Update! • English Version• Activity • Article • Imagine • My ARTWORK • BackPack/Journey • Sketch • All Art • alphafo

alphafoBasic Sketch • alphafo • alphafo • English Version Kenny Keng Blog

ALPHA FO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]










unique visitors counter

**อันนี้ก็สำคัญครับ กับเรื่องของสิทธิ
คือว่าถ้าหากเพื่อนๆท่านใด
ต้องการนำภาพหรือบทความไปเผยแพร่
กรุณาแจ้งผมด้วยนะครับ

**ขอบคุณครับ**

alphafo

New Article : JAN 2015

Art trip : My Journey
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม"ฮานอย1 เวียดนาม:13/02/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา3 เวียดนาม:31/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา2 เวียดนาม:16/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา1 เวียดนาม:14/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" เดียนเบียนฟู เวียดนาม:09/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" หลวงพระบาง ลาว:07/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ไชยบุรี2 ลาว:26/12/14
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียนาม" ไชยบุรี1 ลาว:25/12/14
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ปาด แปด 8:23/12/14
• "เริ่มใหม่...ได้ทุกเมื่อ":25/02/14
• "ปั่นคิดที่กองโค":19/12/12
• "12 12 12":12/12/12

• "ลับแล ซะที" :06/08/12

• BEST OF THE BEST:05/03/12

alphafo

• กาแฟสดบ้านหมึกจีน coffee and china's art gallery:16/02/12

Update! • อุปกรณ์การวาด carbon powder
•เทคนิคการทำเฟรมเขียนสีน้ำมัน
•เทคนิคการทำเฟรมสีน้ำมัน
•ปลอกต่อดินสอ EE กรณีดินสอของท่านหดสั้นจุ๊ดจู๋
•การทำสมุดเสก็ตซ์อย่างง่ายและประหยัด
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 1
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 2
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 3




Update!เทคนิค ขั้นตอน การวาดภาพการ์ตูน
• : เทคนิคการวาดภาพผงคาร์บอนพระเจ้าตากสินมหาราช และพระยาพิชัยดาบหัก
• การวาดการ์ตูนล้อเลียน
• พื้นฐานการวาดการ์ตูน
•เทคนิคการวาดภาพคนสีชอล์ก(หลวงปู่แดง)
•เทคนิคการวาดภาพคนเหมือนเต็มตัวสีน้ำมัน
•การวาดเส้นสีคนเหมือน แบบหญิง
•การวาดเส้นสีคนเหมือน แบบชาย
•เทคนิคการวาด carbon powder
•การวาดสีชอล์กแท่ง พระยาพิชัยดาบหัก
•การแก้ไขภาพสีน้ำมัน landscape
•เทคนิควาดภาพสีน้ำมัน Landscape
•พื้นฐานการวาดภาพสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่(Basic)
•เทคนิคการวาดเส้นหุ่นนิ่ง(Drawing)
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "ตา"
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "จมูก"
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "ปาก"
•เทคนิคการวาดเส้นรูปคนเหมือนด้วยดินสอ EE(drawing portrait-woman)
•เทคนิคการวาดเส้นคนเหมือน (Drawing sketch)
•เทคนิคการวาดเส้นรูปคนเหมือนภาพสีด้วยสีชอล์กแท่ง(pastel portrait)
•เทคนิคการใช้สีชล์อกแบบ drawing
•เทคนิคการแกะสติ๊กเกอร์แบบปลอกล้วย(จริงๆ)

alphafo ART ARTICLE :
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 6(สุดท้าย): โบนัสพิเศษกับงานศิลปะ
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 5 : วิธีการวาดภาพให้ได้ (เอาจริงซะที 2)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 4 : วิธีการวาดภาพให้ได้ (เอาจริงซะที 1)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 3 : ตามหามุมบันทึก(วาดเส้น)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 2 : ทำไมต้องเป็นถ่าน?
• "เที่ยวไปกับถ่าน" ตอนที่ 1: เด็กน้อยกับฝาบ้าน
**ภาพสเก็ตซ์สีชอล์กน้ำมัน
**เทคนิคประสม...ใคร ??
ศิลป์(ป่ะ) “ต้องเป็นตัวของตัวเองดิ๊” ...

ภาพวาดที่ฉีก: ผมยืนมองภาพพร้อมกับฟังเสียงหล่น..
ANATTA: วันที่ความหดหู่ หดเหี่ยว หรือเหี่ยวจนหด...
alphafo
alphafo

alphafo
alphafo


Sketch crawl ร่วม Sketch กับเพื่อนๆทั่วโลก

alphafo ALPHA FOCUS หนังสือพิชัย เมืองเล็กฯ เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองหน้าด่านของสยามประเทศในอดีต.....
alphafo
โอกาสที่ท่านมุ้ยมอบให้ สิ่งที่ผมเฝ้าศึกษาและสังเกตุ จะมีเรื่องราวและข้อมูลไปพ้องกับใครบางท่านเข้าอย่างจัง...
alphafo

Find more art/painting/Antique like this on facebook Art & Antique Gallery สั่งซื้อคลิ๊กที่นี่เลยครับ


alphafoอยากหาอะไรเพิ่มเติม ก็ช่องนี้เลยครับ

Custom Search
alphafo ร่วมรับรู้เรื่องราวแบบอาร์ตๆไปด้วยกัน : alphafo
alphafo alphafo
alphafo
มาแล้วแวะทักทายกันสักหน่อยดิ๊ครับ
HIGHLIGHTThailand blog awards 2010 ภาพบรรยากาศงานอันแสนอบอุ่นที่บล๊อกเล็กๆแห่งนี้ได้รับเกียรติครับ alphafo
Visit PORTFOLIOS*NET
Keng On Art | สร้างลิงค์

free counters

Start : 12 -01-2011 Time 10:10 a.m.
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ALPHA FO's blog to your web]
Links
 

 

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 9 : ฮานอย 1 เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ : ไทย ลาว เวียดนาม
ตอนที่9 : ฮานอย เวียดนาม


6 ชั่วโมงจากซาปามาถึงที่นี่ ฮานอย
ด้วยสภาพผู้โยสารที่นอนเกลื่อนพื้น โดยไม่สามารถมีใครลุกเดินออกจากช่องแคบของตัวเองนั้นไปได้
ทุกช่องทางเดินมีผู้คนนอนเรียงตัวกันไปสุดทาง เอาหัวชนกันบ้าง เท้าชนกันบ้าง

ตีสี่ครึ่งเราเริ่มเดินลงจากรถด้วยอาการงงๆ กับสถานที่ใหม่ของชีวิต
นักท่องเที่ยวต่างสอบถามกันไปมาว่าที่นี่ที่ไหน และจะไปยังที่หมายได้อย่างไรในเวลานี้
ที่สำคัญคือที่พักในช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์จะโผล่โพ้นขอบโลกด้านนี้


ถึงแม้การเดินทางในทริปเล็กๆ จะเปรียบกับการเดินทางใหญ่ของชีวิตได้ยาก
ชีวิตที่เราต่างมีจุดหมายเดียวกัน
ต่างกันตรงะยะทางที่เราใช้นั้นแตกต่างกัน
บางคนเจอเรื่องใหม่ๆไม่ซ้ำเดิม 
บางคนก็เจอแต่เรื่องซ้ำเดิมเป็นปกติทุกวันเหมือนเครื่องจักรที่ถูกตั้งค่าไว้อัตโนมัติ


เราเดินทางโรงแรมกันเรื่อยๆ จากมุมโน้น โผล่มุมนี้ เดินสวนทางสลับกันไปมากับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยกัน
ดูๆแล้วทุกคนต่างมีเป้าหมายของตน
Teaheon พาพวกเราตามหาทะเลสาปกลางเมืองก่อนจะมีการเริ่มต้นใดๆ
เพราะนั่นเป็นจุดที่เขาคุ้นเคยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่เดินทางมาวาดภาพเพียงลำพัง

จากราคาห้องพัก 30-40 US เป็น 65 US สำหรับการเดินตามหาโรงแรมภายในเมืองฮานอยแห่งนี้
ในที่สุดเวลาที่ดูเหมือนจะยาวนานออกไปจนถึงเช้าก็หยุดลงด้วยโรงแรมราคา 15 US ทีตั้งอยู่เพียงซอยถัดไป Hanoi Summit Hotel
เราแยกห้องพักผ่อนก่อนนัดลงมาพบกันอีกรอบตอน 9.30 am.




มื้อแรกของที่ Hanoi เริ่มต้นด้วยเฝอราคา 30,000 D ที่อร่อยเอาการ
Yeonju ชี้ให้ดูผงชูรสที่วางอยู่ด้านหน้าที่ผมนั่งพวกเราปฏิเสธคนชายที่จะเติมเจ้าสิ่งนี้ลงไปในอาหารของเรา
ลูกชิ้นหมูที่ถูกบดปนกับผักนิ่มอร่อย ได้รสชาติดีทีเดียว
ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรลงไปบ้าง แต่ทุกคนก็เดินมากินกันที่ร้านอาหารข้างทางแห่งนี้จนเป็นเรื่องปกติ
มีไม่ปกติคือการเรื่อราวที่มากเกินไป ในห้วงความคิดของเราเองเท่านัน



เมื่อได้รับพลังงานจนอิ่มท้องสบายพุง เราก็ออกเดินทางต่ออย่างไร้ทิศทาง
แต่ไม่ได้ไร้จุดหมาย คงเพราะทุกซอยสามารถทะลุหากันได้หมด จะไปซอยไหนก็ได้
แต่ละที่ล้วนเต็มไปด้วยอาหารที่ผมอยากเดินเข้าไปชิมให้หมดทุกร้าน
จริงๆก็น่าจะเป็นอย่างนันถ้ามีงบประมาณสนับสนุนเรื่องอาหารเกินกว่าที่ตั้งไว้เอง




เราเดินผ่านเสียงดังจากแตรรถ ผู้คน และความคิดที่โหนมกระหน่ำมาอย่างไม่หยุดย่อนทั้งอดีตและอนาคตข้างหน้า
จนกระทั่งเรามาเริ่มที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง คือบริเวณทะสาปกลางเมือง
จุดเริ่มต้นที่เราคุ้นเคย
เหมือนชีวิตเราหลายๆครั้งที่เริ่มหลงทางก็จะหาทางกลับมาที่จุดเริ่มต้นและเริ่มต้นใหม่
พร้อมกับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 
อย่างน้อยก็เส้นทางที่ไมถูกต้องกับความต้องการ ณ ช่วงเวลานั้น
และเราสามารถเดินกลับมาได้ในอนาคต ถ้าสิ่งนั้นยังอยู่ใหเราหาเจอ



ณ สวนสาธารณะ 11:11 am บริเวณรอบทะเลสาปกลางเมือง
กิจกรรมมากมายเกิดขึ้นที่นี่ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งรวมผู้คนสำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมของตัวเอง
พวกเราก็เช่นกัน ที่จะเริ่มต้นจากเส้นทางนี้และเดินไปตามแผนที่มุ่งสู่พิพิธภัณฑ์โฮจิมิน







เราใช้แผนที่ที่ได้รับจากทางโรงแรม ออกตามหาสถานที่ท่องเที่ยวภายในนั้นกัน
การเดินทางสอบถามเพื่อพูดคุยยังคงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับความสัมพันธุ์ของมนุษย์
ถึงแม้เราจะมี GPS ใช้ แต่คงเฉพาะตอนจำเป็นหรือแหล่งที่ไม่มีคนพื้นที่อาศัยอยู่เท่านั้น
ผมเห็นนักท่องเที่ยวหลายๆคนเดินไปแล้วก้มหน้าเดินตามเส้นทางที่ GPS แนะ
แน่นอนว่าเราจะถึงที่หมายเหมือนกัน แต่ที่สิ่งที่จะขาดหายไปคือ เรื่องราวและความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่

การพูดคุยทำให้ได้รับคำแนะนำหลายๆอย่างระหว่างเส้นทางที่จะให้เราแวะพัก
เราได้เรียนรู้ถึงการขอบคุณของผู้รับ การให้น้ำใจและความภูมิใจของผู้ให้ 
พวกเรามีรอยยิ้มเสียงหัวเราะและการโบกมืออวยพร ร่ำลา
ซึ่งสิ่งนี้..ไม่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรกล



เจ้าหน้าที่ชี้จุดสำคัญให้เราได้เห็นและเดินไปอย่างง่ายดายตามเส้นทางหลักของรถไฟที่ผ่านกลางเมือง
ชีวิตในกล่องสี่เหลี่ยมที่วางซ้อนและในพนังห้องร่วมกันยังเป็นหลักพื้นฐานสำหรับการในชีวิตในเขตเมืองหรือเขตชุมชน
ผู้คนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่นี่ ยังคงดำเนินกิจกรรมตามปกติหรือไม่ปกติก็ไม่แน่ใจ
แต่ทุกชีวิตคือการเดินทางในทุกวัน



12 :12 pm เราเดินมาถึงอีกจุดสังเกตุซึ่งเป็นหอคอยเก่าและห้ามขึ้นไปบนนั้น
หลังจากที่เราพยายามหาทางเข้าอยู่หลายมุม
ซึ่งจบด้วยบทสรุปจากการสอบถาม



สิบนาทีต่อมาเราเดินทางข้ามถนนกันมาจนถึงสุสานและพิพิธภัณฑ์โฮจิมิน
ซึ่งได้ปิดทำการไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ 11:00 am 
คงเหลือแต่พิพิธภัณฑ์โฮจิมินซึ่งงจะเปิดทำการอีกรอบตอน 14:00 pm
ซึ่งเป็นเรื่องปกติของที่นี่ที่พวกเราเจอมาตั้งแต่เดียนเยียนฟู
และที่นี่สร้างความมั่นใจให้เราอีกรอบว่ารอบๆบริเวณนี้ตั้งแต่ประเทศลาวจนถึงที่ฮานอยเวียดนามแห่งนี้
ใช้เวลาทำงานและหยุดพักแบบเดียวกัน



Coffee Time !
Yeonju ชี้มาที่นาฬิกาข้อมือบ่งบอกถึงเวลาที่เราต้องใช้กันต่อไปจนถึงเวลาเปิดของพิพิธภัณฑ์
หลังจากที่เธอทำเนียนเป็นกรุ๊ปของคณะทัวร์ชาวเกาหลีและฟังไกด์เกาหลีเล่าประวัติพร้อมสอบถามเวลา
กาแฟเป็นอีกสิ่งที่พวกเราชอบเหมือนกัน และกาแฟเป็นสิ่งแรกที่ทำให้พวกเราได้รู้จักและพูดคุยกัน





เราเดินหาร้านจนได้ร้านที่มีสัญาณ Wifi เพื่อการค้นหาข้อมูลสำคัญของแต่ละคน
กาแฟเป็นสิ่งแรกที่พวกเราสั่ง คงเพราะขาดคาเฟอินกันตั้แต่เช้าจนผมเริ่มมีอาการปวดหัวเล็กๆ
ซึ่งเป็นเรื่องที่คอกาแฟทุกคนรู้ดีว่าวันไหนถ้าขาดกาแฟแล้วจะเป็นอย่างไรและสาหัสแค่ไหน
งบประมาณผมถูกบีบให้ลดปริมาณอาหารกลางวันลง 
จากค่ากาแฟและแซนด์วิช 1 คู่ ในราคา 60,000 D ทำให้ผมจำเป็นต้องอิ่มเพียงแค่นั้น
หลังจากที่เดินกันมาเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะทางและเวลาที่น้อยกว่าซาปามากนัก



เราออกจากร้านมาถึงพิพิธภัณฑ์ก่อนเวลาเปิด 5 นาที
 ผมและ Yeonju เดินไปซื้อตั๋วเข้า Hojimin museum ในราคา 25,000 D
ส่วน Teaheon และ Peter เลือกที่จะนั่งรออยู่ด้านนอกอาคาร เพราะเขาเคยมาสัมผัสที่แห่งนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว




ภายในพิพิธภัณฑ์ ถูกสร้างและออกแบบขึ้นโดยใช้รูปแบบของงานศิลปะสมัยใหม่เข้าผสานกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ของที่นี่
ศิลปะทำให้เรื่องราวต่างๆน่าสนใจมากขึ้น ผลงานแต่ละชิ้นได้สื่อถึงอารมณ์และบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่าเพียงเอารูปภาพใส่กรอบแปะข้างฝาผนัง
ศิลปะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสภาพสังคมและจิตใจของมนุษย์ได้ดี
ศิลปะเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่บอกเล่าส่งผ่านเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึกได้ โดยไม่ต้องผ่านเครื่องมือแปลภาษา
ศิลปะเป็นเครืองมือในการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี



