...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
9 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
เธอมาเพื่อช่วยพ่อ ๒

2

“มีอะไรหรือพัฒน์ ทำไมนั่งทำหน้าราวกับโดนผีหลอก!”
ครูสาวโรงเรียนเดียวกันถามขึ้น ขณะที่นายพัฒนา พลเมือง ครูหนุ่มซึ่งประจำชั้น ป.5 ข. นั่งตรวจงานวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กลูกศิษย์ของตนอยู่ที่โต๊ะทำงาน

“ ยิ่งกว่าโดนผีหลอกเสียอีก นี่ ๆ เธอมาดูอะไรนี่ซี เผื่อพัฒน์จะตาฝาด เห็นอะไรที่มันผิดไปจากความเป็นจริง”

ครูหนุ่มเงยหน้าขึ้นพูดกับครูสาว ที่ตนกำลังผูกพันชิดใกล้มากกว่าครูผู้หญิงคนใด

“ อะไรจะขนาดนั้น ยังไม่แก่ไม่เฒ่าสักหน่อย จะถึงขั้นกับตาฝาดตามัวกลางวันแสก ๆ เชียวหรือ พัฒน์เห็นอะไรบอกกิ่งมาดีกว่า ”

ครูสาวกิ่งแก้วถามครูหนุ่ม ซึ่งเธอกำลังพิจารณาที่จะรับเข้ามาขึ้นบัญชีไว้ในหัวใจอันดับต้น ๆ

“ เลขการบ้านของยายเยาว์นะซี ทำไมวันนี้มันจึงถูกหมด นี่ขนาดคูณและหารเศษส่วนเชียวนะ ยังทำได้ถูกและดีขนาดนี้ ยี่สิบข้อไม่มีผิดแม้แต่ข้อเดียว มันเป็นไปได้อย่างไร”


“แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ทำถูกหมดอย่างยายเยาว์หรือเปล่า แกป่วยขาดเรียนไปหลายวัน เพื่อน ๆ อาจจะสงสารจึงให้แกลอกมาส่งก็ได้ ครูสาวให้ความเห็น ”

“ยิ่งไม่มีทางใหญ่เลย นี่พัฒน์อุตส่าห์ตรวจงานของเด็กเก่ง ๆ ในชั้นทุกคนแล้วนะ ไม่มีใครทำถูกหมดอย่างยายเยาว์นี่สักคน ขนาดกานดาที่ว่าเรียนเก่งที่สุดในชั้น ยังผิดตั้งแปดข้อ แล้วก็ไม่ใช่แค่ถูกหมดอย่างเดียว ลายมือยังสวยเรียบ สะอาดสะอ้านราวกับไม่ใช่ลายมือยายเยาว์ พัฒน์ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร”

ครูหนุ่มรำพึง มองไปทางเด็กหญิงในชั้นคนหนึ่ง ที่เคยเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องและแย่อย่างที่สุด

“ พัฒน์ว่ายายนงเยาว์หายป่วยมาคราวนี้ อะไร ๆ ดูมันผิดไปคนละคน ” ครูหนุ่มผู้สอนคณิตศาสตร์รำพึงต่อ

“ ฟลุ๊กมั้ง หรือไม่ก็อาจจะมีใครสักคนช่วยสอนช่วยแนะแกก็ได้ นายเทียบมีลูกตั้ง 4-5 คนไม่ใช่หรือ บางทีพี่ ๆ แกอาจจะอยากช่วยน้องขึ้นมา เลยช่วยกันติว ช่วยสอนกันก็ได้ เพราะเห็นว่าเด็กนงเยาว์นี่ป่วย ไปนอนโรงพยาบาลเสียหลายวัน ” ครูสาวยังคงให้ความเห็น ตามที่คิดว่าเป็นไปได้

“ ลูกนายเทียบ พี่ ๆ ของนงเยาว์นะหรือ ที่จะมาช่วยสอนให้น้อง ไม่มีทาง...” ครูหนุ่มส่ายหน้า

“กิ่งไม่เคยสอนลูกชายลูกสาวนายเทียบ แต่พัฒน์สอนมาทุกคน นายประทีป ลูกชายคนหัวปีของนายเทียบ ไม่ได้เรียนชั้น ป.5 ขนาดชั้น ป.4 ยังแทบจะไม่จบ หนีโรงเรียนทุกวัน จนต้องตามไปลากตัวถึงบ้าน แต่สุดท้ายพัฒน์เห็นว่านายเทียบเองนั่นแหละ ที่ไม่ค่อยอยากให้ลูก ๆ เรียนหนังสือ เพราะไม่เคยกวดขันหรือเคี่ยวเข็ญ

"นอกจากไม่เคี่ยวเข็ญ ยังเป็นใจให้ลูกออกจากโรงเรียนไปรับจ้างปาดตาล เลยออกไปเพราะไม่สมัครใจเรียน ตอนที่เรียน ป.5 ได้ไม่ถึงเทอม มาลูกคนที่สองที่ชื่อ มยุรี นั่นก็ยิ่งแย่ เรียนจบ ป.5 ไปก็แค่จะตกมิตกแหล่ คะแนนเฉลี่ยไม่ถึงสอง เลข ภาษาไทย อังกฤษ สปช. ไม่รู้เรื่องอะไรเลยทั้งนั้น มองไม่เห็นว่าใครจะสอนใครได้

พัฒน์ว่ามีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นแล้วละ ไม่เชื่อกิ่งลองไปแอบ ๆ ดูนงเยาว์ตอนนี้ซี แกมีอะไรผิดประหลาด ๆ ไปหลายอย่างทีเดียว"

“คุยอะไรกันหรือ ขอร่วมวงคุยด้วยคนได้ไหม ? ” ครูหนุ่มใหญ่อีกคน เดินเข้าที่ครูหนุ่มสาวทั้งสอง

“พี่พัลลภมาก็ดี พี่สอนสปช. มีอะไรผิดปกติในชั้น ป.5 ข.บ้างไหม ? ” ครูพัฒนาหันไปยังครูหนุ่มใหญ่

“มี เป็นเรื่องประหลาดมากเลย จึงอยากจะมาปรึกษาอยู่พอดี” ครูหนุ่มใหญ่ตอบ

“อาจารย์มีอะไรหรือคะ ? ” ครูสาวถามอย่างสนใจ

“เรื่องเด็กหญิงนงเยาว์นะซี ประหลาดมากทีเดียว ออกมาจากโรงพยาบาลคราวนี้ ทำไมเรียนดีขึ้น จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ก็ไม่รู้ ”

“ อ้าว ! พอเด็กเรียนแย่อาจารย์ก็ว่าไม่ดี พอเด็กเรียนดีอาจารย์ก็ว่าผิดปกติ แล้วอาจารย์จะเอาอย่างไรแน่ ” ครูกิ่งแก้วแกล้งว่ายิ้ม ๆ

“ ก็อยากให้แกเรียนดีนะซีคุณกิ่ง แต่ทีนี้อยู่ ๆ แกมาดีขึ้นเกินปกติ ผมก็เห็นว่ามันประหลาด แล้วคุณล่ะ...ในฐานะครูประจำชั้น ป.5 ข. คุณไม่เห็นอะไรผิดปกติในตัวเด็กหญิงนงเยาว์บ้างหรือ ? ” ครูพัลลภถามครูพัฒนา

“ ก็เรื่องเดียวกันนี่แหละ ผมกับกิ่งกำลังถกกันอยู่ ” ครูพัฒนาตอบ

“ งั้นเหรอคุณสองคนก็เห็นสิ่งผิดปกติเหมือนกันหรือ คุณเห็นว่าผิดปกติยังไงบ้าง ? ” ครูพัลลภกลับเป็นฝ่ายถาม

“ ผมให้การบ้านเรื่องการคูณและหารเศษส่วนไป 20 ข้อเมื่อวันศุกร์ เห็นว่าเป็นวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ วันนี้แกเอาการบ้านมาส่งแกทำถูกหมดเลย ”

“ ใคร! เด็กนงเยาว์นี่หรือที่ทำเลขเศษส่วนถูกหมด แล้วเด็กคนอื่น ๆ ล่ะเป็นยังไง ถูกไหม ? ”

“ กานดา คนได้ที่หนึ่งของห้องทำผิด 8 ข้อ นอกนั้นก็ถูก 6 ข้อมั่ง 5 ข้อมั่ง ไม่มีใครทำถูกถึง 10 ข้อ ความจริงคนที่ถูก 5 ข้อ 6 ข้อเคยเป็นนงเยาว์ ผมก็กำลังคุยกับกิ่งว่ามันเป็นไปได้อย่างไรกัน ? ”

