Group Blog
 
 
มกราคม 2556
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
15 มกราคม 2556
 
All Blogs
 

เสียงกระดิ่งจากสายลมหนาว

 

 

         

 

 

 

          ถนนสายนั้นทั้งเล็กและแคบ ยางมะตอยเก่าๆกระเทาะแตกเป็นลายทางเล่นลวดลายประดับในตัวมันเอง  ความผุพังและทรุดโทรมดูจะเข้ากันได้ดีกับบ้านเรือนไม้เก่าๆตั้งเรียงรายดูเงียบเหงาราวกับกำลังทอดถอนหายลมหายใจออกมาอย่างช้าๆเฝ้ามองชายหนุ่มแปลกหน้าซึงกำลังทอดน่องเดินอยู่ข้างทางเพียงลำพัง

          ชายหนุ่มตัวสูงก้าวขายาวๆเป็นจังหวะชัดเจน หลังตั้งตรงรับกับไหล่ผายกว้าง ผิวกรำแดดเกรียมโผล่พ้นจากขอบแขนเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้ายิ่งเสริมลักษณะความเด็ดเดี่ยวบางอย่างในตัวที่ฉายออกมาชัด รับกับใบหน้าเหลี่ยมคมเข้มกับริมฝีปากหยักโค้ง หากที่เด่นชัดยิ่งกว่าคือดวงตาสีดำสนิทราวกับนิลเนื้อดีในกรอบตาเรียวเฉียงฉายแววความดื้อดึงในตัวออกมา

 

          ใบไม้แห้งกรอบสีน้ำตาลเข้มโปรยปรายร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ทิ้งตัวเกลื่อนกลาดทั่วไปตลอดถนนทั้งสายยิ่งพาบรรยากาศรอบตัวให้ยิ่งเหงาและเงียบจนเข้ามาจับที่หัวใจ

          ทางเส้นเล็กๆตรงหัวมุมเรือนไม้หลังใหญ่ตัดเฉียงลึกเข้าไป เป็นเส้นทางที่ถ้าไม่ใช้ความสังเกตอย่างดีหรือเคยผ่านมาก่อนก้คงจะมองข้ามไปโดยง่าย

          จังหวะการเดินของไตรเริ่มช้าลง จนหยุดยืนนิ่ง  ความลังเลของเขาแสดงออกมาให้เห็นยิ่งเด่นชัด ดวงตาเฉียงหลุบต่ำราวกับไูม่กล้ามองไปไกลถึงเส้นทางเล็กๆนั้น

          เขายืนรีรออยู่แค่ชั่วอึดใจแต่ในความรู้สึกกลับนานราวกัปกัลป์      

          สายลมกระโชกแรงพัดฝุ่นผงหมุนวนติ้วหอบเศษใบไม้แห้งกรอบลอยล้อขึ้นดั่งจะย้อนกลับหาต้นทางเดิม

          เสียงถอนหายใจเบาบางจนน่าจะมีแต่เจ้าตัวที่รับรู้แทนการตัดสินใจ  ขาหนักอึ้งลากเดินเข้าหาเส้นทางที่ตัวเองพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

 

          ทางสายเล็กสายนี้แคบเสียจนรถสวนไม่ได้เทลาดด้วยกรวดปนทรายจึงปรากฏรอยล้อรถบดขยี้เป็นทางยาวตลอดทั้งสาย ส่วนสองข้างทางเป็นป่าไผ่ไ้ร้บ้านเรือนตั้งเรียงรายอย่างถนนสายหลักที่ผ่านมา...และราวกับไร้เสียงลมหายใจของผู้คน

          ไตรก้าวเดินในความรู้สึกนั้นช่างไกลแสนไกล เป็นความรู้สึกที่บอกความคิดคำนึงของวันวารผูกติดมาเพิ่ม แต่ในความเป็นจริงนั้นระยะทางของเส้นทางสายนี้มีไม่มากนัก

 

          ป้ายเรือนไม้กาแฟแกะสลักจากแผ่นไม้เนื้อหนาห้อยจากเสาไม้ท่อนอยู่คล่อมปากประตูรั้วกำแพงต้นแก้ว

          มองเข้าไป...

          เรือนไม้เก่าชั้ั้นเดียวทรงปั้นหยาหลังไม่ใหญ่นักยังคงคุ้นตาและ...คุ้นใจตั้งตะหง่านราวกับยังรอคอยเขาอยู่ตรงปลายสุดของเ้ส้นทางสายนั้นเฉกเช่นคืนวันเก่า

          กลิ่นกาแฟหอมลอยอวลที่โชยมายามก้าวเดินยิ่งใกล้ก็ยังเคยคุ้นเช่นดังเดิม

 

          ไตรออกแรงผลักประตูกระจกในกรอบฉลุลายดอกพิกุลเข้าไป เสียงเอี้ยดด้วยความฝืดนั้นก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

.....ราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งจาก7ปีที่แล้ว.....

 

          ชายหนุ่มตัวใหญ่หนาหลังเคาน์เตอร์เงยมองมา รอยยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีแสดงการต้อนรับในขณะที่มือก็กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดเคาน์เตอร์ไปมา

 

          ไตรก้มหัวลงพร้อมยกมือขึ้นพนมไหว้

          สายตาชายหนุ่มอีกคนแสดงความแปลกใจในแว่บแรกก่อนวาบขึ้นแสดงถึงการรับรู้แล้วจึงกระโจนออกมาหาสวมกอดไตรเอาไว้แน่น

          ไตรได้แต่ยืนนิ่งในขณะที่อีกคนพึมพำ "มาแล้ว กลับมาจนได้นะเรา"

 

          เสียงเครื่องจักรกลของเครื่องชงกาแฟดังกึกกักพร้อมเสียงหยดติ๋งทีละหยดสีดำเข้มลงในแก้วเซรามิคทำมือรูปทรงบิดเบี้ยว

          ไตรนั่งตรงหน้าเค้าน์เตอร์มองกลับไป

          "ที่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะครับ"  เสียงทุ้มๆติดลำคอแผ่วเบาขึ้นมา "พี่เอกเองก็ยังเหมือนเดิม"

         "แต่อ้วนขึ้นเยอะ"  พี่เอกแย้งด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี  หันไปหยิบแก้วที่มีกาแฟหยดลงไปครึ่งหนึ่งวางเสิร์ฟแล้วคุยต่อ   "เราน่ะเปลี่ยนไปเยอะนะ ตัวดำขึ้น หัวก็เกรียนเชียว แล้วดูจะสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกนะ...แต่ยังกินอเมริกาโน่ร้อนไม่ใส่น้ำตาลเลยเหมือนเดิมใช่ไหม"  รอยเย้าติดปลายเสียงถามขึ้น

          ไตรไม่ตอบอะไร ได้แต่ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม รอยยิ้มแรกก็ปรากฏขึ้น

          "ไม่มีใครชงอเมริกาโน่ได้อร่อยเท่าพี่อีกแล้วนะครับ"

 

           ร้านกาแฟเล็กๆแห่งนี้เป็นที่หลบภัยของเขามาตั้งแต่ย้ายโรงเรียนมาอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ  แทบทุกวันหลังเลิกเรียนที่เขาจะมาคลุกนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่นี่  ฟังพี่เอกเล่าเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรเปิดโลกแคบๆของเด็กต่างจังหวัดให้กว้างออกไปไกลถึงอีกฟากโลกหนึ่ง

...และ

 

         ความเจ็บปวดในลูกตาดำสีนิลฉายชัด

         พี่เอกมองมาอย่างเข้าใจพลางถอนหายใจยาว เตือนเบาๆ  "อย่าไปคิดถึงมันอีกเลย เรื่องบางเรื่องลืมมันไปได้ก็จะดีกว่า ยอมให้ตัวเองปล่อยมันทิ้งไปเถอะ"

          "งั้นพี่เองก็ทิ้งไปได้จริงๆหรือครับ"  เสียงดื้อดึงไม่ยอมแพ้นั้นไม่ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเลยสักนิด

         

          พี่เอกวางผ้าขนหนูสีขาวในมือลง  หันกลับไปหยิบกรอบรูปที่ตั้งเฉียงจนมองเห็นแต่กรอบด้านหลังลงมาจากชั้นวางเมล็ดกาแฟ ก่อนหันด้านหน้ากรอบรูปกลับมาให้ไตรมองให้ชัด

          ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเมื่อมองผ่าน  ตัวผลุดลุกขึ้นเหมือนติดสปริงหันหนีไปอีกทางทันที แต่รอยยิ้มของคนในรูปกลับติดตาตามมาอยู่แบบนั้น

...ไม่ใช่ติดตา แต่มันติดอยู่ที่หัวใจเขามาเนิ่นนานต่างหาก

 

          "พี่ไม่เคยทิ้ง"  พี่เอกพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา  "เพราะพี่ไม่เคยเจ็บถ้าต้องนึกถึง โทก็ยังเป็นน้องของพี่ไม่ว่าจะอยู่หรือจากไป โทมันก็ยังเป็นน้องสาวของพี่อยู่ดี"

