทบตาย” ลุงช่วยกล่าวทักทายผมในทันทีที่เห็นหน้า

“ผมไปอยู่บ้านโป่ง”

“ไปทำงานอะไร”

“เป็นเด็กอู่ เป็นลูกมือช่างต่อตัวถังรถเมล์” ผมตอบ คำว่า “รถเมล์” ชาวบ้านผมเข้าใจดีกว่าคำว่ารถบัสหรือรถประจำทาง

“แล้วนึกอย่างไรขึ้นมา ถึงมาได้จังหวะพอเหมาะพอดี” ป้ากล่าวทักขึ้นอีกคนเพราะเพิ่งเดินเข้ามาผมหันไปยกมือไหว้ป้าแล้วถามว่า

“พอเหมาะพอดีอะไรกันป้า” ผมถามพลางทำหน้าเสียและใจหายวาบ เพราะนึกว่ามีใครเจ็บใครตายอีก

“ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก” ป้าตอบเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไรแล้วพูดต่อไป “พ่อมึงกลับมาอยู่ปลูกบ้านในที่เดิมแล้ว

“พ่อกลับมาอยู่ที่เดิม” ผมอุทานอย่างตกใจ “พ่อไปอยู่ที่โน่นดีแล้วกลับมาทำไมอีก ผมยังว่าบ่ายๆ จะหารถเข้าไป แล้วพ่อกลับเข้ามาอยู่ทำไมอีก”



อย่าไปให้เหนื่อยเปล่าเลย ไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้วมันลำบาก พ่อมึงไปลำบากอดอยากอยู่ที่นั่นแทบตาย มึงเองก็เคยรู้ว่ามันลำบากขนาดไหน ตอนนี้พ่อมึงแม่นิด แม่ใหม่ของมึง มาอยู่ในสวนเดิมสบายแล้ว ยางก็กรีดได้เช้าละตั้งสิบยี่สิบแผ่น ขนาดว่าแบ่งกับน้องเขยของมึงแล้ว สะตอ ลูกเนียง เงาะ ทุเรียน มังคุด ก็ขายได้หลายพัน”

“แต่ที่ตรงนั้นมันแผ่นดินปีศาจ ทำไมพ่อไม่กลัว”

“ตอนนี้เขาไม่กลัวกันแล้ว มีคนไปรับรองว่า… เอ๊ย คนหรือเปล่าวะ…” ลุงพูดแล้วหันไปมองป้า

“จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ เล่าให้มันรู้เรื่องก็แล้วกัน” ป้าสอดมา

“เอาเป็นว่า เจ้าของที่เขาไปชวนพ่อมึงว่าให้กลับมา เขารับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ อย่างคราวก่อน เขารับรองว่าถ้ามาอยู่คราวนี้จะอยู่อย่างสุขสบาย แต่ให้ทำตามที่เขาบอก แล้วพ่อมึงก็ได้ทำแล้ว…” ลุงช่วยเล่าแต่ขยักส่วนที่สำคัญไว้


“เจ้าที่ ใครหรือ” ผมถาม

“ก็จะใครที่ไหนล่ะ แม่ทองอยู่เมียในอดีตชาติของพ่อมึงนะซี แม่ทองอยู่ที่เป็นวิญญาณอาศัยอยู่ที่ต้นทุเรียนทองอยู่นั่นแหละ ไปชวนพ่อมึงว่าให้กลับมา แล้วจะรักษาความปลอดภัยให้ พ่อมึงจึงได้กล้า ไม่งั้นไม่กล้ามาหรอก”

“ลุงพูดเล่นหรือเปล่า มันจะเป็นไปได้อะไรขนาดนั้น ก็แม่ทองอยู่นะเคยแต่ลงโทษทุกคนที่เข้าไปปลูกสร้าง โดยเฉพาะผู้หญิงมีท้องเธอที่จะต้องตายหมดตอนคลอดลูก”

“ตอนนี้แม่ทองอยู่เขาไปตามง้อพ่อมึงแล้ว ถึงกับตามไปเข้าทรงแม่นิด ขอร้องให้พ่อมึงกลับมาสวนเดิม เขาสารภาพว่ารักพ่อมึง ไม่อยากเห็นพ่อมึงตกระกำลำบาก เขาอยากเห็นหน้าพ่อมึงทุก ๆ วัน อยากอยู่ใกล้พ่อมึง

รักของคนกับผีมันอมตะจนกูอิจฉา เฮ้อ…” เล่าจบลุงถอนใจ ป้าได้ยินที่ลุงเล่าหันมาค้อนขวับ ๆ ให้หลายที ก่อนพูดว่า

“แล้วแกล่ะตาช่วย อยากได้เมียผีกับเขาเหมือนกันเรอะ เอาไหมล่ะฉันจะหาให้”

“เฮ่อ ไม่เอาโว้ย ขนาดมีเมียคนก็แย่จนขนาดนี้แล้ว ไม่ขอเลียนแบบดีกว่า เรื่องแบบนี้สงวนลิขสิทธิ์ให้ไอ้ชีพคนเดียว” ลุงพูด

