...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
15 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
แผ่นดินปิศาจ ๒

.....


พ่อนิมนต์พระ ๙ รูปมาทำพิธีสวดมนต์เรือน เป็นพระจากวัดในละแวกใกล้หมู่บ้าน หลวงพ่อหัวหน้าหมู่สงฆ์ที่มาทำพิธีสวด ให้พ่อตัดหญ้าคามาถักเป็นสายยาวกว่า ๑๐ เมตร แล้วนำไปผูกไว้รอบ ๆ บ้าน จากนั้นหลวงพ่อนำหมู่สงฆ์สวดพระพุทธมนต์บทต่างๆ ว่าด้วยมงคล ๘ อย่าง รวมไปถึงพุทธมนต์ที่กล่าวกันว่า ใช้สวดขับ ไล่ผี อุบาทว์ จัญไร…


ถึงตอนนี้หลวงพ่อผู้นำสวดลุกขึ้นเดิน และยื่นขันน้ำมนตร์ให้พ่อถือไว้แล้วเดินตามท่าน หลวงพ่อสวดไปพร้อมกับใช้มัดกำใบหญ้าคา จุ่มน้ำมนต์ในขันที่พ่อถือไปประพรมที่ศีรษะแม่ ศีรษะยายและทุก ๆ ที่มานั่งพนมฟังพระสวด ก่อนจะเหวี่ยงตวัดน้ำมนต์ในมัดหญ้าคาไปรอบ ๆ บ้าน ขณะที่พระสงฆ์อีก ๘ รูปยังนั่งสวดพุทธมนต์อยู่กับที่ มือพนมจับสายสิญจน์ที่ขึงไปต่อกับสายหญ้าคาถัก ซึ่งพันไว้รอบ ๆ บ้าน


จบแล้วหลวงพ่อเดินกลับไปนั่งลงที่เดิม เพื่อนำพระสงฆ์สวดบทให้พร ส่วนพ่อถือขันน้ำมนตร์ไปเดินประพรมในบ้านจนสิ้นทั่วที่นอน หมอนมุ้ง จากนั้นพ่อจึงกลับมาประเคนอาหารถวายพระสงฆ์ พระสงฆ์ฉันเสร็จบอกให้เตรียมกรวดน้ำ ยายจูงมือแม่ไปนั่งลงด้วยกัน พอพระว่ายถา ยายก็สวดอิมินาแล้วเทน้ำจากแก้วลงในจาน พอพระขึ้นคำว่าสัพพีตีโย… ก็เทน้ำหมดแก้วลงในขันแล้วประนมมือรับพรพระ พระ ให้พรอีกครั้งแล้วก็จบพิธีการทั้งหมด

ยายจูงมือแม่เดินต่อไปนั่งลงยังโคนต้นทุเรียนแม่ทองอยู่ กล่าวคำอุทิศส่วนกุศลไปให้และกล่าวคำขออโหสิกรรม ว่าขออย่าได้ผูกเวรจองกรรมกันต่อไปอีกเลย และจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อีกในทุกๆ วันพระโดยยายจะไปวัดทุก ๆ วันพระถ้าไม่มีสิ่งใดติดขัด


แม่หายจากอาการป่วยกระเสาะกระแสะ แต่ท้องกลับนูนขึ้นเรื่อย ๆ พ่อดีใจที่จะได้ลูกมาอีกคน ยายพูดว่า



“เห็นไหมไอ้ชีพ พอเราจัดพิธีสวดมนต์และทำบุญให้เขา เขาก็เลิกรบกวนเรา คราวนี้มึงหัดจำใส่กะโหลกไว้บ้างว่า อย่าเอาแต่ความสมัยใหม่จนทิ้งความเชื่อเก่า ๆ เราเชื่อหมอสมัยใหม่ในเรื่องการรักษาความเจ็บไข้ แต่เวทย์มนตร์ก็อย่าทิ้ง

การเจ็บป่วยบางเรื่องเหมาะกับหมอสมัยใหม่ แต่บางเรื่องอาจจะเหมาะกับหมอสมัยเก่า มึงดูคนกระดูกหักซี เมื่อก่อนหมอหลวงต้องตัดทิ้งแต่หมอโบราณต่อกระดูกให้ติดกันได้ หมอหลวงคิดค่ารักษาเป็นร้อยเป็นพัน แต่หมอชาวบ้าน ค่าราด ค่ายกครูสิบบาทยี่สิบบาท”


พ่อไม่ได้โต้แย้งยาย ซึ่งผมเดาว่า อันที่จริงพ่อก็ไม่อยากจะขัดแย้งกับยาย แต่พ่อต้องการหาเหตุหาผลหลาย ๆ ด้านมาสรุปปัญหาแบบคนที่ไม่หลงเชื่ออะไรงมงาย และหลายอย่างพ่อทำถูก เช่น ที่ให้ลูก ๆ กินยาป้องกันไข้ป่า พวกเราไม่มีใครเคยเป็นไข้มาลาเรีย แต่ลูก ๆ ชาวบ้านเป็นไข้ป่าแล้วตายหลายราย เพราะไม่เชื่อว่า เชื้อไข้มาจากยุง แต่คิดว่าเป็นการกระทำของภูตผีปิศาจ เจ้าที่เจ้าทาง



ที่ใคร ๆ เล่าว่าตรงที่ ๆ พ่อมาซื้อที่ปลูกสร้างบ้าน มีผู้หญิงคลอดลูกแล้วรกติดตายมานับสิบ ๆ รายแล้ว พ่อก็ไม่เชื่อว่าคนต่อไปจะต้องเป็นแม่ เพราะพ่อบอกยายว่า


“เรื่องผู้หญิงคลอดลูกแล้วรกติด มันก็ต้องตายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้หญิงลงว่าคลอดลูกแล้วรกไม่ตามออกมารกมันจะเน่า แต่จะไปเชื่อว่าเพราะผีทำให้เป็นมันไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่อาจจะเป็นเพราะหมอตำแยที่มาทำคลอดให้ไม่ชำนาญพอ สำหรับผม ๆ คิดว่าพอไพมันจะถึงกำหนดคลอด ผมจะพาไปคลอดกับหมอในเมือง ผมจะไม่ยอมให้เมียผมมาเสี่ยงคลอดกับหมอตำแยแถวนี้เด็ดขาด”


