...คิดว่ายังมีความหวัง ตราบที่ยังมีลมหายใจ...
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
20 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
พบเธอที่บ้านถ้ำธง ๑๓

พบเธอที่บ้านถ้ำธง
๑๓


“ยอดตีนหมาข้าไม่กินหรอก เคยแต่ยำให้คนที่มาจากต่างถิ่นกินบ่อยๆ” อ๊อดนึกลำพองใจที่นานๆ จะได้โชว์ฝีปากอวดแม่ค้าสาวกับเขาบ้าง

“งั้น น้องไม่อยากกินแล้วพี่ แหม พี่ละก็พูดอะไรไม่รู้น้องไม่เอาละกินขนมจีนกับยอดพุงหมูนี่ดีกว่า” มาดขยิบตากับชิดในทำนองว่า ‘รีบกินให้อิ่มก่อนเถอะ จะได้มีกำลังไว้ซัดกับมัน’ แล้วก็เงียบเสียง ก้มหน้าก้มตากินไม่พูดไม่จากับใคร แม้ว่าสมุนบริวารของยอด ดอนไผ่ จะตีรวนอีกหลายคำ

“อ้าว คนเก่งเป็นใบ้ไปแล้วเรอะ คงกลัวพวกเราซีท่า” จ้งว่า
“จ๊ะ สวัสดีพี่ พี่อย่าล้อพวกเราเล่นเลย เราสองคนมาไกลและไม่รู้จักใคร” ชิดยกมือไหว้พูดยิ้มๆ

“เอ็งสองคนมาจากไหน” ในที่สุดจ้งเดินเข้ามาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ ถามเป็นเรื่องเป็นราว

“ผมสองคนมาจากจันทบุรี” ชิดตอบเรียบๆ พลางกินขนมจีนไปอย่างปรกติ

“มาหาใครที่นี่” อ๊อดถามบ้าง

“เราบรรทุกปุ๋ยคอกมาให้นายหัว ที่มาทำสวนอยู่ที่นี่” ชิดตอบแบบหยั่งเชิง

“ขี้หมูใช่ไหม?” อ๊อดถามอีก

“ใช่ครับ” ชิดตอบ

“นายหัวของเอ็งมาทำสวนอยู่ที่นี่งั้นรึ?” จ้งถามต่อ

“ก็ทำนองนั้นแหละพี่” ชิดตอบ

“ใครเป็นนายหัวเอ็ง” อ๊อดตะคอก

“แกชื่อ ธนา อารีราษฎร์”

“แต่นายหัวของเอ็งยังไม่ได้ซื้อที่ๆ ตกลงกันไว้เลยนี่ จะรีบเอาปุ๋ยมาทำไม?” จ้งสงสัย

“ข้อนี้ผมไม่รู้ แต่นายหัวโทร.สั่งไปให้เอามา ผมก็ต้องเอามา ผมทำงานเป็นลูกจ้างในสวนเขาพี่” ชิดยังคงเป็นคนพูด

“ตอนนี้นายหัวของข้า กำลังไม่ชอบหน้านายหัวของเอ็งอย่างมาก เรื่องที่นายหัวเอ็งติดต่อซื้อที่ผ่านนายหัวของข้าแล้วไม่ซื้อ กลับไปตกลงกันเองกับเจ้าของที่ และกำลังทำตัวเป็นศัตรูขัดขวางธุรกิจของนายหัวข้า ข้าจึงอยากให้เอ็งสองคนรีบกลับไปเสีย ปุ๋ยเป๋ยไม่ต้องไปส่งหรอก” จ้งสรุปเอาแบบง่ายๆ

“อ้าว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราสองคนด้วยเล่าพี่ น้องสองคนพึ่งมาถึง ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลย เรื่องของนายหัวก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของนายหัวต่อนายหัว พี่อย่าเพิ่งมาขับไล่ไสส่งน้องเลย ขอให้น้องได้เอาของไปส่งนายหัวของน้องก่อน แล้วน้องก็จะกลับ พี่ก็มีนายหัวน้องก็มีนายหัว เราต่างก็เป็นลูกน้องกินเงินค่าจ้างแรงงานของเขาเหมือนๆ กัน เราต่างมีหน้าที่มีงานต้องทำ” ชิดอธิบาย

“แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่า พวกข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่ ที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับนายหัวของพวกข้าลอยนวลไปง่ายๆ โดยเด็ดขาด”