 

          ควันกรุ่นจากอเมริกาโน่เริ่มทิ้งตัวเร้นหายไป

 

          "ผมไม่ควรกลับมาเลย"  ไม่เพียงเสียงที่ยังเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ ดวงตาคู่นั้นยิ่งร้าวรานแทบขาดใจ  "ไม่ควรเลย"

          เอกยืนมองไตรที่เถิบตัวหนีห่างออกไปโดยไม่แย้งอะไรออกมา

          ก่อนที่ไตรจะผลักบานประตูจากไป

          "เจ้าวีวี่ยังจอดอยู่ที่เรือนหลังที่เดิมนะ"  เอกพูดขึ้นราวกับบอกเล่้าเรื่องดินฟ้าอากาศ แล้วหันไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาเช็ดโดยไม่ได้มองมาเลยสักนิด

 

          ไตรดันประตูปิดอย่างเบามือ เดินออกไปอย่างเงียบๆโดยไม่ตอบโต้ 

 

          ทางเดินหินแกรนิตทอดยาวดูเย็นเฉียบ...แต่ภายในหัวใจเขาเย็นยะเยือกยิ่งกว่า

          ไตรพยายามไม่ฟังเสียงว้าวุ่นในหัว ก้าวเท้ายาวๆเกือบจะเป็นวิ่งราวกับกำลังหนี...ไม่ต่างจากเมื่อ7ปีก่อนนั้นเลยสักนิด ตัวเขาที่วิ่งหัวซุนหนีจากเมรุเผา หนีจากความจริงที่ว่าโทคนที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตเด็กลูกกำพร้าอย่างเขา  ผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจกำลังจะกลายเป็นเถ้า ไม่เหลือตัวตนให้เขามอง ไม่มีเหลือไออุ่นยามที่เขาโอบกอด

          โททิ้งเขาไป

          ทิ้งให้เขาอยู่กับความโดดเดี่ยวเฉกเช่นเดียวกับครั้งเก่าก่อนที่เขาจะได้เจอสองพี่น้อง

 

          ทางเดินสายเล็กนี้ทำไมยาวไกลนักนะ ทำไมก้าวผ่านไม่พ้นสักที

          ต้นสารภีต้นใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงลานกว้างก่อนถึงประตูทางเข้าออก ไตรเผลอหอบหายใจออกมาด้วยความรู้สึกของคนที่กำลังจมดิ่งแต่จู่ๆกลับโผล่ทะลึ่งพรวดมาเหนือน้ำได้ทันเวลา

          อีกไ่ม่กี่ก้าวเขาจะจะก้าวพ้นแล้ว

          ลานอิฐแดงเต็มไปด้วยเกสรสีเหลืองของดอกสารภีกระจายกว้างรับกลีบดอกสีขาวร่วงหล่น

          ไตรเดินเหยียบลงไปทีละก้าว ในใจได้ยินเสียงแหวโวยวายจากวันเก่า

          'เหยียบมาแบบนี้ได้ไง'  สาวน้อยผมหน้าม้าในชุดนักเรียนมอปลายทำหน้ามุ่ย 'ผู้ชายอะไรหยาบกระด้างจริงๆ...หึ!'  ปลายเสียงตวัดเสียงฉิวขึ้นจมูกงอนๆ

          'แล้วจะให้หลบยังไง'  ไตรถามกลับเรียบๆไม่ใส่อารมณ์ตาม  'กระจายไปทั่วแบบนี้ ต้องมีปีกบินได้สถานเดียวล่ะถึงจะหลบพ้น'

          'เชอะ~!...ก็ทำแบบนี้ไง'  สาวน้อยจิกปลายเท้าเดินโหย่งๆ วาดสองแขนกรีดกรายกึ่งยั่วเย้าอีกฝ่าย  'แค่นี้ก็ไม่รู้จักคิด'

          ไตรมองนิ่ง มุมปากสองข้างยกขยับแค่แว้บเดียวก็หายไปจนจับอารมณ์ได้ไม่ทันด้วยซ้ำ แย้งขึ้นมา  'ก็หลบไม่พ้นอยู่ดี' เขาพยักเพยิดบอกให้อีกฝ่ายมองกลับไป

          รอยจากการจิกปลายเท้าของบัลเลริน่าจำเป็นลากตามเป็นทางยาว

          สาวน้อยหันไปมอง ตาโต และสองเท้าก็พรุ่บตกลงมาเต็มฝ่าเท้า ก่อนหันมาทำหน้าเหวอใส่จอมขัดคอ

          จอมขัดคอพยักเพยิดอีกรอบให้เจ้าตัวก้มมองลงมา

          ไม้โทก้มมองตามแบบงงๆแล้วสะดุ้งโหยงสุดตัว จิกปลายเท้าขึ้นโดยอัตโนมัติร้องโอยยาวอย่างอ่อนใจปนความแค้นใจใครบางคน

          คราวนี้ไม่้เป็นแค่รอยขยักตรงมุมปากอีกแล้ว หนุ่มน้อยหัวเราะลั่นจนตัวงอกับความน่ารักเป็นตัวการ์ตูนของสาวน้อยในดวงใจ

 

 

          รองเท้าบู๊ตทหารเหยียบย่ำลงไปอย่างไร้ความแยแส

          ต้นสารภีต้นใหญ่อายุยาวนานจนกาบเปลือกร่อนกะเทาะเห็นผิวสีเทาดำรับกับรอยยางสีเหลืองไหลลงเป็นทางยาว

          มือใหญ่หนาลูบไล้หาอะไรบางอย่าง ต่ำลงไปจนต้องคุกเข่าลง รอยบากจางๆจมอยู่ใต้ยางไม้ราวกับต้นสารภีกำลังบอกว่าได้เยียวยาตัวเองจากฝีมือเด็กซุกซนไว้เรียบร้อยแล้ว

          ใต้ยางไม้นั้นจางจนแค่มองผ่านก็ไม่เห็นแต่กลับเด่นชัดในความทรงจำ

          ตัวเลขบูดเบี้ยว ๑ ๒ ๓ เรียงตามกันมา

          ตาใสแจ๋วของสาวน้อยจ้องกลับมา  '๑ ก็พี่ไม้เอก  ส่วน ๒ นี่คือไม้โท' ไม้โทชี้มาที่ตัวเอง 'แล้วเลข ๓ ก็ต้องไม้ไตร...ไม้ไตรนะไม่ใช่ไม้ตรี'  พูดจบปุ๊บก็หัวเราะคิกอย่างชอบใจปั๊บ

          แต่หนุ่มน้อยได้ยินแล้วกลับหลุบตาลงต่ำ เสียงเบาๆต่ำจนติดคอแทบไม่ได้ยิน 'แต่ฉันอยากเป็นไม้ตรีมากกว่า'

 

          ไม้โททำไมจะไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ  ความเศร้าในตัวของเพื่อนคนนี้เธอเองมองเห็นมาตั้งแต่วันแรกที่เขาย้ายเข้ามากลางเทอม หนุ่มน้อยหน้าตาดีเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโดยเฉพาะจากกลุ่มสาวๆ แต่ด้วยความเคร่งขรึมไม่เอาใครกันคนเข้าหาได้อย่างชะงัด

          เหลือแต่เธอคนที่ต้องมานั่งเรียนคู่กันและโดนจับโยนหน้าที่ให้เป็นตัวแทนห้องตอนงานกีฬาสีอย่างไม่เต็มใจนักจนทำให้ต่างคนต่างต้องเสวนากันอย่างเลี่ยงไม่ได้

          และเพราะพี่ไม้เอก...ตอนที่งานเลยเถิดต้องมาคุยหลังเลิกเรียน เธอเลยดึงไตรให้มาที่ร้านกาแฟ แล้วจากนั้น  ความเป็นพี่ไม้เอกก็ค่อยๆง้างประตูหัวใจที่ปิดแน่นของไตรให้แง้มออกจนได้

          เสียงพูดคุย เล่าเรื่องหัวหกก้นขวิดไปรอบโลกสมัยยังหนุ่มดึงความสนใจจากหนุ่มหัวแข็งให้นิ่งฟังอย่างเพลิดเพลินจนดึกดื่น

 

          และสิ่งสำคัญที่สุดที่เชื่อมโยงพวกเขาสามคนเข้าด้วยกันนอกจากชื่อที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาดแล้วล่ะก็...ก็คือต่างฝ่ายต่างครอบครองความเศร้าของการสูญเสีย

          ไม้เอกนั้นต้องกลับมาเป็นหลักให้กับน้องสาวเพียงคนเดียวหลังจากพ่อและแม่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จากไปอย่างกะทันหัน พี่ชายวัยห่างจากน้องสาวถึง15ปีจึงกลายเป็นทั้งพ่อและแม่ไปโดยปริยาย

