Group Blog
เมษายน 2561

1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
พระคัมภีรืเดิม-เรื่องน่าเล่าสำหรับเด็กเล็ก(อนุบาล-ประถม)


1. ลาพูดได้ กันดารวิถี 22:1-41
บาลาอัม - ในยุคดินแดนพันธสัญญา เรื่องราวการช่วยเหลือของพระเจ้าที่มีต่อคนอิสราเอลนั้นได้แพร่ไปยังดินแดนรอบข้างทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัว  กษัตริย์เมืองโมอับ ชื่อว่า บาลาค  ได้ข่าวพระเจ้าช่วยชาวอิสราเอลรชนะคนอาโมไลต์ก็ตกใจกลัวมากทรงรีบประชุมพวกผู้ใหญ่ชาวมีเดียนและโมอับ สรุปว่าให้ไปตาม บาลาอัม ที่ เมืองเปโธร์ ซึ่งเป็นหมอดูชื่อดังเชื่อกันว่าสามารถสาปแช่งใครก็เป็นตามนั้นจริงๆ เมื่อไปถึงก็อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากบาลาอัมให้ไปสาปแช่งชาวอิสราเอลที่อพยพออกมาจากอียิปต์และตอนนี้มาตั้งทัพใกล้เมืองโมอับ แต่บาลาอัมไม่ไป เขาขอรอคำตอบในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนเพราะเขาต้องการอธิษฐานถามพระเจ้าก่อน แม้นเขาไม่เชื่อพระเจ้าแต่บาลาอัมรู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับชาวอิสราเอลมาจากฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า  ในคืนนั้นพระเจ้าถามบาลาอัมว่า "คนที่มาอยู่กับเขาคือใคร"  บาลาอัมตอบว่า" เป็นชาวโมอับต้องการให้เขาสาปแช่งคนอิสราเอล" พระเจ้าบอกบาลาอัมว่า เขาจะสาปแช่งคนอิสราเอลไม่ได้ เพราะเป็นชนชาติของพระเจ้า วันรุ่งขึ้นบาลาอัมจึงปฎิเสธ  เมื่อบาลาครู้ข่าวเขาผิดหวังมากแต่ก็ไม่ละความมพยายาม ส่งข้าราชการชั้นสูงมากกว่าเดิมไปขอร้องบาลาอัมอีกครั้งและสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างที่บาลาอัมต้องการ ด้วยความที่อยากได้รางวัลบาลาอัมจึงจึงบอกว่าเขาจะลองถามพระเจ้าอีกครั้ง พระเจ้าต้องการจะสอนบางสิ่งแก่บาลาอัมที่ไม่เชื่อคำตอบครั้งแรกของพระเจ้าจึอณุญาตให้เขาเดินทางไปได้ ขณะที่เดินทางพระเจ้าส่งทูตสวรรค์มาสกัดทางไว้ ลาบาลาอัมมองไม่เห็นทูตสวรรค์แต่ลามองเห็นมันตื่นตกใจมากวิ่งถลาออกนอกทาง บาลาอัมจึงตีลาให้กลับเข้าเส้นทาง สักครู่ลาก็เห็นทูตสวรรค์ยืนถือกาบขวางไว้และจะเข้ามาฆ่าบาลาอัม ลาก็ตืนตกใจเลี้ยวหนีอีกและเข้าไปในทางแคบติดกำแพงทำให้เท้าบาลาอัมหนีบติดกำแพงอยู่ บาลาอัมโมโหที่ลาตื่นตกใจบ่อยเพราะเขาไม่รู้ว่ามีทูตสวรรค์มาขวาง เมื่อบาลาอัมตีลาเป็นครั้งที่สาม มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น ลามองที่บาลาอัมแล้วเริ่มพูดกับเขา "เราทำอะไรผิด ที่สมควรแก่การถูกตีหรือ" บาลาอัมแปลกใจแต่ตอบกลับว่า"เจ้าแกล้งเรา ถ้ามีดาบเราจะฆ่าเจ้าเสีย" ลาถามว่า"เราเคยทำกับท่านแบบนี้หรือ" บาลาอัม ตอบว่า"ไม่เคย" ทันใดนั้พระเจ้าเบิกตาบาลาอัมให้เห็นทูตสวรรค์ ทำให้เขาตกใจกลัวล้มลงคุกเข่าต่อซบหน้าลงกราบข้างๆลา ทูตสวรรค์บอกว่าถ้าลาไม่กลัวตื่นออกนอกทาง บาลาอัมคงถูกฆ่าไปแล้ว ลาได้ชวยชีวิตบาลาอัมถึงสามครั้ง บาลาอัมจึงสารภาพผิดที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า คิดโลภอยากได้รางวัล เขาขอพระเจ้าให้อภัยและเขาจะไม่ทำบาปอีก
"ข้าแต่พระเจ้าขอสอนมรรคาของพระองค์แก่ข้าพระองค์  สดุดี 27:11" 
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
2. รอดเพราะด้ายสีแดง (ยชว.1:18,2:1-24)
พระเจ้าทรงใช้โมเสสในการนำชนชาติอิสราเอลจนท่านมีอายุมากขึ้นและต้องเตรียมหาผู้นำคนใหม่มาแทน ครั้งนี้พระเจ้าเลือกโยชูวา โยชูวารู้ว่าเป็นงานที่หนักมากแต่พระเจ้าหนุนใจท่านด้วยพระสัญญาของพระองค์ว่า"จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด กระทำตามบัญญัติกฎเกณฑ์และคำสอนที่พระองค์ให้กับโมเสสแล้วพระองค์จะนำไปถึงดินแดนนั้นอย่างปลอดภัย จงกล้าหาญและเชื่อในพระเ้าเพราะพรองค์จะอยู่ด้วย" ดังใน"สภษ.3:5"จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า
โยชูวาเรียกประชุมประชาชนและบอกในสิ่งที่พระเจ้าบอกให้ทำตามที่พระเจ้าสั่งโมเสสไว้ จากนั้นท่านเลือกผู้ชาย2คนให้ข้ามไปอีกฟากหนึ่งของแม่นั้จอร์แดนคือเมืองเยรีโค เพื่อสำรวจและเตรียมโจมตี  สายลับทั้งสองเข้าเมืองเยรีโคและมาถึงบ้านของนางราหับ ก็พอดีกับมีคนมาเคาะประตูนางราหับจึงให้สายลับทั้งสองซ่อนตัวอยู่บนหลังคาใต้ต้นป่านที่ตาก วางไว้ แล้วนาจึงไปเปิดประตู พวกทหารได้ถามว่าสายลับสองคนอยู่ที่ไหน นางบอกว่าสายลับทั้งสองได้มาที่นี่จริงแต่ได้ไปแล้วอีกอย่างนางไม่ทราบว่าเป็นพวกมาสอดแนม เมื่อทหารไปนางจึงรีบมาบอกสายลับทั้งสองว่าปลอดภัยแล้วและนางเชื่อว่าพระเจ้าของสายลับทั้งสองไดช่วยเหลือพวกอิสราเอลตลอดมา นางขอให้ไว้ชีวิตครอบครัวของนางเมื่อมาโจมตีเยรีโค  เป็นการแลกเปลี่ยนที่นางได้ซ่อนตัวเข้าทั้งสองให้ปลอดภัย ซึ่งสายลับทั้งสองก็รับปาก แต่ทุกคนต้องอยู่ในบ้านห้ามออกไปข้างนอกขณะมีการโจมตี  จากนั้นนางราหับก็ใช้เชือกหย่อนลงทางหน้าต่างและกำชับให้ซ่อนจัวที่ภูเขาสามวันจึงกลับเข้าค่าย สายลับได้ทำตาม เมื่อกลับถึงค่ายก็รายงานทุกเรื่องให้โยชูวาทราบ  และทางนางราหับได้เอาเชือกแดงผูกห้อยไว้ที่หน้าต่าง นางเชื่อในคำสัญญาของผู้สอดแนมเช่นกัน 