“พี่หมายความว่าอย่างไร?” มาดถามบ้าง

“หมายความว่า เอ็งทั้งสองคนจะไปหานายธนาไม่ได้”

“อ้าว จะทำอย่างนั้นได้ไงพี่” ชิดว่าและลุกขึ้นจ่ายเงินให้แม่ค้า เพราะทั้งสองกินขนมจีนอิ่มเรียบร้อยแล้ว

จ้งเข้ามา ดึงคอเสื้อของชิดแล้วรั้งเข้ามาหาตัว ในขณะที่อ๊อดและสมุนบริวารของจ้งอีกสามคนเตรียมตะลุมบอนแบบห้าต่อสอง ถ้าการต่อสู้เกิดขึ้น

“เอ็งสองคนรีบกลับออกไปจากมาบอำมฤตซะ ถ้าไม่อยากมาตายอยู่ที่นี่เข้าใจไหม?”

“อุ๊ย พี่ทำอย่างนี้กับน้องทำไม?” ชิดพยายามทำเป็นใจเย็น ค่อยๆ ใช้มือข้างหนึ่งมาจับมือข้างนั้นของจ้งไว้ แล้วพยายามแกะมือนั้นออก
จ้งจึงใช้มือซ้ายเข้าช่วยมือขวา จากท่าเดิมที่จับคอเสื้อของชิดกลายมาเป็นใช้สองมือรวบคอ ชิดไว้ ชิดไม่อาจจะทนได้อีกต่อไป รีบตวัดสองมือประกบกันราวกับจะพนมไหว้ แต่กลับจะใช้สองมือที่ประกบสอดเข้าระหว่างกลางสองมือของจ้งที่รวบคอเขา แล้วเสยขึ้นไปที่ใบหน้าของจ้งเต็มแรง

ชึ่ก !

มือทั้งสองข้างที่ทิ่มเข้าไปที่หน้าของจ้ง ทำให้จ้งหน้าแหงน รู้สึกเจ็บ ปวดแสบไปทั้งใบหน้าและดวงตาข้างหนึ่ง ร่างเซถลาไปยืนเอามือลูบหน้าและสะบัดหัวเร่าๆ พอตั้งตัวได้ก็โผกลับเข้ามาหาชิดอย่างเอาจริง ชิดไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามทำก่อน วาดเท้าขวาขึ้นเตะเข้าให้ที่ชายโครงจ้งเต็มแรง จ้งตัวเอียงผวาร่อนเหมือนนกนางแอ่นลงไปนอนวิจัยฝุ่น


อ๊อดเห็นเพื่อนเสียท่าจึงกระโดดถีบชิด จากด้านข้างแบบไม่ทันให้ตั้งตัวชิดเซไป มาดจึงกระโดดเข้าเตะอัดอ๊อดที่กระโดดถีบชิด อ๊อดผวาไปตามตีน สมุนของยอดอีกคนจึงพุ่งเข้าไปถีบมาด แบบจะเอาทีเผลอ แต่ชิดเตะจากด้านหลังเข้าไปใต้ง่ามขาของไอ้นั่นพอดี ไอ้นั่นร้องจ๊ากเอียงกระเท่เร่แล้วหงายหลังลงไปนั่งกุมเป้า หน้าเขียว

คนดูเริ่มเข้ามามุงและพอใจที่เห็นพวกของเทิน ท่าลาด กลายเป็นรองหนุ่มแปลกหน้า จ้งนึกแปลกใจ หันไปมองพวกพ้องครั้นเห็นพวกมันทุกคนยืนเฉยจึงร้องเตือน

“เฮ้ย พวกเอ็งมัวรีรออะไรอยู่ กูไม่ได้มาต่อยโชว์ให้ใครดูฟรีนะโว้ย เห็นไหมกูเจ็บแล้ว เข้ารุมเล่นงานมันเลยซีเว้ย ช้าอยู่ทำไม”
“อ้าว กูนึกว่ามึงจะโชว์ลวดลายมวยไทยอวดน้องอ้อม สุนิสา” คนดูใครคนหนึ่งว่า

คราวนี้พวกหมาหมู่จึงได้สติ แต่พากันหาเครื่องทุ่นแรงเท่าที่จะหาได้ เช่นเก้าอี้ยกขึ้นจะรุมตี ชิดกับมาด และบางคนชักมีดออกมา จนสองหนุ่มแปลกหน้าต้องถอยหลังเข้าชนกัน เตรียมรับมือการปะทะแบบหมารุมกัด...