           ส่วนตัวเขา  เด็กกำพร้าที่มีเพียงสิ่งเดียวติดค้างในความทรงจำก็คือเสียงหวานๆกระซิบกล่อมนอนบอกว่า พ่อ แม่และลูก สามคนก็คือไตร...นั่นคงเป็นเสียงแม่ เขาอยากเชื่อแบบนั้น กับความทรงจำเดียวนี้

          แล้วจากนั้นสิ่งที่เขาต้องพบเจอก็คือการโดนโยนจากครอบครัวญาติครอบครัวหนึ่งไปอีกครอบครัวหนึ่งจนมาหยุดที่เมืองเล็กๆแห่งนี้

          ทำให้ไตรเรียนรู้ที่จะปิดกั้นหัวใจตัวเองไม่ปล่อยให้ความรู้สึกไหลไปเพื่อป้องกันความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ใดๆแม้แต่ความเป็นเพื่อนเขาเองก็ไม่ต้องการ

           ความแข็งกระด้างที่ใช้ครอบเอาไว้เคยใช้ได้ผลเสมอมา...แต่ไม่ใช่กับสองพี่น้องนี้ ไม่ใช่กับสาวน้อยคนที่พร้อมทำให้คนรอบข้างมีความสุขคนนี้

          รอยยิ้มกว้างเปิดเผยบวกกับความเป็นคนง่ายๆไม่ซับซ้อนของไม้โทชวนให้วางใจเมื่ออยู่ใกล้ ทำให้เขายอมแพ้และพร้อมที่จะอยู่ข้างๆเธอโดยไม่หนีหายไปอย่างที่เคยทำ

          ไม้โททำให้หัวใจกระด้างของเขาละมุนขึ้น

 

          สาวน้อยที่เข้ามาอยู่ในหัวใจเขานั่งคุกเข่ามองมาด้วยดวงตาใสสะอาด มือสองข้างยกกำปิดปากตัวเองไว้ คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นอย่างน่าขัน เสียงลอดออกมาฟังดูอู้อี้ชอบกล  'คิดจะชื่อไม้ตรี อยากจะเป็นน้องชายเค้าหรือไงกัน...หึ~!' 

          แม้เจ้าตัวจะทำปากยื่น ค้อนขวับให้ดูเป็นเรื่องน่าขันแต่รอยระเรื่้อจากสองข้างแก้มก็ฟ้องความในใจออกมาอยู่ดี

 

 

          "ไม่ควรกลับมาเลยจริงๆ"  เสียงพึมพำบอกกับตัวเองเต็มไปด้วยความคิดถึงคนึงโหยหา ชายหนุ่มยืดตัวลุกขึ้นยืนก้าวเดินเร็วๆราวกับจะหนีความทรงจำที่ำกำลังพลั่งพรูไม่หยุด

          จนมาหยุดตรงประตูทางเข้าออก ชายหนุ่มหันกลับไปมองทางเดินหินแกรนิตลดเลี้ยวทอดไปจนถึงตัวบ้านหลังเก่าดั่งกำลังจะกล่าวคำลาครั้งสุดท้าย

          เส้นใยความผูกพันชวนให้ละห้อยหาแต่ความเจ็บปวดนั้นมากเกินจนเขาต้องการตัดให้เสียให้ขาด

          เจ็ดปีไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย แผลในใจก็ยังคงสด แค่แตะก็เจ็บเสียจนอยากให้มันหยุดรู้สึกไปเสียเลยจะดีกว่า

  

          ไตรตัดสินใจแล้ว เขาจะไม่กลับมาที่นี่อีก

          ไหล่ที่ปกติจะตั้งตรงด้วยความทรนงไม่ยอมแพ้กลับลู่ต่ำลง  ขาสองข้างที่ปกติจะก้าวอย่างมั่นใจกลับอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว  ในหัวใจครวญครางไร้ถ้อยคำกระหน่ำขยี้ให้ความรู้สึกยิ่งแหลกราญ

          สายลมหนาวกระโชกวนหมุนกลับมาพาดอกสารภีร่วงหล่นเป็นสายฝนสีขาวในม่านหมอกสีเหลืองราวกับจะโอบกอดความเศร้าของชายหนุ่มคนนี้เอาไว้

          ไตรเงยขึ้นมอง ดวงตานั้นแห้งผากหากแดงกร่ำดั่งแขนงจากเส้นเลือดฝอยโดนกดดันจากความรู้สึกภายใน

          สายลมหมุนอวลนิ่มนวลกลับมาอีกครั้งพร้อมเสียงกระดิ่งดังแว่วลอยมาแต่ไกลนั้น...ช่างคุ้นหู

          ผู้ชายตัวใหญ่หนาราวกับเหล็กกล้าแทบทรุด ตัวสั่นอย่างหยุดไม่อยู่ เขาหันรีหันขวางหาแหล่งที่มา สองขาก้าวทะยานพรวดเดียวเลียบกำแพงต้นแก้วไปย้อนกลับลึกไปอีกด้าน เร่งความเร็วจนกลายเป็นวิ่งกระโจน

 

         

          ไตรวิ่งจนหอบแ่ต่ตาก็ยังกวาดหากระดิ่งลมอันนั้นจนมาถึงเรือนไม้ยกพื้นโปร่งด้านล่าง ห่างจากตัวบ้่านไปจนติดมุมรั้ว

           ...กระดิ่งลมอันเดิมที่เขานั่งเจียเหล็กกลมในวิชาช่างทีละนิดอย่างปราณีตกว่าเคยจนกลายเป็นรูปหัวใจแล้วเอามาร้อยใส่ครอบแก้วมอบเป็นของขวัญวันเกิดครั้งสุดท้ายในชีวิตของไม้โท แทนความรู้สึกในใจที่เขามีต่อเธอ

          ไม้โทรับไปมองอย่างพิจารณาจนทั่วอยู่ครู่ใหญ่ ทำเป็นก้มมองลอดเข้าไปในครอบแก้ว เหล็กสีดำรูปหัวใจที่ห้อยสายอยู่กระทบเนื้อแก้วส่งเสียงดังกังวาน แต่เมื่อเงยกลับมาเธอก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เก็บปากเก็บคำเงียบต่างจากเคยทำเอาเขาใจแป้วไปในวันนั้น

          หากในเย็นอีกวัน

          ขณะที่เขาเดินมาที่ร้านกาแฟ เสียงกระดิ่งดังกังวานแว่วเรียกสายตาให้หันขึ้นไปมอง

          ไม้โทยื่นหน้าออกมาจากห้องนอนตัวเองทั้งใช้สองนิ้วไล้หัวใจสีดำกระทบครอบแก้วไปมาให้ส่งเสียง

          "รับไว้แล้วนะ"  ไตรตะโกนขึ้นไป

          ไม้โทกรอกตาไปมา เม้มปากแน่นส่งเสียงฮื่อในลำคอ พยักหน้าหงึกหงัก "รับไว้แล้ว"  แล้วผลุบหลบเข้าไปในห้อง

          แล้วตลอดเย็นนั้นก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลยสักนิดแต่มันเป็นวันที่หัวใจของไตรอบอุ่นที่สุดตั้งแต่เกิดมาบนโลกโหดร้ายใบนี้

          

 

          ไตรวิ่งวนหาจนรอบเรือนอยู่สองสามรอบแต่ก็มองหาไม่เห็นแม้เงา

          ทำไมทำกันแบบนี้ ทำไมโทถึงได้ใจร้ายกับฉันแบบนี้  ชายหนุ่มเท้าแขนสองข้างลงบนต้นขา หอบหายใจด้วยหัวใจที่กำลังใกล้แตกสลาย ดวงตาแดงกร่ำสะท้อนความรู้สึก

 

          เขาแหงนหน้าขึ้นไขว่คว้าหาอากาศสูลมหายใจลงปอดให้มาเยียวยาความรู้สึกรวดร้าวนี้ให้บรรเทาลงบ้าง

          สายตาเมื่อหลุบมองกลับมาจึงเห็นเวสป้าสีนวลกระดำกระด่างหันหน้าทิ่มมาทางเขาพอดิบพอดี  จอดอยู่ตรงหน้าเหมือนรอใครสักคนมาเนิ่นนาน

 

          "แกรออยู่ตรงนี้เหรอวีวี่"  ไตรยอมแพ้เดินเข้าไปหา ลูบเบาะหนังสีชมพูที่ตอนนี้เคอะด้วยฝุ่นเกาะกัง  "เจ้านายแกเขาทิ้งแกไปแล้ว แต่แกก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย"

         กุญแจยังคงเสียบค้างอยู่ ชายหนุ่มขึ้นคล่อมสตาร์ทเครื่องอยู่สักพัก แต่เครื่องยนต์ราวกับยังสลบไสล

          ไตรสอดมือเขาไปหมุนหัวเทียนแต่มันกลับติดแน่นด้วยสนิมเกรอะ เขาจึงเดินกลับไปเอาอุปกรณ์ช่างที่ยังคงวางทิ้งไว้ใต้เรือนแห่งนี้เช่นเดิมไม่เปลี่ยน