ถ้าอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของเมืองไหนให้ดูที่พิพิธภัณฑ์
แต่ถ้าอยากรู้การวิวัฒนาการทางด้านจิตใจของผู้คนให้ดูที่งานศิลปะ
ที่นี่เป็นทั้งสองอย่างที่บ่งบอกถึงอนาคตการพัฒนาและวิวัฒนาการของประเทศแห่งนี้
วิธีการสื่อสารของพวกเขามันมากกว่าตัวอักษรและรูปภาพที่แขวนเพียงประดับบนพนังห้องรอคนไปอ่านเพียงเท่านั้น



ผมกับ Yeonju เดินชมเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์อยู่ชั่วโมงครึ่ง ก็เดินทางกลับมาเจอทะเลสาปที่ยาวและใหญ่อีกด้านกลางเมือง
ผู้คนบริเวณสวนสาธารณะต่างเข้ามารวมกันตามกลึ่มความชอบโดดยเฉพาะการนั่งเล่นเกมส์ที่เหมือนกับหมากรุกกันเป็นกลุ่มๆ
บางกลุ่มก็มีไพ่ เต้นรำ เดินเล่น ถ่ายรูป สารพัดที่ผู้คนที่นี่ใหช้เวลาสำหรับการพักผ่อน

เวลาพักพวกเขาก็พักกันจริงๆ เวลาทำงานพวกเขาก็ทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง
วิธีชีวิตของพวกเขาดูแล้วไม่ธรรมดาเลย พวกเขาสุขกับสิ่งที่มีอยู่ และในขณะเดียวกันก็ไม่หยุดที่จะไขว่คว้าอนาคตที่ดีกว่าเดิม
ความเจ็บปวดในอดีตเพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา คงสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและชีวิตได้มากโขทีเดียว
เพราะมนุษย์เราจะรู้จักคุณค่าของเวลาและความสะดวกสบายก็ต่อเมื่อเขาผ่านความสาหัสจากเรื่องร้ายมา

เรื่องร้ายที่เรามองว่าร้าย กลับทำให้เรามองเห็นความงดงามและคุณค่าของเวลากับชีวิตและการใช้ชีวิต
ความสุข ความงดงามที่พวกเขามองเห็นได้มากกว่าคนที่ไม่เคยได้เรียนรู้อย่างมากมาย



17:53 pm ฟ้าเริ่มมืดลง ลมอ่อนๆพัดพาเอาอากาศเย็นปะทะร่งผู้คนให้รู้หนาวมากขึ้นกว่าเดิม
Teaheon พาพวกเราเดินหาอาหารเย็นเข้ากระเพาะกันในแหล่งที่ผู้คนนิยมเข้าไปกินกัน
แหล่งที่บรรดานักท่องเที่ยวนั่งกินอาหารกันบนถนน ในทางแยกที่รถแล่นผ่านด้วยม้านั่งทรงต่ำกว่าเขา
อาหารที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิด รสชาติดีทีเดียว 
ร้านค้ามากมายบริเวณนี้มีทั้งงานศิลปะและอาหารวางขายอยู่ด้วยกัน




เราวางแผนถึงสถานที่ที่เราจะไปต่อในวันรุ่งขึ้น ซึ่งTeaheon แนะนำทั้งหอศิลป์
และพิพิธภัณฑ์เรื่องราวของสตรีชาวเวียดนาม
พวกเขาให้คุณค่ากับผู้หญิงถึงกับสร้างพิพิภัณฑ์ไว้เพื่อให้มองเห็นถึงความสำคัญของเพศหญิง

แสงสีความสว่างไสวของที่นี่ ทำให้เราเดินชมเมืองกันเพลินจนลืมเวลา
23:53 pm เป็นเวลาที่ผมไดปิดตาลงสำหรับวันนี้เพื่อจะมีเรื่องลุยใหม่ต่อไปในวันพรุ่งนี้
ณ ที่หอศิลป์ของชาวเวียดนาม










ตอนที่ผ่านมาและต่อไป "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ; ไทย ลาว เวียดนาม" 




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2558 5:31:23 น.  

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ : ไทย ลาว เวียดนาม
ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม

ไม่สำคัญว่านานแค่ไหน สำคัญที่ว่าเราเริ่มเมื่อไหร่
เมื่อเริ่มต้นเดินทางก้าวแรก เราก็เข้าใกล้ความฝันมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะล้ม แต่เราก็ยังลุกด้วยความยินดี เพราะเราอยู่บนเส้นทางนั้น
เส้นทางแห่งความเป็นจริง ทีไม่ใช่อยู่เพียงความฝันที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอีกต่อไป

นั่นคือครั้งแรกที่ผมตัดสินใจเดินทางและเลือกที่จะใช้เส้นทางนี้
การออกเดินทางแม้จะไม่มีใครยืนยันถึงสิ่งที่จะปรากฏอยู่ข้างหน้าเราในวันต่อวัน
ความจริง ชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น! เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงในทุกวัน

เมื่อคืนทั้งคืน ลมพัดค่อนข้างแรง เสียงป้าย ผ้าใบ ไม้ เหล็ก เสียดสี กระทบกันดังก๊อกแก๊กตลอดคืน
อากาศที่เย็น พร้อมกับสถาณะการณ์แบบนี้ทำให้จิตใจของเรากังวลและสร้างภาพต่างๆมากมายในสมองโดยปราศจากความเป็นจริง
ภาพแห่งความกังวล หรือสิ่งที่ต้องการถูกสมองสั่งการผุดขึ้นมาเป็นภาพสลับไปมาจนตามเรื่องราวเหล่านันไมทัน
บางครั้งก็เหมือนกับการนั่งรอบางอย่างให้เคลื่อนตัวเข้าใกล้เรื่อยมา
มีมืดย่อมมีสว่าง ดวงอาทิตย์เริ่มปรากฏแสงรางๆบนท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่าง

เช้านี้ผมต้องออกไปสำรวจภายนอกให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั้นบ้าง
....หมอกขาวที่บังตากำลังถูกลมพัดพาออกไป
แสงอาทิตย์สีทองดูอบอุ่น กำลังฉาบร่างของโลกและชาวโลกที่อยู่ที่นี่
เป็นครั้งแรกของหลายวันที่ผ่านมา

ลมแรงไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่ผมคิดไว้เมื่อคืน



6.55 ทะเลหมอกที่ผมเห็นมาหลายวัน กำลังเคลื่อนตัวอาบแสงอาทิตย์
แนวภูเขาสูงใหญ่พากันปรากฏกายให้เห็นเรียงแถวกันยาวเหยียด
บ้านหลังโตหดเหลือเพียงนิด เมื่อเห็นพื้นหลังเป็นทิวเขาใหญ่เหมือนเพิ่งถูกจับมาตั้งไว้



หมอกที่ถูกลมหอบออกไปทำให้เราเห็นหลายๆอย่างชัดเจนขึ้น
บ้านบางหลังหลบซ่อนอยู่ใต้หมอกนั้นมาหลายวันแล้ว



ฟ้าใสสีน้ำเงินกับแสงสวยที่ประทะกลุ่มทะเลหมอก
ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนตื่นตา ตื่นใจรีบลงมาถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึกกันใหญ่
บรรยากาศเหมือนในภาพยนต์ที่หลังเหตุการณ์พายุสงบ ผู้คนต่างมายืนชมแสงสวย
และความงามที่แท้จริงของธรรมชาติพร้อมพูดคุยกัน



ทุกอย่างชัดเจน 
ตอนนี้พวกเรามองเห็นที่พัก เห็นถนน บ้านเรือน ในวันที่หมอกจากไป
ทั้งมนุษย์รวมถึงสัตว์น้อยใหญ่ต่างออกมารับแสงอันอบอุ่น ท่ามกลางลมที่ยังพัดหอบเอาความเย็นเข้าปะทะร่างไม่หยุด
ความเป็นเพื่อน ความเข้าใจของสิ่งมีชีวิตปรากฏจากแมวสองตัวที่ Yeonju เรียกผมไปดูบนหลังคาบ้านหลังหนึ่งที่ต่ำกว่าที่พักที่เราอยู่


เมืองในหมอกและไอหมอกที่ไหลลงจากฟ้าไม่หยุดหายไป
บ้านเรือนที่นี่ถูกย่อขนาดให้หดลงเหลือนิดเดียว









ทะเลสาบที่ผมเดินข้ามผ่านมาในวันแรก กลายเป็นอีกความมหัศจรรย์ที่พบเห็น
หลังจากที่แสงได้ทำงานอย่างเต็มที่
ภาพสีเทาที่มีหมอกบดบัง ถูกเม็ดสีรวมตัวกันกลายเปนภาพที่งดงาม
ภาพเหล่านี้อาจดูธรรมดา หากขาดการเปรียบเทียบกับภาพที่ถูกบดบังในครั้งก่อน
ชีวิตอาจหาความงดงามไม่เจอ หากขาดหมอกที่เคยบดบังชีวิต
เรามองเห็นคุณค่าของวันฟ้าใส เมื่อหมอกถูกพายุพัดพาออกไป
สายลมเพียงแผ่วเบาคงไม่สามารถทำอะไรกับหมอกที่หนาซึ่งปกคลุมเมืองทั้งเมืองแห่งนี้ได้



แสงมีคุณค่ากับทุกชีวิตจริงๆ
กิจกรรมต่างๆเริ่มขึ้น เหมือนดอกไม้ที่กำลังชูช่อ



9.55 ทุกสิ่งมีชีวิตต่างพากันออกมาสังเคราะห์แสง พร้อมหมอกบางๆที่ถูกลมหอบมพัดมาสลับกับภาพที่ชัดเจน
เวลาดีแบบนี้ Ben เสนอ เพจเกจชมวิวที่เราไม่สามารถเดินไปได้บนยอดเขา
พร้อมเพื่อนเดินทางซึ่งเป็นชาวเวียดนามอีก 3 คน ที่พ่อของ BEN เสนอเพิ่มมาในตอนหลังและลดราคาให้เรา
จากคนละ 100,000 D เหลือ 80,000 D กับการชมเมืองซาปาของพวกเราทั้ง 4 คน 





วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะพักอยู่ที่นี่ 
เป็นความบังเอิญแบบโชคดีที่เราสามาถได้เห็น ซาปา ถึง 2 บรรยากาศ
ทั้งบรรยากาศแบบเมืองในหมอก และบรรยากาศแบบฟ้าใส
ก่อนออกเดินทางจากทริปที่ BEN เสนอ เราถ่ายภาพเก็บเป็นความทรงจำกันไว้ที่นี่
ซึ่งราคาที่พักเหมาะกับ Backpacker อย่างเราเป็นที่สุด ในราคา 8 USD 
หากมาคนเดียวก็มีห้องรวมให้พัก ราคา 4 USD ที่ MIMOSA HOTEL กลางเมืองซาปาแห่งนี้

11.29 เราเริ่มออกเดินทางกันพร้อมกับ 3 สาวชาวเวียดนาม
ความเงียบภายในรถเป็นบรรยากาศที่กดดันนิดๆเพราะมีเพื่อนใหม่เพิ่มมาอีก 3 คน
และแน่นอนว่า 3 สาวนั้นก็มีเพื่อใหม่ชาวต่างชาตินั่งมาด้วยอีก 4 คน





ระหว่างเส้นทางไปน้ำตกเราจะเห็นภาพทิวทัศน์ทะเลหมอกจากด้านบนยอดเขาที่สูงขึ้นไปอีกเป็นระยะ
จนกระทั่ง 1.55 pm. เราก้เดินทางมาถึงบริเวณน้ำตกแห่งแรก ซึ่งต้องซื้อตั๋วเขาไปเดินชมอีกคนละ 10,000 D ในเส้นทางที่สูงชัน
น้ำตกเล็กๆที่เป็นทางผ่าน แต่เป็นการสร้างมิตรสัมพันธใหม่ที่ดีให้กับพวกเรามากขึ้น
เราเริ่มถ่ายภาพด้วยกันและพูดคุยกันมากขึ้น ถึงแม้ ภาษาอังกฤษจะไม่ค่อยแข็งแรง
แต่ภาษามือและสายตาก็บ่งบอกได้ถึงความจริงใจที่ไม่แสแสร้งซึ่งสังเกตุได้ไม่ยากนัก








12.25 pm เราเดินทางกันมาถึงน้ำตกอีกแห่งที่พ่อของ BEN ภูมิใจเสนอสุดๆ บอกว่าที่นี่เป็นน้ำตกใหญ่ของ Sapa
LOVE WATERFALL 
ผมไม่รู้ที่มาของชื่อนำตกจริงๆว่ามีความเป็นมาแบบไหน อย่างไร
แต่เท่าที่สัมผัสได้หลายาอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ คงมาจากบรรยากาศและทิวเขาที่เหมือนภาพวาดสมัยวัยเด็ก
ภาพวาดที่ภูเขาเป็นนสามเหลี่ยม  มีบ้านหนึ่งหลัง และครอบครัวยืนจูงมือกันถ่ายภาพ





พวกเรายังคงเดินกันอย่างเร่งรีบเพื่อถ่ายภาพ ในขณะที่เราสามารถใช้เวลาสำหรับทริปนี้ไปถึง 4 ชั่วโมง
ผมยังคงเดินตามท้ายขบวนอีกเช่นเคย ไม่ใช่เพราะเดินปิดท้ายแล้วปลอดภัยหรืออยากทำอะไรก็ให้กลุ่มคนข้างหน้าหยุดรอ
แต่ที่ผมชอบเดินปิดท้าย เพราะบางครั้งผมจะได้ช่วยเหลือคนที่แย่สุด สามารถมองเห็นอาการของทุกคนได้ว่าเหนื่อยกันหรือเปล่า
ทุกคนเร่งรีบกันมาแค่ไหน แลใครอยากได้รับความช่วยเหลืออะไรบาง โดยเฉพาะการถ่ายภาพร่วมกันกับคู่ของตน
มันเป็นสิ่งที่ผมสามารถมอบให้กับพวกเขาได้ง่ายที่สุดและเราทุกคนมีอยู่ในตัวมากที่สุด
คือการหยิบยื่น ช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน


ทุกคนเริ่มเดินกันอย่างเร่งรีบ จนผมต้องตะโดกนเรียกให้ช้าลง
พร้อมกับอธิบายสามเหตุว่าทำไมถึงต้องช้า ทั้งเรื่องของเวลาที่ยังคงเหลืออยู่

เราสามารถนั่งชมบรรยากาศที่นี่ให้ช้าลงได้
เราสามารถนั่งพักเพื่อฟังเสียงน้ำ เสียงลม สัมผัสกับสายน้ำและก้อนหิน
โดยที่ในกระเป๋าผมและPeter มีโดนัทที่ซื้อมาเมื่อเช้าอยู่คนละ 2 ชิ้น
แต่ของผมเหลือเพียงชิ้นครึ่ง เพราะเมื่อเช้าสังหารไปครึ่งหนึ่งตอนซื้อใหม่ๆร้อนๆเพราะอดใจไม่ไหว

ผมอธิบาย พร้อมฉีกแบ่งโดนัทแบ่งกันคนละครึ่ง ครบ 7 คนพอดี
เป็นอาหารกลางวันมื้อแรก เวลา 1.20 pm ที่เราทานด้วกันกลางน้ำตกแห่งรักนี้
อาหารมื้อง่ายๆแต่เต็มไปด้วยมิตรภาพใหม่ที่กำลังงอกงามอย่างรวดเร็ว
ทุกคนมีเวลาเป็นของตัวเอง เดินเล่น ถ่ายรูป และบางคนหยุดพักนิ่งๆเพียงลำพัง เพือถามตัวเอง สายลม ผืนดิน ก้อนหินและสายน้ำ

แม้เป็นอาหารที่น้อยนิด แต่เมื่อถูกที่ถูกเวลา ย่อมกลายเป็นความทรงจำทีไม่มีวันเลือนลาง