ทว่าเหตุการณ์ต้องยุติ เมื่อใครคนหนึ่งตะโกนว่า
“เฮ้ย! ตำรวจมา!”

ซึ่งนับว่าพอดีจริงๆ ที่รถยนต์กระบะสีขาวพาดแดงเลือดหมู บนเก๋งหลังคามีป้อมไฟสีแดง แล่นเลี้ยวซ้ายเข้ามาทางหน้าโรงภาพยนตร์มาบอำมฤต ทำให้สองหนุ่มแปลกหน้า ได้รอดพ้นจากการออกแรงไม่ต้องเหนื่อย

“ฝากไว้ก่อนไอ้น้อง วันนี้โชคช่วยเอ็ง แต่คราวหน้าพบกันเอ็งสองคนเละแน่”

จ้งว่าอย่างไว้เชิง แล้วก็พาพวกพ้องวิ่งหลบไปทางหลังตลาด
ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นแค่สายตรวจ ที่ขับรถออกตรวจไปตามหน้าที่ และขับผ่านมา เมื่อเห็นพวกพวกเดนคนสี่ห้าคนที่วิ่งหนีไป ก็คิดว่าเป็นพวกคิวมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่มักจะแอบเล่นการพนันกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญและสนใจอะไรมากนัก


จากโรงแรมมาบอำมฤตเวลา ๕ โมงเย็น มาดขับรถโดยมีชิดนั่งกางแผนที่ พลางมองซ้ายมองขวาเพื่อหาป้ายบอกทาง ขณะนั้นสองข้างทางเป็นสวนมีบ้านคนอยู่ห่างๆ แต่อีกครู่ต่อมา ชายทั้งสองก็รู้สึกว่ามีขบวนจักรยานยนต์ ๕ หรือ ๖ คันแล่นตามมา

“พวกที่มีเรื่องกับเราแน่ๆ ที่ตามเรามา คราวนี้ออกนอกเมืองแล้วมันคงเล่นงานเราหนัก เตรียมตัวโว้ยมาด” ชิดบอก

อันที่จริงคนทั้งสอง ไม่ได้นึกหวั่นกลัวคนพวกนี้แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เขากลัวคือสิ่งที่เขาบรรทุกมาไม่ได้มีขี้หมูอย่างเดียว แต่มี ‘บางอย่าง’ ปะปนมาด้วย และคนพวกนั้นไม่ใช่ตำรวจก็จริง แต่หากพวกมันสงสัยแล้วแกล้งไปแจ้งตำรวจให้ตรวจค้น ความเดือดร้อนก็จะมาถึงเขาสองคน และอาจจะรวมไปถึงธนา อารีราษฎร์ เจ้านายของเขาด้วย

จากตลาดมาบอำมฤตจนมาถึงทางแยกซ้าย ที่มีป้ายบอกทางบ้านห้วยรากไม้ ขบวนรถจักรยานยนต์ยังตามมาตลอด เส้นทางนั้นสามารถตัดไปออกบ้านถ้ำธง ได้เหมือนกัน แต่ชิดบอกมาด ว่า
“ขับตรงไปก่อน ค่อยไปเลี้ยวซ้าย ตรงทางแยกที่มีป้ายเขียนว่า ทางไปบ้านบางแหวน-ถ้ำธง นายหัวโทร.สั่งให้ไปเลี้ยวที่นั่น เพราะจะสะดวกกว่า”

พอถึงทางแยกไปบ้านบางแหวน-ถ้ำธง ถนนลูกรังตัดผ่านลงไปในที่ลุ่ม สองข้างทางเป็นทุ่งนาร้าง มีต้นหญ้าต้นกกสูง และมีน้ำขัง ขบวนรถจักรยานยนต์ที่ตามหลังมา ก็พากันไล่เข้ามาเทียบ ด้านขวา ชิดมองเห็นจักรยานยนต์ ๒ คันคนที่นั่งซ้อนท้ายมีอาวุธปืนในมือ