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
3.แม่น้ำเชื่อฟังพระเจ้า(ยชว.3:1-17, 4:1-24)
หลังจากผู้สอดแนมได้กลับมาจากเยรีโค ชาวอิสราเอลเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางเขาจะเดินตามทางที่ปุโรหิตที่แบกหามหีบพันธสัญญาแต่จะเข้าใกล้หีบไม่ได้ เนื่องจากเป็นเส้นทางใหม่ไม่คุ้นเคยพวกเขาต้องคอยดูปุโรหิตนำทาง ในเช้าวันหนึ่งปุโรหิตสั่งให้หามหีบพันธสัญญาพาชาวอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนขณะนั้นเป็นฤดูเก็บเกี่ยว น้ำในแม่น้ำเอ่อล้น  โยชูวาได้ประกาศว่า วันนี้พระเจ้าจะทำการอัศจรรย์ท่ามกลางชาวอิสราเอล โดยให้ชาย12คนจากแต่ละเผ่าและปุโรหิตย่างเท้าลงไปในน้ำ ทันใดน้ำน้ำได้แยกออกจากกันหยุดไหลและนูนขึ้นเป็นกองให้ประชาชนเดินข้ามไปได้   โยชูวาให้ปุโรหิตยืนที่กลางแม่น้ำรอจนทุกคนข้ามไปถึงอีกฝั่่งหมดอย่างปลอดภัย เมื่อหีบพันธสัญญาถึงฝั่งแม่น้ำก็ลงมาและเอ่อล้นเป็นปกติ แล้วให้ชายทั้ง12คนนำศิลา12ก้อนมาตั้งเป็นแท่นบูชาเพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับเหตุการณ์นี้

