ติดตาม twitter ได้ที่ @karnoi กด
ติดตามข้อมูลเว็บทาง FaceBook กด

รู้ยัง!!ตกงานก็ได้เงินนะสูงสุดเดือนละ7,500 บาทจากประกันสังคม!!



รู้ยัง!!ตกงานก็ได้เงินนะสูงสุดเดือนละ7,500 บาทจากประกันสังคม!!

สำหรับพนักงานบริษัทที่ทำงานและมีการส่งประกันสังคม และต่อมาต้องว่างงานแต่เคยจ่ายเงินเข้าสมทบประกันสังคม ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้รับการเยียวยา หรือได้รับเงินชดเชยจากกรณีนี้ จะต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะได้รับสิทธิ ตามมาดูกันเลย


หลักเกณฑ์ที่จะทำให้คุณได้สิทธิ ได้แก่

1. ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน

2. ถูกเลิกจ้าง ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง โดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย

3. ต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วันนับแต่วันที่ว่างงาน (หากยื่นสิทธิเกินกว่า 30 วัน จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง)


สิทธิที่จะได้รับเมื่อว่างงาน แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

1. กรณีถูกเลิกจ้าง
ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

เช่น
ถ้าผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท หรือ

ถ้าผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 40,000 บาท จะได้รับเพียงเดือนละ 7,500 บาท(คิดจากฐานค่าจ้าง 15,000 บาท)

2. กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

เช่น
ถ้าผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท หรือ

ถ้าผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 60,000 บาท จะได้รับเงินเพียงเดือนละ 4,500 บาท(คิดจากฐานค่าจ้าง 15,000 บาท)

ทั้งนี้ผู้ประกันตนยังสามารถใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้อีก 6 เดือน หลังจากลาออกโดยมิต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ

เมื่อคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการใช้สิทธิ จะต้องเตรียมหลักฐานต่างๆให้พร้อมเพื่อใช้ขอรับประโยชน์ทดแทน ดังต่อไปนี้

1. แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)

2. บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา

3. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป

4. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก

เมื่อคุณสมบัติครบถ้วน ให้นำหลักฐานไปยื่นได้ที่สำนักงานจัดหางานของรัฐที่ไหนก็ได้ที่สะดวก สำนักงานประกันสังคมก็จะทำการโอนเงินทดแทนการขาดรายได้ตามสิทธิให้ผู้ประกันตน ผ่านทางบัญชีธนาคารเดือนละ 1 ครั้ง และได้รับไปจนกว่าจะมีงานทำหรือครบสิทธิตามกำหนดที่กล่าวไว้ข้างต้น

สำหรับใครที่ยังมีคำถามหรือมีข้อสงสัยบางประการ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เวปไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ที่มีการอธิบายรายละเอียดไว้อย่างครบถ้วนแล้ว

เงินประกันสังคมที่คุณจ่ายไปไม่สูญเปล่าแน่นอน หากวันนั้นมาถึง อย่าลืมไปแสดงตัวเพื่อใช้สิทธิกันด้วยนะคะ อย่างน้อยก็จะได้มีเงินมาจุนเจือครอบครัว หรือเก็บเป็นเงินก้อนไว้ลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัวในอนาคตก็ได้


ขอบคุณที่มา > >sso.go.th




 

Create Date : 05 เมษายน 2559   
Last Update : 5 เมษายน 2559 23:24:47 น.   
Counter : 2917 Pageviews.  

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!



ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!
หลายคนคงเคยดูการ์ตูนสุดฮิตทุกยุคทุกสมัยอย่างเรื่องโดราเอมอน แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าหุ่นยนต์แมวอย่างโดราเอมอนก็มีคุณแม่ด้วยน๊าาา แล้วคุณแม่ของโดราเอมอนจะเป็นใคร จะจู้จี้ขี้บ่นเหมือนคุณแม่ของโนบิตะหรือเปล่า ไปดูกันเลยจ้าาาา

คุณแม่ของโดราเอมอนเป็นตัวละครที่ปรากฎตัวในตอนที่มีชื่อว่า But Doraemon Wants a Mom เธอเป็นหุ่นยนต์นกฮูกสีชมพูที่ออกมาจากของวิเศษของโดราเอมอนที่ชื่อว่า “ไข่คุณแม่จำลอง” นั่นเอง