เราเดินพูดคุย พร้อมกับเสียงหัวเราะกันมาเรื่อยๆระหว่างทาง
เบอร์โทร ที่อยู่ Email ถูกสอบถามและแลกเปลี่ยนไว้เพื่อความสัมพันธ์อันดีในครั้งต่อๆไป
หรือเอาไว้พูดคุยกันยามคิดถึงเมื่อต่างคนต่างอยู่กันในพื้นที่ของตน
เป็นมิตรภาพดีๆที่ไม่มีใครอยากสูญเสียไปและอยากเก็บไว้ให้นานที่สุด

ทุกอย่างช้าลง เรามีเวลามากขึ้น ความเงียบงันที่ต่างคนต่างเดินนั้นหายไป
และทุกสิ่งกลายเป็นความสวยงามแม้กระทั่งก้อนกินก้อนเล็กๆ
ความรักที่แท้จริงของธรรมชาติสามารถสร้างโลกให้งามกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อเดินออกจากน้ำตกแห่งรักแห่งนี้ Taeheon และ Yeonju ชวนผมกับ Peter นั่งกินอาหารกลางวันเพิ่มเติมกันแบบง่ายๆ
ด้วยข้าวที่หุงในไม้ไผ่หรือข้าวหลามของเรา เพียงแต่ข้าวหลามของเวียดนามยังไม่ผ่านการปรุงงรสใดๆ
มีเพียงถั่วบดที่ใหช้จิ้มกับข้าวเมื่อแกะออกจากกระบอกไม้ไผ่เพียงเท่านั้นเอง
หลังจากนี้เราก็มีแรงที่จะเดินต่อขึ้นเนินเขาสูงอีกลูก ในขณะที่ 3 สาว ต้องหยุดรอที่รถเพราะขาเจ็บ



ข้างบนนี้ลมแรง อากาศเบาบาง หมอกที่มองเห็นเป็นทิวยาวไม่สิ้นสุด 
และมีระฆังไว้ทำอะไรสักอย่าง อาจเป็นความเชื่อ หรือไม่ก็อาจมีไว้สำหรับผู้พิชิตยอดเขาลูกนี้
ถือเป็นการจบทริปการเดินทางสำหรับการซื้อทัวร์ของ Ben ครั้งนี้




เมือมาถึงโรงแรมเรายังเหลือเวลาก่อนเดินทางเข้าฮานอย
กระเป๋าของพวกเราฝากไว้ให้กับเบนเพื่อเก็บไว้ที่เคาว์เตอร์หลังจากเช็คแินออกเมื่อตอนเที่ยง
เวลาที่เหลืออยู่เราพากันมาเดินดูพิพิธภัณฑ์ของชาวซาปา ซึ่งเป็นบ้านไม้
ภายในเล่าเรื่องราวของชนเผ่าต่างๆของที่นี่ มีรูปแบบบ้านของ Memi ซึ่งเป็นเผ่า Hmong ด้วย



หมอกเริ่มกลับเข้ามาปกคลุมที่นี่อีกครั้ง
คราวนี้หนาวกว่าเดิม ไฟฟ้าก็ติดๆด้บจากลมที่พัดแรงเอาการ
ครึ่งวันที่หมอกหาย เหมือนเป็นของขวัญที่ถูกส่งมาเฉพาะสำหรับพวกเรา

ในช่วงอาหารเย็น ผมกับ Taeheon และ Yeonju มีเวลาแลกเปลี่ยนกันชมผลงานภาพวาดของเรามากขึ้นที่ร้านอาหาร
พวกเรานั่งดื่มชาพร้อมกับอาหารเย็นกันอย่างยาวนานเพียงไม่กี่โต๊ะที่มีลูกค้าสลับกันมานั่งก่อนที่จะได้เวลาสำหรับการเดินทาง


เมื่อใกล้เวลาพวกเรากลับมาเอากระเป๋าพรอมกับพูดคุยกับ Ben ที่เขาจะเดินทางไปส่งเราฟรีๆที่บริเวณรถยัสนอนไปฮานอย
ตอนนี้ที่นี่ติดเตาผังใหม่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่กำลังติดตั้งกันช่วงที่เราเดินทางไปชมวิวน้ำตก
ไม่ต้องใช้กระทะใบใหญ่ก่อไฟผิงด้านในอีกแล้ว

เมื่อได้เวลา Ben พาพวกเราไปขึ้นรถพร้อมกล่าวคำร่ำลาและบอกความสนใจขอซื้อนาฬิกาข้อมือของผม
แต่น่าเสียดายที่ผมถอดไว้ให้กับเขาไม่ได้ เพราะสิ่งนี้ก็มีค่าทางใจสำหรับผมเหมือนกัน
จึึงต้องติดเขาไว้สำหรับครั้งหน้าหากมาที่นี่อีกครั้งผมจะหานาฬิกาใหม่ไปให้เขาเพื่อตอบแทนให้กับมิตรภาพที่ได้รับ


 8.15 pm TOYOTA FORTUNER  ถูกขับมาพาเราส่งขึ้น Sleeping bus เพื่อเข้าสู่ฮานอยในวันรุ่งขึ้น

พวกเราขึ้นรถหาที่พักของแต่ละคนซึ่งเป็นเหมือนกับแคปซูลอาวกาศที่พักส่วนตัว 
ภายในรถมี Wifi ซึ่งเปฒือนเป็นสิ่งสำหรับสำหรับทุกแห่งไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟหรือบนรถขณะเดินทาง
ผมสลับที่นอนหมายเลข 11 กับ Yeonju ให้อยู่ข้างกับ Taeheon และนอนด้านหลังเหมือนเดิม
ทุกคนยังอยู่ในสายตาของผม จนกว่าผมจะหลับตาลง







ตอนที่ผ่านมาและต่อไป "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ; ไทย ลาว เวียดนาม" 
ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม <<<< Now! here
ตอนที่ 9 : ฮานอย 1 เวียดนาม
ตอนที่ 10: ฮานอย 2 เวียดนาม
ตอนที่ 11 : เหว้ เวียดนาม
ตอนที่ 12 : เหว้-สวรรณเขตสู่ไทย





 

Create Date : 25 มกราคม 2558    
Last Update : 31 มกราคม 2558 7:08:07 น.  

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 7 : :ซาปา2 เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 7 : :ซาปา2 เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ : ไทย ลาว เวียดนาม
ตอนที่ 7 : ซาปา2 เวียดนาม



เหมือนหลุดมาอยู่ดาวเคราะห์อีกดวงที่คล้ายโลก
หลังจากเดินลงมาที่หมู่บ้านใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ภาพมัวในหมอกค่อยๆจางหาย กลายเป็นหมู่บ้านชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


หลายๆคนใช้เส้นทางลัดเพื่อเดินไปให้ถึงหมู่บ้าน ในขณะที่เส้นทางเปียกแฉะ
ชาวต่างชาติหลายๆคนเลือกใช้เส้นทางแบบนี้เพื่อตะลุยกันแบบมันส์ๆในทริปนี้ด้วยสภาพมอมแมมจากดินโคลน




ผมเองก็อยากลุยแบบนั้นเหมือนกัน
แต่เมื่อคิดถึงสภาพและเสื้อผ้าที่ต้องซัก รองเท้าที่ต้องหาซื้อใหม่ ทำให้ความคิดนี้ถูกคัดออกไป



เราเดินลงมากันเรื่อยๆ ผมจะเป็นคนที่ช้าสุดเสมอ
ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่คงเป็นเพราะต้องหยุดเก็บบรรยากาศนี้ไว้ให้นานที่สุด



ระหว่างทางลงไปถึงหมู่บ้านมีจุดแวะถ่ายรูปเป็นจุดๆไป เมื่อเราหยุดจะมีชาวเขามารุมล้อมเพื่อทำบางอย่างให้เรา
ลักษณะเหมือนม้า แต่ของผมที่ได้ไม่มีหาง ซึ่งอาจหลุดหายไปที่ไหนสักที่หนึ่ง
ในขณะที่ Taeheon และ Peter ได้ม้าเหมือนกันกับผม แต่หางยาวชะมัด
และ Yeonju ได้รูปหัวใจ แถมม้าอีกตัว 

ความอิจฉาเล็กๆเกิดขึ้นในใจถึงม้าที่ได้ เพราะคนอื่นสวยกว่าม้าของผม

มันเป็นอารมณ์ของมนุษย์เมื่อเกิดการเปรียบเทียบ
การเปรียบเทียบทำให้เราเป็นสุขหรือเจ็ดปวดเสมอ


ความสุขจะเกิดเมื่อเรามองเห็นคุณค่าในสิ่งที่มี นั่นคือ

ผมได้น้ำใจจากพวกเขา รวมถึงพวกเราทุกคนด้วย
มันเป็นของที่ระลึกเล็กๆที่มีคุณค่าเมื่อในอนาคตเราได้ย้อนกลับมามองสิ่งนี้อีกครั้ง
ความทรงจำที่ฝังอยู่ในนั้นก็จะปรากฎเป็นภาพออกมาเพื่อยกมุมปากของเราให้ยิ้มในทุกคราวที่ได้มอง


ความสนุกเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเรารู้ทันอารมณ์ที่ก่อตัวของมนุษย์
และหากผมได้ม้าตัวที่สวยที่สุดผมจะมอบให้เพื่อนผม
เพราะสำหรับผมแล้วอะไรก็ได้
และสิ่งนี้อาจเป็นฝีมือที่ดีที่สุดของเธอคนที่ส่งม้าตัวนี้ให้ผมก็ได้



ความชัดเกิดขึ้นเมื่อเราลงมาด้านล่างนี้
จากความกังวลที่ก่อตัวในครั้งแรก จากเสียงเล่าขานถึงหมอกหนา
จากการรอลุ้นเพื่อจะได้มองเห็นภาพที่ถูกส่งต่อกันมา
ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจน เมื่อเราตัดสินใจเข้าพิสูจน์

เหมือนหลายๆครั้งของชีวิตที่ดูเหมือนความคิดจะอยู่ที่สูงเกินไปจนถูกเมฆหมอกบดบัง
การมั่นสำรวจความคิดของตัวเองจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสมอสำหรับผม



เมื่อเดินลงเนินเขามาเรื่อยๆ เราจะเห็นชีวิตที่มากขึ้น 
อากาศยังคงเย็นเหมือนเดิม ลมยังคงพัดหอบไอเย็นเข้ามาปะทะร่างกายเช่นเดิม แต่อารมณ์ตอนนี้แตกต่างจากเดิมมากนัก
การเดินเท้ามาตลอดกว่า 2 ชั่วโมง คงช่วยให้ร่างการอุ่นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เด็กๆยังคงเล่นกันตามปกติ แน่นอนว่าต้องมีขาโจ๋ มีคนที่พยายามขอเข้ากลุ่ม
หรือมีคนที่ความคิดต่างจากคนอื่น
แต่พวกเขาก็อยู่ในกลุ่มสังคมเดียวกัน เล่นด้วยกัน

นั่นคืออารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ส่วนใหญ่ในทุกเผ่าพันธ์




พื้นที่เปียกแฉะมากขึ้นบ่งบอกถึงความชื้นที่นี่ที่มีสูง
หมอกที่หนาจนกลายเป็นละอองน้ำเล็กๆในอากาศ
และเมื่ออุณภูมิต่ำลงเรื่อยๆ ละอองน้ำในอากาศเหล่านี้จะจับตัวกันจนเป็นหิมะ
ซึ่งในบางปีก็จะเกิดขึ้นที่นี่





ความสมบูรณ์ของที่นี่ทำให้ผมลืมไปว่า โลกของเรากำลังหมุนอยู่
เรากำลังอาศัยอยู่ในก้อนวัตถุที่กำลังเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วสูง


ภายในก้อนกลมๆก้อนนี้มีสารพัดสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือมนุษย์
มนุษย์ซึ่งแบ่งแยกตัวเองออกมาเป็นกลุ่มตามความเชื่อ ตามลักษณะเผ่าพันธ์ ตามพื้นที่
การแบ่งแยกทำให้ง่ายขึ้นสำหรับการปกครอง

แต่เขตแดนที่ถูกบางคนแบ่งแยก ก็ไม่อาจกั้นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้





Memi ยังคงชวนทุกคนเพื่อพูดคุย ตอนนี้ผมเป็นฝ่ายตั้งคำถาม
และพยายามช่วยเธอถือถุงพลาสติกห่อใหญ่ที่เธอหิ้วมาตลอดเส้นทางนั้น แต่เธอปฎิเสธทุกครั้งไป
เพื่อนของเธอซึ่งคงจะมีอายุอยู่ในรุ่นเดียวกันเข้ามาช่วยป้อนน้ำให้กับ Zhu ที่ไม่มีแม้แต่อาการงอแง
นอกจากแสดงท่าทีรำคาญหมวกไหมพรมที่ Memi สวมให้อยู่จนเธอต้องถอดออกไป
ห่อผ้าที่ถูกมัดอยู่ด้านหลังของเธอถูกแกะออกเพื่อมัดกลับเข้าไปใหม่ให้กระชับมากขึ้น


ในวัยเด็กเธอคงเคยเล่นซนเป็นกลุ่มเหมือนเด็กทั่วไป
แต่ในชนเผ่าของเธอทำให้เธอต้องแต่งงานตั้งแต่อายุ 17 ปี และมีทายาทในที่สุด
ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน Zhu จะพูดภาษาเก่งเหมือนแม่ของเขา
ซึ่งตั้งแต่เดินลงมาที่หมู่บ้าน มีสารพัดชนเผ่าที่เข้ามาคุยด้วยกันกับพวกเรา
แต่เท่าที่ผมสังเกตุเห็น ยังไม่มีใครพูดภาษาได้ดีเท่า Memi 

สิ่งสำคัญไม่ใช่ใครเก่งกว่ากัน ความสำคัญอยู่ที่ใครรักการเรียนรู้มากกว่ากัน
เพราะถ้าไม่เก่ง ก็เก่งได้ไม่ยากนักหากมีวินัยและการฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน

นี่คือสิ่งที่ผมสังเกตุเห็นในตัวของผู้หญิงคนนี้

การหาข้ออ้างต่างหากที่สกัดความเป็นไปได้
เพราะในความเป็นไปได้ มักไม่มีข้ออ้างใดๆทั้งสิ้น
เมื่อไม่ใช่ก็แค่เปลี่ยนวิธีทำ เปลี่ยนความคิด
ในที่สุดมันก็ใช่และสำเร็จเป็นไปได้



เด็กๆที่นี่หลายคนกล้าที่จะทักทาย พูดคุยกับนักท่องเที่ยว
ซึ่งครั้งหนึ่ง Memi คงเป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน
และเมื่อเราเริ่มตอบกลับ พวกเขาก็จะแปลงร่างเป็นนักขายทันที
คนที่เตรียมตัวมาดีจะมีสินค้าบางอย่างติดตัว และพร้อมจะขายให้เราได้ทุกเมื่อทันที
พวกเขาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป

ซึ่งมันคงไม่ใช่การฉวยโอกาส

เพราะการฉวยโอกาส อาจใช้สำหรับตอนที่เราเผลอ
เพื่อฉกชิงโดยที่เจ้าของไม่เต็มใจ เหมือนกับตอนที่กระเป๋าผมและเพื่อนๆถูกขนขึ้นรถไป


แต่นี่เป็นการใช้โอกาสที่มีอยู่ของพวกเขา บางทีพวกเขาอาจขายได้
บางทีก็อาจขายไม่ได้ซึ่งคงเป็นส่วนใหญ่ เพราะผมไม่เห็นมีใครซื้อสินค้าของพวกเธอเลย
แต่โอกาสที่พวกเธอได้เต็มๆ คือการได้ฝึกฝนวิธีการขาย วิธีการพูด การกล้าแสดงออก
ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนที่จะทำได้ต้องกล้าและรักการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง



12.21 pm เราเดินทางมาถึงบริเวณร้านอาหารที่มีชนเผ่านแต่ละเผ่าเรียงรายกันรออยู่หน้าร้าน
บางคนมีเด็กอยู่ด้านหลังเหมือนกับเป็นอาวุธสำคัญเพื่อนักท่องเที่ยว
เราตัดสินใจสั่งกาแฟมากินกับขนมปังที่เราซื้อเตรียมมาเพื่อกินตอนกลางวัน



