Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
30 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
Republic of 2PM ภาคปฐมวัย(ตอนสอง)









ตระกูลฮวางนับว่าเป็นตระกูลนักรบคู่บัลลังค์มานับแต่ก่อตั้งราชอาณาจักร ความจงรักภักดีในพระจักรพรรดิถือเป็นเกียรติประจำตระกูล ไม่ว่าหญิงหรือชายทุกคนต่างทำงานภายใต้เบื้องยุคลบาทมาทุกยุคทุกสมัย
ดังนั้นลูกหลานทุกคนในตระกูลฮวางจึงต้องฝึกศิลปะป้องกันตัวก่อนที่จะพูดได้ชัดเสียอีก

ฮวางชานซอง ลูกชายคนสุดท้องและน้องน้อยผู้เป็นที่รักและเอ็นดูของทุกคนก็ไม่ถือเป็นข้อยกเว้นต้องฝึกเอาชีวิตรอดในป่ามาตั้งแต่เดินได้เตาะแตะ



เสียงเล่าลือที่ไม่มีผู้ใดในตระกูลออกมาให้คำยืนยันแต่กลับกระจายไปทั่วทั้งสาธารณรัฐ
กล่าวคือ....


เด็กชายฮวางผู้หนึ่งซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ในดงป่าดิบใกล้ชายแดนเพียงลำพังโดยไม่มีอาวุธใดติดตัว ค่ำคืนนั้นเสียงสัตว์ป่าร้องคำรามก้องพนา ฝูงนกแตกตื่นถลาบินหนีปกคลุมท้องฟ้าจนดำมืดไปหมด
หัวหน้าราชองครักษ์แห่งองค์พระจักรพรรดิหรือก็คือคุณพ่อของเด็กชายฮวางได้แต่ยืนเฝ้ารออยู่ตรงชายป่านิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหวทั้งคืน

และเมื่อแสงแรกแห่งวันสาดฉาย
เด็กชายฮวางผู้นั้นเดินแบกหมีสีดำตัวใหญ่มาอย่างช้าๆ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลจากการต่อสู้มากมาย
ว่ากันว่าหมีตัวนั้นถูกสยบด้วยท่อนขาอันทรงพลัง
และเด็กชายผู้สยบหมีด้วยมือเปล่าจึงได้ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดประจำตระกูลฮวางอย่างเงียบๆมานับแต่นั้น


แม้จะไม่มีใครรู้แน่ว่าเด็กชายฮวางคนไหนกันแน่ที่เป็นผู้สร้างวีรกรรมอันลือลั่นนี้ หากพอมีเบาะแสให้สืบค้นจากความเป็นเจ้าของเสื้อขนหมีสีดำก็คือเด็กชายฮวางในตำนานผู้นั้นเอง
แต่หากไปสอบถามผู้คนในตระกูล ทุกคนต่างปิดปากเงียบไม่ให้คำยืนยันใดๆแม้แต่น้อย



หากเปรียบตระกูลอ๊คครองอำนาจแห่งมหาดไทย
ตระกูลฮวางก็ถือสิทธิ์แห่งกลาโหมด้วยศักดิ์ศรีไม่ด้อยไปกว่ากัน



ทำให้ทั้งสองตระกูลต่างคานอำนาจกันอย่างเงียบๆจนพาให้ลูกหลานในตระกูลทั้งสองจึงจำต้องชิงดีชิงเด่นกันมาทุกยุคทุกสมัย
เด็กชายอ๊คแทคยอนและเด็กชายฮวางชานซองอีกไม่ช้านานต่างจะก้าวขึ้นมาสืบทอดความยิ่งใหญ่แห่งตระกูลและกลายเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ยังไม่พบหน้า




เสียงฝนพรำขาดหายไปตั้งแต่ยามเช้าแต่พื้นหญ้ายังคงชุ่มน้ำ ดอกไม้ต่างแข่งกันบานสะพรั่งอวดสีสันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ลูกหมีเดินวนรอเพื่อนอย่างกระวนกระวายมาได้พักใหญ่จนแทบจะถอดใจ
แต่แล้วเสียงลากฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้น

โฮจังแบกแตงโมลูกโตกว่าตัวเสียอีกจนตัวเอียง
ลูกหมีรีบวิ่งเข้าไปหา ช่วยอุ้มแตงโมนั่นแทนอย่างเบามือ ส่วนสายตาก็สอดส่ายไปข้างหลังแล้วถามขึ้นด้วยความผิดหวัง
“ไม่มีกล้วยเหรอ”
เจ้าชายน้อยส่ายหน้า เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก
“แค่แตงโมลูกเดียว ก็หนักแทบแย่แล้ว” โฮจังเป่าปากดังฟู่แล้วก็จึงต่อว่าสักเล็กน้อย “คราวที่แล้วฉันแบกมาตั้งเครือเลยนะ แถมยังแอบเอามะม่วงมาให้ด้วย แต่นายก็ไม่ยอมมา”

ลูกหมีครางอ๋อยยยยย สายตาแสดงความเสียดายจนพูดไม่ออก

“คราวนี้ฉันเอาแตงโมมา วันนี้ถ้าขืนนายไม่มาอีกละก็...ครั้งหน้าจะไม่เอาอะไรมาให้อีกแล้ว” เจ้าชายน้อยออกปากขู่กันเห็นๆ แล้วก็ใจอ่อนตามเคย “แต่แตงโมนี่อร่อยมากนะ อร่อยที่สุดในโลก ฉันชอบแตงโมที่สุดก็เลยอยากเอามาฝากให้นายลองกินด้วย”


แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับลูกหมี ความใจดีของโฮจังต่างหากคือสิ่งที่ลูกหมีชอบที่สุดในโลก ชอบมากกว่ากล้วยอีกนะ


ลูกหมีชานทรุดตัวลงนั่งพร้อมแตงโม
“แย่จัง...ฉันไม่ได้เอามีดมาด้วย” เจ้าชายน้อยร้องลั่นขึ้นมาหลังจากค้นเป้จนกระจุย “ทำไงดี อดกินเลย”
ลูกหมีไม่พูดไม่จา สับหน้าผากผ่าแตงโมแตกออกเป็นเสี่ยง แล้วยื่นชิ้นที่ใหญ่ที่สุดให้โฮนูนอ
โฮจังที่กำลังตะลึงไปกับพลังหมีได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ ปัดคืนกลับไป
“ทำไมล่ะ ไม่กินเหรอ ก็ไหนว่าชอบที่สุดไม่ใช่เหรอ” ลูกหมีถามอย่างแปลกใจ
“ก็เพราะชอบที่สุด ก็เลยอยากให้นายกินเยอะๆน่ะสิ” โฮจังบอกอย่างใจดี แล้วหยิบชิ้นเล็กๆขึ้นมาแทะแทน


เศษแตงโมกระจัดกระจายรอบตัวเด็กทั้งสองคน
ลูกหมีเอนหงายหลัง ลูบพุงตัวเองไปมา
“อร่อยจังเลยนะ”
“ฮื้อ!” โฮจังเอนตัวนอนคู่กัน


ท้องฟ้ากระจ่างสดใส เมฆสีขาวลอยฟู่ฟ่องไปอย่างช้าๆ กิ่งไม้สะบัดกลิ้งไปตามลมปล่อยใบไม้ร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
ลูกหมีกลับตัวมานอนคว่ำใกล้กันยิ่งกว่าเดิม
เจ้าชายน้อยยืดพระกรสูงขึ้น พระหัตถ์น้อยๆสะบัดไหวไล้ตามก้อนเมฆที่กำลังค่อยเคลื่อนคล้อย สีหน้าเอาจริงเอาจังไม่ยอมแพ้นั้นน่ารักเสียจนทำเอาชานน้อยอยากจะเอ่ยชมอีกสักครั้ง แต่ก็กลัว...กลัวว่าเพื่อนคนนี้จะงอนหนีกลับไปอย่างวันนั้นอีก