“ งั้นก็เหมือนที่ผมกำลังตั้งข้อสังเกต วิชาสปช.ของผม คุณเชื่อไหม ผมวัดจุดประสงค์ 60 ข้อ ออกข้อสอบเอง คิดว่าโหดที่สุดแล้ว นักเรียนคนอื่น ๆ ได้อย่างมากก็ 45 ข้อ แต่นงเยาว์แกตอบถูกหมด แถมยังเขียนลายมือสวยและสะอาด มันผิดไปเป็นคนละคนเลย แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร ? ”

“ หมายความว่า การป่วยไปนานนับอาทิตย์ ทำให้เด็กนงเยาว์นี่เรียนดีขึ้น ” ครูสาวกิ่งแก้วสรุป

“ ก็ไม่รู้ซี แต่ผลมันออกมาอย่างนั้น ” ครูพัลลภว่า แล้วก็กล่าวต่อเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

“ ตอนนี้เรารู้ผลการเรียนของนงเยาว์ 2 วิชาแล้วที่เรียนได้ดี ผมว่าถ้าจะพิสูจน์เรื่องนี้ให้แน่ เราไปขอดูผลการเรียนวิชาภาษาไทยกับอังกฤษอีก 2 วิชาเถอะ ถ้า 2 วิชานี้ดีเยี่ยมอีกละก็ ผมว่ามันพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินแล้ว ”

“หมายความว่า ไม่ใช่เรื่องธรรมดา? ” ครูพัฒนาถาม

“ ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ผมกำลังสงสัยในบางสิ่งบางอย่าง แล้วผมจะบอกคุณ 2 คน เมื่อดูผลการทดสอบวิชาภาษาไทยกับวิชาภาษาอังกฤษเสร็จ ”

ครูพัลลภกล่าวกับเพื่อนครูหนุ่มสาวทั้งสอง แล้วเดินจากไปเข้าห้องสอนของตน


0000


“ เยาว์ ! ทำไมแกไม่พูดกับฉันเลย แกโกรธฉันที่ไม่ไปเยี่ยมแกที่โรงพยาบาล ตอนแกป่วยนั่นใช่ไหม ? ”

เด็กหญิงรสสุคนธ์ เพื่อนที่นั่งโต๊ะใกล้กันกล่าวขึ้น เมื่อเห็นว่านงเยาว์ไม่พูดกับใครเลยถ้าไม่จำเป็น เป็นเวลา 3-4 วันมาแล้ว หลังจากออกจากโรงพยาบาล

“ ฉันไม่ได้โกรธใครทั้งนั้น แล้วฉันก็ไม่เห็นจำเป็นอะไรที่ใคร ๆ จะต้องไปเยี่ยมฉันด้วย เพราะใครจะไปเยี่ยมหรือไม่ไปเยี่ยม มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ถึงเวลาที่ฉันเกิดฉันก็เกิด ถึงเวลาที่ฉันตายฉันก็ต้องตาย ไม่มีใครมาช่วยฉันได้แม้แต่หมอ ” นงเยาว์ตอบเพื่อนด้วยถ้อยคำที่เพื่อน ๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ เยาว์ ! ทำไมเธอพูดแปลก ๆ อย่างนั้น สุ้มเสียงสำเนียงเธอก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเธอไม่เคยพูดแบบนี้เลย ตาย ๆ เกิด ๆ อะไรกันเราไม่เข้าใจ ” เด็กหญิงนั่งใกล้กันอีกคนตัดพ้อ

“ เห็นเขาว่าแกเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง สมองของแกคงจะไม่ค่อยปกติ มะลิวัลย์อย่าไปชวนมันพูดดีกว่า เห็นไหม...มันพูดจาเลอะเลือนไม่เหมือนเมื่อก่อน ”

“ ใช่ ! สมองของฉันมันเลอะเลือน ฉันไม่เหมือนเมื่อก่อน ” นงเยาว์หันขวับไปยังเด็กหญิงที่เพิ่งพูดจบประโยค

“ แกนี่เองที่ชื่อกานดา แกคงคิดว่าแกเก่งกว่าฉันนะซี แกจึงมาหาว่าฉันเลอะเลือน เอาเถอะ...ถึงฉันจะเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง แต่ตอนนี้ฉันก็หายแล้ว ในห้องนี้ไม่ว่าแกหรือใครทั้งนั้น ฉันจะต้องพยายามเรียนให้เก่งกว่าพวกแกทุกคนให้ได้ คอยดู ”

“ เอ๊ะ ! นี่นังเยาว์มันเป็นอะไรไปนะ มันพูดราวกับว่าไม่เคยรู้จักฉัน ” กานดาทำท่างงๆ

“ อ้าว ! ก็แกพูดเองอยู่หยก ๆ อย่าให้ฉันไปชวนพูดเล่นกับมัน ว่ามันเป็นโรคประสาท สมองเลอะเลือน คนเลอะเลือนมันก็ต้องพูดแบบเลอะ ๆ เลือน ๆ ” มะลิวัลย์ว่าแล้วหัวเราะ

“ เออ...จริงแฮะ ยายนั่นมันประสาทเลอะเลือน ฉันไม่น่าหลงลืมไปเอาจริงเอาจังกับมันเลย ”

เด็กหญิงกานดากล่าวกับเพื่อน ๆ พวกเดียวกัน แล้วจากวันนั้นก็ไม่ค่อยมีนักเรียนคนใดในกลุ่มของกานดา จะหันไปสนใจนงเยาว์อีก




3
นายเทียบ และนางลำยอง จิโนเวทย์ รู้สึกประหลาดในในตัวลูกสาว ยิ่งกว่าตอนที่ลูกสาวฟื้นขึ้นในโรงพยาบาล หลังจากที่หมอมาดูอาการแล้วบอกว่า ลูกสาวของเขาตายแล้วเสียอีก เพราะการฟื้นคืนชีพ ขึ้นมาของนงเยาว์คราวนี้ กิริยาอาการ รวมทั้งนิสัยใจคอของนงเยาว์เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน

นายเทียบนึกไปถึงเหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล เมื่อหมอเผ่นกลับมาที่เตียงคนไข้ ในทันทีที่พยาบาลไปบอกว่า

“ หมอคะ เด็กนั่นฟื้นอีกแล้ว ”

หมอทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก รีบเอาเครื่องตรวจฟังเสียงจี้ตามจุดต่าง ๆ ตรวจอาการดูใหม่อย่างละเอียด ตรวจแล้วก็พยักหน้า ยอมรับว่าสภาพร่างกายของนงเยาว์กลับเข้าสู่ความเป็นปกติอีกหน แล้วรีบให้พยาบาลนำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาตรวจเช็ก

“ปอด หัวใจ ชีพจร ความดัน อุณหภูมิ...ปกติดีทุกอย่าง”

“ นี่เกิดอะไรขึ้น ” หมอหนุ่มจ้องหน้าเด็กหญิง เด็กหญิงก็จ้องตาตอบ หมอหนุ่มรำพึงในใจ

“แน่ใจว่าเรามิได้ตรวจผิด มันเป็นเรื่องเหนือเหตุผล เหนือหลักวิชาแพทย์ที่เราเรียนมา มันเป็นเรื่องที่วิชาการแพทย์ยังเข้าไม่ถึง เป็นเหตุการณ์หนึ่งในล้าน เราเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาบ้างเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้เจอ คนตายแล้วฟื้น มีเล่ากันอยู่ ”

นงเยาว์รบร้าวขอกลับบ้านทันทีตั้งแต่คืนนั้น แม้หมอจะบอกว่าขอให้อยู่รอดูอาการอีกสักคืน แต่ทว่าไม่อาจจะขัดได้เมื่อเป็นความต้องการของคนไข้ ที่บอกว่าตนหายแล้ว

พอถึงบ้าน นายเทียบประหลาดใจอีกหน ประหลาดและตกใจจนกลายเป็นความหนักใจและไม่สบายใจ

“ นี่หรือพ่อ...บ้านเรา ทำไมรกสกปรกรุงรัง คับแคบอุดอู้ยังงี้ นี่อยู่กันเข้าไปได้ยังไง ทั้งสกปรกและแคบราวกับเล้าไก่ ” นงเยาว์พูดด้วยสำเนียงภาษากลางชัดแจ๋ว ไม่ใช่สำเนียงคนภาคใต้อย่างที่เคยพูด