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
4.กำแพงเมืองถล่ม (ยชว. 5:13-15,6:1-25)
ชาวเมืองเยรีโคหวาดกลัวชาวอิสราเอลยิ่งนักเพราะเขารู้เรื่องการทรงช่วยของพระเจ้า  พวกเขาปิดกั้นกำแพงอย่างแน่นหนา  วันหนึ่งขณะที่โยชูวาหาคิดหนทางตีเมืองเยรีโคเขาเห็นชายแปลกหน้ายืนถือดาบอยู่ในมือใกล้ๆเขา โยชูวาจึงถามว่า ท่านอยู่ฝ่ายเราหรือฝ่ายศัตรู ชายคนนั้นตอบว่า เราเป็นจอมพบโยธาของพระเจ้า  โยชูวาจึงก้มลงกราบและถามวา ท่านจะให้ผู้รับใช้ของท่านทำอะไร  ชายคนนั้นให้โยชูวาถอดรองเท้าออกเพราะที่นั่นเป็นที่บริสุทธิ์ และเขาก็แนะนำว่าต้องทำอย่างไร ในการโจมตีเยรีโค  พระเจ้าไม่ได้ให้ใช้อาวุธใดๆแต่ให้รวบรวมกองทัพอิสราเอลเดินรอบกำแพงเมืองเงียบๆทุกวัน โดยมีปุโรหิต7 คนเดินถือแตรเขาแกะ7คันและตามด้วยหีบพันธสัญญา เดินเงียบๆอย่างนี้ 6วันและเมื่อไหร่ปุโรหิตเป่าแตรให้ทุกคนโห่ร้องให้ดังที่สุด  
ผ่านไปหกวันทุกคนเดินอย่างเงียบๆ แต่เมื่อถึงวันที่เจ็ด ชาวอิสราเอลเดินอย่างเงียบๆรอบที่หนึ่ง สอง สาม....จนครบรอบที่เจ็ด ปุโรหิตเริ่มเป่าแตร โยชูวาสั่งให้ทุกคนตะโกนดังกึกก้อง กำแพงเยรีโคพังทลายลงมา กองทัพอิสราเอลเข้าโจมตีอย่างง่ายดาย และครอบครัวของนางลาหับรอดชีวิตตามสัญญา
การตีเมืองเยรีโค พระเจ้าสั่งให้ทำลายทุกอย่างให้หมดสิ้นยกเว้นเงินทองเครื่องใช้ที่เป็นทองสัมฤทธฺ์และเหล็กต้องนำไปใช้ในคลังของพระเจ้า
...................................................................................................................................
5.อาคานทำบาป (ยชว.7:1-26,8:1-29)
ในการตีเมืองเยรีโคนั้นก่อนที่จะบุกเข้าทำการรบพระเจ้าสั่งชาวอิสราเอลอย่างเข้มงวดว่า ให้ทำลายทุกสิ่งในเมืองยกเว้นเครื่องทองสัมฤทธิ์และเหล็กที่ต้องนำไปใช้ในคลังถวายแด่พระเจ้าเมื่อรบชนะเมืองเยรีโค 
พระเจ้าให้เขาตีเมืองต่อไปคือเมืองอัย  เมื่อส่งสายลับไปสืบก็ได้ความว่า เป็นเมืองเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่น้อย ถ้าส่งทหารไปโจมตีเพียงแค่สองสามพันคนก็น่าจะชนะได้  แต่เมื่อส่งไปรบจริงๆ กองทัพอิสราเอลกลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทหารถูกฆ่าร่วมสามพันคน ซึ่งไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ โยชูวาได้อธิษฐานต่อพระเจ้าว่าทำไมจึงเกิดเช่นนี้ พระเจ้าตรัสว่าที่คนอิสราเอลแพ้ชาวอัยเพราะมีคนหนึ่งทำผิดบาปต่อพระเจ้า เขาไม่เชื่อฟังคำสั่งห้ามที่พระเจ้าห้ามไว้ พระเจ้าจะไม่อยู่กับพวกเขาจนกว่าจะกำจัดคนนั้นออกไป พระเจ้าให้โยชูวาหาคนที่ทำผิดและทำลายสิงที่เขายักยอกมา  ดังนั้นในเช้ารุ่งขึ้นโยชูวาประชุมทุกคน พระเจ้าให้โยชูวารู้ว่าเป็นใคร  เขาบอกให้คนทำผิดา่รภาพบาป อาคานออกมายอมรับเขารู้พระเจ้าห้ามอะไรแต่ความโลภเมื่อเห็นทรัพย์สมบัติทำให้เขาอยากได้และแอบเอาไปฝังไว้ใต้ดินที่เต้นส์ของเขา โยชูวาจึงให้คนไปค้นพบทั้งเสื้อคลุม ทองคำ เงิน  ในที่สุดอาคานก็ถูกลงโทษ

...ข้อสังเกตุ : ทำไมพระเจ้าให้ทำลายทุกอย่างของเมืองเยรีโคแต่ทำไมของเมืองอัยไม่ทำลายแต่ให้                     ริบมา 
..เพราะ..  :    เมืองเยรีโคเต็มไปด้วยความบาป 
...................................................................................................................