“พักนี้หายไปไหนมา ปล่อยให้ฉันรอเก้อตั้งหลายทีแล้วนะ” โฮนูนอถามขึ้นโดยที่ไม่หันมามอง
“ฉันต้อง...ไปทำ...อะไร อะไรน่ะ” ลูกหมีตอบติดๆขัดๆ
“แล้วไอ้อะไรน่ะมันอะไรล่ะ”
“เอ่อ...ก็อะไรนั่นล่ะ”

เจ้าชายน้อยหันเหลือบมองนิ่งอยู่นาน ความละเอียดอ่อนทำให้ทรงจับความลำบากใจของลูกหมีได้อย่างง่ายดาย

“เป็นความลับบอกใครไม่ได้สินะ” โฮจังพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ฮื่อ” ลูกหมีพยักหน้ารับแล้วรีบอธิบายต่อเชิงเอาใจเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ใช่บอกนายไม่ได้นะ แต่บอกใครก็ไม่ได้ ถ้าบอกได้...คนเดียวที่ฉันจะบอกก็คือนายนะ” ชานน้อยยืนยันหนักแน่นและพอเห็นรอยยิ้มรับจากโฮจังทำเอาลูกหมีกรอกตาอย่างซุกซนแล้วกระซิบที่ข้างหู “บอกให้นิดก็ได้ ฉันน่ะไปเพื่อทำตัวเองให้แข็งแรงพอที่จะปกป้องใครบางคนได้ไงล่ะ”
โฮจังขมวดคิ้วยุ่งอย่างสงสัย
“ปกป้องเหรอ?” โฮจังชักอยากรู้มากขึ้น “ปกป้องใคร แล้วทำไมต้องไปปกป้องเขาด้วยล่ะ”
“เอ่อ...” ลูกหมีส่ายหน้า หน้ายุ่งกับคำถาม “ก็ไม่รู้ว่าใคร แต่พ่อบอกว่าพวกเรามีหน้าที่ต้องปกป้องผู้คนให้ปลอดภัย เพราะอย่างงั้นฉันจึงต้องแข็งแรงมากๆพอที่จะคุ้มครองคนสำคัญได้ไงล่ะ”
“เฮ้อ~ไม่รู้สักกะอย่าง” เจ้าชายโฮนูนอถอนพระทัยยาว “แย่จัง...ต้องปกป้องแต่ปกป้องใครก็ไม่รู้ คนนั้นคงสำคัญมากๆสินะ”

ลูกหมียกมือสองข้างขึ้นมาเท้าคาง มองโฮจังยิ้มๆ
“แต่มีอยู่คนหนึ่งนะที่ฉันรู้ว่าจะต้องคอยปกป้องเขา”
“ใครล่ะ...บอกได้ไหม”
“คนสำคัญที่สุดของฉัน” ฮวางชานซองยันตัวขึ้นคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเจ้าชายน้อยโฮนูนอ “ฉันจะเป็นคนปกป้องนายเอง”


เจ้าชายโฮนูนอทรงนิ่งเงียบไป พลางพินิจพิจารณาเด็กผู้ชายตัวโตตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนก่อนผงกพระเศียรยินยอม เมื่อทรงลุกหยัดยืน ไหล่สองข้างผึ่งผายด้วยศักดิ์แห่งราชวงศ์ ทรงก้มมองลงมายังฮวางชานซองแล้วจึงยื่นพระกรข้างขวาไปตรงหน้า

“ฉันอนุญาต” เสียงเล็กๆนั้นทรงไว้ซึ่งอำนาจ
ฮวางชานซองจับพระหัตถ์ก่อนก้มลงจูบลงตรงหัวแหวนทองคำสลักตราลัญจกร
“ฉันสัญญาว่าจะปกป้องนายด้วยชีวิต” อีกเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจจริงไม่เปลี่ยนแปลง


เพื่อนรักสองคนต่างผูกพันกันด้วยหัวใจอันมั่นคงทั้งที่ต่างไม่รู้จักฐานะซึ่งกันและกันแม้แต่น้อย
หากเพียงว่า...สายลมแห่งโชคชะตามักพัดพากลับกลาย





ย่านใจกลางเมือง



ท้องฟ้าสว่างสดใส ความร้อนยื่นมือแตะทักทายไปจนทั่วดั่งสาวน้อยเอาแต่ใจ
เด็กผู้ชายตัวน้อยวิ่งตัวปลิวต้านแรงลมร้อนซึ่งกำลังพัดกระโชกจนผมฟูยุ่ง แล้วจู่ๆก็หกล้มแหมะลงตรงหน้าเด็กผู้ชายสามคนซึ่งกำลังเดินคุยกันเสียงดังโหวกเหวกนั้นให้ชะงักกึกหยุดมอง
เด็กน้อยก้มมองตัวเองอย่างตกใจ ปากเริ่มเบะส่งเสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้น
เด็กผู้ชายสามคนมองหน้ากันไปมา รู้สึกเหมือนจะต้องรับผิดชอบไงชอบกลกับอุบัติเหตุไม่คาดฝันตรงหน้า

“เจ็บตรงไหน?” เจ้าชายน้อยรัชทายาททรงทรุดตัวลง พระหัตถ์แตะไปที่ตัวเด็กน้อยเชิงถามไถ่

เสียงอ่อนโยนนั้นทำให้อูยองเงยขึ้นมามอง น้ำตาหยดหล่นทีละเม็ด
“เจ็บ...ฮึก...เจ็บจัง...ฮึก...ตรง...ฮึก...นี้...เจ็บ” อูยองน้อยชี้ฟ้องไปทั่วทั้งตัว “ตรงนี้...ฮึก...ก็เจ็บ...ฮึก...ตรงนี้....ฮึก....นี้....ฮึก” ทั้งสะอื้นไปพร้อมกับหยดน้ำตาหล่นแตะตรงแก้มอูมๆเป็นภาพชวนน่าเอ็นดูและน่าขันนั้นทำเอาเจ้าชายรัชทายาทกลั้นรอยยิ้มเอาไว้แทบไม่ทัน
เมื่อทรงขยับไปดูหัวเข่าที่อูยองน้อยชี้ฟ้องค้างไว้
“โอ๋...โอ๋ ไหนดูสิ” เมื่อเจ้าชายน้อยเตะเบาๆไปตรงแผล เจ้าตัวก็สะดุ้งสุดตัว ปากเบะร้องโฮออกมาอีกครั้งทำให้ทรงต้องก้มลงเป่าฟู่เบาๆที่แผลอย่างเอาใจ “โอ๋...ไม่เจ็บแล้ว เพี้ยงหาย เพี้ยงหายนะ”

เด็กน้อยขี้แยหยุดร้องทันทีที่ถูกเอาใจ น้ำตาหยดพราวจับขนตาเป็นแพ เสียงสะอึกเบาๆยังคงค้างอยู่

“เจ้าเด็กน้อยนี่ขี้แยน่าดู” เสียงแปร่งๆแหลมดังขึ้น ตาเรียวดำขลับยื่นเข้ามาจนใกล้จนทำให้อูยองน้อยตกใจผงะหงาย ถ้าแค่นี้ยังทำให้ตกใจกลัวไม่พอ มือสองข้างของซูก๋าก็คว้าหมับหยิกเข้าที่สองแก้ม “ไมแก้มมันถึงปูดห้อยแบบนี้ล่ะ อมอะไรเอาไว้...หึ!” ซูก๋าตะแคงมองซ้าย ตะแคงมองขวาพยายามไขข้อข้องใจโดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของเจ้าของแก้มแม้แต่น้อย
อูยองน้อยปากเบะยิ่งกว่าเดิมทั้งที่แก้มยังติดอยู่ในมือเด็กผู้ชายใจร้าย ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากพี่ชายใจดีตรงหน้า