“ ทำไมลูกพูดอย่างนี้ เราจนนี่ลูก แค่มีบ้านอยู่ มีข้าวกิน เราก็นับว่าดีกว่าคนอื่น ๆ อีกหลายคน ใคร ๆ แถวนี้ก็อยู่กันอย่างนี้แหละคนที่แย่กว่าเรายังมี เอ้อ...ลูกเพิ่งฟื้นจากการป่วย คงจะยังจำอะไรไม่ค่อยได้ ลูกไปนอนพักผ่อนก่อนเถอะ ”

นายเทียบไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรดี นอกจากหันไปสบตานางลำยองผู้เป็นภรรยา

“ เชอะ...ไปอยู่โรงพยาบาลมา 5-6 วัน กลับมาดัดจริตเป็นผู้ดีแปดสาแหรก ” มยุรีผู้เป็นพี่สาวแหวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

นงเยาว์หันขวับไปทางพี่สาว

“แกเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาว่าฉัน” นงเยาว์ถลึงตาเข้าใส่พี่สาว

“ดูซีมันถึงกับจำพี่จำเชื้อไม่ได้เสียแล้ว”

นางลำยองปรับทุกข์กับนายเทียบ ก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบพูดกัน 2 คนผัวเมียพอได้ยินว่า

“ฉันว่านังเยาว์มันเสียสติไปแล้ว มันหายจากอาการป่วยทางร่างกาย แต่ประสาทและความรู้สึกมันเป็นคนเสียสติ”

“เฉย ๆ ไว้ก่อนน่ายอง ลูกมันเพิ่งหายป่วยใหม่ ๆ มันอาจจะยังปรับความรู้สึกเดิม ๆ ไม่ได้ ปล่อยมันไปก่อนเถอะ อย่าเพิ่งไปถือสาหาความมัน”

นายเทียบกล่าวกับนางลำยองจบ ก็หันไปปรามลูกสาวคนโตว่า
“รี แกอย่าไปถือสาน้องเลย น้องมันป่วยเป็นอย่างไรแกก็รู้ มันรอดจากมาลาเรียขึ้นสมองมาก็บุญแล้ว หมอบอกว่าประสาทของมันถูกเชื้อมาลาเรียทำลาย ปล่อยให้น้องมันพักผ่อน มันจะพูดจะว่าอย่างไรก็ตามใจมันเถอะ บางทีพอร่างกายปรับตัวได้ สมองของมันอาจจะกลับเหมือนเดิมก็ได้”

“พ่อพูด พ่อทำราวกับหนูเป็นบ้า หนูไม่ได้บ้านะพ่อ แต่...แต่ หนูบอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมสมองของหนูมันเบลอ ๆ หนูคล้าย ๆ กับจะจำทุก ๆ คนที่นี่ได้ แต่สำหรับพ่อกับพี่คนนี้...” นงเยาว์ชี้ไปที่ประทีปพี่ชาย

“หนูรู้สึกเหมือนว่าพ่อกับพี่คนนี้ เคยมีบุญคุณกับหนูมาก่อน พ่อกับพี่คนนี้...เคยช่วยให้หนูพ้นจากความตาย” นงเยาว์เอานิ้วชี้มือขวาจี้ที่หน้าผาก ตามองกวาดไปยังทุก ๆ คน

“ดูมันพูดเข้าซี แม้แต่พี่ของมันแท้ ๆ มันยังจำไม่ได้ สติสตังของมันวิปลาสไปจริง ๆ” นางลำยองส่ายหน้ามองหน้าลูกสาวคนรองอย่างวิตกเป็นทุกข์

“ก็แกป่วยเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง พ่อกับพี่ธีปพาแกไปส่งโรงพยาบาลให้หมอรักษา แกจึงรอดชีวิตกลับมา ก็นี่แหละที่พ่อกับพี่ธีปช่วยแกให้พ้นความตาย” มยุรีสสอดขัดขึ้น

“ไม่ใช่ ไม่ใช่การช่วยครั้งนี้ พ่อกับพี่เคยช่วยฉันให้รอดจากความตายของคนใจร้ายที่คิดจะฆ่าฉัน แต่มันนาน... นานหลายชาติมาแล้ว” นงเยาว์กล่าวพร้อมกับส่ายหน้า

“เฮ้อ ! ในที่สุดแกก็บ้าไปแล้วจริง ๆ” มยุรีส่ายหน้ารำพึงดัง ๆ


00000


“เป็นยังไงวิชิต ผลการเรียนของนงเยาว์” ครูพัฒนาถามครูสอนวิชาภาษาไทย หลังจากครูหนุ่มตรวจข้อทดสอบเสร็จ

“ได้คะแนน 50 เต็ม ทำถูกหมดทุกข้อ ไหนคุณว่าเด็กนงเยาว์นี่เป็นมาลาเรีย เชื้อไข้ขึ้นสมอง ถึงรอดมาได้ก็จะเรียนอะไรไม่รู้เรื่องยิ่งกว่าเก่า” ครูวิชิตกล่าวคล้ายจะต่อว่า

“ผมไม่ได้ว่าเองนะ ใคร ๆ เขาก็พูดกันอย่างนี้ แม้แต่หมอที่รักษาแก หมอว่าถ้ารอดปลอดภัยมาได้ เธอก็จะเป็นเหมือนเด็กปัญญาอ่อน แต่ตอนนี้ผมเองก็งงไปหมด เพราะคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของผมวิชาสปช.ของอาจารย์พัลลภ เธอก็ทำได้ถูกหมด แถมลายมือก็สวยกว่าเดิม จนเทียบไม่ได้เลยกับนงเยาว์ก่อนป่วย” ครูพัฒนารีบชี้แจง

“ตอนอยู่โรงพยาบาล หมอทำอะไรกับแกบ้างหรือเปล่า เป็นต้นว่าผ่าตัดสมอง แล้วยัดอะไรเข้าไปอย่างในนวนิยายบางเรื่อง” ครูวิชิตกล่าวแล้วหัวเราะ

“ถามดูแล้วหมอไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากจะไม่ได้ทำอะไรหมอยังวินิจฉัยว่าเธอได้ตายไปแล้วเสียอีก ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง”

“อะไรกัน คุณเอาอะไรมาพูด ตายแล้วฟื้นขึ้นมาอีก เด็กนงเยาว์นะหรือตายแล้วฟื้น คนตายแล้วจะฟื้นขึ้นมาได้ไง คราวนี้แหละยิ่งกว่านวนิยาย” ครูวิชิตหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม

แต่ครูหนุ่มไม่ได้นึกขำไปด้วย เมื่อวิชิตหยุดหัวเราะ พัฒนาจึงกล่าวขึ้นว่า

“เรื่องนี้คุณเทียบเป็นคนมาเล่าให้ผมฟังเอง คุณเทียบเล่าว่าหมอบอกตอนก่อนที่นงเยาว์จะฟื้นขึ้นมาว่า นงเยาว์ตายแล้ว แต่อีกไม่ถึง 5 นาทีต่อมานงเยาว์ก็ฟื้นขึ้นมา ฟื้นแล้วหมอให้พักอยู่ต่ออีกสักคืนแกก็ไม่ยอม รบเร้าขอกลับบ้านท่าเดียว”

“น่าประหลาด...ผมว่าเรื่องนี้มันมีอะไรที่ประหลาด ๆ มหัศจรรย์พันลึกอยู่นะ คุณสังเกตดูนงเยาว์ตอนนี้ซี แต่งกายสะอาดสะอ้าน ผิดไปเป็นคนละคน เสื้อผ้าที่สวมใส่รีดเรียบ ใส่ถุงเท้ารองเท้ามาโรงเรียน กิริยาท่าทางก็ผิดไปเป็นคนละคนกับนงเยาว์คนก่อน

เมื่อก่อนเสื้อผ้าที่สวมใส่เก่าคร่ำ ดำสกปรก ซักอาทิตย์ละครั้ง หน้าตาสกปรกมีขี้หูขี้ตา ท่าทางเซื่องซึม มาตอนนี้ดูแจ่มใสร่าเริง ช่างซักช่างถามภาษากลางที่พูดชัดเจนราวกับเป็นคนกรุง”

“ใช่ ! ผมกำลังสังเกต และกำลังจะพูดเรื่องนี้อยู่พอดี พอดีคุณพัฒน์พูดขึ้น” ครูวิชิตพยักหน้า

ครูพัฒนา ครูประจำชั้นจึงเล่าต่อไปว่า “ยังมีเรื่องแปลกกว่าที่ว่านี้อีก ตอนนี้นงเยาว์เปลี่ยนแปลงระบบความเป็นอยู่ภายในบ้านไปเกือบหมด ไม่กินอาหารรสเผ็ดจัด ไม่กินแกงไตปลา น้ำพริก อาหารพื้นบ้านแบบที่เรา ๆ กินกัน จัดบ้านช่องทำความสะอาดใหม่หมด...”