“ลุงพูดจริงหรือนี่” ผมฟังแล้วยังไม่อยากเชื่อ

“ถ้ามึงไม่เชื่อก็ไปถามพ่อมึงดู นี่ฟังดี ๆ นะ แม่ทองอยู่นั่นแหละ ที่ไปเข้าทรงแม่นิดแล้วเล่าให้ฟังว่า เรื่องที่ต้องตาย ๆ กันมาไม่รู้จะกี่ชั่วคนนั่น แม่ทองอยู่เขาว่าความจริงไม่ใช่ฝีมือเขาทั้งหมด เขาทำแต่บางส่วนเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับพ่อมึงเท่านั้น

นอกนั้นเหตุร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งพ่อมึงต้องย้ายเสาเรือนหนีนั่น เป็นเพราะพ่อมึงไปปลูกเรือนอยู่ตรงที่ ๆเขาฝังอาถรรพณ์ไว้…” แล้วลุงก็เล่าเรื่องรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับที่ตรงนั้นให้ผมฟัง

“ที่ตรงนั้นเมื่อก่อนเคยเป็นบ้านเรือนของพวกหมอจับช้าง พวกหมอช้างนี่เขามีวิชาอาคมขลัง มีทั้งสิ่งที่เป็นอัปมงคลชั่วร้าย เขาฝังสิ่งที่ไม่ดีนั้นไว้ในที่ดินตรงนั้น พ่อมึงและคนที่เคยมาซื้อสวนอีกหลายคน ไปปลูกเรือนทับที่นั้นเข้ามันก็สำอิทธิฤทธิ์เล่นงานเอา

ตอนแรกลุงก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่แม่ทองอยู่อดีตเมียของไอ้ชีพนั่นแหละได้เข้าทรงชาวบ้านแล้วพาไปชี้ที่ให้ขุด พอขุดก็เจอไห เจอขวดบรรจุอาถรรพณ์ เจอเหรียญทองแดง อะไรต่ออะไรอีกไม่รู้มากมาย หลายอย่างกำลังผุพังแต่ไม่หมด

สังเกตได้ว่าฝังมานานกว่าร้อยปีทีเดียว แล้วแม่ทองอยู่ของมึงก็ให้พาไปเผาทำลายเสีย และแม่ทองอยู่ก็รับรองว่า คราวนี้ทุกคนจะอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป”

“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีใครท้องแล้วคลอดลูกตายอีกละซี เสียดายชวนชมมันอุตส่าห์ไปทำหมันไม่ให้มีลูก ก็เลยมีลูกได้แค่คนเดียว” ผมบ่นไปตามเรื่อง ลุงช่วยยิ้มแล้วพูดว่า

“ไว้มึงมีเมียซี จะทำให้ลูกเกิดเต็มบ้านเต็มช่องชดเชยก็ได้ แม่ทองอยู่ของมึงอาจจะดีใจก็ได้…เอ่อ… มึงยังไม่ได้บอกเลยว่านึกอะไรขึ้นมาจึงมาได้ในจังหวะที่พ่อมึงอยากพบ”



“เมื่อคืนก่อนผมฝัน ฝันเห็นผู้หญิงแต่งกายแบบคนไทยโบราณ นุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลแดง ห่มสไบเฉียงสีเขียวยอดตองไปหาผมถึงในห้อง แกเรียกผมว่าลูกแกชวนให้ผมกลับ และรับรองว่าต่อไปทุกคนจะอยู่อย่างสุขสบาย รุ่งเช้าผมก็เข้าไปลาเถ้าแก่…”



“แม่ทองอยู่แน่ ๆ เลย แม่ทองอยู่ไปตามมึงมา.. อื้อฮือ แปลกพิลึก ขนลุกเลยกู…” ลุงพูดแล้วดูขนที่แขนของตน ซึ่งพอพูดถึงวิญญาณแล้วลุงมีอาการลุกชัน…

เมื่อผมตามพ่อเข้าไปที่บ้านในสวนเดิม พบว่าพ่อปลูกบ้านห่างจากที่เดิมนับร้อยเมตร ส่วนชวนชมกับสุทัศน์ก็ปลูกอยู่อีกที่ห่างกัน ผมถามได้ความว่า แม่ทองอยู่เป็นคนชี้ที่ให้ปลูก



พ่อพาผมไปดูทุเรียนพันธุ์ดีต้นแม่ทองอยู่ พ่อสร้างศาลหลังใหม่สวยงามให้แม่ทองอยู่ และคอยปัดกวาดบริเวณ ปรับปรุงและทำความสะอาดไว้ดีมากน่าไปนั่งพักผ่อน พ่อล้วงซองธูปจากบนศาลส่งให้ผม ๑ ดอกแล้วบอกว่า

“จุดบอกกล่าวแม่มึงเสียหน่อย ให้เขาได้รู้ว่ามึงกลับมาแล้ว และจะมาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยกันทำมาหากินต่อไป ตอนนี้เราต้องเคารพนับถือเขา เพราะเขาเป็นเจ้าที่อยู่ที่นี่มานาน เขาบอกพ่อว่าพ่อจะมีเมียอีกกี่คนก็ได้ เขาไม่หึงไม่หวงพ่ออีกแล้ว เพียงแต่พ่อก็จะต้องพยายามมาอยู่ใกล้ ๆ ให้เขาได้เห็นหน้า เขารับปากจะมีลูกโต ๆ สวย ๆ ให้พ่ออีกมากมายทีเดียว”