          ภาพความทรงจำเก่าๆครั้งที่เขากับพี่เอกช่วยกันซ่อมเจ้าวีวี่ซึ่งพากันลากมาจากสุสานรถเก่าโดยมีคนที่จับจองเป็นเจ้าของแถมตั้งชื่อไว้เสร็จสรรพเดินๆนั่งๆป่วนอยู่ข้างๆ

          จนมันแปลงโฉมเป็นสาวสวยพริ้ง...อย่างที่คนตั้งตัวเป็นเจ้าของชมเชยไว้ในวันเก่าเพราะถือว่าตัวเองอุตส่าห์ลงมือเลือกสีผิวครีมไข่ไก่พร้อมเบาะสีชมพูช็อกกิ้งพิ๊งค์โดดเด่นสะดุดตาชนิดใครก็ห้ามขัดเอาไว้แล้ว

 

          หัวเทียนถูกถอดออกมาเปลี่ยนเอาตัวใหม่ที่ยังคงมีวางทิ้งในกล่องเครื่องมือช่างไปใส่แทนหากแต่เครื่องก็ยังสตาร์ทไม่ติดอยู่ดี

          เขาจึงยกเจ้าวีวี่ให้เอนขึ้นเพื่อจะถอดเอาคาบูเรเตอร์ออกมาล้าง มือข้างหนึ่งพยายามล้วงดึงเพื่อเช็คอยู่นั้น ไตรใช้มืออีกข้างกวาดไปตามพื้นหาเครื่องมือ พึมพำขึ้น "ประแจ...ต้องใช้ประแจปากตาย"

          แล้วประแจปากตายก็ถูกส่งมาวางในมือ

          "พี่เอกเหรอครับ" ไตรหันกลับมาถามแล้วสะดุ้งจนตัวโหยงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า เสียงสบถดังลั่นเพราะมือข้างที่ซุกอยู่กระตุกจนบาดเข้ากับอะไรสักอย่าง เขาสูดปากร้องพลางดึงมือข้างนั้นออกมาสะบัด

          เด็กน้อยตัวอ้วนกลมในชุดหมียีนส์เก่าๆจ้องตาโตกลับมา  สายรัดไหล่ข้างหนึ่งหลุดลงมา สองขากางเกงถูกพับขึ้นให้พอดีกับขาสั้นๆ

          เด็กน้อยทำหน้ายุ่งขยับปีกหมวกแก็ปไว้ด้านหลังเปิดให้เห็นดวงตากลมโต  แก้มกลมบางใสกับปากสีแดงห้อยย้อย

          "พูดไม่เพราะเลย ปู้ใหญ่อายายยเนี่ยยยย"  เจ้าเด็กตัวอ้วนตำหนิ  "ไม่ไหว ม่ายยยยหวายยยยยย"

          "เอาน่า...นายผิดเองนะที่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง "  ไตรพยายามตัดบท  นิ้วโป้งกดนิ้วนางเพื่อห้ามเลือดเอาไว้  "มาจากไหนเนี่ยเจ้าหมูอ้วน หนีพ่อแม่มาระวังจับได้จะโดนตีเอานะ"

         เด็กน้อยที่จู่ๆก็ได้รับชื่อเจ้าหมูอ้วนบุ้ยปากแสดงความไม่สบอารมณ์ ส่งเสียงชริๆประ้ท้วงเบาๆ แต่ก็ยังใจดีพอล้วงเอาพลาสเตอร์ยาจากกระเป๋าหลังยื่นให้

 

          "ซ่อมได้เหรอ"  เจ้าหมูอ้วนถามด้วยน้ำเสียงดูถูกเต็มที่แบบไม่มีปิดบัง  "นี่นายเป็นหัวขโมยล่ะสิท่า"

         "เฮ้ย! ใครเป็นหัวขโมยกัน"  ไตรพูดแบบขำๆ  "ขโมยที่ไหนเขาจะมานั่งซ่อมแบบนี้ ห๊า~!ไอ้หมูอ้วน"

         "ขโมยแบบโง่ๆจิ"  เจ้าหมูอ้วนย้อนกลับแบบไม่ยอมแพ้  "สมัยนี้มีถมไป๊"

         "เออนะ...ก็จริงของนาย"  ไตรยอมแพ้  "แต่ต้องซ่อมให้เสร็จก่อนถึงจะขโมยได้นะ"

         "ตกลงนายยอมรับเองนะว่าเป็นขโมย"  เจ้าหมูอ้วนหรี่ตามอง ดวงตากลมกลอกไปมาคิดหนักอะไรบางอย่างก่อนเสนอขึ้น  "งั้นก็ได้...จะไม่บอกใครก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าถ้านายซ่อมเสร็จต้องให้ซ้อนด้วยนะ"

          ไตรส่ายหน้า พูดกลั้วหัวเราะ  "เป็นเด็กเป็นเล็กแต่เอาแต่เรียกฉันว่านายเลยเหรอ"  แล้วยื่นข้อเสนอ  "เรียกพี่ไตรสิ...แล้วจะคิดอีกที"

         เจ้าหมูอ้วนกรอกตาคิดหนักอีกรอบ ยื่นตัดราคาเสร็จสรรพ  "เรียกไตรก็พอแระ เค้ามีพี่คนเดียวก็แ่ย่พอแหล่ว"

          "ดีล!"  การต่อรองเป็นอันสิ้นสุด

 

          แล้วผู้ชายตัวโตหนึ่งกับเด็กตัวอ้วนกลมหนึ่งก็วุ่นกับการซ่อมเจ้าวีวี่  เปิดช่องให้น้ำมันเครื่องเก่าไหลออกมาเปลี่ยนแล้วบลงตรงการช่วยปั๊มแรงลมด้วยมือใส่ล้อก็เป็นอันซ่อมสำเร็จเสร็จสิ้น

     

          ทั้งสองคนตัวขมุกขมอม หน้าดำปื้นจากคราบเปื้อน ต่างมองหน้ากันแล้วปล่อยเสียงหัวเราะลั่น

          ชายหนุ่มขึ้นนั่งลองสตาร์เครื่องดูอีกครั้ง...และก็สำเร็จ

          เสียงเฮด้วยความดีใจของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ดังขึ้นพร้อมกัน เจ้าหมูอ้วนเขย่งเท้าจนสุดตัวยื่นมือไฮไฟว์กับผู้ใหญ่ตัวโตที่ต้องโน้มตัวลงมา

          ไตรเร่งเครื่องกระตุ้นเครื่องยนต์ ผายมือเชิญเจ้าหมูอ้วนขึ้นซ้อนท้าย เด็กน้อยยิ้มแป้นจนตาปิดกระโจนขึ้นนั่งจนชายหนุ่มตัวเซ

          "เฮ้ย!เบาๆหน่อย ใจเย็นๆ"  ไตรปราม  "ไม่ได้จะหนีไปไหนนะเฮ้ย

          เจ้าหมูอ้วยยิ้มอายๆ ขยับตัวเบาๆแทนการรับคำ

 

          เวสป้าคันเก่าแล่นฉิวไปตามทางเล็กๆ  เจ้าหมูอ้วนส่งเสียงตะโกนฮู้วว์ฮ้าเฮลั่นไปตลอดทาง พลางชี้บอกให้พี่ชายคนใหม่เลี้ยวลัดเลาะเข้าไปตามทางเล็กๆของป่าไผ่

          ฝีมือการขี่รถเวสป้าของไตรนั้นราวกับนักบิดรถจักรยานยนต์วิบากพาเจ้าหนูตัวอ้วนเอนหลบซ้ายขวาของกอไผ่ด้วยลีลาผาดโผน ตวัดเลี้ยวโดยไม่ติดเบรคเรียกเสียงฮือฮาชมเชยลั่นจากเด็กน้อย

 

          บ่ายคล้อยจนเย็นย่ำ สองหนุ่มเหงื่อซกด้วยความสนุกจนลืมเวลา

          ไตรเลี้ยวออกมาจากป่าไผ่ พาเลียบถนนเล็กๆย้อนกลับไปทางเรือนกาแฟไม้

          เจ้าหมูอ้วนยืดตัวเอาคางพาดลงบนไหล่พี่ไตรงับถามเป็นจังหวะ "จา ปาย หนาย ฮัฟ"

          ทำเอาไตรอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้  เขาถามแทนคำตอบ  "บ้านอยู่ไหนนะเรา"

          "อยู่บ้าน"  เจ้าหมูอ้วนยียวน แล้วกระตุกบอกให้เขาหยุดรถ

          ไตรหยุดรถตามคำสั่ง เจ้าหมูอ้วนกระโดดตุ๊บลงมา ขยับหมวกแก็ปด้วยทีท่าที่คิดว่าเท่ที่สุดในชีวิต

          "เด็กหนีจากบ้านหรือไง"  ไตรดักคอยิ้มๆ  "โมโหใครมาล่ะถึงไม่อยากกลับบ้าน"