ครูหนุ่มเล่าเรื่องไม่ทันจบ ครูสาวก็เดินถือใบคะแนนวิชาภาษาอังกฤษเดินเข้ามาส่งให้ครูหนุ่มดู พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

“นงเยาว์ทำคะแนนวิชาภาษาอังกฤษได้เต็มอีกค่ะพัฒน์ นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน กิ่งเบลอไปหมดแล้ว”

ครูพัฒนา พลเมือง รับใบคะแนนจากมือครูสาวไปดู ทำท่าตกใจแล้วขมวดคิ้ว ไม่ใช่ไม่ยินดีที่เด็กของตนเรียนดีขึ้น แต่มันประหลาดว่าอยู่ ๆ เหตุการณ์ของนงเยาว์กลับเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ

“ตะกี้พัฒน์เล่าเรื่องของนงเยาว์อยู่ใช่ไหม เล่าอีกซีคะ...กิ่งอยากฟัง” ครูสาวเร่งครูหนุ่มที่เธอให้ความสนิทสนมถึงขั้นแฟน

คุณเทียบแกกำลังสงสัยว่า นงเยาว์จะไม่ใช่นงเยาว์คนเดิมที่เป็นลูกสาวแก” ครูพัฒนาต่อเรื่อง

“อ้าว ! ไม่ใช่ลูกคุณเทียบ แล้วจะเป็นลูกของใครล่ะ นงเยาว์ก็คือนงเยาว์เห็น ๆ อยู่ แม้ว่านิสัยใจคอ ความประพฤติจะเปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม แต่คนเรามันสามารถที่จะปรับเปลี่ยนบุคลิกที่ไม่ดีให้ดีขึ้นได้นี่ บางทีแกอาจจะไปเห็นไปพบตัวอย่างที่ดี ๆ มาก็ได้” ครูวิชิต ครูสอนวิชาภาษาไทยแย้งขึ้น

“คุณเทียบแกเล่าว่า ก่อนที่นงเยาว์จะออกจากโรงพยาบาล อาการของแกเพียบหนัก หมอและพยาบาลต้องช่วยกันพัลวัน แล้วนงเยาว์ก็สิ้นใจ แต่สิ้นใจไปไม่ถึง 5 นาทีเธอก็ฟื้นขึ้นมา ฟื้นขึ้นมาคราวนี้ปกติดีทุกอย่าง ไม่ยอมนอนต่อให้หมอตรวจอีกครั้ง รบเร้าให้คุณเทียบพามาบ้าน

พอมาถึงบ้านก็บ่นว่าบ้านสกปรก คับแคบ อยู่กันได้อย่างไร ห้องนอนไม่สะอาด ห้องน้ำห้องส้วมไม่มี ให้คุณเทียบจัดการแก้ไขด่วน ให้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ให้ทำสนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่ให้ล่ามวัวควายใต้ถุน ให้ไปทำคอกไว้ไกล ๆ บ้าน ให้ทำเล้าไก่ ทำคอกหมูไม่ให้ปล่อยให้เดินเพ่นพ่าน อาหารรสเผ็ดกินไม่ได้ จะกินแต่อาหารรสจืด ๆ เลี่ยน ๆ ไม่ยอมพูดภาษาใต้ คุณเทียบว่านงเยาว์คนนี้ไม่ใช่ลูกแก เพราะลูกแกไม่เคยเป็นอย่างนี้

“หมายความว่าผีมาเข้าหรือมีวิญญาณอื่นมาเข้าสิง อย่างนั้นใช่ไหม ?” ครูวิชิตถามสอดขึ้น

“ก็คงเข้าทำนองนั้น แต่คนที่ถูกผีเข้า ก็ไม่เคยเป็นแบบนี้อีกเหมือนกัน มันคล้าย ๆ กับว่าเป็นคนใหม่แต่อยู่ในร่างเก่า” ครูพัฒนาตอบ

“งั้นนงเยาว์คนนั้นก็ตายไปแล้ว ส่วนคนนี้มาสวมร่างแทน” ครูสาวกิ่งแก้วสรุปจากที่ยืนฟัง

“แล้วคุณเทียบแกจะเอายังไง ความจริงลูกมีการปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีอย่างนี้น่าจะภูมิใจ” ครูหนุ่มใหญ่ที่ชื่อพัลลภให้ความเห็น

“สำหรับเรานั้นแน่ละ ที่จะต้องพอใจกับการที่เด็กโง่และสกปรกคนหนึ่ง มาเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ แต่สำหรับคุณเทียบเราก็รู้ว่า แกยอมรับสภาพแบบผู้ดี ๆ ไม่ได้ คือเขาเคยอยู่กันมาแบบพื้นบ้าน” ครูพัฒนาเสริมด้วยความเห็น

“มันจะอะไรนักหนา ผมว่าดีแล้ว คนอย่างคุณเทียบนะ ลองให้เปลี่ยนรูปลักษณ์เสียบ้าง คนอื่น ๆ ที่แย่ ๆ จะได้เอาตามอย่างบ้างคุณเคยไปบ้านแกไหม บ้านแกสกปรกมาก บ้านช่องไม่รู้ว่ากี่วันกวาดครั้ง ขันน้ำที่ตักมาให้ผมกินวันนั้นดำปี๋จนผมไม่กล้ากิน” ครูพัลลภว่าตามที่เคยไปบ้านนายเทียบมา

“แค่ถ้าให้บ้านช่องสะอาดขึ้นน่ะดีแน่ แต่ผมว่าที่คุณเทียบแกสู้ไม่ไหวก็ตรงนี้ ตอนนี้นงเยาว์ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าเก่า ไม่ยอมกินน้ำพริก แกงไตปลา ไม่ยอมกินแกงหอยขม จะกินแต่ไข่เจียว ไข่ดาว หมูทอดกระเทียมพริกไทย แกงจืดหมูสับ ปลากะพงราดพริก แกงเขียวหวานไก่ การแต่งกายก็เปลี่ยนใหม่

“ ตอนนี้จากนงเยาว์ที่เคยเซื่องซึมสกปรก กลายเป็นนงเยาว์ที่โผงผาง พูดจาแต่ละคำเฉียบคม เรียนเก่งไม่มีใครสู้ ตอนนี้นักเรียนที่เคยเรียนดีได้ที่ 1 กลายเป็นที่ 2 ที่ 3 ไปแล้ว แล้วคะแนนก็ห่างกันลิบลับ ” ครูพัฒนาชี้แจง

“ แล้วคุณเทียบจะให้ทำอย่างไร หากว่าแกไม่ยอมรับว่านงเยาว์ที่ฟื้นขึ้นมาใหม่เป็นนงเยาว์ลูกสาวแก จะให้ขับไล่ไปอย่างนั้นหรือ ” ครูวิชิตสงสัย

“ คงไม่ขนาดนั้นหรอก เพียงแต่แกมาปรึกษาเพื่อขอความเห็นว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไปเท่านั้น”

“ ก็ไม่ต้องทำอย่างไร เลี้ยงดูแกไป แล้วก็ดูไปเรื่อย ๆ ผมว่าเด็กแบบนงเยาว์คนใหม่นี่แหละ น่าจะมาช่วยให้คุณเทียบได้ดีมีระดับขึ้น ถ้าเป็นลูกสาวผมนะ ลงว่าเรียนเก่งและฉลาดอย่างนี้ ผมจะทุ่มให้เรียนสูง ๆ อาจจะให้เรียนแพทย์ เรียนหมอ เรียนบัญชี เรียนเศรษฐศาสตร์อะไรก็ได้ จบมาได้ทำงานธนาคาร พ่อแม่พลอยมีหน้ามีตา ” ครูพัลลภให้ความเห็น

“ แต่คุณเทียบไม่เคยมีนิสัยที่ส่งเสริมให้ลูกเรียนต่อ หรือเรียนสูง ๆ เลยสักคน ลูก ๆ ของแกทุกคนยังไม่ทันจะจบ ป.5 ป.6 แกให้ออกไปช่วยงานบ้าน ช่วยงานในไร่ในนาเสียแล้ว มาคราวนี้แกจึงคิดว่านงเยาว์จะทำให้ลำบาก

แต่เอาเถอะ...ผมจะลองแนะนำแกดูตามความเห็นของพี่ เพราะผมเองก็อยากจะให้เป็นอย่างพี่ว่า คือแกจะเป็นใครที่ไหนมาก็ตาม ลงว่ามาเป็นคนดีคนเก่งก็น่าจะช่วยกันส่งเสริม ผมคิดของผมอยู่เหมือนกันว่า ความจริงน่าจะเป็นบุญของคุณเทียบ ที่ได้ลูกสาวแบบนี้มาแทนนงเยาว์คนเก่า ”

ถ้อยคำของครูในโรงเรียน เป็นบทสรุปสำหรับนงเยาว์ในวันนั้นแต่สำหรับนายเทียบ หาได้เป็นอย่างที่คณะครูสรุปไม่...