6. ดวงอาทิตย์หยุดเดิน (ยชว.9:3-27,10:5-15)
เมื่ออาคานถูกจับและลงโทษแล้วชนอิสราเอลก็รบชนะเมืองอัย ข่าวพระเจ้าทรงช่วยชาวอิสราเอลตลอดการสู้รบได้ยินมาถึงเมืองกิเบโอน ชาวเมืองรู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยอิสราเอลแน่ในการเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา  พวกเขาจึงหาทางป้องกันเมือง
ชาวกิเบโอนจึงวางแผนส่งทูตไปพบโยชูวา เขาแต่งตัวปอนๆ ขาดๆ เก่าๆ อาหารก็แห้งและมีเชื้อรา ใส่ในกระสอบขาดๆ เพื่อจะหลอกว่าเดินทางมาไกลมากๆไม่ใช่เมืองแถวนั้นและชาวกิเบโอนรู้ว่าโยชุซาเป็นคนรักษาคำพูด  เมื่อมาพบโยชูวาทูตกิเบโอนหลอกว่า พวกเขามาจากเมืองไกล เคยได้ยินเรื่องพระเจ้า นำอิสราเอลออกจากอียิปต์และรบชนะเมืองต่างๆ ทำให้พวกเขาอยากผูกมิตรทำสัญญาสันติภาพกันโดยที่โยชูวาไม่ได้ถามพระเจ้าก่อน ต่อมาโยชูวารู้ว่าถูกหลอกแต่ก็สายไปแล้วเพราะได้ทำสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนและช่วยพวกเขาเสมอ โยชูวาจึงให้เป็นทาสรับใช้ในนิเวสของพระเจ้าเช่นตัดฟืน ตักน้ำ เป็นต้น   ข่าวชนะเมืองกิเบโอนที่เป็นเมืองใหญ่กว่าเมืองอัย  ทำให้ชาวเมืองอื่นตกใจรวบรวมกำลังกันได้ ห้าเมืองจะมาโจมตีกิเบโอน ชาวเมืองกิเบโอนรีบขอความช่วยเหลือจากโชูวา พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า"อย่ากลัวเลย เพราะเราได้มอบเขาไว้ในมือเจ้าแล้ว" พระเจ้าทรงทำให้พวกเขาสะดุ้งแตกตื่นหันหลังวิ่งหนีแต่พระเจ้าโยนลูกเห็บใหญ่จากฟ้าลงมาฆ่าชาวอาโมไรต์ จนเย็นอาทิตย์จะลับฟ้าแต่สงครามยังไม่สิ้นสุด ชาวอิสราเอลไม่สามารถมองเห็นศัตรูได้ แต่โยชูวาอยากสู้ให้ชนะในวันนี้ เขาระลึกถึงสัญญาของพระเจ้าที่จะให้ชัยชนะต่อศัตรู เขาจึงอธิษฐานขอต่อพระเจ้าให้ดวงอาทิตย์หยุดนิ่งบนท้องฟ้าให้แสงสว่างแก่พวกเขาจนกว่าจะรบชนะ  ดูเป็นคำขอที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของโยชูวา ชาวอิสราเอลได้รับัยชนะคนอาโมไรต์ในวันนั้น พระเจ้าตอบสนองต่อความเชื่อของโยชูวาโดยให้เขามีชัยชนะต่อศัตรู  ด้วยการหยุดดวงอาทิตย์หรือการทำให้กลางวันยาวขึ้นนั่นเอง
.................................................................................................................................
7.โยชูวากล่าวคำอำลา(ยชว.23:1-16,24:1-33)
   เมื่อโยชูวาอายุ110 ปี ท่านประชุมชาวอิสราเอลเตือนอย่าลืมพระเจ้าผู้นำเราออกจากอียิปต์และชวยเหลือมาตลอดในกาสู้รบ อย่าละทิ้งพระเจ้าและพระองค์จะอวยพรตลอดไป  ท่านเตือนให้กล้าหาญและเชื่อฟังพระเจ้าตลอดไป ยิ่งรับใช้และรักพระองค์มากเท่าไหร่พระองค์ก็จะอวยพรให้มีชัยต่อศัตรู
-เรื่องแรกที่โยชูวาเตือนประชาชนคือที่พระเจ้าสัญญาชายคนแรกว่าจะนำลูกหลานของเขาสู่ดินแดนพันธสัญญา คืออับราฮัม ที่มีบุตรคือ อิสอัค และอิสอัคมีบุตรสองคนือเอซาวและยาโคบ  
-โยชูวาเตือนให้ระลึกถึงโยเชฟบุตรยาโคบที่ได้เป็นใหญ่ในอียิปต์และเมื่อเกิดกันดารอาหารในคานาอัน พระเจ้าให้สติปัญญาแก่โยเชฟในการเก็บอาหารำให้ชาวคะนาอันได้รับการช่วยเหลือด้วยเพราะพระเจ้าทงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์อยู่เสมอ 
-โยชูวาได้ย้ำเตือนเรื่องของโมเสสและอาโรนได้นำพวกเขาออกจากอียิปต์ การข้ามทะเลแดง 
-โยชูวาย้ำหลายเรื่องที่พรระเจ้าได้ป้องกันคนอียิปต์ทั้งเรื่องกำแพงเยรีโค การให้ตัวต่อขับไล่กษัตริย์ทั้งสองของอาโมไรต์พระเจ้าไม่ได้ใช้อาวุธแต่ใช้ตัวต่อเป็นอาวุธขับไล่
โยชูวาได้ถามชาวอิสราเอลว่า..จะเลือกใครแต่ส่วนท่านและครอบครัวของท่านจะปรนนิบัติพระเจ้า..
ประชาชนทั้งหลายตอบว่าเขาจะเลือกปรนนิบัติพระเจ้าและเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ (ยชว.24:24) ท่านได้บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ในหนังสือของพระเจ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพระคัมภีร์ของเรา และท่านได้นำศิลาก้อนใหญ่ตั้งไวใต้ต้นก่อ ในสถานมัสการพระเจ้าเพื่อย้ำเตือนประชาชน
.........................................................................................................................
8.กิเดโอนและทูตสวรรค์ (ผวฉ.6:1-27)