จักรยานยนต์ ๔ คันขับแซงขึ้นหน้าแล้วเรียกให้หยุด แต่มาดไม่หยุด แถมขับเข้าชนรถจักรยานยนต์๒ คันที่ขวางหน้า กระเด็นไปตกลงในน้ำและพงหญ้าข้างทาง ทั้งรถทั้งคน จากนั้นเขาก็ใส่เกียร์สาม กระชากรถไปโดยแรง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกียร์สี่ ห้า รถพุ่งลิ่วแล่นโลดเหมือนรถแข่ง รถกระดอนและลอยไปเหมือนเหาะจนฝุ่นตระหลบกลบถนนด้านหลัง ทำให้พวกมันมองไม่เห็นทาง

พวกมันที่เหลืออีก ๔ คันพยายามขับตามมาและพยายามแซง แต่มาดใส่วิญญาณนักขับรถแข่งแรลลี่มหาวิบาก ขับเบียดซ้ายเบียดขวาคอยปิดกั้นถนนไว้ ไม่ยอมให้แซงได้อีก

โชคเป็นของคนทั้งสองที่พอพ้นจากทุ่งนาถึงสี่แยก ที่ธนาเขียนบอกไว้ให้เลี้ยวขวาอีกครั้ง ถนนตรงนั้นเป็นทางปูอิฐให้มาดเร่งความเร็วรถได้ถึงร้อย ถึงแม้ขบวนจักรยานยนต์ของสงจะตามมา แต่ก็ไม่อาจวิ่งแซงไปข้างหน้าได้อีก ในที่สุดเมื่อรถผ่านมาใกล้สันเนินแห่งหนึ่ง อันอยู่ใกล้ปากทางถนนซอยที่จะไปบ้านของเทิน ท่าลาด พวกของยอด ดอนไผ่ และสง สินลา ก็เลิกติดตาม


รถยนต์นั่งของเรืองศักดิ์ กำชัย เคลื่อนช้าๆ มาตามถนนดินลูกรัง โดยมีเจ้าของรถเป็นคนขับต้องรีบแอบเข้าข้างทาง เมื่อเห็นรถยนต์กระบะสีน้ำเงินสภาพค่อนข้างใหม่วิ่งฝุ่นคลุ้งมาข้างหน้า

“รถของใครวะขับมาราวกับเหาะ ถนนในหมู่บ้านแบบนี้ขับเร็วๆ เกิดไปทับเด็ก หรือชนรถชาวบ้านเข้าจะว่าอย่างไร หรือว่ามันกำลังวิ่งหนีใครมา?” เรืองศักดิ์ ร้องขึ้น

มาดชะลอรถเมื่อเห็นรถเก๋งวิ่งสวนมาข้างหน้า แต่พอเห็นว่ารถเก๋งแอบหลบหลีกให้ ก็รีบขับตะบึงต่อไป รถของเรืองศักดิ์ติดฟิล์มกรองแสงดำมืด ชิดกับมาดจึงไม่รู้ว่าเจ้านายของเขาอยู่ในรถคันนั้น แต่ธนา กลับจำได้ว่าเป็นรถของตนเพราะสีและเลขทะเบียน จึงร้องบอกเรืองศักดิ์ให้กลับหัวรถตาม

“คนของข้ามาถึงแล้วนายเรือง กลับหัวตามไปเร็ว”

เรืองศักดิ์ กำชัย กลับหัวรถทันที แต่ตรงนั้นเป็นทางแคบ สองข้างทางเป็นสวนมะพร้าวที่ยังมีขอนมะพร้าวล้มอยู่เกะกะกับมะพร้าวที่ปลูกใหม่ การกลับหัวรถจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องถอยหน้าถอยหลังหลายที แต่พอกลับหัวได้จะตั้งลำแล่นตามรถกระบะไป รถกระบะสีขาวพาดแดงเลือดหมูก็แล่นตามหลังมาอีกคัน ธนาจำต้องหยุดรออยู่ก่อน แล้วปล่อยให้รถตำรวจคันนั้นแล่นไล่ตาม รถกระบะคนของตนไปอีกครั้ง

รถกระบะตำรวจวิ่งไปไม่เร็วนัก แต่ธนาก็ตกใจร้องว่า

“ฉิบหายแล้ว! ชิดกับมาดถูกตำรวจตาม”

“นายให้คนของนายขนอาวุธมาด้วยหรือ?” เรืองศักดิ์ถาม

“ก็… ไม่มีอาวุธจะเอาอะไรไว้สู้กับพวกมัน ชิดกับมาดไปทำพลาดอีท่าไหนให้ตำรวจรู้” ธนากล่าวอย่างกังวล แม้จะมั่นใจว่าคนของตนจะไม่ซัดทอดมาถึงตน