“หา พ่อว่าอะไรนะ พ่อจะมีลูกกับผี ผีแม่ทองอยู่” ผมเผลออุทานอย่างลืมตัว “พ่อทำได้ไง”

“บ้า อย่าเพิ่งเข้าใจผิด กูจะมีลูกกับ เอ่อ…ได้ไง แต่มึงไปเรียกเขาว่าผีไม่ได้นะเดี๋ยวเขาโกรธ เล่นงานเข้าให้อีกหรอก เขาเป็นเทพโว้ย…”

พ่อพูดไม่ทันจะขาดคำ ทุเรียนอ่อนขนาดเท่ากำปั้นผลหนึ่งก็หล่นโป๊ก ลงมาบนหัวของผมพอดิบพอดี ผมร้อง “โอ๊ย” แล้วหัวเราะฝืด ๆ

พ่อพลอยตกใจ ผมยกมือคลำศีรษะ แต่ไม่มีอะไรมาก เพราะแม่ทองอยู่แค่ทักทายผมเท่านั้น แต่ถ้าเป็นใบโตอย่างผลที่โคนกิ่งนั่น ผมมีหวังหัวแบะได้ส่งหมอแน่ ๆ

พ่อเห็นผมไม่เป็นอะไรก็หัวเราะแล้วพูดว่า

“ว่าแล้วไง แม่มึงทักทายหยอกล้อเข้าให้แล้ว หมู่นี้เขาอารมณ์ดี เขาชอบให้พ่อมานั่งใกล้เขาบ่อยๆ พ่อต้องมานั่งหายใจรดตัวเขาบางทีก็กอดเขา ตอนที่เขาออกดอกมีกลิ่นหอม พ่อต้องมานอนด้วยเป็นวัน ๆ เพื่อจะให้เขามีลูกออกมาให้พ่อเยอะ ๆ”


“โอ๊ย พ่อทำถึงขนาดนั้นเลยหรือ ถึงกับมานอนกับ…” ผมไม่กล้าพูดต่อกลัวแม่ทองอยู่โกรธ แล้วผลทุเรียนอ่อนโยนใส่ผมอีก



“มึงอย่าคิดลึก กูหมายถึงลูกทุเรียนผลสวย ๆ โต ๆ ต่างหากล่ะ นี่มึงคงไม่รู้ว่าต้นไม้ทุกต้นนะชอบให้คนเอามาใจใส่ มาคอยดูแลใกล้ชิดชอบให้คนมาอยู่ใกล้ ๆ ต้นไม้บางต้นเขาถึงขนาดมานั่งร้องเพลงให้ฟัง ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ เขาต้องการคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจของเรา มึงเรียนสูงเสียเปล่าไม่รู้อะไรเลย…”

ผมฟังแล้วสะอึกและพยักหน้า เพราะก็เคยอ่านหนังสือพบมาบ้างว่า ต้นไม้ต้องการอย่างนั้น และผมก็ไม่แปลกใจว่าพ่อรู้เรื่องลึกซึ้งแบบนี้ได้อย่างไร เพราะระยะหลัง ๆ ผมเห็นพ่อชอบซื้อหนังสือเล่มและนิตยสารรายปักษ์เข้าไปอ่าน พ่อคงกลัวว่ามาอยู่ในป่าแล้วจะกลายเป็นคนล้าหลังนั่นเอง



“ที่พ่อทำอย่างนี้ก็เพื่อให้แม่ทองอยู่ออกลูกทุเรียนออกมาดก ๆ ให้พ่อได้ขายได้เงินมาก ๆ ต่างหาก แล้วตอนนี้พ่อก็กำลังขยายพันธุ์ทุเรียนทองอยู่ ไว้อย่างขนานใหญ่ทั้งเพาะเมล็ดและทาบกิ่ง ต่อไปเราจะรวยด้วยการขายทั้งต้นและผลทุเรียนพันธุ์นี้มึงรู้มั้ย”

ผมยิ้มและดีใจที่การกระทำแปลก ๆ ของพ่อจะทำให้แม่ทองอยู่มีลูกทุเรียนออกมามาก ๆ



ผมรับธูปที่พ่อจุดส่งให้มาพนมมืออธิษฐานบอกกล่าว ขอบพระคุณแม่ทองอยู่ที่อุตส่าห์ไปตามผมกลับมาพบพ่อ ขอบพระคุณที่เปิดทางเดินสายใหม่ให้พ่อ และให้ลูก ๆ ได้ก้าวเดินในทางที่ถูกกันต่อไป รวมทั้งขอขมาในบางคำที่อาจจะล่วงเกินไปบ้าง จากนั้นก็ปักธูปลงไปในกระถางที่ศาล

ผมอยู่กับพ่อและแม่นิด มาจนถึงระยะเวลาจะเปิดเรียนปีการศึกษาใหม่ ผมเห็นว่าฐานะความเป็นอยู่ของพ่อก็ดีขึ้นแล้ว จึงอยากจะไปเข้าโรงเรียนอีก ตอนนั้นการรับสมัครสอบรอบที่หนึ่งผ่านไปแล้ว แต่บางแห่งนักเรียนไม่พอเขากำลังรับสมัครสอบรอบที่สอง ผมปรึกษากับพ่อและแม่นิด ขอไปสอบเข้าเรียนในโรงเรียนเทคนิคที่สงขลา ตามที่เคยตั้งใจ