แม่ท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ จนครบกำหนดเดือนที่ ๑๐ พ่อรีบพาแม่ไปที่โรงพยาบาลจันดี เป็นโรงพยาบาล คริสเตียนและเป็นโรงพยาบาลเอกชน อันถือได้ว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยที่สุดในอำเภอฉวาง ในปีนั้น
พ่อพาแม่ไปอยู่ที่โรงพยาบาล ๖-๗ วันแล้ว น้องก็ไม่ยอมคลอด แม่มีอาการบวมตามมือตามเท้า มีน้ำออกมาทางช่องคลอด เป็นการบอกว่าร่างกายพร้อมที่จะคลอด แต่หมอก็ไม่สามารถที่จะทำให้แม่คลอดตามปรกติได้ หมอบอกว่าเด็กไม่ยอมออก


ร้อนถึงยายต้องวิ่งวุ่นอีกตามเคย ยายโทษพ่อว่า เพราะพ่อพาแม่ไปอยู่โรงพยาบาลทันสมัย น้องกลัวหมอจึงไม่ยอมคลอด บางทีก็ว่า “แม่ทองอยู่ตามไปกลั่นแกล้ง บันดาลให้น้องไม่ยอมออก”
คืนนั้นพ่อฝัน น้องไปเข้าฝันบอกพ่อ โดยบอกว่า

“พ่อ ผมมาเพื่อตั้งใจจะช่วยพ่อกับแม่นะ แต่พ่อกับแม่อยู่ในแผ่นดินปีศาจ เจ้าของที่เขาอาฆาตเขาจะฆ่าผู้หญิงทุกคนที่คลอดลูก เขาโกรธเรื่องที่มีคนแย่งผัวเขา ผัวเขาไม่มาดูตอนเขาคลอดทำให้ลูกเขาตาย แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องกลัวหรอก ผมจะปกป้องพ่อกับแม่ไม่ให้ใครรังแก…”

“แต่ผมอยากขอร้องพ่อกับแม่สักอย่าง…” น้องพูดประโยคต่อมา “ผมไม่ใช่เด็กธรรมดา ที่ผมอยู่ในท้องแม่ไม่ยอมออกก็เพราะผมไม่อยากออกทางนั้น มันไม่เหมาะสำหรับผม พ่อต้องบอกหมอให้หมอผ่าท้องแม่เอาผมออก อย่าให้ผมออกทาง…”


วันรุ่งขึ้นหมอตรวจอาการของแม่อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจผ่าท้องแม่ตามที่พ่อต้องการ ทว่าหมอตรวจอาการของแม่คราวนี้แล้วก็ต้องตกใจ เพราะพบสิ่งผิดปรกติ

“ต้องผ่าออกด่วน เด็กสิ้นใจเสียแล้ว” นายแพทย์ใหญ่ผู้ทำการตรวจบอก

“ลูกผมตาย…” พ่ออุทานออกมาด้วยเสียงเหมือนคนร้องไห้

“หลานฉันตายแล้ว โธ่ ไม่น่า… ไม่น่าเลยจริง ๆ นี่ก็เพราะ…เพราะ…”


ยายร้องไห้โฮออกมา “เพราะแกพามันมาคลอดที่นี่หลานฉันจึงต้องตาย” ยายกล่าวโทษพ่อต่อหน้าหมอที่ทำคลอด

“เราเสียใจจริง ๆ ครับ เราพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว หัวใจเด็กเต้นอ่อนมาตั้งแต่วันที่แรกเข้าโรงพยาบาล บางทีก็เต้น บางทีก็ไม่เต้น เรารู้มาแต่ต้นแล้วว่าแกจะไม่รอด รู้สึกเด็กจะมีลักษณะทางร่างกายที่ไม่ค่อยจะปรกติอย่างเด็กธรรมดาด้วย ถึงเขารอดจากการคลอดมาได้เขาก็จะต้องตายเพราะเขา…”

“พิการหรือหมอ” พ่อถามโพล่งออกไป

“เรายังไม่ทราบแน่ แต่เรารู้ในลักษณะการเคลื่อนไหวและการหายใจ เขามีปฏิกิริยาอาการหลายอย่างที่บอกเราว่า เขาไม่ปรกติแต่จะเป็นแบบไหนต้องผ่าออกมาดู”


หมอบอกให้ยายกับพ่อและทุกคนคือผมด้วยออกไปรออยู่นอกห้อง เพื่อหมอกับพยาบาลจะได้ร่วมมือกันผ่าท้องแม่


หลังจากเราทุกคนออกมารออยู่ที่หน้าห้อง อีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา หมอใหญ่หรือนายแพทย์ผู้อำนวยการผู้มาทำการผ่าท้องคนคลอดด้วยตนเอง ก็ออกมาบอกพ่อกับยายว่า



“เขาผิดปรกติไปจากเด็กธรรมดาหมดเลย เนื้อตัวเป็นสีเขียว รูปร่างเขาเล็กมาก แล้วก็มีอีกหลายสิ่งที่แปลกประหลาด ผมต้องขอไว้ที่โรงพยาบาล จะเอาไว้ศึกษาถ้าไม่ให้ก็จะซื้อ ยินดีให้คุณเรียกค่าตัวเด็กได้ตามความพอใจ ลองตกลงกันดู”


หมอใหญ่กล่าวแล้วเดินแยกไปทางหนึ่ง คงมีแต่หมอผู้ช่วยและพยาบาล ที่เดินนำพ่อกับยายเข้าไปในห้องคลอด และผมตามเข้าไปดูด้วย

ยายร้องไห้อีกครั้งเมื่อเห็นน้อง แต่พ่อยืนเฉยคงเพราะเห็นว่าไม่รู้จะเสียใจไปทำไม ในเมื่อน้องไม่ใช่เด็กอย่างเด็กธรรมดาทั่วไป ตัวน้องโตกว่ากำปั้นเล็กน้อย มีอวัยวะต่าง ๆ ครบถ้วน และมีเครื่องเพศเป็นผู้ชาย


ถึงน้องจะรอดชีวิต น้องก็คงจะกลายเป็นเด็กแคระ เด็กที่ประหลาดให้คนยิ้มหยัน แต่ที่สำคัญที่ทำให้พ่อกับยาย หมอและพยาบาลพากันตื่นเต้นประหลาดใจคือ