คำสั่งเสียสุดท้ายของโยชูวาคือ ให้ติดตามพระเจ้าเชื่อฟังและรับใช้เพียงองค์เดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานชาวอิสราเอลก็ละเลยพระเจ้าอีกหันไปกนาบไหว้รูปเคารพและพระอื่นๆ พระเจ้าจึงไม่ช่วยเหลืออะไรพวกเขา ต่อมาชาวมีเดียนมารุกรานและตกอยู่ในมือชาวมีเดียน7ปี  ความโหดร้ายของชาวมีเดียนทำให้ชาวอิสราเอลต้องหลบซ่อนตามถ้ำหรือภูเขา และเมื่อชาวอิสราเอลปลูกพืชก็ถูกชาวมีเดียนและเพื่อนบ้านเข้ามาทำลาย และขโมยฝูงสัตว์ของชาวอิสราเอลไปด้วย   ชาวอิสราเอลเริ่มนึกถึงพระเจ้าและร้องเรียกขอให้พระองค์ทรงช่วย ในคราวนี้พระเจ้าส่งทูตสวรรค์ไปพบกับ กิเดโอน ซึ่งขณะนั้นกำลังนวดข้าวสาลีอยู่ในบ่อย่ำองุ่นเป็นที่ที่เขาใช้หลบพวกมีเดียนเพราะเขากลัวพวกมีเดียน จะมาเอาอาหารไป  ทูตสวรรค์ของพระเจ้านั่งใต้ต้นก่อและพูดกับเขาว่า "บุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตย์กับท่าน" กิเดโอนประหลาดใจเพราะตอนนี้เขากำังซ่อนตัวจากพวกทหารมีเดียนเขาถามทูตสวรรค์ว่าถ้าพระเจ้าสถิตกับเขาทำไมพระเจ้าให้คนมารังแกแล้วไม่ปกป้องเหมือนสมัยปู่ย่าตายาย ทูตสวรรค์จึงบอกให้เขาออกไปช่วยอิสราเอลให้พ้นจากชาวมีเดียน  แต่กิเดโอนมแงว่าตระกูลเขาเล็กทั่สุดในเผ่ามนัสเสห์และเขาก็ตัวนิดเดียวในบรรดาพี่น้อง และเขามองว่าเป็นไปไม่ได้เขาอยากเห็นความชัดเจนกว่านี้   เขาขอใหทูตสวรรค์อยู่เพื่อเขาจะกลับไปนำของถวายแด่พระเจ้า
เมื่อถึงบ้านกิเดโอนเอาเนื้อใส่กระจาด น้ำแกงใส่ในหม้อและขนมปังไร้เชื้อถวายต่อหน้าทูตสวรรค์ ๆบอกให้เขาเอาน้ำแกงราดบนเนื้อและขนมปังที่วางบนหินแล้วทูตของพระเจ้าเอาปลายไม้แตะเนื้อและขนมปัง เกิดไฟจากหินลุกไหม้อาหารจนหมด กิเดโอนเชื่อว่านี่คือทูตสวรรค์จริงและเขาพร้อมที่จะรับคำสั่ง
พระเจ้าให้กิเดโอนไปทำลายรูปเคารพที่บิดาของเขาสร้างขึ้น ซึ่งเขาทำตามและสร้างแท่นบูชาขึ้นมาแทน เขารู้ว่าชาวเมืองต้องโกรธแต่เขาเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า
...........................................................................................................................
9.พระเจ้าช่วยกิเดโอน (ผวฉ.7:1-25)
เมื่อกิเดโอนมองลงไปจากหุบเขา เขามองเห็นทหารทุกหนทุกห่งเต็มไปหมดทั้งทหารชาวมีเดียนและที่ไปเกณฑ์มาจากรอบๆ สิ่งแรกที่กิเดโอนทำคือเขาเรียกชายหนุ่มทุกคนมารวมกันเป็นกองทัพก็ได้เป็นเรือนหมื่นยืนต่อหน้าเขาที่พร้อมจะไปบกับทหารมีเดียน กิเดโอนมองว่าทหารของเขาน้อยแต่พระเจ้าบอกว่าแยะไปเพราะคนจะไม่เห็นคามยิ่งใหญ่ของพระเจ้า   กิเดโอนจึงถามว่าใครกลัวก็ให้ถอยกลับบ้านไปมีชายหนุ่มนับพันได้หันหลังกลับไป แต่พระเจ้าก็ยังบอกวาแยะไป ให้พาไปดื่มน้ำที่แ่ม่น้ำเพื่อทดสอบ เมื่อทุกคนที่เหลือได้ไปถึง มีบางคนคุกเข่าลงดื่มน้ำ มีบางคนใช้มือวักน้ำขึ้นและเลียน้ำนั้น พระเจ้าบอกให้เลือกคนที่วักน้ำขึ้นมาเลียซึ่งเหป็นคนสวนน้อยแค่สามร้อยคน กิเดโอนตกใจกลัวเพราะทหารสามร้อยคนจะไปสู้กับกองทัพทหารมีเดียนได้อย่างไร
คืนนั้นพระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า พระเจ้าจะช่วยเขาสู้รบทหารมีเดียน และพระเจ้าอยากให้กิเดโอนไดยินอะไบางอย่างที่ค่ายทหารของศัตรูเพื่อกิเดโอนจะได้หายตกใจกลัว  กิเดโอนจึงไปกับปูราห์คนรับใช้แอบเข้าไปในค่ายที่หุบเขาด้านล่าง เขาได้ยินทหารพูดว่า เขาฝันมีขนมบารลีก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาถึงเต้นท์ของทหารในค่ายและทำให้เต้นท์ล้มลง พลิกขึ้นและก็ราบไป ทหารอีกคนหนึ่งพูดว่า พระเจ้ามอบพวกมีเดียนและกองทัพไว้ใน(กระบี่ใน)มือของกิเดโอนบุตรโยอาช  เมื่อกิเดโอนได้ยินเขารีบคุกเข่าขอบคุณพระเจ้าและกลับที่ค่ายอิสราเอลพร้อมสั่งให้ทหารลุกขึ้นและมอบอาวุธที่ประหลาดให้ชาวอิสราเอลคือ เขาสัตว์และหม้อเปล่าซึ่งมีคบเพลิงอยู่ในหม้อ พร้อมบอกว่า จะแยกเดินเป็นสามกองและเดินรอบๆค่ายรอคำสั่งของเขา  เมื่อกิเดโอนเป่าเขาสัตว์ กองทัพก็เป่าเขาสัตว์พร้อมต่อยหม้อและร้องว่า "กระบี่ของข้าพเจ้าและของกิเดโอน" ทำให้พวกมีเดียนตกใจวิ่งหนีและรบกันเอง  ความฝันของทหารมีเดียนเป็นจริง