“คุณคิม จุน ซู” คุณนี่กำหราบเสียงนิ่งแต่ดุ ซูก๋ารีบปล่อยมือทันทีถอยทัพไปหลบหลังแทค แต่เมื่อเห็นหยดน้ำตาร่วงมาค้างแหมะตรงสองข้างแก้มอูยองน้อยทำเอาซูก๋าหยุดไม่อยู่แล้วหัวเราะฮาลั่น ชี้ตรงไป

“ไอ้เด็กนี่ตลกชะมัด” ซูก๋าหันไปพยักเพยิดกับแทค “เห็นป่ะ แก้มป่องซะจนน้ำตามันร่วงลงมาไม่ได้” แถมยังหัวเราะแล้วหัวเราะอีกจนตัวงอ ล้อขึ้นมา “แก้มป่องเป็นปลาทอง”

“ไม่...ไม่ปลาทองนะ” อูยองน้อยปากเบะแล้วปากเบะอีก หันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชายใจดีอีกรอบ “เค้าไม่ใช่ปลาทองนะ....ฮือออออออ”
คุณนี่หันไปมองดุๆใส่ตัวต้นเหตุอีกรอบก่อนหันไปปลอบอูยองอีกครั้ง น้องน้อยเอนตัวเข้าใกล้อย่างหาที่พึ่งและชักเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองมีพวกจึงกล้าแอบค้อนซูเบาๆ


เมื่อเห็นแผลที่หัวเข่าเริ่มมีเลือดซึมออกมา เจ้าชายน้อยรัชทายาทจึงรีบตรงไปยังก๊อกน้ำใกล้ๆเพื่อเอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมาล้างแผล เผลอทิ้งปลาทองน้อยไว้กับแมวแพนด้าอย่างไม่ตั้งใจ

ซูก๋ายังคงติดใจแก้มป่องๆนั้นไม่เลิก ขยับมานั่งยองๆใกล้จนหน้าแทบติดพร้อมกับนิ้วเล็กๆก็เริ่มจิ้มแก้มป่องนั้นไปเรื่อยไม่ยอมหยุด
อูยองน้อยพยายามเบี่ยงหลบแต่ก็ไม่สามารถ


“~~แก้มอ้วนๆ แก้มอ้วนๆ อ้วนกลมๆ~~” ซูก๋าฮัมเป็นเพลง “~~กลมเป็นเส้น เส้นอูด้ง ด้งเป็นแก้ม แก้มอูด้ง~~” แล้วก็หัวเราะก๊ากขึ้นมา ชี้หน้าอูยอง “เจ้าหนูอูด้ง!”

อูยองปากเบะรอบที่ร้อย
“เค้าไม่ใช่อูด้ง ไม่ใช่นะ” อูยองน้อยครางฮือ “เค้าอูยองต่างหาก”

เสียงหัวเราะพรืดดังขึ้นสามเสียงพร้อมกัน ซูก๋าน้อยหัวเราะกลิ้งไปกับพื้น แทคกับคุณที่เพิ่งเดินมาถึงพยายามกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงไปหมด

อูด้ง เอ๊ย อูยองส่งสายตากล่าวหาตรงต่อว่าโดยเฉพาะพี่ชายใจดีที่คิดว่าเป็นพวกตัวเอง ‘หัวเราะเยาะเค้า...ทุกคนหัวเราะเยาะเค้า’

ทำเอาคุณนี่รู้สึกผิดขึ้นมาไม่น้อยจึงเสไปดุซูก๋าเป็นการแก้ตัว
“เลิกเล่นได้แล้วซู” เจ้าชายน้อยทรุดตัวทรงเช็ดแผลอย่างเบามือ ปลอบขึ้น “ทนหน่อยนะ อาจจะแสบนิดหน่อย” แล้วหลอกล่อด้วยรอยยิ้ม “ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้หรอกนะ”

อูยองสะดุ้งไป ซู้ดปากตามเบาๆ แม้น้ำตาจะคลอเต็มสองเบ้าตาแต่ก็พยายามกลั้นไว้อย่างเต็มที่เพราะอยากเป็นลูกผู้ชายตามคำพี่ทำเอาเจ้าชายน้อยอดเอ็นดูไม่ได้จนต้องเอื้อมไปกวาดเช็ดน้ำตาให้

สัมผัสอันอ่อนโยนนั้นพาอูยองน้อยสะอื้นฮักออกมาอย่างสุดกลั้นพร้อมเอนตัวเข้าซบที่อกเจ้าชายรัชทายาทเพื่อขอพึ่งพิงทันที
น้ำตาที่ร่วงไม่หยุดนั้นแทบทำให้เจ้าชายรัชทายาทจนปัญญาจะปลอบโยน คุณนี่หันไปหาแทคเพื่อขอความช่วยเหลือ

แทคกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ เป่าปากฟู่จนแก้มป่องพร้อมทรุดตัวลงนั่งเรียกให้อูด้งน้อยที่หันกลับมามองถึงกับหยุดสะอื้นไปครู่ด้วยความแปลกใจ แทคก็เลยชักจะได้ใจรีบเป่าลมเข้าแก้มตัวเองจนพองยิ่งกว่าเดิมแถมยกมือทำกำปั้นแปะไปสองข้างแก้มและเริ่มขยับกระดุ๊กกระดิ๊กด้วยทีท่าน่ารักที่สุดเท่าที่เด็กหน้าตาเกินวัย(ไปโข)จะทำได้

แม้อูด้งน้อยมองด้วยความไม่เข้าใจในครั้งแรกแต่ไปๆมาๆทำไมแก้มนั้นยิ่งป่องมากขึ้นเรื่อยๆล่ะ น้องน้อยเริ่มชักไม่วางใจ

‘นี่ล้อเค้าอีกแล้วเหรอเนี่ย...แถมแก้มเค้าไม่ได้ป่องขนาดนี้สักกาหน่อย’

พอคิดได้แบบนี้น้ำตาขี้อ้อนของอูยองร่วงหล่นเป็นสายตามมา ซึ่งนั่นมันทำเอาแทคถึงกับตัวแข็งทื่อไปในบัดดล เริ่มชักทำตัวไม่ถูก หันรีหันขวางส่งสัญญาณต่อไปยังซูก๋าที่ยืนเต๊ะจุ๊ยไม่รู้ไม่ชี้ห่างออกไป

แทคถลึงตาแล้วถลึงตาอีกกว่าซูจะยอมเดินนวยนาดมา
ซูนั่งคุกเข่าแทรกระหว่างกลางดันทั้งคุณนี่และแทคเขยิบถอยไป

“อูด้ง!!!” ซูก๋าน้อยแหวขึ้นเสียงดังลั่น
“คร้าบบบบบ” อูด้ง เอ๊ย อูยองสะดุ้งโหยงเผลอหลุดปากรับคำตามไปด้วยซะงั้น แก้มกลมๆป่องๆเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา

“ยิ้มสิ” ซูก๋าออกคำสั่งทั้งยังชี้มาที่ตัวเองกำกับเชิงบอก ‘ยิ้มให้ฉันนะ’ มือน้อยๆยังจิ้มแก้มป่องๆอย่างติดใจ “หยุดร้องได้แล้วเด็กน้อย แล้วยิ้ม ยิ้มกว้างๆ กว้างที่สุดแล้วจะเลี้ยงไอติม ร้านอยู่ตรงนี้เอง” ซูพยักเพยิดไปทางด้านหลังอูยอง “ร้องไห้เยอะขนาดนี้ต้องกินช็อคโกแลตซันเดย์ ข้างบนน่ะราดวิปครีมนุ่มๆแล้วก็โรยอัลมอนด์เต็มไปหมดด้วยล่ะ...ว้า~พูดแล้วอยากกิน” ซูก๋าน้อยจอมเจ้าเล่ห์ลอยหน้าลอยตาซู้ดปากประกอบ “อยากกินไหม...ไปกินไอติมกันไหม” แล้วโดยไม่ฟังคำตอบ ซูลุกขึ้นหันไปชวนเพื่อน “ไปเห๊อะ...พวกเราไปกันเองดีกว่า เจ้าเด็กน้อยนี่คงไม่อยากกิน”