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า โนบิตะเบื่อที่คุณแม่คอยเจ้ากี้เจ้าการบอกให้ทำนู่นนี่ จึงได้เล่าปัญหาให้โดราเอมอนฟัง โดราเอมอนจึงหยิบของวิเศษที่มีชื่อว่า “ไข่คุณแม่จำลอง” ออกมา แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผัน ทำให้หุ่นยนต์นกฮูกที่ออกมาจากไข่นั้นคิดว่าตัวเองเป็นแม่ของโดราเอมอน ในตอนแรกโดราเอมอนไม่ค่อยชอบคุณแม่ที่เป็นนกฮูกสีชมพูเท่าไหร่นัก เพราะเธอคอยดูแลเอาใจใส่มากเกินไปจนโดราเอมอนรู้สึกอึดอัด และรำคาญ

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

แต่ไม่นานหลังจากนั้น โดราเอมอนได้ไปเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งเดินกลับบ้านด้วยกันอย่างมีความสุข

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

โดราเอมอนก็รู้สึกเศร้าและละอายใจที่เขารำคาญและต่อว่าคุณแม่นกฮูก ที่คอยเป็นห่วง ดูแลเอาใจใส่โดเรมอนด้วยความรัก

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

เมื่อเขากลับมาบ้าน ก็เห็นนกฮูกคุณแม่กำลังทำขนมโดรายากิของโปรดของเขาอยู่ โดราเอมอนจึงยอมทานโดรายากิฝีมือของแม่ พร้อมชมว่าอร่อยมากๆ เพื่อให้คุณแม่มีความสุข ถึงแม้ว่ารสชาติของโดรายากิที่คุณแม่ทำมันจะแย่มากจนแทบกลืนไม่ลงก็ตาม

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

และเมื่อถึงเวลาที่นกฮูกคุณแม่ต้องจากไป โดราเอมอนก็เศร้าเสียใจมาก เพราะเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีอย่างเพียงพอ

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

ก่อนจากกัน คุณแม่ของโดเรมอนได้ฝากให้โนบิตะ ดูแลโดเรมอนลูกสุดที่รักของเธอให้ดี

ทำความรู้จักกับ “แม่ของโดเรมอน” ที่น้อยคนนักจะเคยเห็น!!

คุณแม่ของโดราเอมอนนั้นเป็นนกฮูกที่ใจดีและชอบดูแลเอาใจใส่ เธอมีคุณสมบัติของคุณแม่ในฝันอย่างครบถ้วน แต่ค่อนข้างมีอารมณ์อ่อนไหว เธอไม่ชอบเวลาที่โดราเอมอนทำตัวไม่ดี และเธอก็ทำงานบ้านทุกอย่างได้ดีมากๆ ยกเว้นการทำอาหาร ซึ่งฝีมือแย่มากๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำโดเรมอนคิดถึงคุณแม่น้อยลงเลย


ที่มา: dora-mom




 

Create Date : 05 เมษายน 2559   
Last Update : 5 เมษายน 2559 23:24:13 น.   
Counter : 239 Pageviews.  

เพื่อนผมก็หอบทำไมอยู่ได้ พลทหารถาม หลัง ‘ไมค์ พิรัชต์’ รอดทหาร



เพื่อนผมก็หอบทำไมอยู่ได้ พลทหารถาม หลัง ‘ไมค์ พิรัชต์’ รอดทหาร
เรียกได้ว่ากำลังเป็นกระแสฮือฮาอยู่ในขณะนี้เลยก็ว่าได้กับการจับใบดำใบแดงของเหล่าดารา โดยเฉพาะกรณีหนุ่ม ‘ไมค์ พิรัชต์’ ที่ยื่นใบรับรองแพทย์ระบุเป็น โรคหอบหืด ทำให้อดรับใช้ชาติ จนเกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หนาหู เพราะเหตุใดถึงเพิ่งมาหงายการ์ด ‘หอบ หืด’ ทำไมไม่แจ้งตั้งแต่ปีแรก ๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊กแฟนเพจ Tato ได้โพสต์ภาพของพลทหารนายหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องราวดังกล่าว โดยเล่าถึงเพื่อนที่เป็นโรคหอบเหมือนกับพระเอกหนุ่ม แต่ไม่หนักมาก ทุกวันนี้อยู่กองพันทหารราบ ปัจจุบันหายจากโรคหอบแล้ว จริงไม่จริงไม่รู้ รู้แต่วิ่งได้วันละ 10 กิโลเมตร แบบสบาย ๆ