10.แซมสันผู้กล้าหาญ (ผวฉ. 13;1-20,14:1,2,5,6, 16;1-31)
วันหนึ่งทูตสวรรค์มาพบ มาโนอาห์ หญิงคนนี้ยังไม่เคยมีบุตรมาก่อน และบอกนางว่า นางจะมีบุตร
เขาจะเป็นพวกนาศีร์ อย่าโกนผมให้เขา อย่าให้ดื่มเหล้าองุ่น เมื่อโตขึ้นเขาจะช่วยคนของพระเจ้า  ทั้งพ่อและแม่เชื่อฟังพระเจ้าเขาเลี้ยงดูบุตรตามที่ทูตของพระเจ้าสั่ง  คือไม่มีการโกนผม ไม่ดื่มเหล้าองุ่นและของมึนเมาทุกอย่าง  เมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม พระเจ้าสถิตย์กับเขา เขาแข็งแรงมาก วันหนึ่งขณะที่เขาทำงานอยู่มีสิงโตกระโดดใส่เขาแต่ด้วยกำลังที่พระวิญญาณของพระเจ้าในตัวเขา เขาสามารถฉีกสิงโตออกเป็นชิ้นๆ 
ในสมัยนั้นศัตรูของชาวอิสราเอลคือชาวฟิลิสเตีย พระเจ้าช่วยแซมซันในการต่อสู้กับฟิลิสเตีย ทำให้ชาวฟิลิสเตียไม่ชอบแซมซัน พวกเขาวางแผนจะฆ่าแซมซัน มีวันหนึ่งแซมซันไปเมืองกาซาพักที่นั่นจนตื่นมาตอนเที่ยงคืน แต่ออกจากเมืองไม่ได้เพราะประตูเืองปิด เขายกประตูเมืองออกด้วยกำลังที่พระเจ้าให้ แล้วแบกประตูเมืองไปถึงยอดเขาหน้าเมืองฮีโบรน  
ต่อมาแซมซันไปหลงรักนางเดลไลล่าห์ หญิงชาวฟิลิสเตีย ทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยเพราะนางไม่เชื่อพระเจ้า วันหนึ่งเจ้านายฟิลิสเตียไปบอกนางว่าเขาจะให้รางวัลเป็นเงินมหาศาลถ้านางหลอกถามแซมซันให้ได้ว่าพละกำลังของแซมซันมาจากไหน และทำอย่างไรที่จะมีกำลังเหนือแวมซัน นางเดไลล่าห์อยากได้รางวัลจึงหลอกถามแซมซัน  
แซมซันบอกว่า  กำลังของเขาจะหายไปถ้าเอาสายธนูสดที่ยังไม่แห้งเจ็ดเส้นมามัด เขาก็จะอ่อนเพลียเหมือนคนอื่นๆ   นางได้ทำและชาวฟิลิสเตียแอบซ่อนตัวดูอยู่  เมื่อมัดเสร็จนางบอกชาวฟิลิสเตียมาจับเธอแล้ว แซมซันก็ดึงสายธนูสดนั้นขาด และพร้อมที่จะต่อสู้ชาวฟิลิสเตีย
ครั้งที่สองนางถามอีก  แซมซันบอกว่า ถ้าเอาเชือกใหม่ที่ยังไม่เคยใช่มามัดเขา เขาก็จะอ่อนแรง  นางก็ทำเหมือนครั้งที่แล้ว แซมซันก็ยังมีกำลังทำให้นางโกรธมาก 
ครั้งที่สาม แซมซันบอกว่าให้ถักผมของเขาให้แน่น นางก็ทำแต่ก็ไม่ใช่อีก 
นางอ้อนวอนถามเพราะอยากได้รางวัล จนสุดท้ายแซมซันระอาจึงบอกว่าถ้าโกนผมเขา เขาจะไม่มีแรง ครั้งนี้นางมั่นใจว่าจริง  ในขณะที่แซมซันหลับบนตักนาง นางแอบให้คนฟิลิสเตียโกนผมแซมซันและตะโกนบอกแซมซันว่าคนฟิลิสเตียจะมาจับเขา ทันใดนั้นแซมซันรู้สึกอ่อนแรง และโดนจับ พระเจ้าได้ละท่านไปแล้ว ในที่สุดชาวฟิลิสเตียได้จับและทำให้เขาตาบอด เอาตรวนทองสัมฤทธิ์ล่ามไว้และให้โม่แป้งที่ในเรือนจำ
แม้นแซมซันจะลืมพระเจ้า แต่พระเจ้ายังรักเขา เมื่อผมของเขาเริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งชาวฟิลิสเตียนำตัวแซมซันไปยังวิหารที่กำลังบูชารูปเคารพและพวกเขาอยากทำแซมซันให้เป็นตัวตลก เพื่อจะเยาะเย้ย  แซมซันให้เด็กพาเขาไปใกล้ๆเสาต้นใหญ่ เขาขอกำลังจากพระเจ้าที่จะยกเสานั้นขึ้น เมื่อพวกเจ้าเมือบอกให้เขาเล่นตลกให้ดู เขายกเสาหลุดออกมาตึกพังทับคนตายมากมาย(มากกว่าที่เขาเคยฆ่าคนมาทั้งหมดตลอดชีวิตของเขา)รวมทั้งแซมซันด้วย
.....................................................................................................