น้องมีปานแดงเป็นรูปกงจักรที่กลางหลัง

หมอใหญ่เดินกลับเข้ามาในห้องคลอดอีกครั้ง ถือกระดาษมีข้อความมาแผ่นหนึ่ง หมอให้พ่อเซ็นชื่อในกระดาษ มอบน้องที่ไร้ชีวิตให้โรงพยาบาลเพื่อให้หมอไว้ศึกษา พ่อกำลังงง ๆ คิดอะไรไม่ออกก็ยอมลงชื่อในใบสัญญามอบน้องให้หมอไป

หมอยกค่าใช้จ่ายที่พ่อจะต้องจ่ายให้กับโรงพยาบาล ทุก ๆ บาทตั้งแต่แรกเข้ามาอยู่ ซึ่งเป็นเงินมากเกินกว่าที่พ่อจะหามาให้หมอได้ ให้กับพ่อพร้อมเงินสดอีก ๕๐๐ บาทสำหรับไว้เดินทางกลับบ้าน

พ่อคงจะมึนไปกับรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่หมอแจ้ง จึงคิดอะไรไม่ถูกและยอมรับเงิน ๕๐๐ บาท


แม่นอนฟังทุกคนพูดกัน ไม่พูดไม่ออกความเห็นอะไร ดูเหมือนแม่จะอ่อนเพลียมากในการต้องผ่าตัดครั้งนี้ หมอให้แม่อยู่รักษาตัวต่อจนแผลผ่าตัดหายสนิท และแข็งแรงพอจะกลับบ้านได้โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรอีก แถมมีอาหารเลี้ยงดูทุกมื้อ


“เป็นไงล่ะ ความดันทุรังเป็นคนสมัยใหม่ของเอ็ง ที่อยากจะให้เมียเอ็งได้คลอดในโรงพยาบาลน่ะ นี่ถ้าหมอเขาไม่ยกหนี้สิน ยกค่าใช้จ่ายให้ เอ็งจะมีปัญญาเอาเงินที่ไหนมาให้หมอ นี่ยังดีนะที่ลูกเอ็งมันตายในท้องแล้วก็มีสิ่งแปลกประหลาดติดตัวมา เอ็งจึงไม่ต้องดิ้นรนไปหาเงินมาจ่ายหมอ”


พ่อไม่เถียงอีก เพราะคงจะเห็นด้วยว่าจริงของยาย แต่พ่อก็ยังอาลัยอยากได้น้องกลับไปทำอะไรสักอย่าง พ่อเล่าเรื่องที่พ่อฝันให้แม่ ยาย และผมฟัง ยายเชื่อทันทีแต่หันไปกล่าวโทษพ่ออีกครั้งว่า

“เห็นมั้ยล่ะ คราวนี้แหละเป็นคราวโง่ อย่างหมดบุญวาสนาของมึงละ ลูกมึงตั้งใจมาช่วยมึง มันอยากมาอยู่กับเรา มันเป็นลูกเทวดาแต่มึงกลับมอบให้โรงพยาบาลไปเสียแล้ว ซวยแท้ ๆ เลยมึงเอ๋ย นี่แหละเขาว่าบุญมีแต่กรรมบัง เฮ้อ…” ยายถอนใจ

“แต่ถ้าเราไม่มอบให้เขา เราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเขาละแม่ ตั้งพันกว่าบาทแน่ะแล้วนี่เขายังใจดีให้มาอีกห้าร้อย ได้แค่นี้ก็บุญแล้วละ ผมจะเก็บเงินห้าร้อยบาทนี้ไว้เป็นทุนสำหรับเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ไว้รักษาไพมันและรักษาลูก ๆ เวลาใครไม่สบาย อีกอย่างถ้าเราเอาแกมาเราจะเก็บไว้อย่างไรไม่ให้เน่า”

“ก็เก็บไว้ในโหลแก้วอย่างที่หมอเขาเก็บ ปล่อยให้มันแห้งไปเองหรือใส่กล่องไว้อย่าให้มีกลิ่นออกมาได้” ยายพูดไปเรื่อยๆ เพราะไม่ทันคิดถึงเรื่องการเก็บรักษาศพ





“เราไม่ใช่หมอ เขาอยู่กับเราคงเน่าคงเหม็น เราเอาไว้ไม่ได้หรอกแม่ ให้โรงพยาบาลไปดีแล้ว” แม่กล่าวขึ้นเป็นคนสุดท้าย ทุกคนจึงได้เงียบ
แต่แม่ดูมีอาการเศร้าซึมไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครอีกเลย


คืนแรกที่เรากลับมาบ้านพ่อกับแม่ฝันตรงกัน ฝันเห็นเทพบุตรแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนภาพวาดเทวดาตามผนังโบสถ์ หรือรูปแกะสลักของหนังตะลุง มายืนตัดพ้อต่อว่า

“ผมตั้งใจจะมาช่วยพ่อกับแม่ แต่พ่อกับแม่กลับไม่ต้องการผม ผมจึงช่วยอะไรพ่อกับแม่ไม่ได้แล้ว พ่อกับแม่ไม่น่ายกผมให้โรงพยาบาลเลย ผมไม่ชอบเลยที่เขาเอาผมไปเป็นสิ่งทดลอง เอาผมไปประจานให้คนดูเหมือนเป็นตัวตลก




"พ่อกับแม่ปล่อยให้พวกหมอหัวฝรั่งเอาผมไปดองในโหลแก้ว แล้วผมจะออกมาได้อย่างไร ผมเสียใจที่ช่วยพ่อกับแม่ไม่ได้อีกแล้ว กรรมเก่าของพ่อกับแม่แรงมาก พ่อกับแม่จะถูกเจ้ากรรมนายเวรมาทวงสิ่งที่พ่อกับแม่ทำไว้กับเขาคืน ผมแนะนำพ่อกับแม่ได้อย่างเดียวคือ ให้พ่อกับแม่หมั่นทำบุญรักษาศีล เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้พ่อกับแม่ลดกระแสกรรมลงได้”