อูยองน้อยคว้ามับเข้าที่ข้อมือพี่ชายแดกู ใบหน้าเล็กๆนั้นพยักไปพยายามกลั้นสะอื้นไปฉีกยิ้มไปอย่างชวนน่าขำและน่าเอ็นดูอย่างที่สุด
เด็กน้อยอูด้งแพ้เล่ห์เหลี่ยมของจอมเจ้าเล่ห์แดกูจนได้


ซูก๋าลุกขึ้นยืนยิ้มด้วยกริ่มมองไปยังเพื่อนสองคนด้วยทีท่ายียวนกวน เอ่อ ใจอย่างที่สุด
“แทคคุ...อุ้ม!” ซูก๋าได้ใจออกคำสั่ง
แทคส่ายหัวบอกตัวเองว่าไม่น่าเลย ไม่น่าเปิดโอกาสให้ไอ้เพื่อนคนนี้เล้ยให้ตาย แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งโดยไม่อิดออด แบกอูยองน้อยขึ้นหลังไปร้านไอติม


ร้านไอติม

อูยองน้อยนั่งกินไอติมแก้วเบ้อเริ่มตุ้ยๆจนแก้มเริ่มเปอะไปด้วยคราบสีน้ำตาลของช็อคโกแลตแทนคราบน้ำตา
คุณนี่เอื้อมมาเช็ดให้จากอีกฟากของโต๊ะเป็นระยะ
อูยองปล่อยให้พี่ชายใจดีดูแลไปโดยที่ตัวเองยังตักไอติมไม่หยุดมือ
จนเมื่อไอติมหมดถ้วย เด็กน้อยมองอย่างอาลัยอาวรณ์ ใช้หลังมือเช็ดแก้มตัวเองจนเปรอะเข้าไปใหญ่ ส่งสายตาวิบวับมายังพี่ชายสามคนตรงหน้า แก้มยุ้ยๆอมรอยยิ้มจนป่องอ้อนชวนให้คนมองต้องใจอ่อนยวบ

พี่ชายสามคนส่งเสียงไม่เป็นคำหลุดออกมาพร้อมกันเมื่อโดนพิษแก้มป่องของเด็กน้อยอูยองเข้าจนได้

ก่อนที่คุณนี่กำลังยอมใจอ่อนเป็นคนแรก ซูก๋าก็หยิบหุ่นตุ๊กตากันดั้มวางโครมบนโต๊ะเรียกสายตามองละห้อยจากอูด้ง พร้อมส่งเสียงขัดขึ้นมาอย่างวางแผนการร้ายไว้ในสมอง

“รู้ไหมเด็กน้อย....” ซูก๋ายกมือขึ้นเท้าคางเอาไว้ ตาเรียวแหลมฉายแววหลอกล่อ “ครีมโซดาที่นี่น่ะอร่อยสุดยอดไปเลยนะรู้ไหม อยากลองไหมอูด้ง?”

อูด้งยอมรับชื่อใหม่ไปโดยปริยายทำเป็นเลียนแบบโดยวางคางตัวเองไว้บนโต๊ะบ้าง แก้มห้อยย้อยติดกับพื้นพยักยิกตาม ทำหน้าตาอังอังอย่างที่รู้ดีว่ามันจะมัดใจคนรอบข้างได้อย่างเด็ดขาด

ซูก๋าเห็นความน่ารักขั้นสุดยอดที่อูด้งพยายามยั่วให้ติดกับนี้แล้ว ก็บอกกับตัวเองว่าไม่มีทางจะปล่อยเด็กน้อยน่ารักคนนี้ให้หลุดมือ

“งั้น...มาเป็นน้องชายของฉันไหมล่ะ” ซูก๋าพร้อมยื่นข้อเสนอล่อลวงเด็กน้อยไร้เดียงสา “ถ้ามาเป็นด้งน้องรักแล้ว อยากได้อะไร...” พี่ซูปรายตาไปที่หุ่นกันดั้มทำเอาน้องด้งตาลุกวาว “หรือจะอยากกินอะไรพี่ก็จะเลี้ยงไม่อั้น อย่างไก่ทอดกรอบๆกัดดังกร๊วบ เนื้อนุ่มหอมอร่อยไปสามโลกแบบนั้นนะด้งนะ...เอาไหมล่า~”

อูยองน้อยน้ำลายสอไปกับท่าทียั่วยวนของพี่ชายจอมเจ้าเล่ห์จนมองไม่เห็นหลุมพรางอันสุดสยองต่ออนาคตภายภาคหน้าตนเอง แต่ก่อนจะต้องมนต์เผลอพยักหน้ายินยอมเป็นลูกไก่ในกำมือแพนด้าน้อยนั้น ก็พลันเห็นสิ่งปกติขึ้นมา

เอ๋~! ทำไมพี่ชายอีกสองคนที่นั่งขนาบสองข้างพี่ซูถึงได้พากันส่ายหน้ายิก ส่งสายตาหวาดหวั่นห้ามแบบไม่มีเสียงทำให้ต้องลังเลขึ้นมาจนไม่กล้าจะรีบรับปากอย่างตั้งใจไว้ อูด้งกรอกตามองซ้ายขวาชั่งใจไปมา

แต่เพียงแค่ครีมโซดาสีเขียวสดใสมาตั้งอยู่ตรงหน้า อูยองน้อยก็ลืมสัญญาณอันตรายที่พี่ชายสองคนพยายามส่งมาเตือนซะหมดสิ้น

“พี่ซูคร้าบ” อูยองน้อยยิ้มอ้อน ส่งเสียงหวานลูกเจี๊ยบ

ซูก๋าหัวเราะฮ่า ฮ่า
‘อย่านึกนะว่าฉันไม่เห็นว่าพวกนายพยายามทำอะไร แต่ชั้นเชิงฉันเหนือกว่าเฟ้ย’ เจ้าชายแดกูหันมองเย้ยเพื่อนสองคนที่สามารถมีลูกไก่ในกำมือเพิ่มอีกคน(คิดเองเออเองทั้งน้าน) หยิบหุ่นกันดั้มยัดใส่มือด้งแทนของกำนัล(สินบนชัดๆ) ทำเอาอูยองน้อยยิ้มร่าไม่ร้องโอดครวญสักนิดแม้จะโดนพี่ซูโถมกอดจนแน่นแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

เพื่อนรัก(จำเป็น)ของซูก๋าทั้งสองคนคอตกถอนหายใจเฮือกขึ้นมาพร้อมกัน มองเห็นชะตากรรมล่วงหน้าของน้องน้อยคนใหม่
“ก็ช่วยไม่ได้นะ” แทคหลุดปากปลงๆ
คุณนี่มองปลอบใจอูด้ง ส่ายหน้าแล้วส่ายหน้าอีก
ส่วนอูด้งน้อยไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากครีมโซดา



ซูก๋าน้อยดึงสมุดการบ้านที่ถูกม้วนจนยับซุกไว้หลังกระเป๋ากางเกงตัวเองยื่นแอบๆให้แทค ซึ่งแทคเองก็พยายามเอียงตัวบังไว้เพื่อไม่ให้เพื่อนอีกคนเห็น
แต่ก็ไม่ได้ผล เจ้าชายน้อยรัชทายาททรงกระแอมห้วน
“พวกนาย!”
เพียงแค่นี้ก็ทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งโหยง