“นายให้พามายังไง?” เรืองศักดิ์ถาม

“ยัดมาในกระสอบขี้หมู มีพลาสติกห่ออีกชั้นตำรวจไม่ตรวจค้นแน่ ถ้าไม่มีสายรายงานหรือทำอะไรให้เป็นพิรุธ” ธนาตอบ

“ตำรวจอาจจะออกตรวจท้องที่ตามปรกติก็ได้ พอดีพวกของนายเห็นเข้าแล้วตกใจขับหนี เราลองทำเป็นใจเย็นๆ ตามไปเรื่อยๆ แล้วกัน”
เรืองศักดิ์ให้ความเห็นพลางขับรถตามไปค่อนข้างเร็ว แต่สภาพถนนที่เป็นหลุมบ่อ เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับรถยนต์นั่ง ทำให้รถของเรืองศักดิ์ไม่สามารถจะตามไปได้เร็วนัก

ชิดกับมาดเห็นรถตำรวจตามมาหลังจากขบวนจักรยานยนต์หยุดตาม ก็มั่นใจว่าถูกพวกของเทิน ท่าลาด แกล้งยัดข้อหาแจ้งตำรวจจับเข้าให้แล้วจึงพยายามหาทางหลบเข้าซอย ก็มาพบซอยๆ หนึ่งอยู่ทางแยกซ้าย และรถกระบะสองตอนสีขาวพาดเลือดหมูของตำรวจก็แล่นผ่านไป แต่พอรถเก๋งของเรืองแล่นมาจะเลี้ยวเข้าซอยอีกคัน เพราะซอยนั้นเป็นซอยเข้าบ้านของยานี รถกระบะสองตอนพาดสีเลือดหมูก็แล่นเลี้ยวกลับมาอีก รถคันนั้นกดแตรเรียก และมาจอดข้างหน้ารถของเรืองศักดิ์ ห่างไปประมาณ ๕ เมตร ทำให้เรืองศักดิ์ต้องจอดรถของตัวเอง พร้อมกันนั้นบุรุษในเครื่องแบบตำรวจ ยศร้อยตำรวจตรีคนหนึ่งก็เดินมาหา

“ขอโทษครับ ผมอยากทราบว่าบ้านที่เจ้าของบ้านชื่อ เอ้อ… ยานี พิกุลแก้ว หลังไหนครับ”

ขณะที่เรืองศักดิ์ กำชัย ทำท่าทางอึกอักและหันกลับมามองธนา ทำให้ธนาต้องลุกลงไปจากรถอีกคน ทางฝ่ายรถของตำรวจก็มีนายตำรวจหนุ่ม แต่งชุดนายพันตำรวจตรีอีกนายหนึ่งเดินมา

“ไอ้ธนา” นายพันตำรวจตรีร้องทัก

“ไอ้สอน” ธนาร้องทักขึ้นบ้าง

“นายมาทำอะไรที่นี่” พ.ต.ต.อดิสร คุ้มภัย หรือสารวัตรปราบปรามจาก สภ.อ.ปะทิวหรือไอ้สอนของเพื่อนๆ ร่วมรุ่นตอนเรียนในมหาวิทยาลัย… ตรงเข้าจับไม้จับมือทักทายแล้วกอดกันกลม เป็นครู่ใหญ่จึงแยกจากกัน

“เรามาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว กำลังจะไปหานายแต่พอดีมีเรื่องยุ่งๆ เลยยังไม่ได้ไปหา เรามาหาที่ดินที่นี่ว่าจะซื้อไว้ทำสวนและปลูกบ้านแบบสงบๆ อยู่อีกแห่ง นายล่ะกำลังตามจับใครอยู่หรือ?”