พ่อไม่ปฏิเสธเรื่องที่ผมจะเรียนต่อ แต่พูดว่า

“สมโชค พ่อขอเวลาลูกอีกปีได้ไหม ปีเดียวเท่านั้น แล้วลูกจะไปเรียนอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ เสียค่าเล่าเรียนเท่าใดพ่อไม่ว่า แต่ปีนี้ พรรษาที่จะถึงนี้พ่อขอ ขอให้บวชให้แม่สองคนที่ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้งแม่ทองอยู่



โดยเฉพาะแม่ทองอยู่เขามาเข้าฝันบอกพ่อว่า อยากจะให้ลูกบวชให้เขา เขาอยากได้บุญกุศล เขาอยากจะไปเกิดใหม่เป็นคนบ้าง เพราะเป็นวิญญาณมานานแล้ว ลูกจะบวชให้ได้ไหม”

ผมฟังแล้วรู้สึกวูบไม่พอใจขึ้นมาทันที เพราะผมเสียเวลาไปปีหนึ่งแล้วตอนที่หนีพ่อ ไปทำงานที่อู่ต่อตัวถังรถบ้านโป่ง ราชบุรี พอมาปีนี้พ่อก็จะขออีก จะให้บวชให้ผีสางซึ่งผมไม่เคยมีส่วนร่วม ผมต้องแก่งั่กไปอีกหนึ่งปี

แค่ที่ผ่านมาผมก็ต้องเสียเวลา อายเพื่อนฝูงแย่อยู่แล้ว ถ้ายิ่งเสียเวลาไปอีกผมคงจะเป็นนักเรียนที่โค่งกว่าใคร ผมจึงตอบพ่อว่า


“เรื่องบวชเอาไว้ทีหลังเถอะพ่อ จะบวชเมื่อใดก็ได้ที่เราพร้อม แต่เรื่องวิชาความรู้ผมต้องหาก่อน อายุผมมันมากเข้าไปทุกวัน พ่อจะให้ผมไปเรียนตอนแก่ ๆ ไปเรียนกับเด็กรุ่นหลัง ๆ ผมอายเขาแย่ ขอให้ผมไปเรียนก่อนเถอะ หรือถ้าจะให้บวชจริง ๆ ให้ผมไปเข้าเรียนแล้วกลับมาบวชฤดูร้อนตอนปิดภาคก็ได้ เขานิยมบวชกันอยู่ ไม่เสียเวลาด้วย”


“บวชอย่างนั้นมันบวชการเมือง บวชแบบแฟชั่นตามที่มีผู้หลักผู้ใหญ่บางคนคิดขึ้น บวชที่ไม่ได้เข้าพรรษากุศลผลบุญที่ได้รับน้อยเหมือนไม่ได้บวช บางทียังได้บาปกลับมาเพราะบวชกันสนุก ๆ เข้าไปเล่นซุกซน กลางคืนกินข้าวต้ม กินมาม่า ยิ่งบางคนบวชเดือนหนึ่ง บางคนบวชเจ็ดวัน สิบวัน อย่างนั้นบวชทำไม พ่ออยากจะให้ลูกบวชแบบได้บุญต้องบวชให้ได้อย่างน้อยหนึ่งพรรษา ถ้าไม่เข้าพรรษาก็ไม่ต้องบวชให้พ่อ”


พ่อพูดเสียงดังหนักแน่น ดูพ่อไม่ยอมแน่ ๆ แต่ผมก็ไม่ยอม ผมตั้งใจว่าผมจะต้องไปเรียนอีกหนให้ได้ แม้จะต้องหนีพ่อไปอีกครั้ง

ผมเบิกเงินเดือนตอนที่ทำงานอู่ต่อตัวถังรถมาสามพันบาท มันยังอยู่ครบในกระเป๋า พอจะเป็นทุนสำรองในการเรียนได้สัก ๒ ภาคเรียน(เพราะเมื่อ ๓๐ ปีก่อนค่าของเงินยังแพงอยู่) ผมหอบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋ามาขึ้นรถไฟที่สถานีฉวางโดยมิได้บอกใคร



รถไฟออกจากฉวางกลางดึก ช่วงนั้นยังอยู่ในระหว่างโรงเรียนปิดภาค นักเรียนที่อยู่กรุงเทพฯ ล่องใต้กลับบ้าน แต่นักเรียนที่อยู่ใต้พากันนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ผู้คนจึงแน่นทุกขบวน ผมขึ้นรถไฟในระหว่างทางซ้ำยังเป็นเที่ยวกลางคืน จึงไม่มีที่นั่งต้องไปยืนที่บันไดรถ ทนเอาสักหน่อยอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะสว่าง พอสว่างรถไฟก็จะถึงสถานีหาดใหญ่ แล้วจึงต่อรถยนต์เข้าสงขลา

ผมยืนนึกถึงพ่อ แม่เลี้ยงและน้อง ๆ ทุกคนที่บ้าน ป่านนี้คงเที่ยวตามหาตัวผมกันขวัก ทุกคนคงไม่รู้ว่าผมไปไหน ผมนึกตำหนิที่ทุก ๆ คนเห็นแก่ตัว จะเอาแต่ผลประโยชน์ของตัว จะเอาบุญเอาคุณไม่รู้จักอดทนรอ ถ้าเขาไม่เห็นแก่ตัวจะต้องรอให้ผมเรียนสำเร็จก่อน แล้วค่อยให้ผมบวช เรื่องบวชเป็นเรื่องของความศรัทธาที่เกิดขึ้นในจิตใจ ใครจะมาบังคับให้ใครบวชย่อมไม่ได้