พ่อเล่าความฝันให้ทุก ๆ คนฟัง เราจึงได้รู้ว่าพ่อกับแม่ฝันตรงกัน ยายบอกให้พ่อกับแม่หมั่นไปทำบุญที่วัด แต่ก็ยากที่พ่อกับแม่จะไปได้บ่อย เรื่องศีลรับมาง่ายแต่ทำยาก เพราะเรายังต้องอาศัยเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เลี้ยงชีวิต ยิ่งข้ออทินนายิ่งรักษาไม่ได้ เพราะพ่อกับแม่และยายชอบแทงหวย หวยเบอร์ดูจะเป็นที่หวังสุดท้ายของคนระดับล่าง

ศีลข้อที่สามคงถือได้ง่ายสำหรับพ่อ แม่ และยาย ส่วนข้อสี่ข้อห้าพ่อยิ่งถือไม่ได้ เพราะพ่อไปร่วมวงก๊งเหล้ากับพวกชาวบ้านใกล้เคียงอยู่บ่อย พ่ออ้างว่าเพื่อเข้าสังคม แต่พอออกจากสังคมพ่อก็โซซัดโซเซกลับบ้าน พร้อมพูดจาไม่เข้าหูคนในบ้าน


แม่เริ่มมีอาการแปลก ๆ อีกครั้ง แม่หลับแล้วฝันว่ามีคนมาไล่ให้ออกไปจากที่ บางคืนแม่ก็กรีดร้องขึ้นกลางดึก โวยวายว่ามีผู้หญิงลูกออ่อนจะมาฆ่า ผมอายุ ๑๑ - ๑๒ ปี เรียนจบชั้น ป.๔ แล้วตอนนั้น จึงต้องคอยไปนอนข้าง ๆ แม่เวลาพ่อหรือยายไม่อยู่


แม่มีอาการหวาดกลัวจนไม่อยากให้เวลาค่ำคืนมาถึง เพราะยามค่ำคืนมาถึงเมื่อใด แม่จะฝันว่ากำลังอยู่ในป่า แม่กำลังเดินเข้าไปในเพนียดที่เขาใช้จับช้าง มีนายพรานล่าช้างกำลังไล่ช้างมุ่งมาทางเพนียด ช้างจำนวนกว่า ๑๐ เชือกแล่นเข้ามาในเพนียด โขลงช้างพุ่งเข้าหาแม่ แม่พยายามหลบหลีกการบดขยี้จากโขลงช้าง


แม่ตกใจร้องตะโกนให้หมอช้างคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนขอบเพนียดช่วย แต่หมอช้างหรือคนที่จะคล้องช้างกลับยืนเฉยอยู่ ช้างเชือกหนึ่งตรงเข้าชูงวงร้องเสียงแปร๋- แปร๊น แล้วยกเท้าหน้าขึ้นจะกระทืบแม่


หมอช้างที่มองแม่เฉยอยู่ในตอนแรกกระโดดลงมาจากเพนียด วิ่งไปที่ประตูกลซึ่งปิดขังช้างที่กำลังจะถูกคล้องไว้ หมอช้างเปิดประตูออกด้วยพละกำลังอันถูกใช้อย่างหนัก แล้ววิ่งกลับมายังแม่ที่กำลังจะถูกช้างกระทืบ หมอช้างตวาดเสียงดังก้อง

“ไป! กลับออกไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ…”


เสียงหมอช้างสะท้อนก้องไปทั้งป่า โขลงช้างผงะหันกลับไปสู่ทางเดิมจนหมดสิ้น

หมอช้างหนุ่มวิ่งมาอุ้มร่างอันไร้สติของแม่ออกไปจากเพนียด

หน้าตาของหมอช้างหนุ่มคนนั้น เหมือนใบหน้าของพ่อไม่ผิดเพี้ยน


แม่มาได้สติอีกหนเมื่ออยู่ในกระท่อมกลางป่า อันเป็นหมู่บ้านของคนเลี้ยงช้าง ทุกครอบครัวมีพ่อแม่ลูก มีบ้านอยู่หลังเล็ก ๆ ไม่หรูหรา ทุกคนมีอาชีพเลี้ยงช้าง นำช้างที่ฝึกดีแล้วออกไปขาย


ในบ้านคนเลี้ยงช้าง แม่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งจ้องมองแม่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เมื่อพ่อจูงมือแม่เข้าบ้าน

“ทองอยู่ เธออย่าเพิ่งเข้าใจเป็นอื่น หญิงคนนี้เป็นใครไม่รู้หลงป่าเข้าไปในเพนียดที่เรากำลังล่อช้างเข้ามาจะคล้องช้าง แล้วพวกเราก็ไล่ช้างมา ช้างกำลังจะเหยียบเธอตายอยู่แล้วถ้าพี่ไม่ช่วยเธอไว้ ให้เธออยู่ที่นี่กับเราอีกคนหนึ่งเถอะ นึกว่าสงสารเธอ”


“ก็ได้ แต่พี่จะให้มันมาอยู่ร่วมบ้านกับฉันและพี่ไม่ได้ พี่ต้องให้มันไปอยู่ไปนอนนอกบ้าน” นางทองอยู่เมียของหมอช้างพูด

“พี่ไม่ให้เขามาอยู่มานอนร่วมกับเราหรอก เพียงแต่ให้เขาได้มีที่ดินมีที่อาศัย พี่จะทำที่หลับนอนพักผ่อนต่อเพิงด้านนอกบ้านให้เขา” หมอช้างบอกภรรยา

“ทำไมพี่ไม่ส่งตัวเขากลับบ้าน ให้เขากลับไปบ้านของเขา” ภรรยาหมอช้างตวาดเสียงแหว

“เธอไม่มีบ้าน เธออยู่กับพี่สาวของเธอ พี่สาวไล่เธอมาและจะฆ่าเธอเสียถ้าเธอกลับไป พี่สาวของเธอกล่าวหาว่าเธอจะแย่งสามี เธอบอกจะขออยู่อาศัยเราชั่วคราว พอขยับขยายได้เธอจะไปเอง” หมอช้างอธิบายกับภรรยา


ทว่าเหตุการณ์หลังจากนั้น เมื่อลับสายตาของนางทองอยู่ หมอช้างจะมาพะเน้าพะนอเอาใจแม่ แล้วหมอช้างก็ได้แม่เป็นภรรยาอีกคน แต่แอบเข้าหาเมื่อนางทองอยู่นอนหลับ แล้วอีกไม่นานต่อมานางทองอยู่ก็จับได้ว่าหมอช้างผู้สามีกับแม่มีอะไรต่อกัน