กาแฟที่ค่อยๆไหลลงมาทีละหยด เรียกผู้คนให้มารุมล้อมเรามากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่ผมเรียก Memi มากินอาหารกลางวันด้วยกันทำให้จำนวนของแต่ละเผ่ามากขึ้นไปอีก
รวมถึงเด็กที่ผมเพิ่งทักทายเมื่อไม่นานเท่าไหร่นักก็วิ่งตามกันมาขายกำไรข้อมือถัก


บางคนถามแลกเงินไทยทันทีเมื่อรู้ว่าผมเป็นคนไทย
ไม่มีใครรู้จักเงินไทย บางคนก็เขามาถามเพียงมูลค่าของแบงค์ร้อยที่เคยได้ทริปมาจากนักท่องเที่ยว
แล้วเก็บไว้เป็นที่ระลึก ปีเตอร์ซื้อนมให้ Zhu และ ชาวเขาอีกคนที่มีเด็กเหมือนกัน
หลังจากนั้นเสียงขายของก็กระหึ่มสารพัดทิศทาง
จนสุดท้าย ผมก็บอกให้ทุกคนหยุดและให้ Memi ยืนคอยผมหน้าร้าน

เมื่อทานมือกลางวันเสร็จและทุกอย่างเริ่มสงบ

ผมหยิบเงิน 50,000 D ใส่ในมืองของ Memi
จริงๆก็อยากให้มากกว่านี้ แต่เมื่อรวมทริปของพวกเราทุกคน Memi ได้ไปเกือบ 10 USD เหมือนกัน
มันคุ้มค่ากับที่เธอได้ฝึกฝนมา
แลพวกเราก็พอใจที่จะให้เพื่อเป็นรางวัลกับเธอ
Memi เธอบอกว่าอยากเห็นบ้านของเธอหรือเปล่า
แต่พวกเราตัดสินใจเดินเลาะไปยังทุ่งนาอีกด้าน

เธอบอกว่าจะรอพวกเราอยู่ที่ทางออกของเส้นทางนี้
หลังจากที่พวกเรากำลังสนใจกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังทำการรื้อบ้านกันอยู่



เราเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นกลุ่มผู้ชายกำลังระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้ไม้คานนั้นหักลง
กลุ่มของเด็กและผู้หญิงกำลังจับกลุ่มต้มอาหารในหม้อใหญ่และดูเหมือนกำลังถลกหนังบางอย่างอยู่
พวกเขารอคอยเหมือนกับได้อาหารชั้นเลิศ ที่จะมาจัดสรรแบ่งกันกิน
แค่ผมเห็นไกลๆในสัตว์ตัวสีดำที่กำลังถูกเชือดอยู่นั้นก็พอจะเดาออกว่าเป็นอะไร
มันไม่ใช่หมูป่าแน่นอน เพราะลักษณะผอมและตัวเล็กกว่าหมูเยอะ

สิ่งนี้คงเป็นอาหารแสนวิเศษและน่าโปรดปราณของพวกเขา





เราคงไม่ยืนอยู่ดูเขาจนเสร็จพิธีและเข้าร่วมกินสิ่งนั้นกับพวกเขาแน่นอน
เราเดินออมไปอีกด้าน ผ่านซุ้มไม่ระแนง รั้วไม้ไผ่ ที่มีผักไว้เก็บกิน
หลังคาบ้านที่ยังเป็นแป้นไม้ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
พวกเขาใช้ชวิตกันปกติเหมือนไม่มีนักท่องเที่ยวเดินถ่ายรูปและกำลังมองชีวิตของพวกเขา



เราเดินออ้มกลับมาทางเดิมก็พบกับ Memi ที่คอยอยู่
ในมือของเธอซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กเล็ก ซึ่งคงเป็นเงินที่เธอเพิ่งได้เมื้อมื้อกลางวันที่ผ่านมา
ทันทีที่เธอได้เงิน เธอก็ซื้อของใช้จำเป็นสำหรับ Zhu 
นั่นทำให้ผมเห็นถึงพลังของเด็กผู้หญิงคนนี้ที่มีมากเหลือเกิน



เธอเดินนำหน้าผมเรื่อยๆจนถึงบ้านของเธอ ซึ่งเป็นบ้านทรงต่ำ หลังคาแทบติดกับพื้น
ผนังรอบบ้านเป็นแผ่นไม้เรียงตัวกันทั้งแถว ด้านบนแปะติดด้วยไม้ไผ่สาน
เมื่อเธอเรียกให้พวกเราเข้าไปในบ้านที่ด้านในนั้นมืดทึบ
จะเห็นห้องครัวเป็นอันดับแรก ข้างในนั้นไร้แสงจากหลอดไฟ คงเป็นแสงที่ลอดมาจากช่องว่างของไม้ที่ติแปะข้างฝานั้น
พื้นห้องยังเป็นดิน เสาไม้ต้นกลมขนาดกำลังพอเหมาะและมีห้องนอนอยู่ด้านบนใต้หลังคา



ห้องโถงใหญ่ที่สะอาดตาเหมือนเป็นห้องพระประจำบ้าน
เป็นอีกหนึงความเชื่อของชนเผ่าม้งที่ Memi นั้นเป็นอยู่
Memi ม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับความเชื่อนี้


ออกมาด้านนอก จะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเย็บผ้าโดยอาศัยแสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้ามา
พร้อมกับควายและไก่ที่เดินวนกันไปมา
ที่เป็นเนินนั้นคงเป็นนาข้าวแบบขั้นบันไดซึ่งสามารถเก็บกักน้ำไว้ในนั้น
เพื่อไม่ให้ไหลลงตามไหลเขาจนไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้เลย
เขาทำรางน้ำเพื่อกันน้ำล้นไหลทวมพื้นดินอีกชั้น


เมื่อ Memi แนะนำให้ผมได้รู้จักกับแม่ของเธอ
แม่ Memi มาหาผมทันทีด้วยท่าดึงแว่นที่สวมให้ลดต่ำลงมา
พร้อมรอยยิ้มที่น่าสงสัย
ทันใดนั้น..เธอก็แปลงร่างเป็นนักขายซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องถนัดของเด็กๆและผู้หญิงที่นี่
ของที่ระลึกทุกชิ้นที่อยู่ในบ้านจะถูกเธอขายราคาพิเศษหมด
แม้กระทั่งโปสการ์ดยับๆ


Memi ได้แต่ยิ้มๆและจับแขนแม่ของเธอเบาๆหลายๆครั้งเหมือนจะเกรงใจพวกเราไม่นอยเลยทีเดียว

ตอนนี้ก็เท่ากับว่าเราได้มาส่ง Memi  และ Zhu ถึงที่บ้านแล้ว
เรายืนพูดคุยถ่ายรูปกันสักพักปีเตอร์ก็หยิบบางอย่างออกมาจากเป้ด้านหลัง
ขนมที่ปีเตอร์พกมาเขาได้ส่งต่อให้กับ Zhu และเด็กๆบรรดาญาติของ Memi
พวกเขาดูตื่นเต้นกับขนมในกล่องที่แสนธรรมดาสำหรับเรามาก


ความสงสารและเห็นใจเกิดขึ้นกับผมอย่างฉับพลันถึงชีวิตของ Memi 
กว่าเธอจะสามารถพูดและเข้าใจภาษาอังกฤษได้ เธอทำอย่างไร
ต้นทุนความมุ่งมั่นเธอมีสูงมากกับสถานที่แห่งนี้ซึ่งครั้งหนึ่งยังไม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ความคิดที่ผุดมาเป็นระยะพร้อมเหตุผลแห่งความจริงคือ ชนเผ่าของเธออยู่กันมาแบบนี้
เธอคุ่้นเคยชีวิตแบบนี้
และนี่คือเรื่องปกติการกินอยู่แบบปกติที่แต่ละชนเผ่าสืบทอดกันมานานนัก

ผมต่างหากที่คิดและตัดสินแทนคนอื่นจากพื้นฐานของตัวเอง
คงเหลือแต่ความมุ่งมั่นในเรื่องภาษาของเธอที่ยังมัดใจผมได้ต่อไป

ปีเตอร์ขอตัวกลับก่อนเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ
Memi หามอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งปีเตอร์ในตัวเมืองซาปาด้วยราคา 50,000 D 
สำหรับพวกเราจะเดินให้รอบหมู่บ้านและเดินกลับเอง

การแยกตัวเล็กๆเกิดขึ้นที่นี่อีกครั้ง
สำหรับ Memi เธอคงอยู่แต่ในความทรงจำผมเท่านั้นเพราะอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้ว 
แต่ใครจะรู้อนาคตที่แน่นอนได้ล่ะ!





01:48 pm เราเดินออกมาเรื่อยๆโดยไม่ย้อนกลับทางเดิม
ทางเส้นนี้จะไปอีกชนเผ่า ซึ่งเราจะอ้อมเนินเขาลูกนี้และเดินขึ้นเขากลับเข้าไปในซาปาอีกรอบ
ที่นี่มีทั้งโฮมสเตย์ ร้านขายของที่ระลึก มีเกลเลอรี่ ร้านอาหาร


เด็กๆที่เล่นกันข้างทางน้อยลงไปเรื่อยๆกับเส้นทางที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม
เพราะเส้นทางกลับถึงแม้จะระยะทางเท่าเดิมแต่เป็นการเดินขึ้นที่สูง
นั่นหมายความว่าพวกเราต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิมกว่าเดินลงแอ่งหมู่บ้านแห่งนี้มาเมื่อเช้า




เราเดินขึ้นเนินเขากันมาโดยไม่มีใครหยุดพัก
ระหว่างเส้นทางที่ไร้ผู้คนนั้น ทำให้พวกเรา 3 คน
ผม Taeheon และ Yeonju ได้คุยกันมากขึ้น
เราสอบถามกันลายๆเรื่อง ตั้งแต่เรื่อง งาน อายุจนถึงความเชื่อและโฆษณาชวนเชื่อ




บ้านที่เล็กลง หมอกที่เริ่มหนาขึ้นแสดงว่าเรามาไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปแล้ว
ผมถามถึงบ้าน Memi ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่หลังไหน
เรามองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เดินผ่านมาแล้วก็อดทึ่งในตัวเองไม่ได้
วิชาลูกเสือตั้งแต่สมัยเรียน ทำให้ผมคุ้นเคยกับบรรยากาศการเดินทางไกลได้ดี
หากอยากเป็น Backpacker เก่งๆวิชาลูกเสือคงเป็นวิชาที่ต้องเรียนรู้ไว้
โดยเฉพาะการผูกมิตร ให้เกียรติซึ่งกันและกัน การแยกหมู่ การเดินทางไกลหรือการศึกษาแผนที่ก่อนเดินทาง

หลายๆครั้งชีวิตของเราก็เหมือนออกค่ายพักแรม
หลายๆครั้งชีวิตของเราก็เหมือนกับการเรียนรู้ สอบผูกเงื่อนพิรอด



ระยะหลังเราหยุดพักกันบ่อยขึ้น
ช่วงแรกๆผมจะหยุดถ่ายรูป แต่ช่วงหลังเป็นการยืนบิดตัวแบบไมกลัวเสียฟแร์มลุกเสือสำรองเก่า
04:11 pm. เราก็มาถึงจุดที่ตรวจบัตรเข้าหมู่บ้านเมื่อเช้า 6 ชั่วโมงสำหรับการเดิน
นี่ยังไม่รวมการออกเดินสำรวจเล่นในเมืองชั่วเช้าอีก 2 ชั้วโมง
วันนี้คงเดินไปไม่ต่ำกว่า 20 กม.



หมอกที่หนามากขึ้นเรื่อยๆจนมองไม่เห็นทาง
ผมต้องเอาไฟกระพริบเปิดส่องด้านหลังไว้เหมือนช้างที่มัดแผ่น CD. ไว้ด้านหลัง
เพราะบรรดารถที่ส่งนักท่องเที่ยวก็เล่นกลับเฉี่ยวตูดเรากันไปหลายคัน
ไม่มีใครเดินแบบเรา พวกเขานั่งรถกลับกันหมด
และผมก็เชื่อว่าพวกเขาหมดสิทธิสัมผัสบรรยากาศอยางที่ผมสัมผัสเช่นเดียวกัน



เราหยุดพักกันอีกรอบ ก่อนจะเข้าในตัวเมืองซาปา
แผนที่ซาปาที่บ่งบอกถึงชนเป่าพื้นเมืองที่นี่ แปะติดให้ผมได้ทบทวนเส้นทางวันนี้อีกรอบ



04.50 pm เราก็ถึงโรงแรมที่พัก พร้อมกับจองตั๋วไปฮานอยในวันพรุ่งนี้ตอนค่ำ
ทั้ง2คนตัดสินใจเดินทางไปฮานอยพร้อมกันกับผม เพราะเราต่างไร้แผนการณ์ทั้งคู่
เรานัดกันอีกครั้งตอน 5.30 pm เพื่อแลกผลงานศิลปะกันดูหลังจากที่คุยกันถึงผลงานที่เรามี
เราทำหลายๆอย่างเหมือนกัน ทั้งเขียนหนังสือ ทำภาพประกอบ สอนศิลปะและสร้างงานศิลปะ
ช่างเป็นความบังเอิญที่ลงตัวถึงสิ่งที่เราทำ
การเดินทางที่เจอกันตั้งแต่หลวงพระบาง แยกกันที่เดียนเบียนฟู
และมาเจอกันโดยบังเอิญที่นี่อีกรอบ จนกลายเป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืม



5.29 pm  ผมเปิดประตูห้องมาเจอ Yeonju พอดี
เราอยู่ห้องใกล้ๆกัน เธอรีบเรียกผมให้ไปดูหมอกที่กำลังเริ่มลอยหายไป
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภูเขาที่อยู่ด้านหน้าของที่นี่
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้านอกจากสีเทา


เมื่อยืนมองความสดใสไปด้วยกัน ผมก็เอางานผลงานบางส่วนที่ทำให้เธอดู
เราชวนกันลงไปที่ล็อบบี้ด้านล่างพร้อมข้าวโพดต้มที่ Taeheon เตรียมมาแบ่งกันกิน
เรานั่งคุยกันเกี่ยวกับผลงานของแต่ละคนใน Blog ที่ตนเองมีอยู่
Wifi ที่ติดๆดับของที่พัก ทำให้การสรทนาของเราต้องชะงักเป็นช่วง
ลมเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ไฟฟ้าที่ดับบ่อยๆในบางส่วนของเมืองทำให้ Wifi ใช้งานได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

เราคุยกันต่อถึงแผนของวันต่อไปว่าจะทำอะไรกันต่อ
Ben แนะนำทริปพิเศษสำหรับพวกเราในวันรุ่งขึ้น
ซึ่งตอนนี้เรายังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้มากนัก เนื่องจากลมที่พัดแรงพร้อมละอองน้ำเล็กๆที่โปรยลงมา
หมอกที่จางไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา กลับถูกพัดให้ปกคลุมทั่วพื้นที่ซาปาให้มืดทึบลงไปอีก
สถานะการณ์แบบนี้ทำให้เราต้องรีบเก็บของก่อนที่จะไม่ทันอาหารเย็น เพราะไฟฟ้าอาจดับนานก็เป็นได้
เราจึงขบทริปของวันนี้ด้วยกันเยกย้ายกันหาอาหารเย็นตามความชอบของแต่ละคน




คืนนี้ลมพัดแรงมาก เสียงด้านนอกห้องที่ผมพักดังโครมครามตลอดคืน
ความคิดของผมเริ่มฉายถึงภาพของบ้าน Memi อีกครั้ง
พวกเธอจะอยู่อย่างไรภายใต้สภาวะลมแรงและหนาวแบบนี้ในบ้านแบบนั้น

ความจริงคือ พวกเขาอยู่กันแบบนี้มานานจนเป็นปกติแล้ว

จบทริปอีกวันสำหรับวันดีๆแบบนี้
กล่องของขวัญใบใหม่ถูกเปิดขึ้นในทุกวัน
เป็นความตื่นเต้นที่ได้ลุ้นกับมุมมองและเรื่องราวใหม่ๆตลอดเวลา


ในความเป็นจริงอีกอย่างที่เราหลงลืม
คือเรามีกล่องของขวัญใบใหม่ทุกวันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน
แม้กระทั่งชีวิตประจำวันที่ดูเหมือนน่าเบื่อหน่ายก็มีของขวัญในวันใหม่ 
ที่ของภายในกล่องนั้นมักทำให้เราได้รอลุ้นกับผลการกระทำของเราในวันนี้เสมอ

นั่นซิ! ของขวัญในกล่องของผมในวันพรุ่งนี้จะเป็นอะไร?