          เจ้าหนูสะบัดหน้าเชิด ทำปากจู๋ จมูกรั้นเชิดตามแสดงความดื้อรั้นเต็มเหนี่ยว

          "พ่อหรือแม่ล่ะทำให้โกรธ"  ไตรค่อยๆตล่อมถามอย่างใจเย็น  "หรือเป็นเราทำผิดเองแล้วไปโกรธท่านล่ะหื๊อ"

          เจ้าหนูขี้โมโหส่งเสียงชริสวนกลับมา คิ้วขมวดยุ่ง  "พี่มะเหงกต่ะหาก พี่ชายเค้าเอง  เค้าถามก็ไม่ยอมตอบ พอเห็นไม่ตอบเราก็ต้องถามอีกใช่ป่ะ"  เจ้าหมูตัวยุ่งหาพวก พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับก็พอใจกับการเอาใจแบบนั้นจึงเจื้อยแ้จ้วต่ออีกยาว  "พอเถามมากๆก็ตวาด หาว่าเรายุ่งวุ่นวายแล้วไล่ให้ไปให้พ้นๆ  นี่ไง...เค้าก็ออกมาให้พ้นๆแล้วไง หึ!"  ปลายเสียงสบัดสูงปิ๊ดแสดงอารมณ์ในใจ

 

           คนอะไรชื่อมะเหงก...ไตรคิดแบบขันๆแทบหลุดยิ้มออกมากับท่าทีขี้ใจน้อยของเด็กตัวอ้วนกลมแต่ต้องรีบห้ามตัวเองไว้ทันเพราะกลัวว่าขืนยิ้มออกมาให้เห็น เจ้าหนูนี่มีหวังงอนตุ๊ปป่องให้ต้องง้ออีกยาวนานแน่

 

          แสงแดดสาดรอดกอไผ่เป็นลำแสงสีส้มสาดพื้นกรวดสะท้อนแดดระยิบระยับ ผ้าสีเข้มเริ่มทิ้งตัวคลุมท้องฟ้าลงมาทีละนิด

          ไตรแหงนมองท้องฟ้าที่ฉาบลำแสงไล่สีเฉดส้มจนเหลืองอ่อนปนน้ำตาลทอง กะเกณฑ์ว่าต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดก่อนฟ้าจะมืดและสองข้างทางจะมองไม่เห็นทางเพราะไม่มีไฟถนนเลยแม้แต่ดวงเดียว

 

          "แล้วเราถามอะไรไปล่ะ พี่มะเหงกเขาถึงไม่ยอมตอบ"  ไตรซักต่อ

          "ก็เค้าสงสัยนี่ วันก่อนพอถามว่าพ่อกับแม่ไปไหน พี่มะเหงกก็บอกว่าพ่อกับแม่ไปไกลมาก มาก มากมากกกกกกกกกก"  ถึงปลายเสียงจะลากเสียงยาวเหมือนล้อคนพูดแต่หน้าขาวใสนั้นกลับหมองลงแสดงความรู้สึกในใจออกมา  "เค้าก็เลยอยากรู้ไงว่าพ่อกับแม่เมื่อไรจะกลับ พี่ก็ไม่ยอมบอก พอถามอีก..."  เจ้าหมูอ้วนชะงักไปเหมือนกับกำลังลังเลว่าจะพูดต่อดีไหมแต่ความอัดอั้นตันใจนั้นมีมากกว่าจึงหลุดออกมาเร็วปื๋อ  "พอถามอีก พี่ก็ว่าพ่อกับแม่จะไม่กลับมาอีกแล้ว บอกว่าเราต้องอยู่กันพี่สองคน เรื่องอะไร!เค้าไม่อยากอยู่กับพี่แค่สองคนนี่นา อยากอยู่กับพ่อกับแม่ด้วย เค้าก็บอกไปแบบนี้ พี่ก็โมโหตวาดให้ไปไกลๆนี่ไง"

          พอความร้อนในใจถูกระบายออกมาจนเกลี้ยง เจ้าหมูอ้วนก็เริ่มเบะ น้ำตาใสๆร่วงแหมะเป็นหยุดมาค้างตกที่สองแก้มยุ้ย

 

          ไตรได้แต่นิ่งอึ้งฟัง เข้าใจเรื่องราวกระจ่างชัดยิ่งกว่าตัวคนเล่า เขาเดินเข้าไปดึงตัวอ้วนๆมากอดแน่นเต็มอ้อมแขน

          เด็กตัวน้อยสะบัดหนีด้วยอย่างถือตัวในคราแรกก่อนยอมจำนนง่ายๆด้วยหัวใจรับรู้ถึงความจริงใจจากอ้อมกอดนั้น เสียงสะื้อื้นฮักระเบิดความรู้สึกกลัวและอ้างว้างในใจเด็กน้อยคนนี้ออกมาจนเกลี้ยง

          ผู้ชายตัวโตได้แต่ปล่อยให้เด็กน้อยระบายความรู้สึกผ่านหยดน้ำตาอย่างเงียบงัน รอจนเสียงสะื้อื้นค่อยซาลงกลายเป็นเสียงสูดจมูกอู้อี้  เด็กน้อยขยับเอาจมูกป้ายลงบนเสื้อยืดพี่ชายใจดี ทำเอาไตรผงะก้มมองเสื้อตัวเองก่อนขยี้หัวยุ่งๆของอีกฝ่าย

          เจ้าหมูอ้วนเหลือบมองขึ้นมาแว่บหนึ่ง ถอยหลังไปก้าวเอาหลังมือเช็ดขี้มูกป้อยไม่หยุด

          ไตรเห็นแบบนั้นได้แต่ส่ายหัว ควักหาผ้าเช็ดหน้าไปมาแต่ก็หาไม่เจอ เขาจึงรั้งหัวเจ้าเด็กตัวยุ่งเข้ามา ใช้เสื้อยืดที่เลอะไปเรียบร้อยก่อนหน้ามาเช็ดขี้มูกให้เสร็จเรียบร้อย

          เด็กน้อยจอมพยศสิ้นฤทธิ์เรียบร้อย

 

 

          "พี่จะบอกให้ไหมว่าพ่อกับแม่เราไปไหน"  ไตรทอดเสียงอ่อน

          "พี่รู้เหรอ"  เจ้าหมูอ้วนหน้ายุ่งถามกลับ

          ไตรพยักหน้ารับและ...รอการตัดสินใจอีกฝ่าย

          เจ้าหมูอ้วนนิ่งคิด ทำตัวเกินอายุคิดไตร่ตรองอย่างหนัก  จ้องหน้าพี่ชายคนใหม่อย่างพิจารณาถี่ถ้วนก่อนพยักหน้ารับเป็นเชิงอนุญาต

          ถ้าไม่ติดว่าเป็นเด็กและกำลังเศร้าอยู่นะ...ไตรหมายมาดในใจอย่างหมั่นเขี้ยว

 

          ผู้ชายตัวโตยกเด็กน้อยตัวอ้วนปุ๊กขึ้นมานั่งบนอานรถ ส่วนตัวเองถอยไปเอนพิงตรงคันมือจับเอาไว้แบบเหม่ๆ  ไตรแอบลอบถอนหายใจเบาๆ รู้สึกถึงน้ำหนักความรับผิดชอบที่ตัวเองแส่มาแบกไว้บนบ่าเองแท้ๆ

          แต่เมื่อนึกย้อนถึงตัวเองสมัยยังเด็กที่ร่ำร้องหาความจริงของพ่อแม่จากคนรอบกายแต่ไม่มีใครยอมปริปากบอกสักคน  หัวใจยามนั้นเจ็บและรวดร้าวราวกับถูกกรีดเป็นริ้วอย่างช้าๆทีละริ้วทีละริ้ว  เสียงเรียกร้องความเห็นใจดังก้องในหัวใจแต่ไม่มีใครสักคนจะยอมหยุดมองและเห็นสักครั้ง  ทำให้เกิดเป็นความคับแค้นและฝังลึกในความทรงจำจนยากจะโยนทิ้งไปได้โดยง่าย

          ไตรมองความใสบริสุทธิ์ของเด็กน้อยตรงหน้าแล้วก็ไม่อยากให้มันหายไปหากได้เจอประสบการณ์เลวร้ายเฉกเช่นเดียวกับเขา

 

          "เห็นท้องฟ้านั่นไหม"  ไตรชี้ขึ้นไปพอเห็นเจ้าหมูอ้วนทำหน้าต่อว่าประมาณว่าก็เขากำลังถามอะไรไม่เข้าท่าก็เลยได้แต่ยิ้มเก้อๆ  "ก็นั่นล่ะ...ฟ้ากว้าง กว้างบนนั้นล่ะที่คนที่เรารักและรักเราไปอยู่กันบนนั้นเวลาที่เขาจากเราไป"