หมอช้างกลัวนางทองอยู่มาก จึงคิดหนีจากโดยพาแม่หนีไปด้วย
หมอช้างพาแม่หนีมาปลูกกระท่อมพร้อมสร้างสวน อยู่ที่ชายป่าในอีกตำบลหนึ่งซึ่งไกลจากป่าที่ไปจับช้างมาก และเลิกอาชีพจับช้างมาเป็นชาวสวน

แต่ไม่นานนางทองอยู่ก็ตามมาจนพบ เมื่อพบว่าหมอช้างอยู่กินกับภรรยาใหม่และไม่แยแสความรักภักดีของตน นางทองอยู่ซึ่งกำลังท้องแก่ก็ได้ผูกคอตายที่ต้นทุเรียนต้นหนึ่ง

นางทองอยู่กลายเป็นปิศาจสิงสู่อยู่ที่ทุเรียนต้นนั้นไม่ยอมไปไหน และตั้งจิตริษยาอาฆาตแค้นผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าใครที่จะมาครอบครองสวนเดิมของสามีนาง แม้วันเวลาจะล่วงเลยมาสองสามร้อยปี


สวนเงาะ มังคุด ทุเรียน ถูกขายผลัดเปลี่ยนมือตกทอดกันมาเรื่อยๆ แต่ทุกรายจะต้องขายสวนให้กับคนอื่น เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มามีท้องขณะครอบครองสวน เธอจะต้องแท้งลูก คลอดลูกตายในท้อง หรือไม่ก็รกติดตายไปทุก ๆ คน จนไม่มีใครกล้ามาครอบครองเมื่อรู้ความเป็นมา

แม่มองเห็นตัวเองกับพ่อในอดีตหลายชาติ ที่ต้องผูกพันเกี่ยวข้องกันฉันสามีภรรยา แต่พ่อเป็นคนมีภรรยาหลายคน ด้วยกรรมเก่าที่เคยสร้างกันมาบันดาลให้พ่อขายที่นามาซื้อที่สวนเดิมของตนตรงนี้ ซึ่งเป็นสวนในอดีตที่พ่อเคยสร้าง เช่นเดียวกับ “ทองอยู่” ทุเรียนรสดีที่ไม่เคยสูญพันธุ์ เพราะต่างมีลูกผลงอกขึ้นในสวน สืบต่อก่อพันธุ์จากต้นเดิมมาเรื่อย ๆ


ในชาตินี้แม่มองเห็นนางทองอยู่มายืนชี้หน้าขู่จะเอาชีวิต แม้ว่าแม่จะมี “บุญกุศลเก่า” ที่แม่เคยรักษานกบาดเจ็บที่ถูกพ่อยิงมาจะทำอาหาร จนมันหายและแม่ปล่อยมันเข้าป่าไป ซึ่งนกตัวนั้นได้กลับมาช่วยแม่เพื่อจะเป็นลูก แต่พ่อก็ยังมีกรรมที่เคยก่อ โดยได้มอบลูกให้หมอในโรงพยาบาลไปเก็บดองไว้เสีย



นางทองอยู่ขู่แม่ต่อไปว่า “แกแย่งผัวข้า แกทำให้ข้าต้องตายท้องกลม ข้าจะไม่ยอมให้หญิงคนใดที่มาอยู่ในที่ดินของผัวข้ามีลูก มันจะต้องตายหมดทั้งแม่ทั้งลูก”

พ่อฟังแล้วหัวเราะหาว่าแม่แต่งนิยาย เพราะแม่เคยเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสืออ่านเล่น พวกบทกลอนในท้องถิ่น นิทานเก่า ๆ แล้วยังเคยเอามาเล่าให้ลูก ๆ ฟัง

แต่ผมสังเกตเห็นแม่ชอบทำอะไรแปลก ๆ ยิ่งขึ้น หลังจากออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว แม่ชอบตื่นขึ้นในเวลาดึกที่ทุกคนกำลังหลับ คืนหนึ่งพ่อรู้สึกตัวตื่นคล้าย ๆ ใครมาปลุกขณะที่กำลังหลับสนิท พ่อตกใจที่พอจุดตะเกียงขึ้นมาแล้วไม่เห็นแม่เพราะแม่หายไป

พ่อคว้าไฟฉายลงไปเดินดูในสวนส่องไฟตามหาแม่ พ่อพบแม่กำลังใช้ผ้าขาวม้าของพ่อผูกติดกับกิ่งไม้ และกำลังใช้ปลายผ้าข้างหนึ่งทำท่าจะผูกคอตนเอง พ่อถามแม่ว่า

“นั่นจะทำอะไร” แม่ตอบว่า

“จะผูกเปลไกวเล่น”


พ่อถามว่า “จะมาผูกเปลเล่นอะไร กลางดึกกลางดื่นค่อนคืนป่านนี้”

แม่ตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ตะกี๊มีคนไปชวนมา บอกว่ามาผูกเปลไกวเล่นกันดีกว่า”


(เปลในความหมายของคนภาคใต้คือ ชิงช้า)

พ่อพาแม่กลับขึ้นบ้าน บอกว่า “ถ้าจะผูกเปลวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ฉันจะผูกให้” แม่ก็ยอมตามพ่อกลับขึ้นบ้านโดยดี

พ่อไม่กล้าหลับอีกหลังจากพาแม่ขึ้นบ้าน พ่อนอนคอยระวังกลัวแม่จะลุกหนี แต่ตลอดคืนที่พ่อคอยระวังหรือไม่หลับแม่จะนอนเฉยเหมือนว่าหลับ
คืนหนึ่งพ่อเพลียมาก เพราะต้องอดนอนคอยเฝ้าระวังแม่มาหลายคืน คืนนั้นพ่อจึงหลับสนิท แต่ขณะที่กำลังหลับพ่อก็ต้องตกใจตื่น เมื่อมีเสียงดังขึ้นโครมใหญ่ในบ้าน และทุกคนในบ้านก็พลอยตกใจตื่นกันหมด
พ่อถลาลุกขึ้นเร็วกว่าใคร คว้าไฟฉายส่องดูบนที่นอนของแม่ ทว่า ไม่มีแม่…