ทั้งนี้ ชาวเน็ตต่างพากกันเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย โดยต่อว่าหนุ่ม ‘ไมค์ พิรัชต์’ ยกใหญ่ แถมโยงไปถึงเรื่องลูกที่ขาดความรับผิดชอบ จนกลายเป็นประเด็นดราม่าใหญ่โต

เพื่อนผมก็หอบทำไมอยู่ได้ พลทหารถาม หลัง ‘ไมค์ พิรัชต์’ รอดทหาร


ขอบคุณเนื้อหาจาก แฟนเพจ Tato




 

Create Date : 05 เมษายน 2559   
Last Update : 5 เมษายน 2559 23:23:27 น.   
Counter : 85 Pageviews.  

“พิชญ์”ประธานแจส เปิดใจครั้งแรกหลังทิ้ง 4G



“พิชญ์”ประธานแจส เปิดใจครั้งแรกหลังทิ้ง 4G

นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดใจครั้งแรกหลังทิ้งใบอนุญาต 4G ว่า ตั้งใจลงแข่งประมูลจริง ตั้งงบไว้ 80,000 ล้านบาท รู้อยู่แล้วว่าราคาประมูลต้องสูง แข่งขันรุนแรง

เมื่อชนะประมูล ได้คุยกับ ธ.กรุงเทพ และ บริษัทหัวเหว่ย แต่ติดปัญหาเรื่องเดียว คือ ตนเองต้องทำประกันส่วนตัว และต้องให้ นาย อดิศัย โพธารามิก คุณพ่อ ทำประกันส่วนตัวด้วย จึงเป็นเงื่อนไขที่ยอมรับไม่ได้ อีกทั้งเป็นการบอกช่วงกลางเดือน มกราคม จึงจบการเจราจากับ ธ.กรุงเทพ


จากนั้นตนได้เจรจากับ ธ. ICBC ว่าถ้าได้ผู้ร่วมทุนจากจีน ก็จะพิจารณาให้ ตอนนั้น คุยกับ 4 บริษัท คือ ZTE เสนอ Cerico นอกจากนี้ ได้มีการเจรจากับ Sharing mobile group co.ltd., china unicom , China telecom มีบริษัทที่เป็นกองทุนที่ ICBC แนะนำพร้อมลงทุน 30,000 ล้านบาท โดยจะถือหุ้น 49% ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ดี แต่ไม่สามารถทำกระบวนการได้ทัน วันที่ 21 มีนาคม ทำได้เร็วที่สุดกลางเมษายน จึงไม่สามารถจ่ายเงินได้

ส่วนเรื่องจ่ายปันผล ซื้อหุ้นคืน และลงทุน 4G ยืนยัน ทำได้ เพราะปันผล กับซื้อหุ้นคืน เป็นเรื่องของจัสมินฯ ที่มีกำไร และมองว่า เรื่อง 4G หากทำได้ ก็จะเป็นผลดีกับผู้ถือหุ้น

นายพิชญ์ ยืนยันว่า ได้ดำเนินการแบบตรงไปตรงมา คำนึงผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น และยังจะรุกธุรกิจบรอดแบรนด์ต่อ แต่คงยังไม่ใช่ธุรกิจมือถือ เหตุผลที่ไม่บอก กสทช. เพราะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนกับการเจรจาหาผู้ร่วมทุน

ผู้บริหารแจส ยังเปิดเผยอีกว่า ตนลุ้นจนถึงนาทีสุดท้าย และมองว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจ เพราะเตรียมแถลงข่าวแล้ว แต่ติดปัญหาเรื่อง ตลท.ขึ้นเครื่องหมาย H จึงต้องยกเลิกการแถลง และไปชี้แจง ตลท.แทน ทั้งนี้ เชื่อ กสทช.ตัดสินตามข้อเท็จจริง ยืนยันไม่ได้ปั่นราคาให้สูงเกินจริง
ขอบคุณที่มา > > morning-news.bectero




 

Create Date : 05 เมษายน 2559   
Last Update : 5 เมษายน 2559 23:22:02 น.   
Counter : 61 Pageviews.  

พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย



พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย

เป็นอีกบทความที่ได้รับความสนใจและถูกแชร์ต่อไปอย่างมาก ซึ่งเป็นบทความที่ถูกโพตส์ลงในเฟซบุ๊ค โดย รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ จากภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นเรื่องราวด้านการศึกษาของลูกสาว ที่มีผลการเรียนไม่ประสบความสำเร็จนักขณะอยู่ที่ไทย แต่กลับมีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น โดยระบุว่า..


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา

3 เมษายน พ.ศ. 2559 ผมและภรรยาเดินทางไปสนามบินสุวรรณภุมิเพื่อส่งลูกสาวคนโตกลับไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยไปส่งหลายครั้งแล้ว หวังว่าอีกไม่นานเราก็จะไม่ต้องพบกับสภาพ "พานพบเพื่อพลัดพราก จำใจจากเพื่อรอเจอ" กันอีกแล้ว

ผมมีลูกสาวสองคน ลูกคนโตของผมเป็นคนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเรียนในระบบของประเทศไทยสักเท่าไร เพราะผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์แค่เอาตัวรอดได้เท่านั้น ไม่เคยได้เกรด 4 ทุกวิชา ไม่ใช่นักเรียนชั้นแนวหน้าของห้องเรียน ยิ่งถ้าพูดลงลึกเข้าไปอีก ต้องบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างสมองมาเพื่องานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเธอเลย เพราะผลการเรียนทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เธอแย่มาก ทุกครั้งที่สอบวิชาเหล่านี้ พ่อแม่ต้องลุ้นระทึกเสมอ

แต่เพราะผมและภรรยาช่วยกันเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ไม่ฝากใครเลี้ยง ไม่มีพี่เลี้ยงเด็ก ผมดูลูกอย่างใกล้ชิดมาตลอด ผมสังเกตว่า ลูกสาวคนโตของผมเป็นคนช่างซัก ช่างถาม ช่างสงสัยตั้งแต่เด็ก เช่น ทำไมเราต้องเรียนเรื่องร้อยละ ทำไมเรียนแค่บวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้หรือ ทำไมต้องเรียนเรื่องเลขยกกำลัง ทำไมต้องเรียนถอดสมการที่ยุ่งยาก ทำไมนิวตันต้องสร้างกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่ยุ่งยากและจับต้องไม่ได้ให้เธอเรียน แต่ทุกคำถามของเธอ ไม่เคยมีใครให้คำตอบที่ถูกใจเธอเลย ส่วนมากของคำตอบจากครูบาอาจารย์และสารพัดผู้รู้ในประเทศนี้ ก็คือ เรียนๆ ไปแล้วก็จะเห็นประโยชน์เอง


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย

ผมมีความรู้สึกลึกๆ แต่ไม่กล้าบอกใครว่า ลูกสาวคนโตของผมน่าจะเป็นเด็กเก่งอยู่เหมือนกัน แต่ในแนวที่ไม่ค่อยจะเหมือนเด็กเก่งที่พบกันดาษดื่นในประเทศไทย และเชื่อว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในเมืองไทยดูลูกผมไม่ออก บอกไม่ได้ และหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูกผมยาก

ภายหลังจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ผมเสนอเชิงขอร้องให้เธอไปเรียนปริญญาโทต่อที่ต่างประเทศจะในสาขาวิชาอะไรก็ได้ และในมหาวิทยาลัยอะไรก็ได้ โดยหวังเพียงให้เธอได้ไปเรียนรู้วิธีคิดที่ดีกว่าในบ้านเรา เธอตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Keio University ประเทศญี่ปุ่นในสาขา Innovative Design เพราะถูกจริตและมีเนื้อหาวิชาให้คิดสิ่งใหม่ๆ มากมาย