          เจ้าหมูอ้วนทำหน้่ายุ่งฟังเงียบ คิ้วชักเริ่มขมวดเป็นโบว์

          "แล้ว....ทำไมถึงกลับมาไม่ได้ล่ะ"  หลังจากคิดอยู่นานเด็กน้อยก็ถามอย่างสงสัย

          "เพราะพอขึ้นไปอยู่บนนั้นแล้วก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับลงมาได้อีกแล้ว"

          "งั้นทำไมพ่อกับแม่ต้องไปด้วยล่ะ"  เจ้าหมูอ้วนปากเริ่มเบะ ตากลมๆมีน้ำตารื้นขึ้น  "ทำไมไม่เอาเค้าไปด้วยล่ะ  ทำไมทิ้งเค้าไว้ที่นี่"

          "ก็เพราะ..."  ไตรพยายามเลือกใช้คำให้เด็กวัยนี้เข้าใจได้ง่าย  "เพราะคนเรามีเวลาอยู่บนโลกใบนี้ไม่เท่ากัน  พอหมดเวลาแล้วก็หมดสิทธิ์ที่จะอยู่แม้อยากจะอยู่แทบตายก็อยู่ไม่ได้ ต้องเดินทางขึ้นไปอยู่บนฟ้าแทน"

 

          เด็กน้อยพยายามทำความเข้าใจตามไปทีละคำตามที่พี่ชายคนนี้ค่อยๆอธิบายให้เขาเข้าใจ  สีหน้าครุ่นคิดนั้นดูเคร่งขรึมเกินตัวจนน่าขัน  ดวงตาใสแจ๋วแม้ดูไร้เดียงสาแต่เมื่อถูกความจำเป็นของเวลาบังคับให้เติบโตคนเราไม่ว่าจะเด็กเล็กแค่ไหนก็จะเริ่มเรียนรู้ความโหดร้ายของชีวิตได้เสมอ

         "งั้นแสดงว่าพ่อกับแม่เวลาหมดแล้ว  ส่วนเค้ายังไม่หมดงั้นสิ"  เจ้าหมูอ้วนพูดราวกับอธิบายให้ตัวเองฟังไปด้วย แล้วเงยหน้ามาถาม  "แล้วเมื่อไรเค้่าจะหมดเวลาล่ะ ถ้าพ่อกับแม่ลงมาไม่ได้ เค้าจะได้ขึ้นไปหาเองก็ได้...ต้องรอนานไหม"

 

         น้ำลายไตรเหนียวคอเมื่อได้ยินคำถามง่ายๆไร้เดียงสาแต่มันช่างบาดลึกความรู้สึกจนจุกไปหมด

          "ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอกว่าเวลาบนโลกใบนี้จะหมดลงเมื่อไร"  ไตรตัดสินใจตอบตรงไปตรงมา  "พอมันหมด มันก็หมด  แล้วเราก็ไปแค่นั้นเอง"  ชายหนุ่มก้มมองแล้วยิ้มนิ่มนวลกว่าเคย  มือข้างหนึ่งยกขยี้ผมยุ่งๆของเจ้าหมูอ้วนให้ยิ่งยุ่งขึ้นไปอีกด้วยความเอ็นดูจับใจ  "พี่ว่านะ  อย่างเราต้องเหลือเวลาอีกอย่างเยอะ เยอะมาก มากกกกกกกกกกกกกกเลยล่ะ"  ปลายเสียงนั้นลากยาวเชิงล้อเลียนแฝงความมุ่งมั่นปราถนาให้เป็นจริงเอาไว้

          "ว้า~"  เจ้าหมูอ้วนร้องขึ้นมาอย่างไม่ชอบใจ  "งั้นเค้าก็คิดถึงพ่อกับแม่แย่เลยสิ  แถมพ่อกับแม่ก็ต้องคิดถึงเค้าแย่เหมือนกัน"

 

        เป็นอีกครั้งที่คำพูดซื่อๆทำหัวใจของไตรน่วมยุบตัวลงปานถูกค้อนปอนด์กระหน่ำทุบอย่างไร้ปราณี

 

          "พี่คงพูดผิดไปนิดล่ะนะ"  ไตรส่งเสียงร้องบอกราวกับเพิ่งนึกได้  "จริงๆแล้วพวกเขากลับมาหาเราได้นะ"  เจ้าหมูอ้วนส่งสายตากล่าวหาปนคำถามกลับมาทำเอาไตรรีบยิ้มบางๆรับ  "ก็ทุกครั้งที่เราคิดถึงเขาไงล่ะ พอเราคิดถึงพวกเขาปุ๊บ เขาก็จะเข้ามาในความรู้สึกเรา...นั่นล่ะคือวิธีการกลับมาหาของคนที่อยู่บนนั้น"

          เจ้าหมูอ้วนฟังคำหลอกล่อนั้นแล้วพยายามคิดตามอีกครั้ง  เด็กน้อยก้มหัวลงหลับตาลงยืนนิ่งไม่ไหวตัว สองมือยกขึ้นกำไว้แน่นราวกับกำลังอธิษฐานในใจอยู่

         

          สายลมหนาวไล้ลอดกอไผ่ม้วนตัวเอื่อยละเลียดผืนดินพาเศษใบไผ่แห้งสะดุ้งตัวรับกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ลมบางๆหมุนวนคลอเคลียเด็กน้อยตั้งแต่ปลายเท้าเรื่อยขึ้นไปพัดพาผมยุ่งกระจายตัวตามสายลม

 

          เจ้าหมูอ้วนลืมตาขึ้น มองไปมาซ้ายขวา แล้วจึงหันไปพ้อกับพี่ชายตัวดี

          "แต่เค้ามองไม่เห็นเลย อยู่ไหนล่ะ  เค้าคิดถึงแล้วทำไมถึงไม่เห็นมาเลย"

          ไตรมองจ้องไม่หลบตา บอกช้าๆชัดเน้นทีละคำเพื่อฝังไปในความรู้สึกของเด็กน้อยคนหนึ่งที่เริ่มทำความรู้จักกับความสูญเสีย

           "แต่หัวใจเราก็รู้สึกอะไรขึ้นมาใช่ไหม นั่นล่ะคือการพบกัน เรามองไม่เห็นด้วยตา"  ไตรยกนิ้วจิ้มเข้าที่ตาสองข้างของตัวเอง "ตาคู่นี้มองไม่เห็นหรอก แต่..."  มืออีกข้างของเขาจับลงไปตรงอกด้านซ้าย  "เรารับรู้ถึงพวกเขาด้วยความรู้สึกจากหัวใจตรงนี้ไง...เข้าใจไหม"  ปลายเสียงทอดอ่อนโยนยิ่งกว่าเคย

 

          เด็กน้อยไม่ตอบคำแต่กลับยกมือสองข้างไขว้ไว้ตรงหน้าอกแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

 

          ไม่ใช่เป็นแค่การอธิบายให้เด็กคนนี้ฟังแต่มันคือการบอกตัวเอง  ความจริงที่เขาวิ่งหนีไม่เคยยอมรับ เฝ้าโกรธแค้นที่คนที่เขารักรีบร้อนจากเขาไปโดยไม่ยอมร่ำลา

          เขาปิดผนึกความรู้สึกตัวเองไม่ยอมแม้จะชายตาแลมอง

          ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความเศร้าที่ตัวเองขุดฝังตัวเองเอาไว้

 

          แล้วจู่ๆวันนี้ กุญแจไขก็โผล่ออกมาด้วยมือตัวเองโดยไม่ตั้งใจ...มันก็แค่โผล่ออกมาให้เห็น

.....และตัวเขาก็ยอมลงมือไข

          ปลดปล่อยความสิ้นหวัง ความโศกเศร้าและความโกรธแค้นนั้นจากไปพร้อมสายลมหนาว

 

          มันคงเป็นเวลาของมัน ก่อนหน้านี้แม้จะไล่ต้อนตัวเองจนแทบขาดใจ บีบตัวเองจนหัวใจบิดเกลียวก็ไม่เคยมีความคิดจะปล่อยมือ

          มันก็แค่...ถึงเวลาสินะ

 

          ไตรเงยมองไปยังฟ้าที่กำลังคลี่ผ้ากำมะหยี่จนถึงปลายขอบฟ้าแล้วในตอนนี้  ความคิดถึงพาคนที่เขารักมาหา  มาอยู่ในหัวใจเขาไม่เคยจากไปไหนเลยด้วยซ้ำ

          ในที่สุดเขาก็รู้ตัว

 

          ไตรหันกลับมาเพื่อจะกล่อมพาเจ้าหมูอ้วนกลับบ้าน  แต่...อานรถนั้นกลับว่างเปล่้า ไร้แม้เงาของร่างอ้วนๆที่นั่งจุมปุ๊กก่อนหน้านั่น

          หัวใจเขากระตุกอย่างแรงด้วยความกลัวจับใจ เขาวิ่งวุ่นร้องเรียกหาตามทางจนเข้าไปในป่าไผ่ไม่ยอมแพ้จนแสงสุดท้ายที่ปลายขอบฟ้าลับหาย  จนรอบข้างมืดสนิทมองไม่เห็นแม่้แต่มือตัวเอง  เขาก็ลากขาหนักอึ้งกับหัวใจทีหนักยิ่งกว่าเดินกลับออกมาทั้งที่ยังคงพึมพำเรียกชื่อเจ้าหมูอ้วนติดอยู่ที่ริมฝีปากไม่หยุด