“จะทำแบบนี้ไปอีกถึงเมื่อไร” คุณนี่ดุขึ้นทันที “ทำแบบนี้ไม่มีประโยชน์ไม่ว่ากับใครนะ นายคิดว่านายกำลังช่วยเพื่อนอยู่แต่มันไม่ใช่หรอกนะอ๊คแทคยอน”

โดนเจ้าชายรัชทายาทเรียกทั้งชื่อทั้งนามสกุลแม้จะด้วยน้ำเสียงเรียบธรรมดาแต่ก็ถึงกับทำให้อ๊คแทคยอนเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที

“ส่วนนาย รู้ฐานะตัวเองบ้างไหมท่านคิมจุนซู” คุณนี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดหันมาจัดการอีกคน “อยากโดนดูแคลนเมื่อถูกจับได้หรือไงกัน”

เจ้าชายน้อยแห่งแดกูทำเป็นเฉไฉมองดินมองฟ้าไปเรื่อยทำเอาเจ้าชายรัชทายาทส่ายพระเศียรด้วยความระอา
“ตามใจ เมื่อเตือนแล้วไม่ฟังกันก็ตามใจ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความน้อยใจ “ถ้าฉันไม่เห็นว่าพวกนายเป็นเพื่อน ไม่มีทางที่ฉันจะเข้ามายุ่ง”

แล้วก็ได้ผล...
เจ้าชายน้อยแห่งแดกูแม้จะมีฐานะเป็นพี่ชายผู้ห่างเพียงแค่ไม่กี่เดือนนั้นแต่ก็ไม่เคยเท่าทันเหลี่ยมคูอันแหลมคมของน้องชายสักครั้งยอมหันมางอนง้อทันทีอย่างเคย

“ฟังสิ๊” ซูก๋าลากเสียงสูงปิ๊ด “ใครว่าไม่ฟังเล่า แต่เรื่องแบบนี้มันต้องค่อยเป็นค่อยไป” ก็ยังคงอิดออดไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มีข้ออ้างเพื่อหาทางเอาตัวรอดอีกตามเคย “อย่างคราวนี้มีแต่ตัวเลขเต็มไปหมด แค่มองก็ตาลายแล้ว บวกลบคูณหารสมการอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจสักกาติ๊ด”

“นั่นสิ...คำนวณแบบนี้ มันยากไปเนอะ” แทคเข้าข้างเพื่อนรักด้วยรู้ไส้รู้พุงกันดีเกินไป “แค่สองหลักซูก็แย่แล้ว นี่ถึงหลักพันแบบนี้ ปล่อยไปมีหวังกินไข่แน่นอน”

ตกลงแทคยื่นมือเข้ามาช่วยหรือซ้ำเติมเพื่อนรักกันแน่ แต่ซูก๋าก็หาสะเทือนไม่

“ช่ายยยยยยย ก็บอกแล้วพวกมันน่ะรู้จักฉัน แต่ฉันน่ะไม่รู้จักมันนี่นา” ซูก๋าโยนความผิดให้วิชาคำนวณซะงั้น

แทคฟังแล้วร้องโฮะ โฮะ ยกมือขอพูดขัดคอเพื่อนตัวแสบสักเล็กน้อย
“ฉันว่านายน่ะพูดผิดแล้ว นายน่ะไม่เคยโผล่หน้าไปเจอมันเลยสักครั้งแล้วจะรู้จักกันได้ไง มันก็ไม่รู้จักนายพอๆกับที่นายไม่ยอมรู้จักมันนั่นล่ะ”

ซูก๋าเจอเพื่อนดัก ส่งเสียงชิชะไม่สบอารมณ์เป็นนักเลงน้อยแดกู
“เออ!ก็ด้ายยยยย มันไม่รู้จักช้าน ช้านไม่รู้จักมัน เราไม่รู้จักกันเพราะง้านบ่มีทางเข้าใจ๋กั๋นด้ายยยย”

คุณนี่น้อยฟังเพื่อนรักสองคนต่อล้อต่อเถียงกันก็ถามอย่างอ่อนใจ
“นายคอยช่วยอยู่แบบนี้ คิดจะเข้าไปสอบแทนด้วยหรือไง”

เพื่อนรักคู่แรกหันมามองหน้ากันสองคนไปมา

“เออนั่นสินะ” เจ้าชายแดกูหรี่ตาขบคิดปัญหาอย่างจริงจัง “อีกไม่นานก็จะสอบแล้วนี่นา” ดวงตาน้อยๆไตร่ตรองคิดละเอียดรอบคอบ “เราสอบไม่ตรงกันใช่ไหมแทค” พอแทคส่ายหน้าปฏิเศษว่าไม่ตรงกัน เจ้าชายน้อยก็ตาลุกวาวด้วยความหวัง

ทรงมองพินิจเพื่อนรักอย่างพิเคราะห์จนทั่ว ซ้ายขวาหน้าหลังอย่างไม่มีอะไรรอดสายตาไปได้

“นายควรเริ่มไว้ผมยาวสักอีกหน่อยนะแทคนะ” ความโกงระดับมาสเตอร์ทำเอาสมองน้อยๆแห่งแดกูแล่นฉิว “ไหนลองใส่แว่นฉันสิ” ซูก๋าถอดแว่นออกไปให้แทคแล้วหรี่ตาตะแคงมองอีกรอบ “เนี่ย!ฉันว่านะพอนายผมยาวอีกนิด ปัดหน้าม้าลงมาอีกหน่อยก็ใช้ได้เลยล่ะ เป๊ะ...เป๊ะ ซูปเปอร์แมนก็ปลอมตัวกันแบบนี้ล่ะใช่ไหมเพื่อน”

“คร้าก เค้นท์...แฮ่~!” ซูเปอร์อ๊คแคทกำมือทำท่าบิน กรอกตาฝันหวานถึงการเป็นยอดมนุษย์โดยการล่อลวงของจอมวายร้ายซู ลูเธอร์

เพื่อนรักสองคนเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยพากันหัวเราะคิกคัก

“แต่ความสูงมันอาจเป็นปัญหานะเพื่อน” แทคชักมองเห็นช่องโหว่ในแผนหลังจากคืนสู่พื้นโลก
แพนด้าน้อยขาสั้นทำปากยื่นขู่เจ้าเด็กขายาวที่บังอาจมาย้ำจุดอ่อนเดียวในชีวิต จนแทคต้องรีบฉีกยิ้มกว้างตาหยีรอยแมวข่วนเอาใจขึ้นมาทันทีซึ่งแค่นี้เด็กขี้น้อยใจก็พอใจแระ

“งั้นนายก็เดินค่อมๆตัวสิ ย่ออีกนิดก็เท่ากันแล้ว” ซูก๋าเสนออย่างไม่เห็นจะยาก

แทคจอมเก็บรายละเอียดก็แย้งขึ้นอีก “แต่มันจะดูผิดสังเกตนะฉันว่า” พึมพำต่อในลำคอเพื่อไม่ให้เพื่อนขี้ใจน้อยได้ยิน “เพราะมันย่อไม่นิดเลย”
จอมโจรน้อยสองคนสุมหัวกันวางแผนระดับ catch me if you can กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

“เอางี้สิ นายค่อยๆใส่ที่เสริมส้นเพิ่มทีละแผ่นไปเรื่อยๆ จะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกตไง แล้วพอถึงวันสอบเราก็สูงเท่ากันพอดี” คราวนี้แทคขอนำเสนอบ้าง
“เวรี่กู๊ด!!!” สปรีคอิ๊งสำเนียงแดกูชมเชยลั่นขึ้น