ภายใต้กองผ้าห่มบนเตียงอันอบอุ่น แต่อารมณ์ความตื่นเต้นของผมตอนนี้
ความรู้สึกเหมือนเด็กกำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่
จนเกิดอาการทนรอไม่ไหวท่ามกลางเสียงลมที่พัดแรงด้านนอกอาคาร
อยากให้ถึงตอนเช้าเร็วๆจัง....


ตอนที่ผ่านมาและต่อไป "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ; ไทย ลาว เวียดนาม" 
ตอนที่ 7 : ซาปา2 เวียดนาม <<<< Now! here
ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม
ตอนที่ 9 : ฮานอย 1 เวียดนาม
ตอนที่ 10: ฮานอย 2 เวียดนาม
ตอนที่ 11 : เหว้ เวียดนาม
ตอนที่ 12 : เหว้-สวรรณเขตสู่ไทย






 

Create Date : 14 มกราคม 2558    
Last Update : 16 มกราคม 2558 11:05:49 น.  

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 6 : :ซาปา1 เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ : ไทย ลาว เวียดนาม
ตอนที่ 6 : ซาปา1 เวียดนาม

ผมตื่นเช้าเป็นปกติ ชั่วโมงสำคัญสำหรับผม คือช่วง 03.00 -05.30 am.
เวลาที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงผู้คน คงมีแต่เสียงของตัวเราเองที่ดังชัดเจนอยู่ข้างใน
จากนั้นก็เอาสิ่งที่วนเวียนอยู่ข้างในจักรวาลแห่งความคิดของเรานั้นออกมาสู่หน้ากระดาษหรือบันทึกลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
แต่เวลาของผมไม่ได้หมายถึงว่าจะดีที่สุด 
เพราะเราทุกคนต่างมีเวลาที่ดีที่สุดของตัวเองนั้นแตกต่างกัน

6.00 am. ผมและคุณปีเตอร์เดินออกจากที่พักเพื่อไปเช็คอินที่สถานีขนส่งที่อยู่ใกล้
หลังจากที่กินเฝอสำเร็จรูปที่ซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเมื่อเย็นวาน
ด้วยการเทน้ำร้อนและรอเวลาซด




ภายในสถานีจอดรถเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเดินสับสนวกวนเดินชนกันไปมา
พวกเขาคอยเดินตามหานักเดินทางที่มีตั๋วรถเพื่อเรียกขึ้นรถตามตั๋วที่จองไว้หรือเพิ่งซื้อมา 
เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเดินตามหาหรือขึ้นรถผิดคัน
คนขับรถที่ผมนั่งแต่งตัวดีสุด เขาตัดผมทรงสกินเฮดเรียบร้อย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวพร้อมเสื้อกั๊กไหมพรมทับอีกชั้นและรองเท้าที่เป็นมันเงา
ดูเหมือนเป็นพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมวิธีการปฎิบัติต่อลูกค้ามาเป็นอย่างดี
เขาเชิญให้เราไปนั่งตามหมายเลขในตั๋วที่เรามีในรถพร้อมกับยกกระเป๋าของเราเป็นพิเศษไว้ที่ช่องเก็บท้ายรถ
เราได้หมายเลขอยู่ตอนกลางของรถริมหน้าต่าง ทำให้สามารถมองทิวทัศน์ด้านนอกได้
ส่วนด้านหน้าจะเป็นผู้โดยสารท้องถิ่น ถัดมาเป็นชาวฝรั่งเศสที่มากันเกือบเต็มคันรถ
6.11 am. ก็ได้เวลารถออก ซึ่งออกก่อนกำหนดไป 19 นาที
หลังจากที่ผู้โดยสารยังไม่ครบคนเพราะลงไปเข้าห้องน้ำ ทำให้ต้องรีบบอกคนขับให้รอ 
ความผิดไม่ได้อยู่ที่ผู้โดยสารเพราะยังไม่ถึงเวลา บางทีพวกเขาอาจเร่งเพื่อให้ถึงก่อนกำหนดหรือไม่คงอาจคิดว่าครบแล้วก็เป็นได้
พวกเขาดูเร่งรีบตลอดเวลาเหมือนมีนัดสำคัญ อาจด้วยระยะทางที่ไกล คดเคี้ยว 
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ผมไม่อาจรู้ได้ในตอนนี้




เราเริ่มอกจากเมืองเดียนเบียนฟูมาเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นภูเขา หมอก ต้นไม้ แม่น้ำ ชีวิตที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ
และบ้านเรือนที่เป็นไม้เสาใหญ่หลายต้นยกสูงตั้งเป็นหมู่บ้าน อยู่เป็นกลุ่มๆ 
บางที่กลุ่มใหญ่ บางแห่งก็กลุ่มเล็กๆ แต่พวกเขาไม่แยกจากกัน 
ไม่มีพื้นที่ปลูกบ้านเดี่ยวๆ ดูเหมือนเป็นหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างจากไม้ทั้งหมู่บ้าน
ผมสังเกตุเห็นเจ้าผู้คนที่ขึ้นลงหรือทำกิจกรรมบนบ้านไว้ผมยาวมวยกองใหญ่ไว้บนหัว ใส่ชุดสีดำ คงเป็นกลุ่ม"ไทดำ"





รถที่เคลื่อนตัว ทำให้ 2 ข้างทางดูเหมือนมีถูกดึงให้เลื่อนให้ผ่านตัวเราไปเรื่อยๆในขณะที่เรานั่งอยู่กับที่
แสงอาทิตย์ที่เริ่มแทรกตัวออกจากกลุ่มหมอกมีให้เห็นเป็นระยะ
พร้อมๆกับการจอดรับส่งผู้โดยสารท้องถิ่นที่มีให้เห็นเป็นระยะเช่นกัน
อากาศเย็นทำให้กระเพาะปัสสาวะของผมเริ่มบีบตัวเพื่อพยามจะคายน้ำส่วนที่เกินออกจากร่างกาย

จนในที่สุดพวกเราก็ได้หยุดพักที่หมู่บ้านหนึ่งที่สร้างแบบสมัยใหม่
มีสะพานทอดยาวข้ามแม่น้ำใหญ่  มีที่จอดรถหรือพักรถระหว่างเส้นทางเพื่อให้ผู้โดยสารได้เข้าห้องน้ำ

8.44 am พวกเราก็ถูกเรียกออกจากการพูดคุยหรือถ่ายรูปด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกสตาร์ทขึ้น
ระยะทางคงอีกไกล และเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะหยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ไหนบ้าง




9.55 am ถนนราบเรียบที่ดูเหมือนไร้อุปสรรคเริ่มหมดไป
เมื่อพวกเราเดินทางมาถึงบริเวณทางที่กำลังทำการขยายพื้นผิวใหม่ให้กว้างขวางขึ้น
ผู้คนที่มอมแมมจากฝุ่น พร้อมรถเป็นแถวยาวจอดรอเส้นทางที่ถูกปิดกั้น ผมไม่รู้ว่ามันจะอีกนานเท่าไหร่กว่าเส้นทางจะเปิด
ซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้พวกเขาออกรถก่อนเวลาทันทีเมื่อพร้อม






เราต้องหยุดระหว่างทางเป็นระยะ เพื่อจอดรอเส้นทางที่ปิดเพื่อทำทาง
บางแห่ง 5 นาที  บางแห่งก็ 15 นาที
อนาคตเมื่อเส้นทางเหล่านี้เสร็จสิ้น การเดินทางจะสะดวกมากขึ้น
ชีวิตของผู้คนระหว่างเส้นทางที่ผมเดินทางมาตั้งแต่ต้นทริปนี้จะเปลี่ยนไป

1.11 pm เรามาถึงที่พักรถโดยสารพร้อมเป็นเวลาอาหารกลางวัน
พวกเราถูกเรียกให้เข้าไปภายในอาคารอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเวลาที่กำหนดไว้ 30 นาที
ผู้โดยสารท้องถิ่นหลายคนเริ่มขนสัมภาระลงจากรถ ความสงสัยทำให้ผมหันไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาไม่ตอบอะไรนอกจากเรียกให้พวกเราขึ้นไปด้านบนเพื่อซื้ออาหารทาน และกลับมาขึ้นรถตามเวลา
ที่นี่ไม่มีอะไรให้เลือกมานักนอกจากเฝอและความว่างเปล่า พร้อม
คนที่เดินทางน้อยกว่าจำนวนรถที่จอดอยู่ด้านนอก




หลังจากเราจบอาหารมื้อกลางวันและเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ยังคงเหลือเวลาอีกมากกว่าจะถึงเวลาที่นัดไว้
ผมเดินออกมาจากตัวอาคาร พร้อมกับชาวฝรั่งเศสที่กำลังเดินตามหลังมาไม่ห่างมากนัก
เมื่อถึงที่จอดรถที่พวกเราเดินทางมาพร้อมกัน ความประหลาดใจก็เกิดขึ้นเมื่อ รถคันนั้นหายไป

ม่มีรถ ไม่มีคนขับ ไม่มีสัมภาระของพวกเราวางอยู่
เราหันหน้าพร้อมส่งสายตาด้วยคำถามเดี๋ยวกันว่า "รถหายไปไหน"


รถถูกเปลี่ยนคันโดยที่พวกเราไม่รู้
ชาวฮอลแลนด์สองคนที่เดินทางมาพร้อมกับเราอยู่บนรถอีกคัน พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่ากระเป๋าเราอยู่ไหน
เขาเพียเอากระเป๋าของเขามาด้วยเท่านั้นเอง
พวกผมถูกเรียกขึ้นรถอีกคันเพื่อนเดินทางไปต่อที่ซาปา
คำถามถูกป้อนเป็นชุดๆ ตั้งแต่เรื่องกระเป๋า เอกสารของบางคนที่อยู่บนรถคันเดิม
ไม่เพียงคำตอบเดียวว่า "ไม่ต้องกังวล" บอกแบบตะกุกตะกักว่า "กระเป๋าถูกขนไปรอที่ซาปาแล้ว"

ไม่มีใครเชื่อ!!!!!



ไม่มีใครยอมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คนขับรถที่มารยาทดีพร้อมแต่งตัวดีเมื่อเช้า ขนกระเป๋าเราไปไหนก็ไม่รู้

กระเป๋า 9 ใบ พร้อมกระเป๋าเอกสารใบเล็กของชาวฝรั่งเศสอยู่บนรถบัสคันนั้น
เรื่องโกลาหลเกิดขึ้น การสื่อสารคนละภาษาเกิดขึ้นเมื่อชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
ชาวเวียดนามที่อยู่บริเวณนั้นก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นอกจากคำว่า "Don't worry"
"คุณไม่ WORRY แต่พวกเรา WORRY โว้ย!" เสียงตะโดนจากใครบางคนดังสนั่น


ถึงตอนนี้พวกเขาโทรศัพท์ตามรถกันให้วุ่น
พวกเรายืนยันจะไม่ขึ้นรถคันไหนจนกว่าจะได้กระเป๋าและเดินทางไปพร้อมกับกระเป๋าของตัวเอง

โชคดีที่ผมถ่ายภาพรถคันที่ผมขึ้นไว้ด้วย ผมเรียกชายอีกคนที่ดูจะคุยรู้เรื่อง
พร้อมเปิดหลักฐานรถคันที่ขนกระเป๋าพวกเราไปให้พวกเขาดู
 1 ชั่วโมงที่ลุ้นระทึกกับการได้กระเป๋ากลับคืน
ในที่สุดคนขับรถตัวดี 22 B-00271 ก็ขับรถเปล่ากลับเข้ามาพร้อมกับทำตัวว่าไม่รู้เรื่อง
แต่กระเป๋าของพวกเราถูกแยกไว้ในรถบัส 2 คัน ที่ถูกตามกลับมา

สำหรับในกระเป๋าผม ไม่มีอะไรมากนอกจากกาแฟ แผนที่จากเส้นทางที่ผ่านมา
 และ เสื้อผ้าพร้อมถุงเท้าเน่าๆ 4 ชุดที่ยังไม่ได้ซัก

แต่ของเพื่อชาวฝรั่งเศสอีกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้
มีเอกสารอย่างพลาสปอร์ตและทุกอย่างติดไปบนรถด้วย
สำหรับผมจะเอาของสำคัญติดตัวในกระเป๋าใบเล็กตลอดเวลาทั้งเงิน พลาสปอร์ต สมุดบันทึกและเอกสารสำคัญ



เมื่อพวกเราทั้งหมดได้รับกระเป๋าคืนด้วยใจระทึก

02.37 pm การเดินทางต่อก็เริ่มขึ้น แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความเงียบงัน
การเดินทางของความคิดวนเวียนไปมาถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
เรื่องราวแบบนี้คงไมได้เกิดขึ้นแต่เพียงที่นี่
สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆแห่งก็เป็นแบบนี้ มีสารพัดเรื่องร้ายตั้งแต่ของหายจนถึงชีวิต
บ้านเราก็มีเรื่องแบบนี้


การระวังและป้องกันที่ดีที่สุดคงต้องเป็นที่ตัวเราเอง ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนในโลกใบนี้
ยังไงมนุษย์ก็มีความโลภ เมื่อมีโอกาสที่จะเอาของของผู้อื่น
อยู่ที่ใครจะระงับยับยั้งความโลภเหล่านี้ด้วยสติ ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

เรื่องราววัฒนธรรมยังคงอยู่ ธรรมชาติยังคงอยู่
สถานที่และคนดีๆที่มีอยู่มากมายก็ต้องมีอยู่เช่นกัน

3.51 pm หรือ 15.51 น. เราก็เดินทางมาถึงที่พักรถอีกแห่ง
เสียงเรียกจากผู้ช่วยคนขับที่เป็นธุระตามกระเป๋าให้พวกเราจนครบบอกว่าที่นี่คือ ซาปา
หมอกที่หนาทำให้ผมมองไม่เห็นอะไรจากระยะไกลมากนัก

ตอนนี้เราไม่รู้ว่ามีที่พักที่ไหนบ้าง เราไม่รู้ว่าอยู่บริเวณไหน และกำลังจะไปที่ไหน
ที่นี่ เราไม่รู้จักใคร และไม่มีใครรู้จักเรา
กลุ่มชาวฝรั่งเศสที่ลงมาพร้อมกันเดินรวมกลุ่มไปที่ซอยด้านหน้า

แต่สำหรับผมขอเริ่มต้นด้วยแผนที่ที่ป้ายที่ติดอยู่ด้านหน้าพร้อมชาวฮอลแลนด์อีกสองคน
และคุณปีเตอร์ที่ดูเหมือนจะอารมณ์จะยังค้างคาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมง
เวลานี้การที่เรารู้ตัวว่าอยู่ตรงไหนสำคัญสุด
ต่อมาก็ต้องรู้ว่าจะไปที่ไหน อย่างไร แล้วค่อยว่ากันต่อไปถึงสถานที่สำคัญต่างๆของที่นี่





เมื่อรู้แล้วผมก็เดินทางต่อ
แผนการณ์ต่อไปของผมคือหาซื้อแผนที่ของเมืองนี้
เพราะในนั้นจะมีที่พักและเส้นทางที่เราต้องการจะไป ในเมืองที่หมอกหนาแห่งนี้

ไม่มีร้านไหนขายแผนที่

เส้นทางที่เลี้ยวไปมาทำให้ผมเจอกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันอีกครั้ง
เขากำลังเดินตามหาโรงแรมตามหนังสือแนะนำในมือของเขา
ในขณะที่ผมก็กำลังตามหาโรงแรมจากนามบัตรที่ได้จากชายหนุ่มท้องถิ่นคนหนึ่งราคา 8 USD
ที่ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาแนะนำที่พักให้กับเราพร้อมชวนเรานั่งมอเตอร์ไซค์ไปกับเขา

เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อกี้ ทำให้เราเลือกเพียงรับนามบัตรของเขามาเท่านั้น

เราเดินตามหาโรงแรมกันสักพักก่อนที่จะแยกทางอีกครั้ง
เพราะเส้นทางที่ผมเลือก คือ กลางเมืองที่มี Tourist Information
เขาบอกว่า ยิ่งกลางเมืองโรงแรมยิ่งแพง เขาต้องการได้โรงแรมราคา 8-10 USD 