11. รูธ  หญิงผู้มีน้ำใจ (นางรูธ 1:1-22,  2:1-23)
ในเมืองเบธเลเฮมครอบครัวของเอลีเมเลคและนาโอมี ชาวอิสราเอลได้ย้ายไปที่แผ่นดินโมอับเพื่อหนีการกันดารอาหารในเบธเลเฮมซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่าและคิดว่าเมื่อไหร่ที่ทางเบธเลเฮมหายกันดารอาหารเขาก็จะย้ายกลับมา แต่วันหนึ่งเอลีเมเลคได้เสยชีวิตลง ทิ้งนาโอมีอยู่กัลบุตรชายสองคน ต่อมาเขาทั้งสองก็ได้แต่งงานกับหญิงโมอับชื่อ โอปาห์และรูธ ทำให้ทั้งสองสะใภ้มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวพระเจ้าจากนาโอมีด้วย  ต่อมาไม่นานบุตรชายสามีของรูธก็เสียชีวิตลงและสามีของโอปาห์ก็เสียด้วย นาโอมีจึงตัดสินใจจะกลับเบธเลเฮม  นางเรียกสะใภ้สองคนมาเพื่อกล่าวอำลาแต่สะใภ้ไม่อยากทิ้งนางจะไปด้วย นาโอมีไม่อยากให้ไปเพราะไกลและจะห่างไกลจากญาติทางนี้ สุดท้ายโอปาห์กลับบ้านแต่รูธไม่ยอมทิ้งแม่สามีเธอบอกว่า นาโอมีอยู่ที่ไหนเธอจะไปด้วย ญาติพี่น้องของนาโอมีจะเป็นญาติเธอ พระเจ้าของนาโอมีจะเป็นพระเจ้าของเธอด้วย  
เมื่อไปถึงเบธเลเฮมตรงกับฤดูเกี่ยวข้าวบารลี ในทุ่งนานั้นเมื่อมีการเกี่ยวข้าวจะมีเศษเม็ดข้าวล่วงหล่นตามธรรมเนีนมของอิสราเอลจะทิ้งไว้ให้คนยากจนมาเก็บไปเลี้ยงชีพ  รูธและนาโอมีเป็นคนยากจนและต้องการอาหารประทังชีวิต รูธจึงเข้าไปเก็บเศษข้าวร่วงตกในนา รูธไม่รู้จักใครแต่พระเจ้านำเธอเข้าไปในนาของโบอาสซึ่งเป็นคนร่ำรวย และเขาเห็นรูธเก็บข้าวตกจึงถามคนใช้ว่าเป็นใคร คนใช้บอกว่านางเป็นคนโมอับสะใภ้ที่ดีของนาโอมี  โบอาสจึงให้คนใช้ทำข้าวตกให้มากขึ้นและเชิญเธอมาทานอาหารร่วมกับคนที่เกี่ยวข้าวและบอกสามารถมาเก็บได้ทุกวัน
รูธหอบเอาข้าวตกมากมายกลับบ้านไปบอกนาโอมี นาโอมีจึงให้ไปเก็บที่นี่จนหว่าจะหมดฤดูเก็บเกี่ยวและบอกว่าโบอาสเป็นญาติของเรา   ต่อมาโบอาสได้แต่งงานกับรูธและมีบุตรชายคนหนึ่ง ทำให้นาโอมีมีความสุขอีกครั้ง   รูธเป็นสะใภ้ที่ที่แสดงความรักต่อแม่สามา พระเจ้าจึงอวยพรเธอ
.........................................................................
12. พระเจ้าตรัสกับซามูเอล   11:1-28, 2:18,19,26,3:1-10
มีหญิงคนหนึ่งชื่อนางฮันนาแต่งงานกับเอลคานาห์มาหลายปีแต่ไม่มีบุตรสักที นางเสียใจนั่งร้องไห้เสมอจนวันหนึ่งสามีถามว่านางร้องไห้ทำไม นางฮันนาตอบว่า พระเจ้าไม่ให้นางมีบุตร สามีของนางจึงชวนให้ไปที่พระวิหารด้วยกัน ที่พระวิหารนางฮันนาอธิษฐานร้องไห้ทำปากขมุบขมิบตลอดจนร้องขอให้พระเจ้าประทานบุตรให้นางและนางจะนำเขามาถวายต่อพระเจ้าเพื่อมารับใช้ในวิหาร  เอลีปุโรหิตเห็นนางฮันนามุบมิบๆก็แปลกใจว่านางเป็นอะไร แต่เมื่อได้ทราบเรื่องเขาก็บอกให้นางกลับบ้านไปเป็นสุขเถิด พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของนาง  หลังจากได้อธิษฐานต่อพระเจ้าและได้พูดคุยกับเอลี นางมั่นใจว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของนาง
พระเจ้าฟังคำอธิฐานของทั้งสองคนและประทาบุตรชายให้ชื่อ  ซามูเอล ทั้งสองขอบคุณพระเจ้าและสัญญากับพระเจ้าว่าจะถวายบุตรคนนี้ให้กับพระเจ้า เมื่อเด็กน้อยเติบโตข้น นางได้พาไปอยู่กับเอลีที่พระวิหารเพื่อปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ต่อมานางก็มีบุตรชายอีก 3คน บุตรสาว 2 คน  ซามูเอลอยู่ที่พระวิหารอย่างมีความสุข เขาเรียนรู้หลายอย่างจากเอลี ช่วยงานต่างๆรวมทั้งงานปัดกวาด จุดตะเกียง เปิดประตูวิหาร  ในแต่ละปีนางฮันนาจะตัดเสื้อคลุมใหม่มาให้เขา ซามูเอลดีใจที่เจอพ่อแม่แต่เขาก็อยู่ที่วิหารอย่างมีความสุข  ในคืนหนึ่งขณะหลับอยู่เขาได้ยินเสียงคนเรียก  ซามูเอลๆๆ  เขานึกว่าเอลีเรียกจึงลุกขึ้นวิ่งไปหาเอลี ถามว่าเรียกเขาทำไม แต่เอลีบอกไม่ได้เรียก และให้กลับไปนอนเสีย  เหตุการณ์เป็นแบบนี้อยู่สามครั้ง เอลีจึงรู้ว่าเป็นพระเจ้าที่เรียก  จึงบอกซามูเอลว่า กลับไปนอนเสีย ถ้ามีเสียงเรียกอีก ก็ให้ตอบรับว่า  ขอให้ตรัสมาเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่ และเมื่อได้ยินเสียงเรียกอีก ซามูเอลจึงพูดตามที่เอลีแนะนำ  พระเจ้าจึงบอกเขาถึงสิ่งที่พระองค์ต้องการให้ทำ เป็นเรื่องราวของเอลีและบุตรชายทั้งสอง ตั้งแต่นั้นคนทั่วไปจึงรู้จักเขาและรู้ว่าพระเจ้าเรียกเขาให้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า  พระเจ้าพูดกับซามูเอลครั้งแรกเมื่อเขายังเป็นเด็ก

13. นางอาบีกายิล (1ซามูเอล :25-2:ซามูเอล 2,1พศด.3:1)