พ่อกระโจนออกจากห้อง ผมนอนอยู่ข้างนอกจึงลุกขึ้นไล่ตามไปติด ๆ ส่วนยายออกจากห้องของยายตามมาสมทบ

แม่ยืนอยู่ที่นอกชาน ถือชายผ้าที่กำลังผูกคอตนเอง แต่ปมผ้าหลุดออกเสียก่อน ชายผ้าด้านหนึ่งจึงยังผูกติดกับไม้โครงหลังคาที่ยื่นออกมา แม่คล้ายกับคนที่นอนหลับแล้วละเมอ พ่อต้องเข้าไปเขย่าร่างและเรียกชื่อแม่จึงรู้สึกตัวลืมตาขึ้นดูพ่อและดูทุกคน

พ่อถามแม่ว่า “ออกมาทำอะไร”

แม่ตอบว่า “ก็ออกมาผูกเปล มีคนชวนมาผูกเปลวนอนเล่น”

พ่อถามว่า “ใครชวน”

แม่ตอบว่า “ผู้หญิงชื่อทองอยู่ มีลูกติดมาด้วยคนหนึ่ง แต่ใครไม่รู้มาทำให้เปลขาดเสียก่อน”


พ่อจูงมือแม่กลับไปนอน แล้วพ่อก็ไม่กล้าหลับอีกตลอดคืน
พฤติกรรมของแม่ที่ลุกขึ้นกระทำในตอนดึกคนหลับ กลายเป็นสร้างภาระและความทุกข์หนักให้กับทุกคน ยายจึงต้องไปเที่ยวสืบหาพระดี ๆ หมอเก่ง ๆ ทางวิทยาคมมาเพื่อช่วยแม่ แต่ก็ไม่เคยได้พระและหมอดี ๆ ดังกล่าว

กระทั่งวันหนึ่ง มีพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินทางผ่านมา และแวะปักกลดพักแรมใกล้สวนของพ่อ พ่อกับยายจึงได้โอกาสเข้าไปกราบนมัสการ และเล่าความทุกข์ต่าง ๆ ที่เกิดจากความผิดปรกติของแม่ให้พระธุดงค์ฟัง
พระธุดงค์ฟังเรื่องที่พ่อเล่าแล้วพูดว่า

“อือม์ ที่นี่เจ้าที่แรง เป็นผู้หญิงลูกอ่อนเสียด้วย เขาอาฆาตพยาบาทผู้หญิงทุกคนที่มีท้อง และมาอยู่ที่นี่ เอาเถอะคืนนี้อาตมาจะลองติดต่อขอร้องเขาดู ให้เขาเลิกจองเวรพยาบาทโยมผู้หญิงเสียที พรุ่งนี้เช้ามืดโยมค่อยมาฟังผลนะ”


พ่อโล่งใจขึ้นที่พระธุดงค์รับปากจะช่วยเหลือ และคืนนั้นแม่ไม่ลุกขึ้นกลางดึก พ่อจึงได้นอนหลับตลอดคืน

วันรุ่งขึ้น พ่อนำสำรับกับข้าวไปถวายพระธุดงค์ พร้อมกับจะฟังผลการติดต่อกับวิญญาณปิศาจที่คอยรบกวนแม่



“เขาบอกชื่อทองอยู่ เคยเป็นภรรยาของโยมในอดีต โยมเคยทอดทิ้งเขาแล้วมีภรรยาใหม่ เขาเสียใจจึงมาผูกคอตายที่ต้นทุเรียน ต้นทุเรียนในสวนของโยมที่ชื่อทองอยู่มีไหม” พระธุดงค์เล่าเรื่องให้พ่อฟังแล้วถาม


“มีครับ มีอยู่ต้นหนึ่งเป็นทุเรียนเนื้อหนา รสหอมหวานอร่อยมากแต่คนที่นี่เขาไม่กล้าซื้อกิน เขากลัวปีศาจนางทองอยู่ แต่คนที่ไม่รู้เรื่องกินกันได้สบาย”

“เขาจะจองเวรจองกรรมแต่กับผู้หญิงที่มาเกี่ยวข้องกับโยมเท่านั้น เพราะโยมเคยทำกับเขาไว้ในอดีตชาติ กับคนอื่น ๆ เขาไม่รบกวนหรอก” พระธุดงค์พูด

“แล้วจะมีวิธีใดบ้างละครับหลวงพ่อ จึงจะให้ปีศาจนางทองอยู่เลิกรบกวนภรรยาผมเสียที” พ่อถาม


“เวลาโยมผู้หญิงมีท้องแก่หรือจะคลอด โยมอย่าให้โยมผู้หญิงคลอดหรืออยู่ในที่ของโยม โยมพาโยมผู้หญิงไปอยู่ที่อื่นเสีย พอคลอดเสร็จแล้วค่อยกลับมาอยู่ เพราะเขาประกาศจองเวรเฉพาะผู้หญิงท้องแก่”

“แล้วที่ภรรยาผมเขามีอาการแปลก ๆ จะผูกคอตายบ้าง จะไปขี่เปลบ้าง ผมจะทำอย่างไรดีละครับหลวงพ่อ”

“อันนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก เป็นเพียงการกลั่นแกล้งหยอกล้อเล่นเพราะความอิจฉาริษยา ตามประสาผู้หญิงเท่านั้น เพราะเขามีความผูกพันฉันท์สามีภรรยากับโยมมาแต่ปางก่อน เขาหึงหวงและคอยกลั่นแกล้งโยมผู้หญิง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากล้อเล่น


ทางแก้ที่จะให้การจองเวรของเขาเบาบางลงคือ ก่อนนอนโยมต้องชวนโยมผู้หญิงไหว้พระสวดมนต์ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยแล้วนึกแผ่ส่วนกุศลให้เขา เขาก็จะเลิกรบกวน ยกเว้นตอนจะคลอดลูก ผู้หญิงคนไหนก็ตามอย่ามาคลอดลูกที่นี่ ต้องไปคลอดที่อื่น”