ก่อนแยกจากกันเขาถามผมว่า "คุณพูดอะไรกับชาวเวียดนามถึงได้กระเป๋าคืน"
ผมตอบไปว่ารูปในกล้องที่ผมถ่าย มีทั้งรูปรถ ทะเบียนรถ รูปคนขับ ผมตามกับเจ้าหน้าที่ไม่ยากหรอก
จากนั้นพวกเขาก็โทรหากันจนเอากระเป๋ากลับคืนมาให้เรา
เป็นอีกวิธีที่ผมใช้ได้ผลเสมอมาหรือการกดชัตเตอร์เก็บเรื่องสำรองเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
อีกวิธีคือการโพสรูปลงอินเตอร์เนตถึงบริเวณสถานที่ครั้งสุดท้ายที่ผมอยู่ ซึ่งหากผมหายตัวไปคงตามตัวได้ไม่ยากนัก
เอกสารบางส่วนผมจะสำรองเก็บไว้ในอีเมล์ทั้งภาพถ่ายพลาสปอร์ต บัตรประชาชน ใบขับขี่ และอีกสารพัดที่จำเป็น กรณีฉุกเฉิน

เมื่อคำถามเสร็จสิ้นเราก็แยกจากกัน อาจจะเจอกันอีกครั้ง หรืออาจจะไม่เจอกันอีกเลยก็ได้

เราเดินทางมาถึงทางแยกหนึ่งพร้อมคำถามที่ถูกตั้งไว้สำหรับโรงแรม MIMOSA ตามนามบัตรที่ได้
ไม่มีใครแนใจสำหรับโรงแรมแห่งนี้ จนในที่สุดชายคนนั้นก็ปรากฏตัวและชวนเราขึ้นรถมอเตอร์ไซค์พามาที่โรงแรมแห่งนี้



เมื่อผมเดินเข้ามาก็เจอกับชาวฝรั่งเศสกลุ่มที่เดินทางมาก่อนหน้าเรา
หลังจากเราใช้เวลาเพื่อหาซื้อแผนที่มีระยะหนึ่ง
เมื่อได้ที่พักในราคาที่เหมาะสม มีทั้งเครื่องทำน้ำอุ่น และเตียงที่อุ่นจากเครื่องทำความร้อน
เราก็ออกหาอาหารมื้อแรกของที่นี่เพื่อลิ้มลอง

หมอกที่หนาพร้อมกับไฟที่ติดๆดับกันทั้งเมืองทำให้เราเลือกร้านที่อาหารปลอดภัยไว้ก่อนพร้อมโปรโมชั่นแก้หนาว
ด้วยพิซซ่า แถมเครื่องดื่ม ปีเตอร์เลือกเบียร์ ผมเลือกสไปร์ส ซึ่งดูเหมือนจะขาดทุนเล็กน้อย





หลังจากเราเลือกพิซซ่าเป็นอาหารเย็นไปเรียบร้อย
ระหว่างทางที่เราเดินกลับโรงแรม ก็เห็นอาหารวางขายอยู่มากมายหลายอย่าง
แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ตอนนี้ของร้านที่มีเมนูราคาชัดเจนก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

บางที เรื่องราวที่ผ่านมาทำให้เรามองโลกอาจร้ายแรงเกินไปหรือไม่ก็สวยงามเกินจริง
ทำให้หลายๆครั้งเราเลือกวิธีการที่จัการใช้กับชีวิตได้ไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก



เช้าวันต่อมาหลังจากผจญกับไฟฟ้าที่ติดๆดับทั่วเมืองตลอดช่วงหัวค่ำด้วยอุณหภูมิ 4 องศาพร้อมหมอกหนา
6.55 am. ผมออกเดนดูรอบๆตลาดสำรวจเส้นทาง ซึ่งเวลานี้ผมยังไม่รู้จะไปที่ไหน
นอกจากหาแผนที่หลังจากที่ได้จาก BEN ชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของ MIMOSA HOTEL แห่งนี้ซึ่งเป็นเพียงแผนที่คร่าวๆในเมือง

พื้นที่ที่เฉอะแฉะจากน้ำค้างที่ตกหนักเป็นละอองเล็กๆ ลมที่พัดตลอดเวลาในอุณภูมิ 4 องศา
ระยะการมองเห็นที่มีอยู่ได้ไม่ไกลมากนักจากการมองเห็น
ผมจะไปที่ไหนได้ในเวลานี้







ชาวเขาที่เอาสินค้ามาวางเรียงรายอยู่กลางเมืองที่ยังไม่เห็นวี่แววคนซื้อ
เสียงแตรรถมีเป็นระยะ เพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่ากำลังอยู่ในหมอกหนาที่มองไม่เห็น



ร้านค้า เกลเลอลรี่ ขนมปัง ของพื้นเมือง อาหาร ผลไม้
ร้านอาหารทะยอยเพปิดกันเรื่อยๆ เหมือนทุกเมืองท่องเที่ยวที่มีออยูหลายๆพื้นที่
บางเมือง บางแหล่ง เปิดเฉพาะยามพลบค่ำ 
บางแหล่งเปิดเฉพาะเวลาเช้าตรู่




ชีวิตที่ดำเนินไปในทุกๆเช้าพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่โผล่โพ้นขอบฟ้า
ทำให้เราเห็นตลาดเช้า อาหาร และชีวิต



8.31 am ผมกลับเข้าที่พัก พร้อมกับ Big Surprise! ดาวโลกดวงกลมเล็กๆใบนี้
ผมเจอกับเพื่อนชาวนอร์เวย์สองคนที่แยกกันที่เดี่ยนเบียนฟู
พวกเขากำลังจะเดินทางไปต่อที่ฮานอย
เราคุยกันถึงสถานที่จะไปและเรื่องราวที่ผ่านมากลางกระทะไฟอุ่นๆหน้าเคาว์เตอร์

ผมคุยกับ Ben ถึงการเดินทางไปฮานอยด้วยรถไฟแบบ 4 เตียงตามที่แนะนำกันในเมืองไทย
บางทีผมอาต้องจองตั๋วเดินทางก่อนที่จะไม่สามารถมีเตียงสำหรับผม
Ben โทรไปเช็คตารางรถพร้อมราคาเดินทางกว่า 600,000 D

เพื่อนผมก็เช่นเดียวกันพวกเขากำลังจะไปฮานอย
เธอเลือกเดินทางไปฮานอยด้วย Sleeping Bus
และแนะนำผมอีกทีว่าส่วนใหญ่ Backpacker ด้วยกันแล้วจะเลือกเดินทางแบบนี้
เพราะทั้งประหยัดและสะดวกกว่าการที่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่อีก 50,000 เพื่อไปสถานีรถไฟ
Sleeping Bus ราคาเพียง 250,000 D ผมตัดสินใจยกเลิกการเดินทางด้วยรถไฟกับ Ben ที่กำลังรอสายจองตั๋วรถไปพอดี

นี่แหละการเดินทางที่พึงพาอาศัยกันมาระหว่างเส้นทาง
การเดินทางที่สวยงามของอนาคตและมิตรภาพที่เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้าเส้นทางนั้น

เช้านี้ผมประหยัดเงินได้กว่า 400,000 เพราะมิตรภาพจากการเดินทาง



Big Surprise! เกิดขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ผมกำลังนั่งคุยกับ Ben
เพื่อนชาวเกาหลีสองคนที่แยกกันที่เดียนเบียนฟูก็พักอยู่ที่นี่
เราทั้งหมดต่างตกใจพร้อมกับเสียงหัวเราะลั่นที่พัก
เราทุกคนที่นี่รู้จักกันจากการเดินทาง แม้จะต่างสถานที่ต่างที่มากัน แต่ก็มาเจอกันในสองประเทศ
ตั้งแต่ฝั่งลาวหลวงพระบางจนถึงเวียดนามเดียนเบียนฟูและซาปา

ชาวเกาหลีทั้งคู่ถาม Ben ถึงร้านกาแฟ ซึ่งผมเองพกติดตัวมาอยู่แล้ว
จึงเปลี่ยนเป็นขอน้ำร้อนจาก Ben และกาแฟจากบนห้องพักผม พร้อมๆกับคุณปีเตอร์ที่เดินเข้าประตูมา
หลังจากออกตามหลังผมไปด้านนอก เพียงแต่เราเดินไปกันคนละเส้นทาง

กาแฟที่ผมพกไปครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตัวของมิตรภาพที่ใหญ่ขึ้น
เรานั่งจิบกาแฟไปพร้อมๆกับ Ben ที่เข้าไปหยิบกีตาร์ออกมาเพื่อเล่นขับกล่อมพวกเราในเช้าวันนี้
เสียงปรบมือ ความเงียบและเสียงหัวเราะดังสลับกันไปมาระหว่างเพลงจบ
Ben พูดภาษาอังกฤษได้ดี เราสามารถสื่อสารกันได้ง่ายกว่าหลายๆที่พักที่มีเพียงพนักงานที่บอกราคาห้องและขายทริปท่องเที่ยว





เมื่อเพลงบรรเลงจบไปหลายเพลง Ben ก็ขอตัวออกไปทำงาน
นั่นคือการขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปรับลูกค้า ที่มาสภาพเดียวกับผมเมื่อวาน

ผมเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆถึงทริปในวันนี้กับเวลาที่มี
พวกเขามีทริปกันแล้ว Taeheon ชายเกาหลี ชวนผมออกไปชี้บริเวณแผนที่ด้านหน้าโรงแรมสำหรับแผนของพวกเขา
Yeonju หญิงชาวเกาหลีก็พยายามแปลให้ผมฟังอีกครั้งเพราะ 
Taeheon ยังคงไม่ถนัดภาษาอังกฤษมากนัก

ผมกล่าวเพียงสั้นๆ "ผมไม่มีแผน ขอเดินตามหลังคุณก็แล้วกัน"
การตอบรับด้วยความยินดีเกิดขึ้นสำหรับการเดินทางร่วมกัน ซึ่งการเดินทางแบบนี้หากเราต้องซื้อทริป
เราต้องจ่ายเงินจำนวน 11 USD ต่อคน ซึ่งจะมีไกด์และรถพากลับมาให้เราหลังจากการเดิน



Taeheon เคยมาที่นี่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขายังคงพอจำเส้นทางได้
เราตัดสินใจซื้อขนมปังติดไปเป็นมื้อกลางวันตามที่ผมแนะนำ เผื่อหิวระหว่างทางกว่า 15 กม.ที่เราต้องเดินให้รอบ
 9.30 am ผู้คน นักท่องเที่ยวเริ่มเดินกันเต็มถนนกลางเมือง
หมอกยังคงปิดบังเส้นทางได้ดี สำหรับผมเราคือการได้ลุ้นว่าเราจะได้เห็นอะไรกันมากกว่าเส้นทางที่เต็มไปด้วยหมอกที่ปกคลุมอยู่แบบนี้

เราเริ่มมีชาวเขามาพูดคุยด้วย เธอตัวเล็กๆ พร้อมแบกเด็กน้อยบนหลังของเธอ
เธอบอกว่าว่า ผม หน้าตาดูใจดี ทุกครั้งที่เธอมองจะเห็นรอยยิ้มจากผมเสมอ
จริงเหรอ !! 
ที่สำคัญเธอบอกจะเดินให้คำแนะนำเราไปเรื่อยๆจนกว่าจะซื้อสินค้าของเธอ



10.00 am. เส้นทางที่เราเดิน หมอกยังคงหนาขึ้นเรื่อยๆ
ผมบอกกับ 
Taeheon และ Yeonju ว่าผมเดินตามหลังพวกเขาเหมือนดู Music VDO เพลง Imagine ของ John Lennon เลย
ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ พร้อมร้องบางท่อนให้พวกเขาผังถึงเพลงนี้

ผมอธิบายถึงถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ไร้เขตแดนกั้น
ไม่มีศาสนา ไมมีภาษา มีเพียงความรัก ความเห็นใจ ความเข้าใจและโอบอ้อมอารีย์ซึ่งกันและกัน



เรื่องราวมาสะดุดอีกครั้งเมื่อมีการกั้นเส้นทางไปหมู่บ้านชาวเขาที่เรากำลังจะเดินทางไป
เราต้องเดินกลับไปซื้อตั๋วในตัวเมืองกว่า 1 กม.
Yeonju แก้ไขปัญหาด้วยการจ้างเจ้าหน้าที่ 20,000 D เพื่อไปซื้อตั๋ว เข้าหมู่บ้าน 40,000 D
ก็เท่ากับพวกเราออกค่าจ้างมอเตอร์ไซค์กันคนละ 10,000 D
Taeheon รีบกล่าวคำขอโทษในความผิดพลาดของเขา
พวกเราบอกเขาว่าไม่มีใครคิดโทษเขาแบบนั้น ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว




ทุกอย่างผ่านพ้นไปเหมือนหมอกข้างหน้าที่เริ่มจางลง
เรามองเห็นนาขันบันไดพร้อมทิวทัศน์ที่ขึ้นชื่อของที่นี่

เด็กชาวเขาที่ห่อเด็กน้อยมาด้านหลังเริ่มแนะนำเส้นทางการเดินเข้าหมู่บ้านที่ไม่อันตรายและเลอะเทอะเหมือนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไกด์พามาลุยทางปีนเขา
เธอชวนผมคุยตลอดเส้นทาง ซึ่งในที่สุดเธอก็กลายเป็นอีกความชื่นชมจากของผม
สำหรับความไม่พร้อมของเรื่องภาษา นั่นคือ เธอเรียนทั้งหมดด้วยตัวเอง จดจำจากนักท่องเที่ยว
และผมก็จดจำเธอในชื่อว่า Memi โดยเด็กด้านหลังของเธอนั้นชื่อ Zhu
Zhu เป็นลูกของ Memi ซึ่งตามประเพณีของที่นี่เธอตั้งแต่งงานตั้งแต่อายุ 17 ปี และตอนนี้เธออายุ 20 ปีแล้ว
เธอบอกกับผมว่าอยากไปเที่ยวบ้านเธอมั้ย อยู่ด้านล่างนี่เอง




เธอชี้บริเววณด้านล่างที่ภาพค่อยๆชัดเจนขึ้นว่า หมู่บ้านที่เธออยู่จะอยู่ด้านล่างนี้
เรายังต้องเดินเท้ากันอีกไกลพอสมควร
แต่อากาศที่เย็นแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เหงื่อในร่างกายซึมออกมาสักหยด
ก็แน่ละว่า เราเพิ่งเดินกันมายังไม่ถึง 3 กม.ด้วยซ้ำไป



สำหรับผมตอนนี้ คงอยากไปให้ถึงที่นั่นเร็วๆ
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เมื่อเราต้องเลือกเก็บความงดงามระหว่างเส้นทาง
คงไม่มีวิธีการไหนดีไปกว่าการเดิน
ซึ่งถึงแม้จะเชื่องช้า ไม่ทันใจ เหมือนกลุ่มรถตู้ที่มีไกด์พาไปจอดหน้าหมู่บ้าน

แต่ผมก็เลือกที่จะเกี่ยวเกี่ยวประสบการณ์และบรรยากาศให้คุ้มค่ากับเวลาที่มีอยู่ที่นี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อาจด้วยด้วยการสูดลมหายใจ การเลือกมุมมองจากการถ่ายรูป
 การถ่ายทอดความคิด ความรู้ระหว่างเส้นทางกับคนท้องถิ่นจริงๆที่ไม่ได้สร้างเรื่องราวขึ้นมาเองเพื่อการขาย


ถึงแม้การเดินทางจะเชื่องช้าเช่นนี้ แต่ในเวลาหนึ่งเราก็จะเดินไปถึงแน่นอน
เราหยุดพูดคุยทบทวนกันสักพัก ก่อนที่จะเริ่มก้าวขาเดินทางต่อเพื่อลงไปที่นั่น
ประตูกั้นที่เริ่มเปิดออกรับมิตรภาพใหม่เริ่มขึ้นจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด
ทิวทัศน์ที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าเรื่องราวของผู้คนที่นั่นจะเป็นอย่างไร
จะใช้ชีวิตกันอย่างปกติหรือถูกจัดเพียงฉากสวยงามไว้เพื่อการท่องเที่ยว
อีกไม่นานเราจะไปยืนกันอยู่ที่จุดนั้น....ด้วยกัน












ตอนที่ผ่านมาและต่อไป "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ; ไทย ลาว เวียดนาม" 
ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม
ตอนที่ 6 : ซาปา1 เวียดนาม
<<<< Now! here
ตอนที่ 7 : ซาปา2 เวียดนาม
ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม
ตอนที่ 9 : ฮานอย 1 เวียดนาม
ตอนที่ 10: ฮานอย 2 เวียดนาม
ตอนที่ 11 : เหว้ เวียดนาม
ตอนที่ 12 : เหว้-สวรรณเขตสู่ไทย




 

Create Date : 12 มกราคม 2558    
Last Update : 14 มกราคม 2558 15:35:53 น.  