คุณนี่น้อยที่หัวไวไม่แพ้เพื่อนหลังจากเงียบฟังอยู่นานทำเป็นถอนใจยาว พึมดักคอขึ้นมาหน้าตาเฉย
“แล้วคิดว่าจะใส่กี่แผ่นถึงจะพอ มีหวังได้ใส่จนตาตุ่มโผล่เดินไม่ได้กันพอดีสิ”
“คุณ!” ซูก๋าโวยได้แค่นี้ บ่นอุบอิบไม่ยอมรับความจริง “ฉันไม่ได้เตี้ยขนาดนั้นสักหน่อย”
เพื่อนรักสามคนพากันหัวเราะจนลั่นร้าน


อูด้งหันมองซ้ายมองขวาอยากขอมีส่วนร่วมกับเขาบ้าง
“พี่ซูจะโกงเหรอคร้าบ”

“เฮ้ย!ใครว่าโกง แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าโกงนะ แค่ซิกแซกเท่านั้น” ซูก๋าพยายามแนะนำทางลัดผิดปกติให้น้องชายคนใหม่

“นี่ล่ะเขาเรียกว่าโกง” คุณนี่ไม่ยอมเล่นด้วยแล้ว หันไปยืนยันกับอูด้ง “แค่คิดก็โกงแล้ว อย่าคิดเลียนแบบเชียวนะ” แล้วจึงกำหราบแทคอีกคน “นายก็หยุดตามใจซูได้แล้ว บอกแล้วว่าช่วยเพื่อนแบบนี้เขาไม่เรียกว่าช่วยหรอกนะ”

ทำเอาโจรกระจอกน้อยสองคนหัวหดทันที

“พูดเล่น ก็แค่ล้อเล่นเอง” ซูก๋าน้อยตบคอตัวเองยิกแก้เมื่อยเฉไฉ แต่หากสายตาสองคู่ของจอมโจรน้อยสองคนต่างส่งสัญญาณเซ็นสัญญาทำตามข้อตกลงกันอย่างเงียบเชียบ

ตาคมปราบของคุณนี่ยังคงจ้องไปที่สมุดการบ้านยับยู่ยี่ในมือแทคเชิงเตือนกลายๆทำเอาแทคถึงกับสะดุ้งเฮือก

“งั้นงานชิ้นนี้นายต้องทำเอง” แทคทำเป็นใจแข็งเลื่อนการบ้านคืนให้เจ้าของ แต่พอเห็นสีหน้าจืดจ๋อยขึ้นมาทันทีของเพื่อนก็อดใจอ่อนไม่ได้อีกตามเคย “ฉันจะช่วย รับรองว่าไม่ยากหรอกน่า”

“ช่วยนะ ไม่ใช่จบลงตรงที่นั่งทำให้หมด ส่วนหมอนี่...” คุณขู่ต่อหน้า “ปล่อยให้นั่งแต่งเพลงไปเรื่อย อย่าให้เป็นแบบนั้นนะ”

“คร้าบบบบ” ทั้งซูทั้งแทคพร้อมใจกันรับปากอย่างว่าง่ายขึ้นมาพร้อมกัน
“ฉันจะคอยดู” คุณนี่ส่งเสียงเหี้ยมกำหราบ

อูด้งนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดระหว่างพี่ชายสามคนแล้วก็สรุปได้ทันทีว่า พี่แทคท่าจะใจอ่อนพร้อมโดนหลอกได้ง่ายๆนะเนี่ย ส่วนพี่ซู...เฮ้อ~!ไม่ไหวเลย และพี่คุณเท่ที่สุด จัดการเด็กวายร้ายสองคนนี้ซะอยู่มือ...เจ๋งสุดๆไปเล้ย


ก่อนแยกย้ายกันไป
อูด้งกวักมือยิกเรียกให้พี่ชายใจดีก้มลงมาหาแล้วกระซิบที่ข้างหู
“พี่คุณเป็นพี่ชายคนโปรดของผมนะครับ”
อูยองน้อยโบกมือหยอยๆวิ่งไป





ตระกูลจางถูกนับถือในฐานะปราชญ์แห่งแผ่นดิน จนได้รับคำยกย่องจากมหาจักรพรรดิไว้ว่า

“คำตอบที่ไร้คำเฉลย รับการเปิดเผยโดยตระกูลจาง”


นับแต่นั้นผู้นำแห่งตระกูลจะรับเกียรติดำรงตำแหน่งฝ่ายตุลาการรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม คอยคานอำนาจจากสองตระกูลใหญ่ทั้งอ๊คและฮวาง

ดังนั้นหนูน้อยจางอูยองจึงถูกเคี่ยวเข็ญให้หาความรู้มากมายอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อภาระหน้าที่อันหนักอึ้งในอนาคตอันใกล้ แต่เพราะยังเด็กนัก อูยองน้อยจึงมักใช้ความน่ารักอ้อนเฉไฉไม่ยอมเล่าเรียนแต่โดยดีจนกลายเป็นเรื่องหนักใจของคุณพ่อไม่น้อย


เช้าวันหนึ่ง อากาศดีจนน่าประหลาด ไอหมอกลอยกรุ่นปกคลุมราวกับภาพฝัน ใบเมเปิ้ลสีแดงพราวสะพรั่งตัดกับท้องฟ้าสดใส

ขณะที่อูยองน้อยพยายามหาทางหนีเรียนไปเที่ยวข้างนอก(อย่างเคย) พอผ่านพ้นมุมตึกก็ตรงมายังห้องสมุดที่เด็กน้อยพยายามกระดื้บผ่านไปอย่างเงียบที่สุด

เจ้าชายน้อยรัชทายาทยืนมองจากหน้าต่างด้วยความสงสัยในครั้งแรกก่อนเปลี่ยนเป็นความขบขันในท่าทีราวกับหนอนตัวน้อยของอูด้ง

อูยองคลานก้นโด่งมาถึงก่อนจะรีบผ่านไปให้เร็วที่สุดก็ขอเงยหน้ามาประเมินสถานการณ์อย่างเคยก็สบตาเข้ากับพี่คุณ!!!
หนูน้อยอูยองอ้าปากหวออย่างไม่คาดฝัน เตรียมพร้อมกระโดดตัวลอยขึ้นไปหา หากพี่คุณรีบโน้มตัวจากหน้าต่างใช้มือกดหัวอูด้งเอาไว้ให้ต้องฟุบกลับไปอย่างเดิม

เสียงหนักแน่นคุ้นหูดังขึ้นทำให้อูยองน้อยรีบอุดปากตัวเองแน่นไม่กล้าส่งเสียงทักทาย

“หากทูลกระหม่อมน้อยพอมีเวลา กระหม่อมขอทูลเชิญเสวยกระยาหารว่างเสียก่อนที่จะเสด็จกลับ เผื่อหากมีข้อสงสัยในหนังสือปรัชญาการปกครองโบราณจะได้ถกกันได้นะกระหม่อม”

“จะเอาอย่างนั้นก็ได้ท่านลุง” เจ้าชายรัชทายาททรงประทับลงนั่งตรงขอบหน้าต่าง เอนองค์เฉียงๆบังไว้ก้มมองยิ้มให้อูด้งน้อยที่ยังฟุบนิ่งไม่ไปไหน “มีหลายส่วนในหนังสือที่เราอ่านแล้วยังติดใจสงสัย หากได้ท่านลุงช่วยอธิบายคงดีไม่น้อย”

ท่านหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงมองเจ้าชายรัชทายาทด้วยความภาคภูมิใจ เจ้าชายพระองค์น้อยผู้อ่อนโยนเติบโตขึ้นทุกวันอย่างงดงามกลายเป็นที่รักของผู้คนทั้งแผ่นดิน อีกทั้งยังทรงเต็มเปี่ยมด้วยความคิดอ่านอันลึกซึ้ง ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้วยองค์เองอย่างไม่หยุดหย่อน จนนึกอดเปรียบเทียบกับลูกชายตัวเองขึ้นมาไม่ได้