00000



“ แกอย่ามาทำดัดจริตนักเลยนังเยาว์ เดี๋ยวข้าตบชัก แกไปได้นิสัยผู้ดิบผู้ดีมาแต่ไหนหือ...น้ำพริกก็กินไม่ได้ แกงเลียงยอดลำเพ็งก็กินไม่เป็น อยากจะกินแต่ไข่ทอดไข่เจียว ใครจะหามาจากไหนให้แกกินได้ทุกวัน ” มยุรีลูกสาวคนโตของนายเทียบ ดุว่าน้องสาวผู้เปลี่ยนผันชีวิตใหม่

“ โธ่พี่ ! กะอีแค่กินไข่เจียวไข่ทอด มันจะถึงกับวิเศษวิโสอะไรนักหนาเชียว ไข่ก็ลูกละ 3 สลึงเท่านั้น ฉันอยากกินอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ ฉันกินไม่ได้ จะมาบังคับให้กินได้ยังไง แค่กินไข่มื้อละฟอง มันถึงกับต้องดัดจริตเป็นผู้ดิบผู้ดีเชียวหรือ แล้วไข่นี่ฉันก็ซื้อมาเอง จากเงินที่ฉันประหยัดไว้จากค่าขนมที่พ่อให้ไปกินที่โรงเรียน ไม่ได้มารบกวนอะไรพ่อกับแม่สักหน่อย ” นงเยาว์เถียงพี่สาว

“ ชะ...ชะ...นี่จะเอาใหญ่แล้วนะแกนะ เดี๋ยวนี้อวดเก่งอะไรขึ้นมาเถียงคำไม่ตกฟาก เดี๋ยวฉันก็ตบให้จริง ๆ หรอก ” มยุรีขึ้นเสียงเดินเข้ามาทำท่าจะตบน้องสาว

“ สองคำก็ตบ สามคำก็ตบ รู้จักมีเหตุมีผลบ้างซี อยากรู้นักฉันทำผิดอะไร แค่ฉันซื้อไข่มาจะทอดกิน พี่ก็พี่เถอะ ” นงเยาว์ไม่ยอมอ่อนข้อให้มยุรีอย่างที่เคยอ่อน

มยุรีนึกว่านงเยาว์จะเหมือนนงเยาว์คนก่อนที่โง่ เซ่อ ใครว่าใครด่าอย่างไรก็ไม่ต่อปากต่อคำ จึงปรี่เข้ามาหาจับแขนขวาน้องสาวไว้ แล้วเงื้อมือขึ้นหมายจะตบให้เต็มแรง แต่ทว่าพอเงื้อมือนงเยาว์ก็ก้มหัวหลบวืด จนมยุรีเสียหลักเซไป

“ แก! แกหลบเรอะ ! แกอยากลองดีกับฉัน ดีแล้ว...ฉันจะตบแกให้ตาย ! ” มยุรีส่งเสียงดัง ผวาเข้าไปใหม่อย่างเคียดแค้น ที่ไม่อาจจะทำอะไรแก่นงเยาว์ได้

มยุรีพุ่งตัวเข้าหมายจะกอดปล้ำจับตัวนงเยาว์ แต่นงเยาว์คนใหม่ไม่เหมือนคนเก่า เธอหลีกหลบอย่างคล่องแคล่ว แค่มือของมยุรีมาแตะลำตัวเธอก็ปัดออก มิหนำซ้ำเรี่ยวแรงของนงเยาว์ก็ดูหนักหน่วง แค่ปัดปิดป้องยังไม่ทำอะไรตอบโต้ มยุรีก็เสียหลักเข้าไม่ติด

ตอนหนึ่งมยุรีเสียหลักหัวพุ่งไปชนฝา หน้าผากบวมปูด มีเลือดไหลออกมาทันที มยุรีเจ็บก็เจ็บ โกรธก็โกรธ แต่พอเห็นเลือดก็ตกใจใจฝ่อ นั่งลงเอามือปิดแผลที่เลือดออก

“ แก ! แกทำให้ฉันเจ็บ ฉันจะบอกพ่อกับแม่ ” มยุรีชี้หน้าร้องไห้โฮ ๆ ที่ไม่อาจจะทำอะไรน้องสาวได้ ได้แต่กล่าวคำอาฆาต “ ฉันจะบอกพ่อให้ตีแกให้ตาย แกทำให้ฉันหัวแตก ”

“ ใครไปทำอะไรพี่ พี่จะตบตีฉัน ฉันปิดป้องหลบ แล้วพี่ก็พุ่งไปเอาหัวชนฝาเอง ” นงเยาว์หัวเราะหยัน

“ สู้เขาไม่ได้แล้วอย่าพาลซี ”

นงเยาว์เห็นพี่สาวหมดฤทธิ์ก็สงสาร รีบไปหาสำลีกับยาแดงมาส่งให้

“ นี่ยาแดง เอาเช็ดแผลซะ หรือไม่ก็เอามือออก ฉันจะทำแผลให้ พี่ทำตัวของพี่เองนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรพี่ ”

นงเยาว์พยายามพูดด้วยเหตุผล แต่มยุรีไม่ฟังเหตุผล คงเอาแต่นั่งร้องไห้ ไม่ยอมรับสำลีและยาแดง นงเยาว์จึงวางของทั้งสองสิ่งไว้ให้แล้วลุกเดินหนีไป

00000


“ ฉันต้องลงโทษแกนังเยาว์ แกเป็นต้นเหตุทำให้พี่เขาหัวแตก ” นายเทียบเริ่มพิพากษาตัดสินความคู่กรณี หลังจากรับฟังคำกล่าวฟ้องของลูกสาวคนโต

“ แต่พ่อต้องฟังฉันบ้าง ไม่ใช่ฟังแต่พี่รีข้างเดียว พ่อลองถามพี่รีดูซิว่าจะตบจะตีฉันทำไม ฉันผิดอะไร แค่ฉันซื้อไข่ไก่มา 2 ฟองจะทอดกิน พี่รีก็ด่าฉัน หาว่าฉันดัดจริตจะเป็นผู้ดี แค่กินไข่ใบละ 3 สลึง ต้องเรียกว่าผู้ดีด้วยหรือ แล้วเงินที่ฉันซื้อไข่มากิน ก็เป็นเงินที่ฉันกระเหม็ดกระแหม่จากเงินค่าขนม ที่พ่อจ่ายให้ฉันวันละบาท ไปกินขนมที่โรงเรียน ฉันไม่ได้ขอเงินพ่อไปซื้อ พอฉันให้เหตุผลพี่รีก็จะตบตีฉัน ”

“ แต่มันท้าฉันนะพ่อ มันท้าว่าลองเข้าไปตบซีมันก็มีมือ มันจะตบฉันด้วย ฉันจึงโมโหที่มันท้าและเถียงไม่ตกฟาก ” มยุรีพยายามยกความผิดของน้องสาวมาชี้แจง

“ เดี๋ยวนี้เถียงพี่ทุกคำ แกไม่เกรงกลัวพี่เลย เป็นน้องต้องเชื่อฟังพี่ ฉันต้องตีแกที่ท้าทายพี่ ขู่จะตบพี่ ” นายเทียบคว้าไม้เรียวเดินเข้าหาลูกสาว