แม่ทองอยู่ก็เถอะเห็นแก่ตัวนัก… อยู่ ๆ ก็จะมาบังคับให้ผมบวช
ผมนึกต่อไปถึงแม่ของผมเองและแม่เลี้ยง ทั้งสองคนนี้ก็เหมือนกัน ถ้าอยากจะเอาบุญเอากุศลไปเกิดใหม่ หรือไปสร้างภพสร้างชาติใหม่ก็ต้องรู้จักอดทนรอบ้างซี จะเอาของจากคนอื่นต้องรอ จะไปกำหนดบังคับว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้ได้อย่างไร


“มึงต้องกลับไปไอ้โชค ต้องกลับไปบวชให้ข้า มึงต้องบวชปีนี้ผลัดอีกไม่ได้ ดวงของมึงจะต้องบวช” ผมคล้าย ๆ จะได้ยินเสียงหนึ่งล่องมาตามลม หรือไม่มันก็ผุดขึ้นมาจากห้วงนึกในจิตใจของผมเอง

“ไม่กลับ อนาคตของผมสำคัญกว่าสิ่งอื่น ทุกคนจะเอาแต่บุญแต่กุศล บุญบ้าบออะไรที่ไหนกัน อยากได้นักก็ทำกันเอาเองซี ทางอื่นมีอีกตั้งเยอะจะมารอเอาจากผมทำไม” ผมโต้ตอบกลับไป


“มึงเข้าใจผิดแล้วไอ้โชค ไม่ใช่ว่าใคร ๆ จะรอรับบุญจากมึงหรอก เรื่องบาปเรื่องบุญมันของใครของมัน ทำให้แทนกันไม่ได้ มอบให้กันไม่ได้ ต้องของใคร ๆ ทำนั่นถูกแล้ว แต่ที่เขาอยากให้มึงบวชก่อน เพราะเขาหวังดีกับมึง

บุญกุศลที่มึงบวชนอกจากจะช่วยสงเคราะห์แม่ของมึงแล้ว มึงเองนั่นแหละที่จะได้มากกว่าใคร ถึงมึงไปสอบปีนี้มึงก็สอบไม่ได้ ดวงมึงมันกำลังไปอีกทางหนึ่ง มึงไม่รู้หรอก”

เสียงนั้นยังดังอยู่ในความรู้สึกของผม

“ไม่บวช ใครอย่าเกลี้ยกล่อม ใครอย่ามาชักจูง อย่ามาอ้างโชคชะตาไม่สำเร็จหรอก ชีวิตทุกชีวิตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับโชคชะตา ถ้าทุกคนนอนรอดวงลองดูซี ไม่ทำงาน ไม่ขวนขวายหาเงินหาทอง จะเอาอะไรไปซื้อไปแลกข้าวมากิน ที่เรามีกินมีใช้อยู่เพราะเราดิ้นรนเราทำงานไม่ใช่หรือ

โชคชะตาบ้าบออะไรกัน อะไร ๆ ก็อ้างโชคชะตา สอบไม่ได้ หางานทำไม่ได้ ทำแล้วไม่รวยก็อ้างโชคชะตา ข้ออ้างของคนเกียจคร้าน คนไร้ความสามารถ…” ผมด่าตอบโต้ความคิดที่ผุดขึ้นในตัวเอง


“แต่ข้าไม่ให้มึงไป มึงยังไปไม่ได้ มึงต้องกลับไปบวชก่อน บวชแล้วจะดีเชื่อเถอะ เอาลองดูซีถ้าข้าไม่ยอมให้มึงไป มึงจะไปได้ไหม” เสียงนั้นท้าทายมาอีก คราวนี้มันดังอยู่ใกล้ ๆ หูผม ทำให้ผมรู้สึกว่าที่พูดๆ มาทั้งหมดมันไม่ใช่ภายในใจผมพูด แต่มันมาจากที่ใดที่หนึ่งในอากาศอันเวิ้งว้าง

รถไฟแล่นห่างจากสถานีฉวางมาได้ไม่กี่สถานี ตอนนั้นกำลังใกล้จะเข้าเทียบชานชาลาสถานีคลองจัง ผมยังยืนเกาะอยู่ที่ราวบันได เพราะข้างบนไม่มีที่ให้ยืน

ทันใดนั้น…



“เผละ!”