แม่หายจากอาการที่เคยเป็น หลังจากได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระธุดงค์ ทำให้ทุกคนได้นอนหลับพักผ่อนกันอย่างเป็นสุข แม่ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น เราทุกคนเลยได้พลอยเคร่งครัดในหลักธรรม ต่างมีการสวดมนต์ไหว้พระกันทุกคืนก่อนนอน และจะถือโอกาสไปวัดและทำบุญกันเป็นประจำ
ในวันธรรมดาทุกคนถือศีลห้า พอถึงวันพระ วันโกน พ่อ แม่ และยายพากันถือศีลแปด

กระทั่งอีก ๖ ปีต่อมา…

ตอนนั้นแม่มีอายุ ๓๖ ปี แม่มีอาการบ่งบอกว่าแพ้ท้องและประจำเดือนก็ขาดหาย พ่อพาแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนที่เดิม ที่แม่เคยไปคลอดและหมอขอซื้อน้องไปดองไว้ เพราะไม่มีที่ใดที่ใกล้และสะดวกกว่านั้น
พ่อยิ้มแต้กลับมาบอกยายอีกครั้ง

“แม่ ไพมันมีท้องอีกแล้ว”

“ท้อง อีไพมีท้องอีก…” ยายอุทานทำหน้าตาตกใจ

“ทำไมละแม่ แม่ไม่ดีใจหรือที่แม่จะมีหลานอีก ผมยังอยากได้ลูกนะแม่ แค่สองคนนี่ไม่พอหรอก” พ่อทำท่าผิดหวังที่ยายไม่ดีใจด้วย

“อยากจะดีใจ ถ้าไพมันคลอดแล้วปลอดภัย เอ็งยังจำที่หลวงพ่อพระธุดงค์บอกไว้ได้ไหม” ยายถามพ่อ

“จำได้ ท่านว่าเวลามีท้องแก่อย่าอยู่ที่บ้านนี้ ให้ไปอยู่เสียที่อื่นชั่วคราว พอคลอดลูกโตแข็งแรงแล้วค่อยกลับมาบ้าน ท่านสั่งไว้อย่างนี้ แต่ตอนนี้หลังจากเราพากันถือศีล สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกคืน ไม่เห็นเขาเคยมารบกวนอะไรอีก ผมว่าเขาอาจจะไปผุดไปเกิดแล้ว เพราะเรากรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลให้เขาทุกวัน ผมว่าเขาเลิกอาฆาตเราแล้วละแม่ รอให้ไพมันจะคลอดเมื่อไรแล้วค่อยพาไปส่งโรงพยาบาลจันดี ตอนผมพาไพไป ผมติดต่อฝากท้องไว้แล้วแม่ไม่ต้องเป็นห่วง”



แม่ท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่โตผิดปรกติ คือ โตเกินขนาดจนใคร ๆ พากันสงสัยและทัก ร่างกายของแม่ทรุดโทรมลง ท้องของแม่โตแต่ตัวแม่ผอม แขนขาลีบไม่มีแรง เหตุร้ายเริ่มส่อเค้าคุกคาม พ่อได้แต่รอดูอาการและความเปลี่ยนแปลงของแม่ พอแม่ท้องได้ประมาณ ๗ เดือน พ่อรีบพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล

หมอตรวจอาการแล้วบอกว่า ยังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ที่ท้องแม่โตเกินปรกติเพราะแม่จะมีลูกเป็นฝาแฝด

พ่อหายกังวลพาแม่กลับมารอกำหนดคลอดที่บ้าน หมอบอกให้รออีก ๒-๓ เดือนค่อยไปให้ดูใหม่ แต่แม่กลับเจ็บท้องหนักขึ้นในทันทีที่พ่อพาแม่กลับมาบ้าน

แม่ปวดท้องนอนร้องครวญครางและดิ้นทุรนทุราย ยายต้องรีบไปตามหมอตำแย ที่เคยทำคลอดให้คนแถบนั้นมาดูอาการ เพราะไม่มีหนทางเลือก
หมอตำแยมาถึง ยังไม่ทันจะได้ทำสิ่งใด แม่ก็แท้งลูกที่เป็นฝาแฝดชายทั้งคู่ออกมา

000000



Create Date : 15 มีนาคม 2554
Last Update : 15 มีนาคม 2554 10:42:32 น. 11 comments
Counter : 1819 Pageviews.

 
สวัสดีครับคุณลุงบุลย์

ชีวิตจริงของตัวละครที่ดำเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งกัน

ระหว่าความเชื่อในยุคเก่ากับความเชื่อสมัยใหม่

บวกกับความฝันที่เล่าความเป็นมาของอดีตชาติ จึงอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ

ตามที่ตัวอักษรพาไปครับ

ทำให้อยากติดตามต่อครับ ว่าแฝด 2 คนที่เสียชีวิต

จะเกี่ยวข้องกับครอบครัวนี้อย่างไรครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 15 มีนาคม 2554 เวลา:19:39:14 น.  

 
สายัณห์สวัสดีค่ะลุงบูลย์
+===========================+

บรรยากาศตอนนี้ ระทึกฤทัย ตื่นเต้นดีค่ะ

ได้ความรู้ มีความเข้าใจในวิถีชีวิตชนบท
กับความเชื่อความศรัทธาในบางเรื่องที่อยู่เหนือเหตุผล
สาวบ้านนอก ก็เคยเชื่อในเรื่องเหล่านี้เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา
เพราะยังเห็นพิธีกรรม ที่ผู้เฒ่าผู้แก่สืบสานมาเรื่อย ๆ
เมื่อเวลาผ่านมา... ประเพณีบางอย่างก็ลบเลือนไป

ณ บ้านนอกเวลานี้ มีการ "รำมะมด(แม่มด)" กันอยู่ค่ะ
ซึ่งเป็นการแก้บนให้กับบุคคลในครอบครัว เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ทราบสาเหตุ
ที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย
ที่พึ่งสุดท้ายของชาวบ้าน จึงอาศัยความเชื่อเดิม ๆ
ซึ่งสร้างกำลังให้กับคนป่วยและญาติให้รู้สึกดีขึ้นได้ (อย่างปาฏิหาริย์)

บางครั้ง... ไม่เคยเชื่อ แต่... ไม่คิดลบหลู่

หากเชื่อมั่นต่อการกระทำ(กรรม) ของตนและยอมรับผลของมัน
เพียงเริ่มต้น... คิดดี ทำดี(ให้)ได้ ต้องได้ดีแน่ ๆ ค่ะ

ปล. มาอ่านก่อนใคร ๆ มีโบว์ "แฟนพันธ์แท้" ติด Bg ให้ด้วยนะค๊า



โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 15 มีนาคม 2554 เวลา:20:24:38 น.  