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ : ไทย ลาว เวียดนาม
ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม



สำหรับผมแล้ว การเดินทางคงไม่ได้หมายถึงการไปถ่ายภาพในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังขึ้นชื่อ
หรือไปเพียงเพื่อให้รู้ว่าได้ไป สถานที่เหล่านั้นเป็นเพียงเป้าหมายเพื่อให้จะไปถึง
แต่เรื่องราวระหว่าง 2 ข้างทางที่เรามุ่งหน้าไปยังจุดหมายนั้นสำคัญเสมอ

ระหว่างเส้นทางผมยังคงสอบถามอ้ายคำใบคนขับรถเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆที่ผ่านมาเสมอ
เรื่องราวของเขื่อนสำคัญและพลังงานที่จะขายในอนาคตคงไม่มีผลกับพวกเขามากนัก
แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้รับคือเส้นทางและการเดินทางที่จะสะดวกสบายมากขึ้นอย่างแน่นอน

04.39 pm. เราก็มาถึงด่าน Phog Saly เพื่อออกจากประเทศลาว
เราทุกคนต่างเรียงแถวต่อกันเพื่อยื่นพลาสปอร์ตออกจากลาว
มีบางส่วนที่พยายามจะยื่นแทรกคิว แต่ผมก็แนะนำพวกเขาให้ไปต่อคิวที่ต่อกันมา

น่าเสียดายที่ที่นี่ยังไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้สะดวกนัก
เพราะกลิ่นฉุนของน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ของหลายๆคนที่ปล่อยออกมารอบบริเวณนี้ส่งกลิ่นคลุ้งไปหมด
ซึ่งผมเองก็ปล่อยผสมไปด้วย อย่างไม่อยากตั้งใจเท่าไหร่นัก




05.11 pm เราก็เดินทางมาถึงด่าน CHAKHAU QUOC TE TAY FRANG
ด่านที่ไม่เล็กเลยทีเดียว ตลอดเส้นทางจนถึงด่านแห่งนี้ถูกเตรียมการไว้รองรับสำหรับอนาคตเรียบร้อยแล้ว
จากด่าน Phong Saly ประเทศลาว มาถึงที่นี่ใช้เวลา 11 นาที
ผมและคุณปีเตอร์ยังมีปัญหาเรื่องสกุลเงินที่จะใช้ในเวียดนามกันอยู่
แต่ก็นั่นแหละว่า ผมยังมั่นใจถึงเงินไทยอยู่ดีว่าจะสามารถใช้ได้ที่เวียดนามแห่งนี้



05.22 pm พวกเราที่เดินทางร่วมกันครั้งนี้เริ่มเดินออกมารวมกลุ่มบริเวณด้านหลังด่าน
ซึ่งเป็นเขตแดนแรกของประเทศเวียดนาม
ป้ายภาษาเปลี่ยนไปจากที่เห็นในประเทศลาว
ตอนนี้พวกเราข้ามแดนสำเร็จแล้ว
ผมมาจากด่านที่ยังเล็กและกำลังทรุดโทรมในประเทศไทย
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาทั้งด่านไทย ลาว จนถึงเวียดนาม
ทั้งสามด่านนี้ดูเงียบเหงาจนเหมือนว่าเราจะไม่สามารถข้ามไปได้
ที่เหล่านี้ไม่วุ่นวายเหมือนด่านใหญ่ที่ต้องต่อคิวกันยาวเหยียด

06.32 pm เราก็มาถึงโรงแรมที่พักที่อยู่ใกล้ๆสถาณีจอดรถของเดียนเบียนฟู
อ้ายคำใบแนะนำให้พวกเราพักที่โรงแรมแห่งนี้ในราคา 200,000 D (1 B / 600 D) หรือประมาณ 333 บาท
ซึ่งราคานี้ถือว่าอยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้เฉลี่ยแล้วคนละ 166 บาทซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

แต่สำหรับเพื่อนชาวนอร์เวย์ 2 คนของผมที่พูดกันระหว่างทางคงไม่สนุกเท่าไหร่นัก
พวกเขาซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวจากหลวงพระบางไปซาปา ชาวเกาหลีชายหญิงอีกสองคนก็ต้องจำใจพักที่เดียวกัน
ตอนนี้พวกเราไม่มีทางเลือกใดๆ ทุกคนพยายามเข้ามาถามที่ผมเพื่อสื่อสารต่อจากอ้ายคำใบอีกที
คำตอบที่ได้คือ พักที่นี่ดีที่สุด ใกล้ที่สุด และตั๋วไปซาปาจะได้ในตอนเช้า ไม่มีรถต่อไปซาปารวดเดียวอย่างที่พวกเราคิด

ปัญหาอีกอย่าง คือ ที่นี่ไม่รับเงินบาท
จากไทยสู่ลาวผมสามารถใช้เงินบาทได้ทุกที่ แต่เพียงข้ามแดน
ที่นี่!ไม่มีที่ไหนรับเงินบาท


เราขอแลกเงินจากอ้ายคำปันที่เตรียมเงินด่องไว้เต็มกระเป๋าในอัตราที่พอเหมาะ 1 B / 600 D
ผู้หญิงชาวเกาหลีที่นั่งรถมาด้วยกันพยายามเข้ามาถามผมว่าแลกเปลี่ยนเงินดองอัตราเท่าไหร่ต่อดอลล่าร์ เราตอบไป 19,800 D / 1 USD
ซึ่งเธอบอกว่าถ้ามีดอลล่าร์เราจะแลกได้ 23,000 D / 1 USD (33 B) ตามที่เธอแลกมา นั่นหมายความว่า
เขาได้ส่วนต่างไป 3200 D / 1 USD หรือเงินบาทไปลดค่าลง 5 B / 1 USD โดยค่าเงินที่แท้จริงที่เราจะได้รับควรเป็น 1 B / 696 D
เท่ากับตอนนี้เราขาดทุนไปแล้ว  96 D / 1 B ซึ่งหากแลก 1000 B ส่วนต่างก็เท่ากับ 96,000 D คิดเป็นเงินไทย 137 B เลยทีเดียว
สำหรับผมไม่ได้คิดมากหรือหงกอะไรขนาดนั้น(แต่เงินก็ไม่หายจริงๆนะ) คงเป็นความสนุกที่ได้คิดและจินตนาการถึงค่าเงิน
นี่แค่ส่วนเล็กๆแต่ถ้าเป็นการทำธุรกิจข้อมูลที่ดีนั้นเป็นเรื่องสำคัญและที่มากกว่านั้นคือแหล่งข้อมูลว่ามาจากไหน

สรุปง่ายๆ คือ ก่อนเข้าประเทศไหนก็ตามควรแลก USD ไว้แล้วค่อยเอา USD ไปแลกเงินท้องถิ่นปลอดภัยสุด
ซึ่งทุกๆครั้งผมก็ทำแบบนี้ คือ พกเงินทั้ง 3 สกุล แต่ครั้งนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์เพราะทุกทีจะหาที่แลกก่อนขึ้นเครื่อง
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามที่ให้เรทดีๆแต่ครั้งนี้ไม่ได้เตรียมการณ์ล่วงหน้า เพราะเข้าชายแดนจากด่านที่ยังไม่เปิดเป็นสากล
ความจริงที่ไม่ต้องแก้ตัว คือ พลาด

เมื่อได้เงินก็เตรียมตัวไปหาของกินบริเวณรอบๆโรงแรมที่พักซึ่งมีร้านที่เปิดเพียงไม่กี่ร้าน
หลังจากที่ไม่มีออร์เดอร์หลายๆอย่างในเมนูและปัญหาเรื่องการสื่อสาร
เราเริ่มต้นมื้อแรกของเวียดนามด้วยข้าวผัด ราคา 50,000 D หรือประมาณ 83.3 B (1 B/600 D) เล่นเอาอึ้งไปพอสมควรกับข้าวคลุกน้ำมันนี้




หลังจากความอ่อนล้ากระชากผมให้หลับสนิทจนกระทั่งเช้า
ผมลงจากห้องพักมาเจอกับเพื่อนชาวนอร์เวย์และเกาหลีที่กำลังจะเดินทางไปต่อที่ซาปา
ชาวเกาหลีสองคนเดินไปซื้อตั๋วที่สถานีจอดรถเรียบร้อยแล้ว
แต่เพื่อชาวนอร์เวย์ของผมยังคงยืนรออ้ายคำใบด้วยใจจดจ่อและกระวนการะวายเอาการอยู่
ผมบอกเขาว่าไม่ต้องกังวลเพราะผมกับอ้ายคำใบพักอยู่ที่ห้องใกล้ๆกันและเขาคงไม่หายไปไหน
ผมบอกพวกเขาจากความมั่นใจในมื้ออาหารค่ำของพวกเราที่ผ่านไปเมื่อคืนและผมเองก็รู้หมายเลขห้องของอ้ายคำใบ
อีกไม่นานเขาคงกลับมาพร้อมตั๋วและให้พวกเขารออยู่ตามที่นัดไว้ตรงนี้

สถานที่แปลกใหม่ อากาศที่ค่อนข้างเย็นและหมอกที่ปกคลุมทั่วพื้นที่หนาเอาการอยู่
ผู้คนขี่รถผ่านไปมาทั้งมอเตอร์ไซค์และจักรยาน ดูเรียบง่ายและสงบ
ผมเดินเข้าสำรวจโรงแรมใหม่สำหรับการพักและสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษ
แต่ดูเหมือนจะหายากพอสมควรกับราคาที่ได้รับและบริการที่ต้องการจะได้
ไม่มีใครเข้าใจภาษาไทยอีกแล้ว

ผมอดแปลกใจไม่ได้ที่พวกเขาบางคนฟังภาษาลาวเข้าใจ
แต่กลับไม่เข้าใจภาษาไทย

ผมเดินทางกลับเข้าที่พัก มือที่ล้วงกระเป๋าถูกดึงออกมาผลักประตูกระจกเพื่อเข้าโรงแรม
พร้อมแรงประทะกับรอยยิ้มที่ยิงสวนมาของป้าเจ้าของที่พัก
เธอชิ้ไปที่ด้านหลังของผม เธอบอกว่า "ไทยไทย" ตอนนี้ที่นี่ไม่มีทั้งเพื่อนจากนอร์เวย์และเกาหลีแล้ว

ผมเจอกับผู้หญิงไทยคนหนึ่งใส่หมวกผมยาวและเธอมาเพียงลำพัง
เธอมาคนเดียวจริงๆหลังจากการพูดคุยสอบถามกันสั้นๆ
สำหรับผมแล้วตอนนี้ไม่มีแผนอะไรเลยนอกจากหาซื้อแผนที่และเดินสำรวจ
แต่สำหรับเธอมาถึงก่อนผมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
และตอนนี้ เธอเป็นเจ้าถิ่นแล้ว สำหรับผม



พวกเราชวนกันไปสำรวจพื้นที่ ณ เดียนเบียนฟู แห่งนี้ด้วยการเดิน
นี้เป็นสิ่งที่ถนัดที่สุดสำหรับผม เพราะในความที่ช้านั้นเราจะสามารถมองเห็นบางอย่างได้ละเอียดกว่าความรวดเร็ว
ที่มักผ่านเลยความงดงามของบางสิ่ง
เราเดินกันมาที่ตลาด คุณแปมบอกว่าอาหารที่นี่ถูกดีทีเดียว
มีผักและผลไม้วางขายกันเกลื่อน ทั้งปลาแม่น้ำตัวใหญ่ ปลาไหล หมู เนื้อ
และที่ผมผมเหลือบเห็นลักษณะรูปร่างคล้ายๆสัตว์เลี้ยงบางชนิดที่แสนซื่อสัตย์กับมนุษย์บนโต๊ะ
ที่แม่ค้ากำลังสับแต่ละชิ้นส่วนของร่างกายเพื่อแยกออกจากกัน

ผมเดินผ่านไปพร้อมกับคำถามที่ติดอยู่ในหัว




ไม่มีใครเข้าใจภาษาไทยและอังกฤษ
ถึงแม้ที่นี่จะมีชาวไทดำ ซึ่งสามารถฟังภาษาไทยเหนือเข้าใจ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเข้าใจทั้งหมด
เพราะมีแค่บางคำเท่านั้นที่เหมือนกัน
นอกนั้นเป็นการดูคีย์เวิร์ดและแปลแบบเหมารวม

การสื่อสารที่ได้ผลที่สุดคือภาษาศิลป์
เพื่อความชัวร์ ผมวาดการ์ตูนง่ายๆเพื่อสื่อสาร
ว่าเป็น โบ หรือ จ๋อ


ในที่สุดพวกเราก็มั่นใจในสิ่งที่เรากินลงไปเพราะเขาบอกว่า จ๋อ นั้นแพงมาก
เอามาทำขายไม่คุ้ม เนื้อและหมูหาง่ายกว่าเยอะ



เมื่อเรียบร้อยสบายพุง มีลุ้นกันนิดๆเวลากินช่วงแรก
ลิ้นที่หมดความรู้สึกแบบเฉียบพลัน เริ่มรับรสดีขึ้นในช่วงหลัง
ราคาที่รับได้ 20,000 D หรือ 33 B
พลังงานที่ถูกเติมให้กับร่างกายให้พวกเรามีแรงเดินต่อเพื่อให้ถึงจุดหมายเพียงแห่งเดียวเวลานี้ คือ พิพิธภัณฑ์



เราสอบถามและหาแลกเงินบาทมาเรื่อยๆกับหลายๆธนาคาร
ไม่มีธนาคารแห่งไหนที่นี่รับแลกเงินบาท
ไม่มีวี่แววของพิพิธภัณฑ์
ในขณะที่คุณแปมก็ต้องกลับฮานอยในเย็นวันนี้และบินกลับไทยในอีกวันที่ฮานอย
จนกระทั่งเจอสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งคนที่นี่เรียกว่า AHMOD (อาโมด) หรือ A1 
เป็นสถานที่สำคัญที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย

คงไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับผมที่ไม่ได้เตรียมการอะไรมาเลยสำหรับการท่องเที่ยว
ไม่มีข้อมูล ไม่มีแผนที่ ไม่มีเรื่องาวที่จะศึกษาให้ได้รู้ก่อนและเข้าชมเหมือนทุกครั้ง
ไม่มีใครบอกเราได้ พวกเขาไม่เข้าใจภาษาไทย ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ
ผมแยกตัวออกมาถามคนขายของด้านหน้าสถานที่แห่งนี้
คุณแปมกับคุณปีเตอร์เข้าไปสอบถามจากด้านใน
พนักงานขายตั๋วไม่เข้าใจ เธอมุ่งจะขายตั๋วให้พวกเราอย่างเดียวในราคา 15,000 D

คุณแปมเขาสอบถามหญิงผมมวยที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทดำซึ่งขายของบางอย่างอยู่ด้านในกำแพงกั้นนั้น
และก็ได้ข้อมูลบางส่วนมาจากเธอ คือ ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม สมรภูมิรบที่สำคัญแห่งนี้


ตอนนี้ผมเห็นแต่สงครามและการสูญเสีย
สมรภูมิสำคัญที่เป็นเนินสูงกลางเมือง

ไม่มีกลิ่นคาวเลือด ไม่มีผู้คนวิ่งหลบระเบิดหรือลูกกระสุน
ไม่มีใครที่จ้องจะเอาชีวิตของใคร ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเศสหรือเวียดกง
มีเพียงสถานที่ซึ่งเป็นอนุสรณ์ที่เศร้าสร้อยและเตือนใจ



ผมไม่รู้ว่ามีกี่ชีวิตที่ต้องสูญเสีย ณ สถานที่แห่งนี้
ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องลำบากกันแค่ไหนทั้งฝ่ายที่รุกรานและป้องกัน
การรุกล้ำเพื่อต้องการเขตแดน การไล่ล่าอณานิคม
หลุมระเบิดขนาดใหญ่ ที่ละลายเนินหิน