“หากอูยองลูกชายกระหม่อมขยันสนใจเล่าเรียนได้แค่เพียงส่วนเดียวของเจ้าชายรัชทายาทก็คงดีไม่น้อย” ท่านหัวหน้าผู้พิพากษาเผลอหลุดปากรำพึงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

อูยองน้อยสะดุ้งโหยงมองพี่คุณที่กลับกลายเป็นเจ้าชายรัชทายาทตาแป๋ว ปากจิ้มลิ้มยื่นยาวพึมพำเชิงกล่าวหาขึ้นมา เรียกรอยแย้มพระสรวลในสีพระพักตร์ของเจ้าชายน้อยเมื่อเหลือบไปเห็น

“ลูกชายของท่านซุกซนไม่ชอบเล่าเรียนอย่างนั้นหรือ” เจ้าชายรัชทายาทรับสั่งถามต่อทั้งที่ยังคงก้มมองท้าทายกับเด็กน้อยหน้าบึ้งอยู่

“กระหม่อม...ชอบหนีเรียนออกไปเที่ยวนอกบ้านให้คอยตามหาวุ่นอยู่เป็นประจำ ฉลาดแต่เรื่องซุกซน ว่ากล่าวอะไรก็หาทางเอาตัวรอดไปเรื่อยๆเพราะรู้ตัวว่าอ้อนขึ้นมาทีไรก็มีแต่คนคอยเอาใจ”
“แม้แต่ท่านผู้พิพากษาด้วยสินะ”
“กระหม่อม” ผู้เป็นพ่อตอบรับด้วยเสียงขัดเขิน “กระหม่อมก็เห็นว่ายังเด็กนักจะเข้มงวดมากก็...” เริ่มอึกอักขึ้นมา

“นั่นสินะ ยังเด็ก แถมยังน่ารักขนาดนี้อีก ก็อดใจอ่อนไม่ได้สินะ” เจ้าชายรัชทายาทเลิกพระขนงให้เด็กน่ารัก เมื่อทรงหันกลับมาก็แทบไม่ต้องตรึกตรองด้วยซ้ำกับความคิดที่ผลุดขึ้นมานี้ ตรัสขึ้น “หากเมื่อลูกชายคนนี้โตพอแล้วและท่านลุงพอตัดใจให้อยู่ไกลหูไกลตาได้บ้างละก็นะ” ทูลกระหม่อมน้อยแย้มพระสรวลเชิงล้อเลียนเรียกรอยยิ้มขัดเขินอีกครั้งจากผู้เป็นพ่อ แล้วจึงทรงเอ่ยต่ออย่างให้เกียรติ “หากคิดถวายตัวเข้าวังแล้วล่ะก็ เราจะเป็นคนดูแลให้เขาเรียนรู้ทุกอย่างอย่างเหมาะสมและเติบโตเป็นลูกผู้ชายที่ท่านลุงต้องภาคภูมิใจทีเดียวเชียวล่ะ”

“เป็นพระมหากรุณากระหม่อม” ท่านผู้พิพากษาโน้มตัวต่ำคำนับด้วยความซาบซึ้งในน้ำพระทัยพร้อมขอตัวออกไปจัดเตรียมพระกระยาหารว่างถวาย


เจ้าชายรัชทายาททรงรีบกระโดดข้ามหน้าต่างไปหาอูด้งน้อย

“หนีเรียนสินะเรา” เจ้าชายทรงเย้าขึ้น
“เปล่าครับ เอ๊ย กระหม่อม” อูยองน้อยพูดอย่างอึกอักแฝงความงอนอีกเล็กน้อย “ผม อื๊อ กระหม่อมไม่คิดจะหนีแค่จะพักสมองนิดหน่อยครับ เอ๊ย กระหม่อม”

เจ้าชายรัชทายาทแย้มพระสรวลอย่างอดไม่ได้กับท่าทางขัดเขินปนปั้นปึ่งนั้น จึงยกพระหัตถ์ขึ้นห้าม

“พอละ ยิ่งพูดก็ยิ่งยุ่ง” เจ้าชายน้อยทรงส่ายพระพักตร์กลุ้มๆ “ไม่คิดจะหนีแค่พักสมอง เลี่ยงบาลีเก่งนะเราตัวแค่นี้เอง...คุ้นจริงความคิดแบบนี้” เจ้าชายรัชทายาทพึมพำตบท้าย พลันนึกถึงภาพซูก๋าซ้อนทับขึ้นมาขณะทรงยื่นมือไปจูงน้องชายตัวดี “เรียกแค่พี่คุณก็พอแล้ว อย่างอื่นก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ”
“คร้าบ” อูด้งน้อยรับคำเสียงใส ความเป็นเด็กสดใสทำให้ไม่ยึดติดกับอะไรนานนัก “พี่คุณคร้าบบบบบ”



หมอกสีขาวพลิ้วลอยลม
พี่ชายใจดีทรุดตัวลงนั่งตรงศาลาหินหกเหลี่ยม กวักมือเรียกอูด้งให้เข้าไปหาแล้วจึงถอดผ้าพันคอตัวเองออกมาพันรอบคอน้องชายอย่างบรรจง

เด็กน้อยนั่งพิงพี่ชาย หัวใจดวงน้อยอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เจ้าชายรัชทายาทเปิดหนังสือขึ้นมา
“รู้ไหมระบอบศักดินาน่ะหมายถึงอะไร ส่งผลต่อบ้านเมืองอย่างไร” พี่ชายถามขึ้นอย่างสบายๆราวกับพูดถึงสภาพดินฟ้าอากาศ ชี้ไปยังดวงจันทร์บนฟ้าที่ยังไม่ยอมเร้นกายหายไปอย่างควร “แล้วรู้ไหมว่าถ้าไม่มีพระจันทร์ โลกของเราจะวุ่นวายแค่ไหน”

น้องชายฟังตาแป๋วพยายามนึกหาคำตอบแต่ก็ไม่รู้นี่นา เลยทำได้แต่ส่งยิ้มอย่างอายๆ

“หากอยากจะรู้ก็ไม่ยาก เรารู้ดีนี่ว่าจะหาคำตอบได้จากที่ไหนและจากใคร แต่ถ้าไม่สนใจที่จะรู้ถึงแม้จะบังคับให้เรียนก็ไม่มีทางรู้หรอกนะอูยอง” พี่ชายหลอกล่อน้องชายอย่างใจเย็น “ไว้อยากรู้เมื่อไรก็ค่อยๆหาคำตอบละกันนะ”

“พี่คุณชอบคนรู้เยอะๆเหรอครับ” อูด้งสงสัยและแอบนึกหวั่นใจบางอย่างเล็กๆ “ถ้าอะไรก็ไม่รู้พี่คุณจะไม่ชอบงั้นเหรอครับ”

“เอ...ไม่ใช่จะไม่ชอบนะ เพียงแต่ว่า...” พี่ชายแอบเก็บรอยยิ้มไว้อย่างมิดชิด “คนที่ไม่รู้อะไรเลยสักเรื่องน่ะไม่น่าสนใจเท่าไรนี่นา เวลาคุยอะไรด้วยก็ไม่สนุก อยู่ด้วยก็ไม่รู้จะคุยอะไรกันดี สุดท้ายได้แต่นั่งมองหน้ากันเงียบๆ ซึ่งมันคงอึดอัดน่าดู แต่ถ้า...ไม่ถึงต้องฉลาดรอบรู้หรอกนะ แค่...แค่คุยกันแล้วไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ต่างรู้ในเรื่องที่อีกคนไม่รู้อย่างนั้นก็คงอยู่ด้วยแล้วสนุกดีและก็ต้องสนิทกันมากๆแน่”