 
ลป. ตะแหง่ว!
คุณอิม มากระชากโบว์แดงไปก่อนซะงั้น อะคึ่ ๆ

แบบว่า.. offline ช่วงที่อ่านเอาเรื่อง
พออ่านจบ แล้วพิมพ์เม้นท์ไว้ตั้งแต่ทุ่มกว่า ๆ
มา online เพื่อเชื่อมต่อเป็นระยะ ๆ ค่ะ
(ใช้เน็ตแบบประหยัด หุ หุ)



โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 15 มีนาคม 2554 เวลา:20:31:35 น.  

 
คุณลุงช่วงนี้เล็กกำลังย้ายบ้านรอเล็กด้วยนะคะ ถ้าว่างเดี๋ยวเล็กจะมาอ่านค่ะเมื่อกี๊ไล่ดูผ่านๆ ก็อดใจแทบไม่ไหวแล้วแต่ขอตัวไปนอนก่อนนะคะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อของเตรียมตั้งศาลพระภูมิค่ะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 15 มีนาคม 2554 เวลา:22:02:41 น.  

 
เด๋วมาอ่านรอบสองอีกเช่นเคยค่ะ

อิอิ ทำจนติดเป็นนิสัยไปแว้ว


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 16 มีนาคม 2554 เวลา:8:29:27 น.  

 
อ่านเรื่องนี้แล้วแอบกลัวชีวิตพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์นานาจริงๆนะคะ

แม้ไม่มีเหตุผลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่อ่านแล้วมันสมเหตุสมผลชวนให้คล้อยตามจริงๆ

ลบหลู่ไม่ได้เด็ดขาด เรื่องพวกนี้

แหม...แต่แม่มีอันเป็นไปอีกแล้วท้องนี้

แรงจริงๆ..ตอนหน้า ไม่รู้ว่าพ่อจะว่าไง

มันสุดทนนะคะ ของเค้าแรงจริงๆ เจอวิกฤตใหญ่โตแล้ว


โดย: นักล่าน้ำตก IP: 58.8.72.45 วันที่: 16 มีนาคม 2554 เวลา:14:34:44 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงบูลย์
+==========================+

มารายงานการล้างพู่กันสีอะคริลิคค่ะ

วันนี้ใช้พู่กันทาสีอะคริลิค แต่งแต้มป้ายร้านสวัสดีกาแฟสด
ลงบนแผ่นไม้ด้วยสีส้มแปร๊ดดดดดดดดดดดดดดด
จนหมดขวด เพื่อให้คุ้มค่าราคา 15 บาท อะคึ่ ๆ

งัดเอาวิชาศิลเปรอะ อะกึ๊ย! วิชาศิลปะ ณ บ้านนอก
จัดการปาดป้ายสำเร็จ อาจไม่สวยเรียบเฉียบคม
แต่พอใจในฝีมือตนเอง ซึ่งมีไฝแดงบนนิ้วก้อยข้างขวา หุ หุ
(เกี่ยวกันไหมเนี่ย!)
นำพู่กันไปล้างน้ำสะอาด จนหมดจด แล้วเอาไปผึงลมไว้

แบบนี้เป็นวิธีการใช้/เก็บพู่กัน.. อย่างถูกต้องใช่ไหมคะ?

ขอคำชี้แนะจาก 'จารย์ศิลปินหญ่าย ด้วยค่ะ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 16 มีนาคม 2554 เวลา:16:30:35 น.  

 
นักล่าฯอัพเรื่องสั้นที่โดนก็อปค่าลุง

ราตรีสวัสดิ์จร้า


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 16 มีนาคม 2554 เวลา:22:34:12 น.  

 
แวะมาอ่านแล้วนะค่ะคุณลุงเจ้าที่แรงจริงๆค่ะ สงสารจังท้องสุดท้ายได้ลูกแฝดก็ยังมาตายไปอีก งวดหน้าถ้าท้องต้องไปพักที่อื่นลองดูเผื่อจะรอดนิ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 17 มีนาคม 2554 เวลา:12:48:06 น.  

 
สายัณห์สวัสดีค่ะลุงบูลย์
+===========================+

มาระบายอารมณ์และเล่าเรื่องระบายสีอะคริลิค
ที่ปาดป้าย "สวัสดีกาแฟ(โ)สด" ณ บ้านนอกค่ะ

วันนี้ละเลงสีม่วงเข้มได้ใจสาวฯ มากค่ะ
โดยเอาพู่กันอันเดิมที่ล้างน้ำสะอาดแล้ว
มาจุ่ม ๆ สีแล้วป้ายลงบนตัวหนังสือ(ที่เริ่มเลือนลาง)

ต้องใช้พลังจิต ดึงเอาความสามารถที่เคยมี
เมื่อครั้งเรียนวิชาศิลปะมาตั้งแต่ประถมและมัธยม
มาใช้ในชีวิตการทำงานส่วนตัวอีกครั้ง... รู้สึกสนุกดีค่ะ

แม้ว่า.. ไม่อาจระบายสีให้พริ้วไหวไปตามอารมณ์
(เพราะทาทับตัวอักษรที่มีอยู่เดิม หุ หุ)
หากพยายามใส่ความตั้งใจที่มีด้วยสมาธิที่แน่วแน่.. มั่นคง

สาวฯ รู้สึกดีที่ตัวเองได้ฝึกสติไปพร้อมกับการป้ายสีอย่างมีสีสัน
วันหน้า(ว่าง ๆ) จะบันทึกภาพป้ายร้านฯ มาโชว์ค่ะ

วันนี้ขอมาโม้ & เม้าท์ก่อนนะค๊า อะคึ่ ๆ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 17 มีนาคม 2554 เวลา:20:39:01 น.  

 
น่าสงสาร จังแม่พไพ แท้งลูกอีกละ
น่ากลัวจัง เจ้าที่ใจร้ายมากเลย


โดย: seton วันที่: 21 มีนาคม 2554 เวลา:22:28:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.