ภาพรถถังที่หมดสภาพการใช้งาน
และผู้คนที่ต่างเดินทางมาดูทั้งชัยชนะของอีกฝ่าย
และความฝ่ายแพ้ของอีกฝ่าย ที่ทั้งคู่ต่างสูญเสีย







"เหมือนมางานวันเด็ก"  เราคุยกันเบาๆในพื้นที่ที่ในอดีตเต็มไปด้วความเจ็บปวดแห่งนี้
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเห็นถึงการห้ำหั่น การแสดงความเหนือกว่าของการใช้กำลัง
ในงานวันเด็กที่หลายๆพื้นที่ต่างอยากแสดงถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อบารมีของตัวเอง
อาจจะทั้งข่มขวัญผู้ที่คอยจ้องจะทำร้ายและข่มขู่ผู้ที่ด้อยกว่าไม่ให้เหิมเกริม

ราทุกคนต่างรู้ดีว่าอาวุธเหล่านี้ มีไว้เพื่อทำลาย
และไม่นานทุกอย่างก็จะกลายเป็นเพียงอดีตอันแสนเศร้าความทรงจำที่กัดกินใจ

พวกเราเดินเข้าช่องนั้นโผล่อีกทีช่องนี้เหมือนหนังอินเดีย
เด็กๆคงไม่คิดอะไรมาก เพียงเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นความสนุกแปลกใหม่และตื่นเต้น
เหมือนเห็นสีสันสารพัดในเปลวไฟเป็นความสวยงาม
จินตนาการของเด็กๆเป็นเรื่องสนุกเพราะไร้ขอบเขต
และทุกอย่างจะหดสั้นและถูกตีกรอบบีบลดลงมาเรื่อยๆเมื่อเราโตขึ้น

เปลวไฟที่เราเคยเอามือสัมผัสจนมือพองจะไม่ถูกแตะต้องอีกต่อไป



นี่แหละโฉมหน้าของชาวไทดำผู้ให้ข้อมูลกับเรา
เราอุดหนุนเธอด้วยเนื้อตากแห้งสูตรไทดำที่เธอยื่นให้เราชิม

11.11 am. เราเดินออกจาก A1 เพื่อหาพิพิธภัณฑ์ต่อ
บริเวณด้านข้างผมเห็นนักท่องเที่ยวชายหญิง 2 คน กำลังจะถ่านรูปคู่ ซึ่งผมก็อาสาเข้าไปเป็นช่างภาพให้
พวกเขาเป็นชาวสิงคโปร์ เขาพูดพร้อมกับกางแผนที่ของพิพิธภัณฑ์ที่ผมสอบถามพร้อมกับหนังสือที่เกี่ยวกับ A1 อีกเล่มในราคาที่ไม่แพง
เขาชี้ไปที่ถนนฝังตรงข้ามสำหรับที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์และรานขายหนังสือ
ที่ตอนนี้ปิดทั้งหมด และจะเปิดอีกครั้งในเวลาบ่ายสอง

เรายืนงงกันอยู่ที่ด้านหน้าของสุสานของเหล่าทหารซึ่งผู้คนที่นี่ให้ความเคารพในการเสียสละของพวกเขาเพื่อประเทศ
คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับจิตใจอันบอบช้ำของคนที่อยู่ด้านหลังของการสูญเสียเหล่านี้ 
หากพวกเขาทุกคนเลือกได้ คงไม่มีใครเลือกที่จะสูญเสียคนที่เรารักไปอย่างแน่นอน


เพื่อนชาวสิงคโปร์ บอกว่าเพิ่งมาจากซาปา คุณแปมก็เช่นเดียวกัน
ตอนนี้ซาปาหมอกหนามากมองไม่เห็นอะไรเลย
ผมได้แต่คาดหวังลึกๆว่าวันที่ผมไปฟ้าจะเปิดเราเราจะสามารถมองเห็นทุกสิ่ง
และความคิดของผมก็กลายเป็นคำพูดบอกกับพวกเขา ทั้งคุณปีเตอร์ คุณแปม ชาวสิงคโปร์สองคน
พวกเขาตอบกลับมาเพียงสั้นๆ "หวังว่าคุณจะโชคดีกว่าผม เพราะผมรอแบบนี้มาหลายวันแล้ว"
นั่นน่ะซิ! ผมเองก็หวังไว้แบบนั้นเหมือนกัน

ผมกับแปมเดินเข้าไปชทด้านในสุสานในขณะที่คุณปีเตอร์รออยู่ด้านหน้า
ข้างในสงบร่มรื่น สะอาด และถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ
ไม่รู้ว่าแต่ละหลุมเป็นญาติของใครบ้าง
รู้แต่ว่าคุณความดีและจิตวิญญาณของพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง






เวลาที่เหลืออีก 2 ชั่วโมงกว่าพิพธภัณฑ์จะเปิด
ทำให้เรามีเวลาที่จะเดินกลับมาที่สถานีรถโดยสารอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินความพยายาม
ในขณะที่คุณแปมจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมพร้อมสอบถามเรื่องความแน่นอนของตั๋วเดินทางกลับฮานอยหัวค่ำนี้
และผมตัดสินใจที่จะจองตั๋วเดินทางเข้าซาปาต่อในวันรุ่งขึ้น

ที่สำคัญตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว
ข้าวเปล่าพร้อมอาหารอีก 3 อย่างรวมเนื้อของชาวไทดำอีกเป็น 4 อย่าง
เฉลี่ยแล้วมื่อนี้อยู่ที่คนละ 50,000 D ซึ่งก็คุ้มกว่าอาหารมื้อแรกของผมที่นี่อยู่ดี




คุณแปมเสนอให้เอาเงินบาทมาแลกดอลล่าร์ที่เธอมีอยู่ในอัตราที่เธอแลกมาจากเมืองไทย
แล้วค่อยเอาดอลล่าร์ไปแลกกับเงินดองที่ธนาคาร ซึ่งแผนนี้ค่อนข้างได้ผล
เราเข้าธนาคารที่ดูเหมือนจะให้อัตราแลกเปลี่ยนเราดีแต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ
ไม่มีการเข้าคิว คนมาทีหลังยังยื่นเอกสารข้ามหัวเราไปมาและเจ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจเท่าไหร่นัก

เราจึงเดินออกจากธนาคารแห่งนี้ไปเพื่อหาที่ใหม่ครั้งนี้ผมตัดสินใจแวะเข้าธนาคารอีกแห่งแบบอัตโนมัติ
สังเกตุเห็นหมายเลขนำโชคของเราตั้งแต่เริ่มทริป อาคารเลขที่ 488 เราได้ช่องติดต่อหมายเลข 8
การแลกเงินครั้งนี้เราได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกเพราะเมื่อเราหาค่ากลับจากดอลลาร์แล้วเราสามารถแลกได้ 1 B / 644 D  

เมื่อได้เงินเรียบร้อย เราก็เดินทางต่อไปที่พิพิธภัณฑ์
ตอนนี้ทุกร้านเปิดกันหมดแล้ว ผมตัดสินใจซื้อแผนที่ของที่นี่พร้อมหนังสือเก็บไว้
เพื่อจะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี่บ้าง ในปี 1953-1954
ซึ่งครบรอบ 60 ปี พอดี ในปี 2014 ในราคา 45,000 D พร้อมแผนที่อีก 30,000 D 

ผมชอบซื้อแผนที่ประจำท้องที่มากกว่าจะหาใน Internet หรือโหลด GPS
เพราะในนั้นมีรายละเอียดบางอย่างที่คนนอกพื้นที่อาจไม่เคยเห็น







เรื่องราวภายในพิพิธภัณฑ์เป็นเหมือนฉากจำลองเหตุการณ์จาก A1 ที่เราเพิ่งผ่านไปดูมา
หลายๆภาพทับซ้อนกันไปมาในความทรงจำ จากภาพจำลอง ภาพถ่าย ภาพจริง
จนเห็นเรื่องราวเคลื่อนไหวในจินตนาการได้ไม่ยากนัก



การมีแผนที่ทำให้เรารู้ว่าเราจะไปที่ไหนต่อได้ในเวลาที่เรามีอยู่
หลังจากผมถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ ที่กำลังยกโทรศัพท์ถ่ายภาพพวกเราอยู่ ก็เดินออกมาเปิดแผนที่กันดูว่ามาที่ไหนที่สมควรไปได้ในตอนนี้บ้าง
เราใช้เวลาเดินตามแผนที่ที่ได้มาถึงฐานบัญชาการของทางฝรั่งเศส ที่ในนั้นบอกไว้เหมือนกับเป็นหมู่บ้านอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่าหากไม่มีแผนที่เราคงมาไม่ถึงที่นี่ซึ่งเราเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนที่เจ้าหน้าที่จะปิดการขายตั๋วเข้าชมพอดี
กลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสและคนท้องถิ่นมาที่นี่ 
ภายในความคิดของพวกเขาคงแตกต่างกันสำหรับที่สำคัญแห่งนี้
ที่ซึ่งมีไว้สำหรับวางแผนการรบ และมีไว้สำหรับการเข้าจู่โจมเพื่อยึดครอง
เพื่อประกาศชัยชนะ





ระหว่างทางกลับเราเดินข้ามสะพานอีกแห่งที่สำคัญสำหรับครั้งอดีต
เพื่อการลำเรียงอาวุธสู่ฐานทัพที่อยู่ใกล้ๆกัน
ตลาดการค้าอาหาร พืชผักสดขนาดเล็กที่มีแม่ค้าเรียงรายขายของกันสองข้างทาง

ภาพบางภาพที่ผ่านตาทำให้ผมอดชื่มชมในความพยายามไม่ได้ จนกลายเป็นอีกแรงบันดาลใจสำหรับการอ่าน
ภาพคุณยายที่ไม่ยอมแพ้ต่อร่างกายตัวเองที่เสื่อมลงเรื่อยๆ กำลังละลายไปกับหนังสือที่เธออ่าน
ผมจะชื่นชมทุกครั้งที่เห็นใครสักคนตั้งใจอ่านหนังสือกันอยางใจจดจ่อ
เพราะนั่นเป็นเรื่องราวที่พวกเขาได้เรียบเรียงมาจากมุมมอง ประสบการณ์ ความคิด
เพื่อให้ผู้อ่านได้มุมที่แปลกไปจากเดิมหรือต่างไปจากสิ่งที่ตนเคยคิดเห็น


ผมเห็นภาพชายวัยกลางคนนั่งดูดควันจากบ้องไม้ไผ่ที่เห็นจนชินตาที่นี่
ผมเห็นผู้คนนั่งเล่นไพ่กันอย่างอิสระ บางแห่งตั้งโต๊ะเรียงรายเล่นกันข้างถนน
เสร็จแล้วพวกเขาก็ลุกไปทำงานกันต่อ เพราะพักกันมาเต็มที่ตามวัฒนธรรมของฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว
ทั้งลาวและเวียดนามใช้เวลาของฝรั่งเศสเหมือนกัน แม้กระทั่งภาษาเขียนของเวียดนามก็คล้ายๆกัน

ผมไม่เห็นธงอาเซียนที่รวมธงของประเทศต่างๆสักผืนตั้งแต่เดินทางอกจากประเทศไทยมา
พวกเขาคงไม่รู้ว่าอาเซียน คือ อะไร
ผมไม่เห็นภาพของคนที่ถือแท็ปเลตเพื่อเล่นเกมแองกี้เบิร์ดหรือนั่งถูโทรศัพท์หรืออะไรก็ตาม
ที่ดึงจินตนาการของพวกเขาเพียงเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียว



เมื่อหมดเส้นทางผมต้องแยกทางกับคุณปีเตอร์และคุณแปมซึ่งจะเดินกลับโรงแรมและแวะตลาดระหว่างทาง
สำหรับผมยังมีสถานที่อีกแห่งที่ต้องไปนั่นคือเนินที่มีอนุสาวรีย์เพื่อประกาศอิสระภาพและชัยชนะตั้งอยู่กลางเมือง

บันไดทางขึ้นกว่า 400 ขั้น ทำให้ผมเห็นเมืองทั้งเมืองได้โดยรอบ
สำหรับผมยังตัดสินความเป็นอยู่ของคนหรือใครที่นี่ ไม่ได้
เพราะเท่าที่ผมเดินมาทั้งวันนี้นั้นเป็นเพียงแค่บางส่วนของเมือง ผู้คนก็แค่บางส่วนเท่านั้นเอง




ข้างบนนี้บรรยากาศดีมากตอนผมยืนอยู่
อากาศครึ้มแต่ก็ยังเห็นทิวทัศน์ได้ระยะไกล
สายลมเย็นๆที่พัดผ่านมา หอบเอาคลื่นเสียงจากขลุ่ยอันโหยหวนที่กลุ่มชายวัยรุ่นกำลังเป่ากันอยู่บนนั้น
กลุ่มเมฆที่เคลื่อนตัวเหมือนมีพลังงานขนาดใหญ่คอยส่งเสริมความเสียสละของผู้คนในยุคนั้น
เพื่อคนรุ่นหลังๆได้ใช้ชีวิตกันอย่างสะดวกสบาย


มีผู้คนเดินออกกำลังกาย ถ่ายรูป ทั้งนักท่องเที่ยวทั้งยุโรปและเอเชียยืนเล่นอยู่บนนั้นอย่างหลวมๆพอไม่เหงา







ผมนั่งฟังเสียงขลุ่ยที่ล่องลอยไปตามสายลมพร้อมๆกับดวงอาทิตย์ที่เริ่มหมดแรง
แสงไฟต่างๆในเมืองเริ่มส่องประกายมากขึ้น
และผมก็ต้องตัดใจเดินออกจากบรรยากาศเหล่านี้กลับลงไปด้านล่าง
บางทีอาจทันส่งคุณแปมก่อนเดินทางเข้าฮานอยเพื่อกลับประเทศไทย
อาจจะไม่เจอหรือเจอเพื่อได้ขอบคุณเธออีกครั้ง



6.00 pm. ผมเดินมาถึงที่พักพร้อมกับคุณแปมและคุณปีเตอร์ที่เพิ่งกลับมาจากตลาดพอดี
เราทุกคนต่างหัวเราะแบบประหลาดใจเล็กน้อยที่ทุกอย่างลงตัวในจังหวะที่พอดี
ทำให้ผมมีเวลาที่จะหิ้วกระเป๋าไปส่งเธอขึ้นรถในสถานีที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก

7.15 Pm. คุณแปมขึ้นรถไปฮานอยแล้ว เป็นรถแบบ Sleeping Bus ซึ่งเป็นเตียงสองชั้นสามแถวเรียงกันอยู่
การโบกมือลาและกล่าวขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆที่เราได้รู้จักและพึ่งพาอาศัยกันตั้งแต่เช้าถึงเย็นคงเป็นการเริ่มต้นสำหรับมิตรภาพที่ดี



ผมกับคุณปีเตอร์เดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้งเพื่อเตรียมซื้ออาหารเช้าสำหรับการเดินทางไปซาปา ในเวลา 6.30 am.
2 คืน กับ 1 วันที่นี่ คงยังไม่พอสำหรับหลายๆสิ่ง

แต่สำหรับทริปการเดินทางที่ยังคงต้องเก็บให้ตลอดเส้นทางกับระยะเวลาที่มีอยู่ยังคงจำเป็น
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า เราอาจอยู่ซาปาซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผมหลายวันเพื่อรอหมอกจาง
หรือเราอาจไม่ได้เห็นอะไรเลยที่ซาปา สถานที่เรากำลังจะเดินทางไปต่อในวันพรุ่งนี้



ตอนที่ผ่านมาและต่อไป "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ; ไทย ลาว เวียดนาม" 
ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม <<<< Now! here
ตอนที่ 7 : ซาปา2 เวียดนาม
ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม
ตอนที่ 9 : ฮานอย 1 เวียดนาม
ตอนที่ 10: ฮานอย 2 เวียดนาม
ตอนที่ 11 : เหว้ เวียดนาม
ตอนที่ 12 : เหว้-สวรรณเขตสู่ไทย





 

Create Date : 09 มกราคม 2558    
Last Update : 14 มกราคม 2558 12:05:40 น.  

1  2  3  4  5  6  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.