          เสียงริ่งหรีดเรไรเริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ต้อนรับช่วงเวลาของพวกมัน

 

          ไตรตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางเดิม ไฟหน้ารถสอดแสงเป็นสายไล่ความืดกระจายเป็นทาง เขาตะโกนเรียกเจ้าหมูอ้วนไปตลอดทางแต่กลับไม่มีเสียงใดย้อนตอบกลับมา

          ความหวาดกลัวเริ่มมากขึ้น เมื่อเข้าขับกลับย้อนไปย้อนมาแต่ก็ไม่เห็นวี่แววเด็กน้อยเลยสักนิด

          ราวกับเด็กคนนั้นไม่เคยมีอยู่ 

          ราวกับช่วงเวลาตลอดบ่ายของเขาเป็นแค่ความฝัน

 

          ไตรจอดรถด้วยความอ่อนแรงโดยเฉพาะจากหัวใจ รอบข้างมืดสนิท สายลมก็เร้นกายหายไปปล่อยให้ป่าไผ่ทิ้งตัวพักผ่อนอย่างเงียบสงบ

         แล้วจู่ๆไฟดวงเล็กๆไม่ไกลนักก็กระพริบถี่ๆพยายามเร่งให้ตัวเองเปิดติดไล่ความมืดรอบตัวให้ยอมแพ้ไป

        ไตรมองแล้วรีบเร่งเครื่องไปหา

 

         ไฟโคมหัวกลมสีนวลส่องป้ายชื่อร้านบ้านไม้กาแฟ

          นี่เขาขี่รถกลับไปกลับมาจนหลงทิศกลับมาที่นี่อีกจนได้

 

          พี่ไม้เอกนั่งอยู่ตรงม้านั่งยาวใต้ต้นสารภี สองมืออุ้มแก้วกาแฟไอขาวลอยกรุ่นอย่างสบายอารมณ์ เขาเหลือบเห็นไตรที่กำลังตรงเข้ามาหาด้วยทีท่าสงสัยแต่ก็ไม่เอ่ยปากถามอะไร ได้แต่ตบที่ว่างข้างตัชิงบอกให้เขาเข้ามานั่ง

         ไตรทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง  ความสับสนไม่เข้าใจมีอยู่เต็มหัวใจ เขาเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่เอกฟังโดยไม่ต้องเอ่ยถามด้วยซ้ำ

          ไม้เอกตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ได้เอ่ยขึ้นมาขัดแม้แต่คำเดียว พอเห็นไตรเงียบไปครู่ เขาจึงเอ่ยขึ้นช้าๆเหมือนตรึกตรองอะไรบางอย่างไปด้วย

          "เด็กผู้ชายตัวอ้วนๆประมาณเด็กประถมงั้นเหรอ?!"  พี่เอกเปรยขึ้น  "แถวๆนี้พี่ก็ไม่เคยเห็นเด็กขนาดนั้นเลยนะ  เด็กแถบนี้ก็โตกันไปหมดแล้ว อย่างที่ไตรรู้ ละแวกนี้ก็ไม่ค่อยมีบ้านคนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  พอโตไม่ย้ายไปทำงานในเมืองก็ไปเรียนต่อทีอื่นกันหมด เหลือแต่คนแก่ๆ"  ท้ายประโยคพี่เอกยิ้มเหมือนหยอกตัวเอง

          "แต่เด็กคนนี้เหมือนคุ้นกับที่ทางแถวนี้ดีเลยนะครับ"  ไตรแย้งขึ้นอย่างติดใจสงสัย  "ขนาดตรงป่าไผ่ มีหลุมมีบ่อตรงไหนก็เตือนผมได้ก่อนตลอด ขนาดผมเองที่เข้าไปเล่นที่นั่นกับไม้โทบ่อยๆยังไม่รู้เลย" 

          เอกหันไปมองหน้าคนที่เขาเห็นเป็นเหมือนน้องชายเมื่อเห็นว่าไตรสามารถพูดถึงไม้โทออกมาเต็มปากเต็มคำโดยไม่มีชะงักกึกอย่างทุกทีแต่ก็ไม่ได้ทักให้ผิดสังเกตอะไร  สีหน้าของคนพูดไม่เปลี่ยน  ดวงตาดำขลับคู่นั้นก็ไม่ฉายแววเจ็บปวดเช่นทุกครั้งที่เกิดต้องมีอะไรไปแตะถึงน้องสาวที่จากไปของเขา  เจ้าตัวคงยังไม่รู้ตัวสินะ...เอกก้มลงพิจารณากาแฟสีดำเข้มในอุ้งมือแล้วยิ้มบางๆออกมา 

 

          "พี่ก็ไม่รู้สินะ"  พี่เอกเสพูดเก้อๆขึ้นเมื่อเงยมาเห็นคนขี้สงสัยจ้องเป๋งรอคำตอบอยู่  "ตัวพี่เองก็ไม่ได้ออกไปไหน วันๆอยู่แต่ในร้านกาแฟ เจอแต่ลูกค้าขาประจำพวกลุงๆป้าๆคนคุ้นหน้าทั้งนั้น  ส่วนพวกแปลกหน้าก็พวกขาจรที่หลงมาก็นานๆจะมีสักคนสองคน"

          ฟังแบบนี้แล้วไตรได้แต่ถอนใจยาว ไม่รู้จะทำไงดีต่อ พึมพำยอมแพ้ขึ้นมา  "สงสัยป่านนี้คงกลับบ้านไปทะเลาะกับพี่มะเหงกต่อเรียบร้อยแล้วมั๊งครับ"  ชายหนุ่มทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างแรง แหงนหน้ามองไกลออกไป  "เจ้าหมูอ้วนตัวแสบอย่าให้เจอนะ จะเอาให้น่วม!"

          แรกๆพี่เอกฟังอีกฝ่ายบ่นยาวอย่างขันๆในทีท่ากวนๆไม่เคยเปลี่ยนไปเลยของน้องชายคนนี้ ทำให้วันเวลาเหมือนย้อนกลับไปวันเก่า จนเริ่มสะดุดหูกับอะไรบางอย่างสวนขึ้น  "ไตรว่าอะไรนะ...มะเหงก  หมูอ้วนงั้นเหรอ"

          ตาขอุงชายหนุ่มตัวโตวาบขึ้น ร้องอย่างดีใจ  "พี่รู้จักเหรอกครับ...ว่าแล้วเชียว"

          ความรู้สึกของไม้เอกเย็นเฉียบเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นเฉียบ เลือดในตัวดิ่งต่ำลงกว่าศูนย์องศา

          ไตรตอนแรกยังไม่สังเกต  เขาทำท่าเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันทำเป็นบอกว่าถ้าเจอล่ะก็จะเล่นงานให้น่วมปิดบังความโล่งใจที่มี  แต่พอหันไปเห็นหน้าเผือดซีดของพี่เอกทำเอาเขาตกใจรีบถามไถ่

 

          ไม้เอกไม่ตอบอะไร  หยิบอัลบั้มรูปปกสีดำที่วางไว้บนตักยื่นให้ไตร  ไตรรับไปอย่างงงๆแต่ก็พลิกเปิดโดยอัตโนมัติ

          อัลบั้มนั้นขนาดแค่ฝ่ามือ  สีขาวของกระดาษรองรูปนั้นเปลี่ยนเป็นเหลืองจางๆบ่งบอกความเก่าของมัน พลาสติกสูญญากาศโปร่งพองเป็นด่างดวงในบางหน้า

          ไม้โทฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันครบทุกซี่กลับมาในแต่ละรูป  ดวงตากลมซุกซนสดใสอย่างที่เคยคุ้นในความทรงจำ  หัวใจที่คิดว่าได้รับการเยียวยาจนดีขึ้นแล้วสั่นจนควบคุมตัวไม่ได้

         

          "เปิดดูหน้าแรกๆ"  ไม้เอกสั่ง

          แรงสังหรณ์บางอย่างพุ่งขึ้นมายิ่งพาให้มือสั่นจนหยุดไม่อยู่ ไตรพลิกกลับไป น้ำหนักกระดาษบางๆแต่ละแผ่นหนักจนเกินจะทานทน

 

          หน้าแรกๆเป็นรูปครอบครัว ไม้เอกในสมัยวัยรุ่นอุ้มเด็กตัวเล็กๆไว้ในอ้อมกอดด้วยทีท่าเก้ๆกังๆ ไตรเปิดหน้าต่อๆมา