“เปล่า... แต่เรากำลังติดตามดูพฤติการณ์ของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งอยู่ ยังรวบรวมหลักฐานได้ไม่พอ และนายก็คือคนหนึ่งที่เราจะต้องติดตามดูพฤติการณ์ด้วย นายมาทำอะไรที่นี่เรารู้ นะ” พ.ต.ต.อดิสรกล่าวเชิงหยอกเย้าด้วยเสียงหัวเราะ ธนาพลอยหัวเราะไปด้วยแล้วกล่าวว่า



“เอาเลยเพื่อนถ้ามีหลักฐานว่า เราทำผิดจับเราไปขังได้เลย เราจะช่วยหาหลักฐานให้นายจับเราได้ง่ายขึ้นด้วย จะได้ไม่ต้องเที่ยวไปไล่จับแพะเพื่อหาทางปิดคดี” ประโยคหลังของธนาศอกกลับนายตำรวจหนุ่มเข้าให้

“ไอ้บ้า พอเจอหน้าเท่านั้นด่าเราอีกแล้วไง” นายพันตำรวจตรี
หัวเราะ “นี่แนะ บอกเรามาดีกว่า ว่าเรื่องของนายไปได้ถึงไหนแล้ว ถ้าได้หลักฐานครบละก็ช่วยส่งมาให้เรา เราจะได้จับมันแล้วทำสำนวนส่งฟ้องศาลเอามันเข้าคุก” พ.ต.ต.อดิสรกล่าว

“นี่แสดงว่านายรู้เรื่องของเราหมดแล้ว จากเหตุการณ์ที่เราไปแจ้งไว้กับโรงพักที่มาบอำมฤต หูตาของนายนี่เยี่ยมจริงๆ โชคดีที่เราไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามกับกฎหมาย” ธนาว่าหัวเราะบ้าง

“นายจะทำอะไรก็ทำ แต่อย่าให้มันเย้ยกฎหมายโจ่งแจ้งเกินไปนักก็แล้วกัน เราจะทำเป็นเอาหูไปบาร์เอาตาไปผับ เพื่อให้นายได้จัดการกับพวกฉ้อโกงชาวบ้านได้สะดวก นายยังคือนายธนา ทนายความของคนยากอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง ทว่ารายนี้เห็นทีจะมิได้ช่วยเพราะความจนยากกระมัง เพราะเธอรวยแต่อาจจะเพราะความ เอ่อ…” พ.ต.ต.อดิสรพูดขยักไว้ยิ้มระรื่น

“ความอะไร” ธนาซักทำหน้าเซ่อ

“ความสวยแล้วก็ ความรักกระมัง…”

พ.ต.ต.อดิสรกล่าวแล้วหัวเราะร่วน ธนายิ้มยอมรับว่าเพื่อนนายตำรวจคนนี้หูตาร้ายกาจ รู้ไปหมดทุกอย่าง




Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2555 18:35:42 น. 13 comments
Counter : 1131 Pageviews.

 
ขอโทษทีครับ เผลอไปจริง ๆ มาอัพไม่ทันเสร็จดีมีงานเข้า ทำให้ลืมูว่าช่องเมนท์ไม่ได้เลือก โธ่ โถ ทำให้เสียเมนท์ดี ๆ จากคุณแก่นใจและใครต่อใคร โอ้มายก๊อด นี่ถ้าคุณแก่นใจไม่ไปตาม(อีเมล์) ผมคงยังไม่รู้ตัวอิ ๆ

ต่อไปนี้เชิญเมนท์ตามสบายนะขอรับ


โดย: pantamuang วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:18:39:07 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงตอนนี้มีบู๊กันมันส์เชียวค่ะ อ่านไปลุ้นไปแบบนี้ตอนหน้าคงสนุกแน่ เพราะพระเอกขนอาวุธมาซะเพียบขนาดนั้น
บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
เนินน้ำ Food Blog ดู Blog
pantamuang Literature Blog ดู Blog


โดย: หญิงแก่น วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:21:18:52 น.  

 
สวัสดียามค่ำครับลุงบูลย์ ว่างๆก็ไปกินต้มทิผักเหมียงนะครับ


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:21:30:35 น.  

 
555 ชอบใจในวลี "ผงชูรสขำ" ครับลุงบูลย์ วันไหนมีสำนักพิมพ์ตาดีรวมเล่ม จะนึกถึงลุงก่อนคนแรกเลยครับ

วัันนี้ผมไปพังงา เข้าป่าไปเก็บเม็ดเหรียง ฟันต้นเต่าร้างมาต้มทิด้วย แหม..ไม่ได้กินเต่าร้างมาตั้งนาน วันไหนลงบล็อก จะมาตามลุงทันทีเลยนะครับ

สวัสดียามค่ำคืนครับลุงบูลย์


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:20:43:56 น.  