“แล้วพี่คุณก็จะชอบ...ชอบมากๆใช่ไหมครับ” อูด้งยังขอย้ำถามเรื่องที่ติดใจ

“อืม...พี่จะต้องชอบ...ชอบเด็กคนนั้นมาก....มากกกกกกกกกกเลยล่ะ” พี่คุณลากเสียงยาวก้มลงมองน้องน้อยพร้อมรอยยิ้มกว้างทั้งพยักหน้าย้ำ

เด็กน้อยอูยองติดกับจนได้ คว้าหนังสือเล่มโตในมือพี่ชายมากอดไว้ ตัวเริ่มไถลลงนอนซบตักพี่ชายจอมเจ้าเล่ห์เปิดหนังสือขึ้นมาอ่าน

พี่ชายลูบหัวน้องชายไปมาจนกลายเป็นการกล่อมนอน อูยองน้อยใกล้ผล๊อยหลับไปทั้งที่หนังสือยังกางอยู่คาอกพึมพำขึ้นมาอย่างง่วงงำ

“ผมก็ชอบอยู่กับพี่คุณเงียบๆนะครับ ไม่พูดกันก็ไม่เห็นอึดอัดนี่นา”
อูยองน้อยหลับไปพร้อมคำพูดสุดท้าย
พี่ชายมองยิ้มๆ
“พี่ก็เหมือนกัน”


เจ้าชายรัชทายาททรงดึงหนังสือขึ้นมาเก็บ เอนพิงไปกับเสา บรรยากาศรอบกายสงบและอบอุ่น ความเหงาที่มักแวะมาทักทายยามที่ต้องทรงอยู่เพียงลำพังกลับถูกเด็กน้อยแก้มยุ้ยกางกั้นไม่ให้กล้ำกลายมาถึงได้ในครั้งนี้
น้องน้อยขยับขดจนตัวงอส่งเสียงฮื้อเบาๆ

เจ้าชายรัชทายาททรงสอดพระกรอุ้มเด็กขี้เซาขึ้นมา หัวกลมๆของอูยองซบแนบตรงหัวใจ ขนตาสีดำพาดตัดให้ผิวยิ่งขาวนวล แก้มยุ้ยห้อยย้อยแดงเรื่อด้วยลมหนาวนั้นชักชวนให้อดใจไว้ไม่ไหวจนต้องก้มลงหอมฟอดใหญ่
อูยองส่งเสียงฮื้อฮ้าแสดงความขัดใจขึ้นมาที่ถูกรบกวนเวลานิทราเรียกเสียงแย้มพระสรวลเบาๆ


เด็กชายตัวน้อยแก้มยุ้ยนอนหลับปุ๋ยอย่างเป็นสุขในอ้อมกอดเจ้าชายน้อยรูปงาม












.....โปรดฟังเพลงนี้ไปพร้อมกับเรื่องราวคุณอู....








ผู้ชายเค้าโรแมนติคที่สุดในโลก







Create Date : 30 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2554 11:58:07 น. 10 comments
Counter : 2893 Pageviews.

 
อ๋ายยยยย เกิดไรขึ้นกับบล็อกเค้า

DO NOT HOTLINK,PLZ


โดย: Quaver วันที่: 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:44:57 น.  

 
สนุกจังเลยค่ะ คุณคิว
ขอบคุณค่ะที่เขียนให้อ่าน
อ่านแล้วก็อยากอ่านเรื่อยๆ
เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปน้า
ตัวละคอนน่ารักทุกตัวเลยค่ะ
ว่าแต่เขียนให้เมนตัวเองเจ้าเล่เกินไปรึเปล่าเนี่ย


โดย: toomski (toomski ) วันที่: 1 ธันวาคม 2554 เวลา:10:33:08 น.  

 
ก็ซูมันเจ้าเล่ห์จะตายนี่นา
ปล่าวใส่ร้ายเมนตัวเองสักนิด กร๊ากกกกก

คุณtoomski เป็นเมนใครคะ หรือว่าชอบเท่ากันทุกคน
ขอบคุณที่ชอบนะคะ


โดย: Quaver วันที่: 1 ธันวาคม 2554 เวลา:12:55:56 น.  

 
เมนนิชคุณค่ะ
แต่รักทั้ง 6 คนค่ะ รักมากด้วย 2PMขาดใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียวค่ะ


โดย: toomski (toomski ) วันที่: 1 ธันวาคม 2554 เวลา:13:28:38 น.  

 
สนุกมากทุกตอนของทุกๆ คน..
อ่านไปยิ้มไป แต่เราอ่ะสงสารตาแทคจริงๆ
ตั้งแต่เรื่องรอยข่วนของแมวรอบตาแล้ว ก๊ากก
ฮาเจ้าชายซูมากมาย เก่งจริงๆ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เลิศและแนบเนียนมาก..ฮ่าๆๆ

อ๊ายยยย ชอบๆ มากๆ บรรยายไม่ถูกกันเลย
สรุปคือ อยากอ่านต่อสุดๆ เลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ..


โดย: fon_wanan วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:9:18:02 น.  

 
ขออีกเม้นท์ค่ะ

กรี๊ดกับเพลงนี้ของ Jun.K มากๆ
เสียงหวานฟังครั้งเดียวไม่พอต้องเปิดวน


โดย: fon_wanan วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:9:21:40 น.  

 
ตอนที่นั่งเขียน เรานึกไว้ว่า fon_wanan จะกรี๊ดไหมน้อ
หรือว่าแม่หมีจะหักคอเค้าแทน
กร๊ากกกกกกก

ดีใจที่ชอบนะคะ
ตอนแรกแค่คิดไว้คร่าวๆเท่านั้นเอง พอลงมือแล้วก็สนุกไปกันใหญ่
ครือจริงๆแล้วก็คิดว่าจะเขียนแค่นี้ ไม่ได้คิดจะแต่งต่อแล้วล่ะค่ะ
ถ้าชอบก็.....แหะ แหะ แหะ




คำตอบเรื่องฟิคที่ถาม ถ้าเป็นเกี่ยวกับเจ้าเด็กพวกนี้ก็มีแค่เรื่องนี้ล่ะค่ะ

ส่วนฟิคอันอื่นนั้นเราเขียนเรื่องสมัยเรียนไว้เก็บอ่านเองน่ะค่ะ
คงไม่น่าสนใจเท่าไร
อยู่ในบล็อกนี่ล่ะค่ะ


โดย: Quaver วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:12:56:20 น.  

 
ที่แท้คุณtoomskiเมนคุณนี่เอง

เราแอบคิดไว้ว่าจะเขียนส่วนเฉพาะแทคคุณอีกสักนิดดีไหมนะ
เห็นเป็นภาพแต่ยากจะเขียนแฮะ


โดย: Quaver วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:12:59:24 น.  

 
ตอนสองยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่เลย (หลงคู่ชานนูนอจริงจัง)
อยากให้ต่อยอดเป็น 10 ปีต่อมาจังเลยค่ะ อยากรู้ว่าตอนรู้ตำแหน่งอีกฝ่ายจะเป็นยังไงกันบ้าง
แต่พี่คุณกับเด็กน้อยอูด้งนี่น่ารักไม่เบาเลยนะเนี่ย ><

จะสงสารหรือสมน้ำหน้าแทคดี อย่าตามใจกันซิ! ฮิฮิ


โดย: ปลาวาฬ001 วันที่: 8 ธันวาคม 2554 เวลา:0:42:31 น.  

 
seo อากาศเย็นๆระวังเป็นไข้นะครับ Directory


โดย: nooblue88 วันที่: 9 ธันวาคม 2554 เวลา:0:08:31 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Quaver
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 76 คน [?]




เป็นคนหัวแข็งที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เป็นคนหัวอ่อนที่มาพร้อมท่าทางแข็งๆ




Friends' blogs
[Add Quaver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.