          "แม่จะทำอัลบั้มแยกรูปสมัยเด็กบางรูปของพวกเราเอาไว้เป็นเล่มเล็กๆแบบนี้ บอกว่าจะได้เห็นการพัฒนาการได้ชัดดี  พี่เองก็มาทำต่อให้จนไม้โทจากไป"  ไม้เอกเล่าประกอบไปเรื่อยๆ จนสังเกตสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปของคนข้างๆก็ว่า  "ตอนเด็กๆพี่เองก็ไม่ค่อยได้เจอไม้โทเท่าไร นานๆจะกลับบ้านที มาเจออีกทีก็ตัวอ้วนกลมปุ๊กยังกะลูกหมู พี่ก็เลยล้อเขาว่าเจ้าลูกหมู เจ้าลูกหมูจนติดปาก"

           หน้าของไตรซีดลงจนไม่เหลือสีเลือด

          "ตอนแรกๆไม้โทก็ไม่ค่อยชอบหรอก ประท้วงอยู่สักพัก...แต่ก็ชิน เรียกทีไรก็หันกลับทุกที"  สีหน้าไม้เอกเริ่มผ่อนคลาย หลากความทรงจำไหลคืนกลับมาให้ทำความเข้าใจ  "จนหลังจากพ่อแม่เสีย ก็ราว 7 ขวบมั๊ง พี่เองก็ต้องกลับบ้านมา แรกๆมีเรื่องทะเลาะกันอยู่เรื่อย  มีอยู่วัน..."  พี่เอกชะงักไป กลืนก้อนสะอื้นของความรู้สึกกลับลงไปอย่างลำบาก  "เราก็ทะเลาะกันอย่างทุกที ไม้โทงอแงอยากเจอพ่อกับแม่  พี่เองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี  พี่เองก็ลำบาก"  ไม้เอกเหมือนกำลังหาข้ออ้างให้กับวันเก่า  "แล้วไม้โทก็หายไป  กว่าพี่จะรู้อีกทีก็เกือบมืดแล้ว  พี่ออกไปตามหาเหมือนคนบ้า  กว่าจะไปเจอเขายืนเหม่อตรงป่าไผ่ พี่จำได้ว่าเขายิ้มให้พี่ไม่เคยเห็นโทยิ้มมีความสุขแบบนั้นมานานแล้ว แล้วบอกว่าพ่อกับแม่ขึ้นไปอยู่บนฟ้าแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็ยังอยู่กับเขาตรงนี้...ตรงหัวใจที่ไม้โทจับอยู่"

 

          พี่เอกสะอื้นออกมา  แท้ที่จริงแล้วคนที่อ้างว้างที่สุดในเหตุการณ์นี้ก็คือพี่เอก  เป็นวินาทีที่ไตรมองเห็นความเศร้าของคนอื่นนอกเหนือจากตัวเองอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน  ที่ผ่านมาเขามองเห็นแต่ตัวเองเป็นใหญ่โดยไม่ได้แคร์ความรู้สึกของรอบข้างที่มีความสำคัญในชีวิตของเขาเลยสักนิด  เขาทิ้งพี่ไม้เอกพี่ชายที่คอยให้ความรักและคอยดูแลเหมือนเขาเป็นน้องชายแท้ๆให้เผชิญกับความสูญเสียนี้โดยไม่แยแส ไม่ได้คำนึงความรู้สึกพี่ไม้เอกว่าจะรู้สึกอย่างไรเลยที่ต้องเสียคนในครอบครัวไปอีกครั้ง

          พี่ไม้เอกไม่เหลือใครอีกแล้ว

 

          "ตอนเด็กๆไม้โทพูดไม่ชัด"  ไม้เอกเก็บความพลุ่งพล่านในอารมณ์พยายามกลับคืนมาเป็นพี่เอกคนชิวๆเช่นเดิม  "เจอกันก็ไม่ยอมเรียกพี่ด้วยซ้ำ เรียกชื่อพี่แต่ก็เรียกไม่ชัด เป็นมะเอกๆ จนกลายเป็นมะเหงกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้"

          "ผมไม่เคยรู้เลย"  ไตรพึมพำ

          "ก็...ตั้งแต่วันนั้น"  ไม้เอกพูดเลี่ยงๆแต่ก็เป็นที่เข้าใจของทั้งสองคน  "เจ้าหมูอ้วนก็เริ่มผอมลงเรื่อยๆ พี่ก็เลยไม่อยากล้อให้เด็กเป็นปมด้อยอีก ก็เลยเรียกชื่อไม้ไท เขาก็เลยเรียกพี่ว่าพี่ไม้เอกบ้างตอบแทน"  พี่เอกบอกติดยิ้มขำปลายน้ำเสียง  "มันเลยเป็นชื่อที่รู้กันของเราสองพี่น้องแค่นั้น"

 

          ไตรเปิดมาเจอภาพเด็กน้อยตัวอ้วนในชุดหมีตัวหลวมโคร่งพับปลายขาขึ้นมาครึ่งขาข้างหนึ่ง แก้มยุ้ยกลมแดงจัดเหมือนลูกสตอเบอรี่  ยืนเท้าเอวด้วยท่าโอ่ๆ หน้าเชิดบอกความซุกซนใต้หมวกแก็ปที่ดึงปีกหมวกไปไว้ด้านหลัง

          "นั่นล่ะถ่ายไงวันนั้น"  พี่เอกชะโงกมาดู ยืนยัน  "ก่อนจะทะเลาะกัน"

 

          เป็นเจ้าหมูอ้วนจริงๆ

          พี่เอกไม่ถามอะไร  ตัวไตรเองก็ไม่ได้พูดอธิบายอะไรออกมา แต่ต่างราวกับต่างคนเข้าใจเรื่องราวนั้นไม่เหลือข้อสงสัยและไม่ต้องการคำยืนยันด้วยซ้ำ 

 

          ก่อนเขาบอกลาหลังจากสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกบ่อยๆ ไตรถามเพื่อยืนยันอะไรบางอย่าง

          "กระดิ่งลมที่ผมให้ไม้โทเป็นของขวัญอันนั้น..."

          "มันแตกไปพร้อมกับไม้โทตอนที่โดนรถชนวันนั้นไง"  พี่เอกแซงบอกขึ้นโดยไม่ต้องให้จบประโยคด้วยซ้ำ ยื่นอัลบั้มในมือส่งให้  "พี่เอาลูกดิ่งมาติดไว้ที่ด้านในปกหลังนี่ไง"

          ไตรเปิดไปดู  ลูกดิ่งที่เขาทำกับมือ  หัวใจของเขาที่ฝากไว้กับไม้โท

          "เอากลับไปสิ"  พี่เอกยืนกรานเมื่อเห็นทีท่าเกรงใจของเขาย้ำอีกที  "เอาไปเถอะ ไม้โทคงดีใจมากกว่าทีี่มันกลับไปอยู่กับไตร"

 

 

          ไตรยืนเดียวดายใต้ต้นสารภี  เขาหลับตาลง  กำลูกดิ่งในมือไว้แน่นยกขึ้นวางไว้ตรงหัวใจ

          ไม้โทยังอยู่กับเขาตรงนี้ ตอนนี้ด้วยกัน

 

           ความคิดถึงจะนำไม้โทกลับมาหาไตรเสมอ...เสียงหวานแว่วคุ้นหูกังวานในความรู้สึก

 

          ลมตะวันตกพัดกระโชกม้วนตัวคืนย้อนกลับมาพัดพาดอกสารภีร่วงหล่นกระจายโอบกอดชายหนุ่มเอาไว้อีกครั้ง

          กระดิ่งลมบรรเลงแผ่วแว่วเคลื่อนตัวผ่านกาลเวลานำท่วงทำนองบอกเล่าเรื่องราวของความคิดถึงคืนกลับมา

 

 

 

 

         

  

 

      

         

         

         

 

          




 

Create Date : 15 มกราคม 2556
1 comments
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2556 11:29:02 น.
Counter : 1061 Pageviews.

 

อ่านแล้วเศร้ามากเลยค่ะ รู้สึกสงสาร(พ่อหนุ่มไม้)ไตรเหลือเกิน ด้วยการบรรยายทำให้รู้สึกได้ถึงโทนเรื่องเศร้า(ที่ออกแฟนตาซีนิดๆ)ที่มีการทับซ้อนของช่วงเวลาทั้งอดีตที่ผูกพัน และเส้นเวลาอดีตที่ทำให้เจ้าหมูอ้วนได้มาเจอกับไตร

ชอบการผูกเรื่องของพี่คิว เพราะคาดเดาไม่ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นไปในอดีต ~~~


โปรเจกเรามีสะดุดๆไปบ้างแต่ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว 1 เรื่องดีจังเลยค่ะ

ปล.พักผ่อนเยอะๆนะค
ปล.2 คราวหน้าจะพยายามให้มากกว่า 2 หน้าค่ะ >.,<

 

โดย: icedmocca (blueeye rabbit ) 19 กุมภาพันธ์ 2556 17:49:53 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Quaver
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 76 คน [?]




เป็นคนหัวแข็งที่มาพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
เป็นคนหัวอ่อนที่มาพร้อมท่าทางแข็งๆ




Friends' blogs
[Add Quaver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.