 
มาติดตามอ่านต่อครับคุณลุงบูลย์

คุณลุงบูลย์สบายดีนะครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 2 มีนาคม 2555 เวลา:20:46:42 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงบูลย์...

เดี๊ยวขอเริ่มต้นอ่านใหม่น่ะค่ะ...

งานคุณลุงย้อนไปอ่านได้ไม่เบื่อค่ะ

กราบคุณลุงงามๆค่ะ

ต้าเองค่ะ


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 6 มีนาคม 2555 เวลา:20:18:52 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงบูลย์...

ต้าขอประกาศหาเพื่อนหายในบล๊อกคุณลุงค่ะ

คือ คุณแอน Seton...หายไปไหนค่ะ

ถ้าคุณแอนเข้ามาอ่านบล๊อกน่ะค่ะ.....

ไหนตะเอง...เป็นคนบอกต้าเองแท้ๆว่าห้ามหายไปไหนไง....

พอต้า...หายป่วย คุณแอนก็ทิ้งต้า...ไปไหนเนี่ย...

แล้วใครจะเป็นเพื่อนต้า...คุยเรื่องหนังสือคุณลุงอีกอ่ะ...
ต้าอาศัยบล๊อกครูบาอาจารย์นี่หล่ะ....

( พี่แอน...เรามีเรื่องเม้าส์กันค้างอยู่น่ะ...ต้าคิดถึงอ่ะติดต่อทางเมล์ก็ได้น่ะคร้า...พี่จ๋า )

ต้ากำลังตามไปอ่านงานที่ค้างอ่านต่อค่ะ....คุณลุง


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 8 มีนาคม 2555 เวลา:11:15:09 น.  

 
คุณลุงบูลย์.......ว่างงานแล้วลบเม้นท์ 7 ของต้าให้หน่อยคร้า...

(ขอโทษ...ที่ทำให้เปลืองคอมเมนท์ค่ะ...)

อิ อิ ต้าเข้าบล๊อกคุณแอนไม่ได้ค่ะ....

อาจเป็นเพราะประสิทธิภาพของคอมต้าค่ะ.....

แต่เมื่อสักครู่เข้าได้แล้วค่ะ.....


ปล. คุณลุงบูลย์...มากทม.วันไหนค่ะ เซ็นต์ชื่อในหนังสือให้ต้าด้วยน่ะค่ะ


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 8 มีนาคม 2555 เวลา:11:35:38 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงแวะมาดูตอนใหม่มายังน้า


โดย: หญิงแก่น วันที่: 8 มีนาคม 2555 เวลา:22:25:24 น.  

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...หนีไปเล่นFB อย่างเดียวเลยหรือเปล่าค่ะเนี่ย...

ทันสมัยกว่าต้าอีก...ต้ายังเล่นม่ะเป็นเลย


โดย: แนวเนี๊ยะ วันที่: 17 มีนาคม 2555 เวลา:9:25:37 น.  

 
คุณลุงตอนใหม่จัดมาได้แล้วคร้า....รอนานเดี๋ยวลืมนะค่ะ


โดย: หญิงแก่น วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:20:11:45 น.  

 
เอาอาหารว่างมาเสิร์ฟค่ะคุณลุงจะได้เอาตอนใหม่มาลงซะที^0^


โดย: หญิงแก่น วันที่: 25 มีนาคม 2555 เวลา:16:28:43 น.  

 
เฟซบุ๊คเล่นหรอยกว่าบล็อกแน่ๆเลย ผมไม่ค่อยได้เข้าเฟซ เพราะว่าไม่ค่อยถนัดครับลุง


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 28 มีนาคม 2555 เวลา:12:49:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pantamuang
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




ไม่อยู่อย่างอยาก แต่ยังอยากจะอยู่
อยู่อย่างไม่ลำบาก เวลาที่เหลือน้อยรีบสอยรีบคว้า
ก่อนจะหมดเวลาให้สอย

ดวงดาวบนฟ้าก็สอยได้ ถ้ารู้จักต่อด้ามฝันให้ยาวพอ

ฝันถึงไหนก็ได้ มีสิทธิ์ฝัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ช่างฝัน
เพราะสิ่งที่ฝันคือนวนิยาย..

ชีวิตก็คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นผู้เขียนและกำกับ.

เริ่ม 9 กันยายน 2550

Friends' blogs
[Add pantamuang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.