เมื่อซามูเอลสิ้นชีวิตลง ชาวอิสราเอลได้ทำพิธีระลึกถึงท่านท่ีรามาห์บ้านเกิดของท่านและดาวิดได้ย้ายไปที่ถิ่นกันดารมาโอน เขตเทือกเขาตอนใต้ของยูดาห์ ที่นั่นมีเศรษฐีคนหนึ่งช์ื่อว่า นาบาล(แปลว่าโง่เขลา)เป็นคนในเผ่าคาเลบเป็นคนประพฤติตัวไม่ดี มีนิสัยหยาบช้า กักขฬะ เป็นคนพาล จิตใจคับแคบและขี้เมา ผู้คนจึงทั้งเกลียดและกลัวเขา มีภรรยาที่สวยงาม ฉลาด เฉลียวชื่อว่า อาบีกายิล(แปลว่า บิดาของข้าพเจ้าทำให้ตัวท่านมีความยินดี)
วันหนึ่งคนงานของนาบาลกำลังฉลองเทศกาลตัดขนแกะอยู่(เป็นงานเลี้ยงรื่นเริงและแจกแบ่งปัน ภายหลังการตัดขนแกะเสร็จ มีปรากฎในพระธรรมปฐม.38:12-26 ที่ยูดาห์ทำให้สะใภ้ท้อง และใน 2ซมอ.13:23-29ที่อับซาโลมส่งจดหมายชักจูงให้กษัตริย์ดาวิดส่งลูกชายมางานเลี้ยง เพื่อวางแผนฆ่าอัมโนนเป็นการแก้แค้น )
ดาวิดส่งคนไปสิบคนแจ้งนาบาลอย่างสุภาพที่จะขอการสนับสนุนเสบียงตามแต่สมควรเพราะใช้คำว่า"ตามแต่จะเอื้อเฟื้อ"(เพราะกองกำลังของดาวิดจะช่วยป้องกันฝูงสัตว์ของนาบาล คนงานที่อยู่ทำงานให้รอดปลอดภัยและกองกำลังของดาวิดก็ไม่เคยมาโจมตีเลย) แต่นาบาลกลับตอบด้วยความหยิ่งว่า ดาวิดเป็นใครเราไม่รู้จัก ทำไมตัวเขาต้องแบ่งอาหารแะเนื้อสัตว์ให้กับดาวิดซึ่งเขาไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเลย  เป็นคำตอบที่ดูถูกอย่างมาก  เมื่อคนของดาวิดกลับไปรายงาน ดาวิดโกรธมากเตรียมจะยกคน400คน ไปทำร้ายนาบาลและทรัพย์สินของนาบาล คนงานของนาบาลรีบไปบอกอาบีกายิลถึงเรื่องนี้เพราะเขารู้ว่าดาวิดต้องโกรธมากและมาโจมตีแน่ๆ(ข้อ14-16)อีกอย่างดาวิดไม่เคยมาโจมตีแต่คอยป้องกันภัยให้  นางอาบีกายิลเมื่อได้ยินดังนั้นรีบจัดเสบียงอย่างมากมายและให้คนใช้รีบนำไปก่อนและนางจะรีบตามไป   เมื่อนางตามไป เดินทางลงจากเขาและไปเจอกับดาวิดที่กำลังลงจากที่สูง  เพราะสันเขาบังทำให้ทั้งสองมาเจอกันระหว่างทางพอดี นางรีบลงจากลาและก้มลงกราบพร้อมเอ่ยปากขอโทษในสิ่งที่สามีลบหลู่ดาวิดและมอบของที่เตรียมให้แก่ดาวิด ทำให้ดาวิดใจอ่อนลงและเขาเชื่อว่านางมาเพื่อไม่ให้เขาทำบาปในการฆ่าคน   ดาวิดจึงถอยกองกำลังกลับไปพร้อมเสบียงที่นางนำมาให้ เมื่อกลับมาบ้าน นาบาลกำลังกินเลี้ยงและเมามาย นางรอจนวันรุ่งขึ้นจึงเล่าให้สามีฟังและสามีนางป่วยตาย(เข้าใจว่าเป็นอัมพาต)ในสิบวัน  ดาวิดจึงส่งมาขอรับนางไปเป็นภรรยา




ให้เราสังเกตุว่า ทุกครั้งที่มีการสู้รบ เมื่อิสราเอลได้รับชัยชนะเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะชัยชนะเหล่านี้มาจากพระเจ้าไม่ใช่จากความสามารถของมนุษย์


ไม่สามารถใส่ภาพหรือคลิปจากยูทูปได้เลยเพราะหน้านี้ยาวมากๆ  คุณครูท่านใดเอาไปสอนต้องหาภาพและคลิปเองน่ะค่ะ พิมพ์เมื่อยมือเลยค่ะ



ที่มา  :  บทเรียนรวีวารศึกษาธัญญทิพย์ ในดินแดน.../
           NIV/
           เนื้อหาจากที่เคยไปเข้าอบรมของทีมรวีเกาหลี อาจารย์มินอาจารย์ปรีดาอาจารย์อุบล/
           คู่มือศึกษาพระคำภีร์จากหลายแหล่ง /
           บทสรุปเรื่องเล่ารวีวารศึกษาจากครูมดแดง









Create Date : 21 เมษายน 2561
Last Update : 21 เมษายน 2561 23:02:06 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

jewelmoda
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 105 คน [?]



ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อยากทำงานด้านเด็ก อยากเป็นครู แต่กลับต้องไปทำงานแบงค์ เมื่อขอเออรี่ออกมา ขอหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก เพื่อการพัฒนาเด็กไทย

Myspace angels graphics
New Comments
Friends Blog
[Add jewelmoda's blog to your weblog]