เกือบสองปีแล้วที่เธอไปอยู่ญี่ปุ่นกับการเรียนในแบบที่เธอชอบ คือ การมีโอกาสได้แสดงความคิด ความสามารถ ให้คนอื่นรับรู้ ไม่ต้องนั่งท่องจำ หรือทำข้อสอบประเภทต้องเลือกข้อที่ถูกตามความเห็นของคนออกข้อสอบ ผลการเรียนของเธอดีกว่าในเมืองไทยอย่างชัดเจน การมองชีวิต สังคม และโลก ของเธอเปลี่ยนไปมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดีมากประมาณ 3.9-4.0 ทุกเทอม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมฝันอยากได้ ที่อยากได้และผมได้แล้วก็คือ ลูกผมเข้าใจแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญกว่าไทยในทุกด้านอย่างเทียบกันไม่ได้เลย และสิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ "ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่เคยหยุดนิ่งทางความคิด" ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจเลยว่า "ความคิด"คืออะไร

ผมเคยคิดว่าลูกสาวผมเป็นข้าวพันธ์ไม่ค่อยดีปลูกขึ้นยาก แต่เมื่อเปลี่ยนให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นจึงทำให้ผมได้รับรู้ว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด

"ลูกเป็นข้าวพันธุ์ดี แต่นาที่บ้านเมืองเราแห้งแล้งเกินไป เลยปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น และนี่คือความจำเป็นที่ลูกต้องมาเรียนไกลบ้านซึ่งมีที่นาดีกว่าเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าวของพ่อเป็นข้าวพันธุ์ดี ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พ่อเคยฝังไว้ในความคิดและความจำมาตลอดเวลา ขอโทษนะลูก "

_____________________________________________

ถ้าเรียนได้ เกรดสี่ วิถีไทย
ถ้ามุ่งมั่น ตั้งใจ ทำตามสอน
ถ้าเลียนแบบ ทำตาม ทุกขั้นตอน
จงว่านอน สอนง่าย ที่ไทยเทอญ
แต่ถ้าคุณ คิดแปลก และแตกต่าง
และมุ่งมั่น ทำอย่าง ที่ใฝ่ฝัน
อย่ารอช้า รีบมา ญี่ปุ่นพลัน
เพื่อรวมฝัน กับความจริง เป็นสิ่งเดียว

พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย

แต่หลังจากนั้นก็มีบรรดาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆมากมาย ระบบการศึกษาของไทยนั้นไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักคิดเช่นในประเทศอื่น ๆ จึงเป็นข้อด้อยให้ระบบการศึกษาไทยควรนำไปพัฒนาต่อ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ใช่ว่าระบบการศึกษาของไทยจะไม่สามารถสนับสนุนให้ เด็กไทยประสบความสำเร็จได้เสมอไป เพราะยังมีเด็กไทยอีกไม่ใช่น้อยที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จากการศึกษาในเมืองไทย

ขณะที่ชาวเน็ตบางคนก็แสดงความคิดเห็นสนับสนุนเจ้าของบทความนี้ แต่เห็นต่างในด้านของการเปรียบเทียบที่อาจจะก่อให้เกิดช่องว่างบางอย่าง ระหว่างความรวยและจน เพราะบทความนี้เหมือนเป็นการสนับสนุนให้พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ และดูถูกระบบการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งพ่อแม่บางคนที่ฐานะไม่ดีนักก็ไม่สามารถกระทำได้ บางคนที่มองในแง่มุมว่า เรื่องดังกล่าวให้ข้อคิดมากว่าการให้เด็กได้เรียนได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ปลูกข้าวในดินที่เหมาะสม ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ก็ใช่ว่าดินแหล่งเดิมหรือระบบการศึกษาในไทย จะต้องเป็นดินที่แย่กว่าเสมอไป เพียงแค่อาจจะไม่เหมาะกับลูกสาวของเจ้าของเรื่องเท่านั้น


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย


พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา เรื่องเล่าถึงลูกสาวกับระบบการศึกษาไทย
ขอบคุณที่มา >> Facebook >> อาจารย์วิทยา ถิฐาพันธ์




 

Create Date : 05 เมษายน 2559   
Last Update : 5 เมษายน 2559 23:21:21 น.   
Counter : 260 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

ข่าวดี
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]










ติดตามข้อมูลของเว็บทาง twitter ได้ที่ @karnoi กด
ติดตามข้อมูลเว็บทาง FaceBook กด







Online Users


New Comments
[Add ข่าวดี's blog to your web]