“ พ่อจะตีฉันก็ได้ แต่ฉันขอถามพ่อสักหน่อยว่า ถ้าพี่มาด่า มาว่าฉันแบบผิด ๆ โดยไม่มีเหตุผล ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงให้พี่ฟังบ้างเลยหรือ หรือว่าคนที่เกิดมาเป็นน้องจะต้องผิดเสมอ ส่วนพี่ก็ถูกเรื่อยไป พี่ว่าถูกก็ต้องถูก พี่ว่าผิดก็ต้องผิด ทั้ง ๆ ที่ไม่ผิด ”

นงเยาว์ไม่นึกกลัวที่พ่อจะทำโทษ แต่นึกเสียใจที่พ่อกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลกลับไปเข้าข้างพี่สาว

“ ก็แกมันหัวหมอ เจ้าถ้อยเจ้าคารมอย่างนี้นี่แหละนังเยาว์ ฉันจึงอยากจะตีแก แกไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ยังไง ๆ ฉันก็จะต้องตีสั่งสอน ไม่งั้นจะเหลิงใหญ่ กับพี่กับเชื้อก็ไม่กลัว ” นายเทียบว่าแล้วก็ยกไม้เรียวขึ้นสูง

แต่ทว่าทันใดนั้น… “ พ่อ ! พ่ออย่า อย่าตียายเยาว์นะ ยายเยาว์ไม่ผิด ”

เสียงหนึ่งร้องห้าม พร้อมกับร่างกายแข็งแรงล่ำสันสมชายชาตรีของหนุ่มวัยรุ่น ก้าวขึ้นชานเรือนมา นายเทียบหันไปมองแล้วชะงัก

00000






ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร "ตายแล้วไปไหน" (เครือโลกทิพย์-ขวัญเรือน) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗-๓๘ ใช้นามปากกาว่า"ผกายฟ้า ประกาศิต"

และตีพิมพ์ในแรงบุญแรงกรรม ปี พ.ศ.๒๕๕๑ นามปากกา "ไพบูลย์ พันธ์เมือง" มาจบในผี ๔๘ ปี ๒๕๕๓ ครับ แบบว่าเรื่องมันดี(มั้ง)อิ ๆ






ตอนนี้มีพวกพ้องในวงการหนังสือ หรือลูกศิษย์ลูกหาทางการเขียนช่วยเหลือ จะให้พิมพ์รวมเล่มออกมาวางจำหน่าย ก็กำลังคิดอยู่


Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2554 19:22:20 น. 25 comments
Counter : 673 Pageviews.

 
ตอบคุณอัยย์ เรื่องทำไมนางพยาบาลเรียกคุณเทียบว่าลุงทั้ง ๆ ที่อายุแค่สี่สิบเศษ ๆ

ขอตอบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง คุณเทียบนั้นเป็นเพื่อนพระบวชอยู่วัดเดียวกับลุง คุณเทียบเรียนจบแค่ชั้น ป.๔ มีภรรยาตั้งแต่อายุ ๒๐ มีลูก ๓ คน คุณเทียบทำงานหนักมาก อาชีพหลักคือขึ้นต้นมะพร้าวปาดตาล หน้าตาแก่เกินวัย ตอนบวชลุงอายุ ๑๗ แต่คุณเทียบ ๓๐ กว่าแล้ว เราสนิทสนมถูกคอกันมาก ลุงเคยแอบชอบ ๆ ลูกสาวมยุรี พี่สาวของนงเยาว์อยู่ตอนนั้น แฮ่ ๆ แบบว่าลูกสาวแกจัดว่าสวยทีเดียว

แต่เป็นเณรอยู่ยังไม่สึกก็เลยเฉยไว้ ส่วนนงเยาว์อายุยังน้อยมากเพิ่งเข้าโรงเรียน พอลุงอายุ ๒๕ เรียนจบ ม.๖ และสอบวาดเขียนโทได้ ได้เข้าเป็นครูที่พังงา น้องชายลุงคือ ครูพัฒนา พลเมือง (ชื่อสมมุติ)ได้สอนนงเยาว์และเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในปี ๒๕๑๒ ลุงเลยเอามาแต่งเป็นนิยายเมื่อปี ๒๕๓๕

ถ้าพิมพ์รวมเล่มคงต้องแก้ไขบ้าง ขอบคุณ ๆ อัยย์ที่มาชี้แนะ เฃิญทุกท่านติติงกันตามสบายครับ จะขอบคุณอย่างยิ่ง


โดย: ผกายฟ้า ประกาศิต (pantamuang ) วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:9:36:23 น.  

 
มาอ่านคำตอบลุงค่ะ ขอบคุณนะคะ

ส่วนเรื่อง เด๋วค่อยมาอ่านอีกครั้ง(เช่นเคย) คริๆ


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:12:43:24 น.  

 
สวัสดีตอนพักเที่ยงคะอาจารย์ ขอบคุณที่กระซิบ
บอกว่าลงตอนไหม่แล้ว

ผกายฟ้า ประกาศิต มีที่มาของนามปากไหมน้า
เพราะดูแตกต่าง จากชื่อนานปากอื่นที่อาจารย์เคยใช่ เช่น
พันธุ์ ชุมพร, พร เมืองใต้, เทียน ส่องธรรม,

ตกลงนงเยาว์ไม่ใช่นงเยาว์คนเดิม หรือเป็นคนเดิมที่ระลึกชาติได้
ไม่เดาดีกว่ารออ่านตอนต่อไปคะ


โดย: หนูแอน (seton ) วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:12:44:21 น.  

 
สวัสดียามบ่ายครับคุณลุง
ผมกะมาอ่านต่อบล็อกที่แล้วครับ
อ่านค้างไว้ยังไม่จบ....คุณลุงก็อับบล็กไหม่
ไปแล้ว ไวจังครับ....แต่ไม่เป็นไรครับ...เห็นที่อยู่แล้ว


โดย: panwat วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:13:11:13 น.  

 
สวัสดีค่ะ...คุณลุงบูลย์

...อ่านไป.. ลุ้นไป...อ้าว..จบตอนซะแล้ว แหม!!!! เสียดายจริงๆ
นี่ถ้าได้อ่านเป็นเล่ม สงสัยวางไม่ลงเลยค่ะ

...ถ้าคุณลุงรวมเล่มเสร็จเมื่อไหร่ บอกด้วยนะคะ หนูจองด้วยคนค่ะ
แล้วหนังสือมีทั้งหมดกี่ตอนคะ แบบว่าอยากอ่านนานๆน่ะค่ะ
(กลัวจบเร็ว อิ..อิ)


โดย: ไกลบ้าน IP: 109.46.128.236 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:17:28:53 น.  

 
อ่านยาวเลยค่ะ....
วันนี้จุใจจริงๆ....นานไม๊ค่ะกว่าจะรวมเล่มค่ะ..
อาการคนถูกผีเข้าเป็นยังไงน้อ...
หรือว่าจะระลึกชาติอย่างคุณแอนว่า....
สนุกดีค่ะ ยิ่งตอนครูบรรยายถึงระบบการให้คะแนนมีการวัดจุดประสงค์วิชานั้นนี้ ....เหมือนกลับไปสมัยเด็กเลยค่ะ..
แล้วจะเข้ามารออ่านตอนต่อด้วยคนค่ะ


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:05:08 น.  

 
ตอบเผื่อทุกท่านที่อาจสงสัย...