ของเหลวเละ ๆ ชนิดหนึ่ง มีกลิ่นเหม็นอย่างไร้กาจ ปลิวมาจากโบกี้ทางด้านหน้าของขบวนรถ ลอยมาโดนหน้าอกของผมเข้าอย่างจัง บางส่วนแตกฝอยกระฉอกฉานซ่านเซ็นเข้าสู่ใบหน้า หัวหู เหม็นหึ่งไปหมด จนผมแทบจะอาเจียนออกมาให้หมดไส้หมดพุง

มันมาจากใครคนใดคนหนึ่งที่นั่งถ่ายอยู่ในส้วมรถไฟ ปรกติมันไม่น่าจะลอยขึ้นมาทั้งก้อน มันน่าจะตกลงไปอยู่ใต้ท้องรถ แต่คราวนี้มันดันพุ่งขึ้นมาใส่ผมอย่างเต็มรัก

ผมคงบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกของผมตอนนั้นมันเป็นอย่างไร มันเป็นความรู้สึกที่ที่อัปยศอดสูสูงสุดในชีวิต อย่างที่ไม่เคยมีเคยเป็นมาก่อน ถ้ามันไม่อยู่ในที่ ๆ ที่ผมจำเป็นจะต้องแตะต้อง ผมคงจะไม่แตะต้องมันเลย ต่อให้จ้างสักพันสักหมื่น

แต่นี่มันติดอยู่บนอกเสื้อตัวงามซึ่งเป็นชุดเดินทางของผม ผมจำใจกลั้นใจหยิบกวาดมันขว้างทิ้งไป

แต่มันก็เปื้อนมือ เปื้อนเสื้อของผมอยู่ดี มือข้างขวาของผมเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นขี้ จะหันหน้าขึ้นไปบนขบวนรถหาห้องน้ำเพื่อล้างมือ ล้างเสื้อที่เปื้อนหรือถอดออกซัก คนแน่นรถออกปานนั้นผมขึ้นไปไม่ได้
รถไฟจอดที่สถานีคลองจัง ผมตัดสินใจก้าวลง เดินเข้าสู่ที่มืดไปยังก๊อกน้ำข้างสถานี

ผมถอดเสื้อตัวงามนั้นทิ้งไปอย่างไม่แยแส แล้ววักน้ำล้างหน้าล้างตาจนคิดว่าสะอาด ซึ่งไม่สะอาดนักหรอก ถ้าให้สะอาดจริง ๆ ผมต้องอาบน้ำและสระผม อีกรอยเปื้อนที่กางเกงที่ผมนุ่ง ก็ยังเป็นด่างเป็นดวงและมีกลิ่นอยู่ทั่ว

ผมจะถอดกางเกงทิ้งไปอีกตัวก็เสียดาย เพราะราคากางเกงกับเสื้อต่างกันมาก ผมยังจำเป็นต้องเอามันไว้ เอาไปซักให้สะอาดแล้วสวมใส่ มันอยู่ห่างจากเนื้อตัวลงไปมากหน่อย พอทำใจจำยอมรับได้

ผมเอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเช็ดตามคราบรอยเปื้อนบนกางเกง จนกางเกงที่นุ่งเปียกมะล่อกมะแล่กไปทั่ว ผมใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบขี้จนต้องทิ้งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นก็ไปอีก

ผมล้างมือที่ก็อกน้ำจนหมดกลิ่น ยกขึ้นดมดูไม่มีกลิ่นแน่แล้วก็เช็ดมือทั้งสองข้างกับก้น ที่ก้นไม่โดนขี้จึงยังมีที่ให้เช็ดมือ พอมือแห้งผมจึงเปิดกระเป๋าเดินทางดึงเสื้อตัวอื่นมาสวม แล้วเดินกลับมาที่สถานีรอรถขบวนใหม่ที่มาจากทุ่งสงเพื่อจะกลับไปฉวาง



ผมยอมบวชให้พ่อ แม่ที่ตายไปแล้ว แม่เลี้ยง บวชให้ใครต่อใครรวมไปถึงแม่ทองอยู่ และบวชให้กับทุก ๆ คนที่ต้องการเห็นผมบวช

ผมถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของพ่อ ที่ว่าถ้าปฏิบัติไม่ได้จริงจะได้บาปแล้วก็จะกลายเป็นตกนรก แทนที่จะให้บุญกุศลสู่สวรรค์ และนิพพาน

หากการบวชนั้นเป็นการแสดงละครหลอกคน ผมทนบวชอยู่จนครบพรรษา ตลอดพรรษาผมสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิให้จิตใจสงบ แล้วนึกแผ่ส่วนกุศลให้แม่ แม่เลี้ยง และแม่ทองอยู่



คืนหนึ่งผมฝันเห็นแม่ในชุดแต่งกายมีสีสันแพรวพราย และเห็นแม่เลี้ยงที่ตายสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ มีบ้านอยู่เป็นเรือนไม้ แต่มีการประดับประดาอย่างสวยงาม พื้นขัดลื่นเป็นมัน เห็นแม่ทองอยู่ในชุดเสื้อผ้าคล้าย ๆ แม่เดินเก็บดอกไม้อยู่ในสวน ทุกคนโบกมือให้ผมแล้วภาพทั้งหมดก็หายไป


ตลอดวันของพรรษาที่เหลือจากวันนั้น ผมไม่ฝันเห็นใครอีกเลย… ผมลาสิกขาบทเมื่อออกพรรษาได้ไม่ถึงเดือน และคิดว่า ภาระและหนี้กรรมทั้งหลายคงจะจบลงเสียที


หน้าร้อนปีนั้น ทุเรียนแม่ทองอยู่ออกดอกและผลดกมาก ผมเปลี่ยนใจไม่ไปเรียนเทคนิคเสียเฉย ๆ และอยากจะเป็นครูขึ้นมาในระหว่างที่กำลังบวชเป็นพระ และระหว่างศึกษาพระธรรมวินัย