ที่มาของชื่อนามปากกา คือแรกเขียนเรื่องสั้นเมื่อปี ๒๕๒๗ ได้เขียนเรื่องสั้นเพื่อประกวดที่หนังสือพิมพฺ์เดลินิวส์ แต่พยายามเท่าใด ๆ ก็ไม่ผ่าน คืนหนึ่งฝันว่าขึ้นไปบนภูเขาสูง จะไปกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เวลาเช้ามืด

ด้านหน้าพระอาทิตย์แฝงเมฆดำเป็นทางยาว ท้องฟ้าเป็นสีเหลืองอมทอง ทาบด้วยเมฆดำเป็นทาง ๆ ทันใดนั้นท้องฟ้าสว่างวาบขึ้น พร้อมกับมีเสียงตวาดกึกก้องว่า

"มึงกลับไป กลับไปเขียนหนังสือ มึงทำอะไรไม่รุ่งหรอกนอกจากเขียนหนังสือ"

ตื่นขึ้นตอนใกล้สว่าง นั่งคิดว่าเขาบอกอะไรเรา เสียงสั่งจากฟ้าแถมฟ้าแลบ เกี่ยวกับนามปากกาหรือไม่ เปิดพจนานุกรมหาคำว่า "แสงที่แวบออกมา" ครั้งแรกจะเอาคำว่า "ประกายฟ้า" ก็รู้สึกว่า คำนี้มันธรรมดาเกินไป พบคำอีกคำคือ ผกาย คำนี้แปลกดี ไม่มีใครใช้

จึงใช้คำว่า "ผกายฟ้า" และเนื่องจากมีเสียงสั่งด้วย จึงเติมท้ายว่า "ประกาศิต" ฟังดูเป็นลิเก แต่ทำไงได้เราเฃื่อว่ามันมาอย่างนั้นจริง ๆ ก็เลยใช้นามปากกาว่า "ผกายฟ้า ประกาศิต" เขียนเรื่องแนวแฝงการเมือง โต้ตอบกระแสสังคม ที่นักวาดภาพจากหนังสือพิมพ์เพนเฮาส์ วาดภาพพระพุทธเจ้า ในภาพลักษณ์ไม่ดี... ชาวพุทธพากันโกรธแค้นด่านายคนนั้น(ลืมชื่อ)

แต่ลุงมองเห็นจุดที่จะนำมาเขียน จึงเขียนเรื่องสั้นชื่อ "ประท้วง" ส่งประกวดที่เดลินิวส์ ปรากฎว่าได้ลงทันที ได้ลง ๒ เรื่องแต่เรื่องที่ ๒ บก.บอก นามปากกาเชย ให้ใช้ไพบูลย์ เรื่องที่ ๒ "หมอดู" ในเดลินิวส์ จึงได้แค่รางวัลชมเชย แต่กรรมการ ๑ ใน ๗ ให้รางวัลที่ ๑ (ท่าน จม.มาบอก)

แต่ก็ยังใช้ผกายฟ้า ประกาศิต มาอีกเป็นหลายสิบเรื่อง ได้ลงหลายที่ ลงได้ลงเอา ราวกับว่าเขียนเรื่องสั้นนั้นหมู ๆ เขียนง่าย แต่พอพิมพ์รวมเล่ม บก.ไม่เอาชื่อนามปากกานี้อีก หาว่าลิเกำ ก็ชื่อ บก.

จากนั้นการเขียนก็ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ ที่รวมเล่ม นามปากกา "ผกายฟ้า ประกาศิต" มีเรื่องเดียวคือ "เทพเจ้าเขาแมว" ที่คุณมณฑา ศิริปุณย์ (บก.ขวัญเรือนปัจจุบัน) บก.โลกลี้ลับในขณะนั้น กล่าวชมว่าเขียนดี หาข้อมูลมาจากไหน และเอาไปลงในนิตยสารโลกลี้ลับ ได้รับค่าเรื่องค่อนข้างแพง หน้าละเกือบสองร้อยบาท มีการนับบรรทัดจ่ายเงิน

ตอนนี้นึกได้จึงอยากจะให้ "ผกายฟ้า ประกาศิต" กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง



โดย: ผกายฟ้า ประกาศิต (pantamuang ) วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:33:57 น.  

 
ผกายฟ้า ประกาศิต ความเห็นส่วนตัวนะคะ อ่านชื่อนามปากกาแล้วสะดุด ชื่อมีพลังในตัว เหมือนจะพุ้งไปข้างหน้า
มีแรงส่งให้พุ้งไปบนฟ้า เหมือนความทะเยอทะยาน

มีคุณน้องใจดีในนี้ละ จะส่งเรื่องเกาะลอยหมู่บ้านประหลาด
มาให้ นักเขียนจะได้มีกำลังใจผลิตงานเขียนต่อไป


โดย: หนูแอน (seton ) วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:10:37 น.  

 
ขอยืมไอเดียเลยค่ะ พอดีน้องชาย(คนรอง)วาดรูปแข่งประกวด
ของบัวหลวงมาหลายดี ปีก่อนหน้าส่งประกวดไม่ได้รางวัลแต่รูปที่วาดได้ร่วมแสดงในงาน ส่วนปีแล้วก็มีอุปสรรคทำให้ไม่ได้ส่งประกวด
ปีนี้เขากำลังซุ่มเก็บตัวอยู่ มีอาการเครียดมาก ใกล้บ้าแล้ว คุยกับเขา
จะมีแต่วาดรูปส่งงานบัวหลวง เวลาคุยกันจะมีแต่ บัวหลวง บัวหลวง
บัวหลวง บลา บลา บลาๆๆๆ หนูยังเครียดแทน
เดี๋ยวจะให้มันไปเปลี่ยนชื่อ บ้างที่อาจจะเป็นที่ชื่อมันก้อได้
ไม่แน่นอะไร อะไรจะได้ดีขึ้น


โดย: seton วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:27:08 น.  

 
แวะมาซะดึกเชียวค่ะวันนี้เล็กไปทำธุระที่ตลาดโรงเกลือ กลับมาซะมืด เคลียร์นั่นนี่เสร็จแวะเข้ามาเห็นคุณลุงอัพตอนใหม่แล้วเลยรีบอ่าน ขอบอกว่าตื่นเต้นจนแทบอยากอ่านต่อให้จบ แต่ก็ต้องรอตอนต่อไป ตอนนี้เล็กจะสะสมหนังสือของคุณลุงมีที่อยากอ่านหลายเรื่องเชียวที่แวะไปอ่านมาบ้างแล้ว สำหรับนามปากกานี้ ผกายฟ้า ประกาศิต ดูเข้มแข็ง มีพลังดีค่ะ รับรองกลับมาดังยิ่งๆขึ้นแน่นอน ตอนนี้สมาชิกเพียบ ของเขาดีเลยบอกต่อ ของดีย่อมดีแท้ และแน่นอนคร้า ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ตาจะหลับแล้วค่ะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:49:45 น.  

 
โธ๋ โถ พอแก่แล้วนี่ลำบากจริงๆ เขียนผิดอีกจนได้ หนู ๆ สามคนอ่านจะเดาได้มั้ยนี่

"บก.ไม่เอาชื่อนามปากกานี้อีก หาว่าลิเก ก็เชื่อ บก."

ขยายต่อว่า เลยตกอับลงเรื่อย ๆ ประกวดเรื่องสั้นก็ได้แต่รางวัล ชมแบบเชย ๆ (ชม-เชย)

ไม่ได้ยอดเยี่ยมกะเขาซ้ากที หึ ๆ

แหม ไอ้เราว่าจะเลิกบล็อกจริง ๆ นะนี่มิได้เสแสร้ง แต่ที่ต้องอยู่ต่อก็เพราะเธอ ๆ สามสี่คนนี่แหละ มาแสดงความมีน้ำใจดึงไว้ สาบานนะนี่

เพราะว่า บล็อก โดยเฉพาะการใส่รูป ทำให้เสียเวลาทำงานค่อนข้างมาก


โดย: ผกายฟ้า ประกาศิต (pantamuang ) วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:10:32 น.  

 
มาอ่านค่ะ

จะดีใจดีมั้ยหว่า ฟื้นมาแล้วได้คนใหม่มาแทน

เป็นคนกุงเทพซะด้วย

ตัวละครใหม่มาแระ ท่าทางจะสำคัญมิใช่น้อย

ตามต่อค่า...อยากรู้ว่าจะมาช่วยอะไรพ่อ

เพราะที่จริงแล้ว ก็ไม่ใช่พ่อตัวเองแล้วนะเนี่ย


โดย: นักล่าน้ำตก IP: 183.89.111.198 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:52:24 น.  

 
สวัสดีครับลุง

เห็นลุงมีเรื่องลงตีพิมพ์ 2 ครั้ง ต่าง พ.ศ.กันมาก ทำให้นึกถึงเรื่องของผมเอง อยากเอามารีไรท์ใหม่ แต่ก็ไม่มีเวลาเอาซะเลย

เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านผมนะ


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:31:44 น.  

 
โห...เข้ามาอ่านได้ความรู้เรื่องอื่นติดไปอีก

คุณลุง..ขอบคุณที่อยู่ต่อน่ะค่ะ....

ช่วยให้พวกเรามีงานดีๆ ได้อ่าน ....

การวาดภาพ การเขียนก็ยากอยู่แล้ว...