ผมคิดขึ้นมาว่า ถ้าผมไปเรียนเทคนิคจบแล้วผมต้องเป็นนายช่าง การศึกษาด้านธรรมะที่ผมค้นพบและปฏิบัติระหว่างบวชคงจะทำต่อได้ยาก แต่ถ้าผมออกไปเป็นครูผมจะได้อยู่กับธรรมะตลอดไป ผมรู้สึกว่าชีวิตคนรุ่นใหม่กำลังขาดแคลนธรรมะอย่างมาก ผมจึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนครู ป.กศ.ที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช



และพอจบจากวิทยาลัยครู ผมกลับรักสวนขึ้นมาอีก เพราะสวนเกี่ยวเนื่องกับธรรมะซึ่งเป็นธรรมชาติ ผมอยากทำสวนเหมือนที่พ่อกับแม่เคยทำ แต่ที่ทางในละแวกบ้านผมตอนที่ผมเรียนจบ ถูกพวกนายทุนไปบุกรุกทำลายป่าจนเกิดภูเขาถล่ม



น้ำท่วมบ้านเรือนและมีคนตายจนกลายเป็นเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลก ผมจึงเปลี่ยนเข็มมาสมัครสอบบรรจุครูที่จังหวัดชุมพร แล้วผมก็ถูกบรรจุมาลงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอปะทิว



พ่อของผมตายไปเมื่อไม่นาน แต่ไม่ได้ตายเพราะใครมาเอาชีวิต ท่านตายไปตามวัยอันสมควรด้วยโรคชราคือ อายุ ๘๐ กว่าปี



ปัจจุบันทุเรียนทองอยู่ไม่มีคนนิยมแล้ว เพราะมีทุเรียนพันธุ์ใหม่ ๆ เช่น ก้านยาว กบ ชะนี ชมพูสี หมอนทอง กระดุมทอง ฯลฯ ออกมาตีตลาดจนทุเรียนบ้านพันธุ์เดิม ๆ ไม่มีใครสนใจปลูกกันอีก

ที่ดิน “แผ่นดินปิศาจ” ตรงนั้นเป็นมรดกได้กับหลานของผม ซึ่งเป็นผู้หญิงและเป็นลูกสาวของชวนชมกับสุทัศน์ ส่วนลูก ๆ ของแม่เลี้ยงและตัวแม่เลี้ยงของผมก็อยู่สุขสบายในสวนแปลงใหม่ที่พ่อสร้างให้ แม่นิดของผม(ตอนที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้อาจารย์ไพบูลย์ พันธุ์เมือง เอามาเขียน) อายุ ๗๐ กว่าปี ยังสบายดีอยู่


หลานสาวของผมตอนนี้ยังเด็ก และกำลังเรียนหนังสือ เธอจะต้องครอบครองอดีตสวนแม่ทองอยู่ ผมไม่แน่ใจว่า “แผ่นดินปิศาจ” จะสิ้นอาถรรพณ์จริงหรือไม่ ก็ได้แต่รอวันเวลา รอดูว่าเมื่อเมื่อหลานสาวแต่งงานและมีท้องอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป







Create Date : 29 มีนาคม 2554
Last Update : 29 มีนาคม 2554 10:43:05 น. 15 comments
Counter : 1996 Pageviews.

 
ขอฝากท่านผู้อ่านว่า พ็อกเก็ตบุค เล่มใหม่จิตรกรนอกระบบ พิมพ์เสร็จแล้วงครับ



การทำงานของทีมงานแต่ละขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก ดูการทำงานได้ที่ facebook paiboon panmuang

ตัวอย่างภาพประกอบในเล่ม






ในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้น ๑๖ เรื่อง พร้อมภาพประกอบจากผู้เขียน

สนใจติดต่อผู้เขียน pantamuang@hotmail.com หรือดูรายละเอียดในfacebook paiboon panmuang


ส่วนนิยายที่ค้างอยู่จะเสนอต่อไปครับ


โดย: pantamuang วันที่: 29 มีนาคม 2554 เวลา:10:51:49 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุง แวะมาอ่านต่อจนจบ สนุกดีค่ะ ปัจจุบันทุเรียนพันธุ์แม่ทองอยู่ยังมีปลูกอยู่บ้างใช่ไหมคะ ทุเรียนเป็นผลไม้ที่เล็กชอบเชียวค่ะ โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทอง อร่อยดีเลือกแบบไม่สุกเกินเนื้อไม่นิ่มหรือเละ แกะออกมากินอร่อยที่ซู้ด....
วันนี้ฝากแฟนไปโอนเงินให้แล้ว ไม่รู้จะลืมไหม เค้าธุระเยอะ ถ้าได้สลิปมาแล้วและจะยืนยันกับคุณลุงอีกทีนะคะ ดูแลสุขภาพดีๆนะคะ เป็นห่วงค่ะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 29 มีนาคม 2554 เวลา:13:42:42 น.  

 
มาอ่านตอนจบค่ะ

จิตรกรนอกระบบ พิมพ์เสร็จหรือคะอาจายร์
หนูสนใจคะ พร้อมกับลายเซ็นผู้เขียนนะคะ
หนูโอนเงิน เรียบร้อยแล้วจะแจ้งไปที่ pantamuang@hotmail.com
พร้อมกับแจ้งชื่อ ที่อยู่
ส่วนหมายเลขบัญชี ของอาจายร์
ตามที่เคยแจ้งใน ในfacebook paiboon panmuang นั้น
หนูจดไว้แล้วคะ

รักษาสูขภาพด้วยนะคะ






โดย: seton วันที่: 29 มีนาคม 2554 เวลา:22:18:46 น.  