ต้องมาจัดหน้า หาแบบ...เอามาลงกินเวลาทำงานอื่นพอดู

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ...ที่อดทนทำไปเพราะความเป็นครูล่ะมั๊งค่ะ..

แบบลูกศิษย์ อย่างพี่แอน ก็ได้ความรู้จากครูทางตรง(ด้านวาด)เยอะเลย (ก็เห็นในเม้นท์น่ะค่ะ ขออ้างถึงนิดนึง)

ส่วนต้า ก็ได้อ่านเรื่องแนวแตกต่างจากที่เคยอ่าน...
ขอบคณค่ะครู


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:07:04 น.  

 
สายัณห์สวัสดีค่ะผกายฟ้า ประกาศิต
+==========================+

เรื่องยาว..ตอน 2 อ่านจนตาค้าง.. แล้วลุ้นระทึกฤทัยค่ะ

เม้นท์สั้น ๆ เพราะใช้เวลาอ่าน(นาน) เกือบเลยเวลาเล่นเน็ตค่ะ อะคึ่ ๆ


ปล. นามปากเท่ห์มากเลยค่ะ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:16:56 น.  

 
หนูไป จะเอ๋คุณตาพรานบุญแล้วคะ
แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกบล็อกของคุณตาพรานบุญก่อน
รู้สึกว่าศิลปินท่านนี้จะเข้าถึงตัวอยากนะคะ


โดย: คุณแอน (seton ) วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:25:37 น.  

 
มาอ่านตอนที่ 2 ต่อครับ

นงเยาว์ที่ผมรู้จักมีตัวตนจริงๆ เธอเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้ที่ 1 ตลอดตั้งแต่ ป. 1 จนจบชั้นประถมปลาย เป็นที่รักของคุณครูทุกคน ผมไม่ได้พบนงเยาว์มานานแล้วครับ

เรื่องของนงเยาว์ (เธอมาเพื่อช่วยพ่อ)จึงน่าติดตามสำหรับผมครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:50:17 น.  

 
ตะวันลับฟ้าหลายเพลาแล้ว
อีกเสียงแว่วเรไรก็ไกลห่าง
แสงโคมแหวกราตรีมีลางลาง
เห็นแนวทางนำมาหาเพื่อนเรา

เคาะประตูร้องเรียกเพียงแผ่วแผ่ว
ได้ยินแล้วโปรดรู้เสียงผู้เหงา
ก็เกรงใจจึงใช้เสียงเพียงบางเบา
กระซิบเจ้าว่าฝันดียามนิทรา
……………………………………………..
สวัสดียามค่ำคืนครับคุณลุง


โดย: panwat วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:24:03 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงหนังสือส่วนใหญ่ของคุณลุงที่เล็กได้อ่านมาบ้างส่วนใหญ่มีเค้าโครงเรื่องจริงใช่ไหมค่ะอย่างเรื่องครูไพบูลย์เป๋หลังค่อมฯนั่นก็เป็นเรื่องเล่าจากชีวิตจริงของคุณลุงที่มีความเพียรพยายามไม่ย่อท้อต่อคำดูหมิ่นดูแคลนของคนอื่น เรื่องที่กำลังอ่านเรื่องนี้ตัวตนของนงเยาว์ก็มีอยู่จริงซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆสำหรับคนที่ได้อ่าน เวลาเล็กอ่านหนังสือของคุณลุง ทำให้เล็กได้มีเรื่องเล่าเรื่องเหนือมิติไปคุยกับแฟนตั้งแต่เรื่องแม่ย่านางรถของคุรลุงเรื่องตายแล้วฟื้นเรื่องนี้ ที่ยังไม่จบ รออ่านอยู่ถึงยาวก็ต้องอ่านแน่ๆคร้า


โดย: หญิงแก่น วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:11:55:50 น.  

 
มีเรื่องสั้นมาใหม่(แต่ของเก่า)นะคะลุง

ขอกำลังแรงใจจากลุงเช่นเคย

ป.ล. นงเยาว์ตอนสามมามะไหร่ บอกด้วยนะคะ


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:13:08:08 น.  

 
วันนี้ต้าจะเริ่มอ่านเรื่องนี้อย่างตั้งใจค่ะ...
อ่านแค่คำนำก็อยากอ่านต่อแล้วค่ะ....


ส่วนเรื่องเมืองผีดิบ ..ต้าต้องแจ้งเพื่อนๆว่าวันนี้ซีเอ็ดนัดให้ต้าไปรับหนังสือแต่กลับบอกว่าสนพ.แจ้งมาว่าของหมด..อารายเนี่ย..
แต่วันที่คุยกันและวางมัดจำเค้าบอกว่ามี
ต้องรอคนที่โทรคอนเฟิร์มกับต้าอีก...
ต้าว่าคุณเล็กกับคุณแอน..
ไปท่าจะเสียเวลาแน่แท้...
ไปแว้ว...วันนี้ยังไม่มีต่อ ตอน 3 ต้าก็ไปอยู่หมู่บ้านประหลาดชั่วคราว(เหมาะกับคนต๊องค์ๆ อย่างต้าเปล่าไม่รู้คร้า...ครู)


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:17:08 น.  

 


อ่านจบแล้วค่ะเล่มกระทัดรัดแต่อ่านแล้ว
.....หลงเข้าไปในจินตนาการเลยค่ะ
ตำนานนี่คือเรื่องเล่าต่อกันมาใช่ไม๊ค่ะ...
.....ตอนนี้ต้าอยากมีใบพลูติดบ้านจังเลยค่ะ...

(คำนำ....ครูบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือสังคม
เป็นช่างเขียนลายไทยข้างโลงศพกว่า 16 ปี ...
ยาวนานมากๆค่ะ....ครู)


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:44:40 น.  

 
สวัสดีคุณต้าร์ คุณเล็ก หนูแอนค์ และนักล่าน้ำตก


ตกลงว่าผมยังไม่หนีหาย ในเมื่อพวกคุณแสดงน้ำใสใจจริงต่อผมขนาดนี้

เรื่องเมืองผีดิบไม่น่าหายากเลย เพราะพิมพ์หลังเกาะลอยหลายปี แต่ก็ยังหามาได้

ซาบซึ้งสุด ๆ เลยครับคุณต้าร์ คุณแอน ที่เชียร์กันขนาดนี้ เดี๋ยวมีหนังสือใหม่ออกผมจะตอบแทนความมีน้ำใจครั้งนี้นะครับ


โดย: ผกายฟ้า ประกาศิต (pantamuang ) วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:38:29 น.  

 
วันนี้ น้องกลุ่มแฟนคลับเดียวกัน ลงหนังสือเรื่องเกาะลอยมาให้


เพิ่งอ่าน คำคุย กับ เกริ่นนำเรื่องเสร็จ และเป็นธรรมดาต้องพลิกดูตอนจบว่า พระเอกนางเอกสมหวังไหมมีใครตายหรือเปล่า เจอคนตายกระอักเลือด ก่อนจะจบบริบรูณ์ มีชื่อว่ากำนันเทิ้ม ตายแบบนี้ต้องเป็นตัวโกงแน่นเลย อาจารย์ขาสงสัยเรื่องนี้ต้องมีผีแน่นเลย
แนวนี้ชอบคะเข้าป่าหลงเขา นวนิยายสร้างสรรค์จินตนาการแบบนี้ทำให้นึกถึง เรื่องล่องไพร ที่มีหลายตอน หลายเล่ม แต่ก็อ่านผ่านมา
หลายปีแล้ว หนูคิด เกาะลอย ว่าคงจะสนุกจนไม่แพ้กัน

อาจารย์ขาแล้ว เรื่อง เถาวัลย์บนต้นมะม่วง มีขายไหมคะ


โดย: คุรแอน (seton ) วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:50:09 น.  

 
สวัสดีค่ะลุง มาทักทายวันหยุด

อัยย์ก็อยากรวมเรื่องสั้นเหมือนกัน แต่เรื่องมันสั้นเกินมาตรฐาน กลัวว่าสนพ.ไหนก็ไม่รับค่ะ

เด๋วนี้เขาเขียนเรื่องสั้นแบบย้วยๆกันน่ะค่ะ


บ้านนี้มีแต่แฟนตัวจริงลุงทั้งน้าน

น่าดีใจกว่าที่มีแฟนเยอะๆ แต่เข้ามาแค่สวัสดีแล้วออกไปนะค้า

ไปแระค่า


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:7:57:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.