 
สำหรับบางท่านที่อยู่ กทม.โปรดแจ้งชื่อ ที่อยู่พร้อมหลักฐานการโอนเงินมาได้แล้วครับ เพราะผมมีผู้จัดการส่งหนังสืออีกแห่งอยู่ที่กรุงเทพฯนะครับ แต่ว่าจะไม่ได้ลายเซ็นจากผม เพราะออกจากกรุงเทพฯ แต่ถ้าอยากได้ลายเซ็นก็จะส่งจากปะทิวครับ


โดย: pantamuang วันที่: 30 มีนาคม 2554 เวลา:10:10:51 น.  

 
เป็นห่วงจังค่ะเห็นเหตุการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดทางใต้ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 30 มีนาคม 2554 เวลา:12:14:07 น.  

 
อ่านแล้วนะคะลุง

จบเร็วเนอะ

ขออนุญาตเมนต์พรุ่งนี้ได้มั้ยคะ มานง่วงแหล่ว

ไม่อยากเมนต์ลวกๆค่า

พอดีตอนค่ำ อัยย์มัวอัพบล็อกรีวิวหนังสือเล่มล่าสุดของพนมเทียนอยู่

ไงก็ขอเชิญลุงนะคะ


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 30 มีนาคม 2554 เวลา:23:11:22 น.  

 
แวะมาเยือนหลังจากห่างหายไปนาน

เพิ่งรู้ว่ามีภาพประกอบด้วยฝีมืออาบูลย์เองด้วย

หนอนฯ ว่าส่วนใหญ่ คนอ่านหนังสือก็อยากได้ลายเซ็นของนักเขียนเก็บไว้เป็นที่ระลึกนะ


โดย: หนอนเมืองกรุงฯ IP: 58.9.174.238 วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:0:05:35 น.  

 
ถ้าลุงตกยุค อัยย์ก็ตกด้วยคน

อ่านเรื่องสั้นสมัยใหม่ไม่อินเช่นกัน

กำลังจะออกไปทำงาน เดี๋ยวมาเมนต์เรื่องลุงอีกทีนะคะ


โดย: นักล่าน้ำตก IP: 183.89.101.73 วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:8:51:21 น.  

 
คุณลุง....เล็กโอนเงินไปให้แล้วนะคะ เมื่อวาน จำนวน 200 บาท ขอลายเซนต์ด้วยนะคะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:11:04:30 น.  

 
โลกนี้คือละคร

อ่านแล้วรู้สึกถึงกาลเวลาที่หมุนไปเรื่อยๆ

เราก็เดินตาม เฝ้าดูชีวิตตัวละครว่าผ่านพบอะไรมาบ้างบนผืนแผ่นดินนี้

และจะพบอะไรอีกต่อไป

ใครจะรู้ แผ่นดินปีศาจ อาจมีภาคต่อ เพราะปีศาจอาจไม่ปล่อยมือง่ายๆ

ที่แน่ๆ รู้สึกอยากกินทุเรียนพันธ์ทองอยู่ขึ้นมาเลยค่ะลุง

หนังสือลุง จะมีขายในงานหนังสือไหมนี่...



โดย: นักล่าน้ำตก IP: 115.87.198.13 วันที่: 31 มีนาคม 2554 เวลา:14:47:51 น.  

 
พิมพ์เอง จึงไม่มีครับ


โดย: pantamuang วันที่: 2 เมษายน 2554 เวลา:5:19:54 น.  

 
ถ้างั้น เด๋วอัยย์จะสั่งซื้อหนึ่งเล่มนะคะ

โอนเงินไปมะไหร่ จะบอกลุงค่า

เตรียมลายเซ็นสวยๆไว้ได้เรยยย...


ป.ล.มีเรื่องสั้นค่ะ


โดย: นักล่าน้ำตก IP: 183.89.243.185 วันที่: 2 เมษายน 2554 เวลา:19:53:26 น.  

 
สายัณห์สวัสดีค่ะลุงบูลย์
+============================+

เพิ่งกลับจาก กทม. & ตจว.
ถึง บ้านนอก เมื่อเช้ามืดวันนี้ค่ะ

จึงแวะมาเอาเรื่อง อะกึ๊ย!
อ่านนิยายตอนจบ ณ bg ค่ะ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 2 เมษายน 2554 เวลา:21:46:21 น.  

 
คุณอัยย์ ช่วยส่งที่อยู่มาให้ผมด้วยครับ ด่วน


โดย: pantamuang วันที่: 4 เมษายน 2554 เวลา:8:51:45 น.  

 
อ่านจบแล้ว สนุกครับ เรื่องแปลก ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมาพอสมควร เชื่อว่านานไปคงสาบสูญ หรือไม่ก้เรืองพิลึกพิลั่นที่อ่านไม่รู้เรื่องมาแทน--เฮ้อ ผมคงแก่แล้วจริง ๆ


โดย: หลวงเส วันที่: 1 ธันวาคม 2554 เวลา:17:42:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.