"วันแม่นานาชาติ" ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
วันแม่  เป็นวันที่สำคัญในหลายประเทศทั่วโลก จัดขึ้นเพื่อให้เกียรติแม่และความเป็นแม่ 

ในประเทศไทยวันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี  

โดยมีความเป็นมาคือ
ในประเทศไทย เดิมมีการจัดงานวันแม่ โดยสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี 
ตั้งแต่ พ.ศ. 2493 ตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 

ในคณะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม[1] ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 12 สิงหาคม 
ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมกับได้กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์แทนวันแม่ 
เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่มีสีขาว มีกลิ่นหอมและออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก

ในประเทศอื่นทั่วโลกวันแม่จะอยู่ในช่วง เดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม 
ประเทศอื่น ๆ ก็มีการกำหนดวันแม่ไว้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น 
ใช้วันอาทิตย์ ที่สองของเดือนพฤษภาคม 

ทั้งนี้บางประเทศมีการเฉลิมฉลองในวันสตรีสากล เป็นวันแม่ด้วย

ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อปี 1931 (หรือปีโชวะที่ 6) องค์กร สตรีสูงสุดของญี่ปุ่นได้ตั้ง วันที่ 06 มีนาคม 
ซึ่งเป็นวันฉลองพระราชสมภพ ของ พระราชินี คาโอรุ มาโคโตะ (Empress Kaoru Makoto) 
เป็น "วันแม่" ต่อมาในปี 1937 วันที่ 5 พฤษภาคม (หรือปีโชวะที่12) 
และได้เปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อ (ได้รับการสนับสนุนโดยคณะกรรมการกลางให้จัดตั้งวันแม่) 
ขึ้นใหม่ในปี 1949 (หรือปีโชวะที่ 24) 

โดยมาจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่สองในเดือนพฤษภาคม 
ตามประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายๆประเทศ

ทั้งนี้ วันเด็ก คือวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ (วันหยุดแห่งชาติตามกฎหมาย) "เพื่อให้เด็กได้มีความสุขกับครอบครัวและ 
ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อขอบคุณแม่ที่ทำให้เราได้เกิดมาอีกด้วย
ในวันแม่ ปกติประเทศญี่ปุ่นจะให้ดอกคาร์เนชั่นแต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ 
ไม่เพียงดอกคาร์เนชั่นเท่านั้น แต่ดอกกุหลาบสีชมพูและดอกเยอบิร่า ก็ให้ได้เช่นกัน

ส่วนในอังกฤษและไอร์แลนด์วันแม่จัดขึ้นต่อจากวันอาทิตย์ แห่งความเป็นแม่
ซึ่งเป็นวันสำคัญของศาสนาคริสต์ วันสำคัญที่ให้ระลึกถึงความเป็นพ่อเรียกว่าวันพ่อ

วันแม่นานาชาติมีวันไหนบ้าง ตามลำดับ

1. ประเทศกรีซ ทุกๆ วันที่  2 กุมภาพันธ์ 
2. ประเทศรัสเซีย ทุกๆ วันที่  28 พฤศจิกายน หรือวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน พย. 
3. ประเทศนรเวย์ ทุกๆ วันอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์
4. ประเทศอิสราเอล ทุกๆ วันที่  1 มีนาคม
5. ประเทศจอร์เจีย ทุกๆ วันที่  3 มีนาคม
6. ประเทศสโลวีเนีย ทุกๆ วันที่  25 มีนาคม 
7. ประเทศอาร์เมเนีย ทุกๆ วันที่  07 เมษายน
8. ประเทศเนปาล ทุกวันที่ 24 เมษายน+/- 5 วัน Baisakh Amavasya (Mata Tirtha Aunsi) 
9. ประเทศปารากวัย ทกๆ วันที่  15 พฤษภาคม
10. ประเทศโปแลนด์ ทุกๆ วันที่  26 พฤษภาคม 
11. ประเทศโบลิเวีย ทุกๆ วันที่  27 พฤษภาคม
12. ประเทศนิการากัว ทุกๆ วันที่  30 พฤษภาคม
13. ประเทศMongolia† (The Mothers and Children's Day.)  ทุกๆ วันที่ 1 มิถุนายน
14. ประเทศลักเซมเบิร์ก  ทุกๆ อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน
15. ประเทศเคนยาทุกๆ วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน
16. ประเทศแม่แบบ:Country data Antwerp แอนต์เวิร์ป (เบลเยียม) ทุกๆ 15 สิงหาคม หรือเรียกว่า Assumption Day
17. ประเทศคอสตาริกา  ทุกๆ 15 สิงหาคม 
18. ประเทศอินเดีย ทุกๆ 19 สิงหาคม 
19. ประเทศMalawi ทุกๆ วันจันทร์ที่สองของเดือน ตุลาคม 
20. ประเทศ Belarus ทุกๆ วันที่ 14 ตุลาคม
21. ประเทศอาร์เจนตินา ทุกๆวันอาทิตย์ที่สามของเดือนตุลาคม
22. ประเทศปานามา ทุกๆวันที่ 8 ธันวาคม
23. ประเทศอินโดนีเซีย ทุกๆวันที่ 22 ธันวาคม 

บางประเทศ นับตามปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ
24. ประเทศอิรัก และ อิหร่าน 20 Jumada al-thani

25. ประเทศนอร์เวย์  ทุกๆ วันอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์
26 ประเทศบัลแกเรีย, แอลเบเนีย ทุกๅ วันที่ 8 มีนาคม 
27. ประเทศสหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์ ทุกๆวันอาทิตย์ที่สี่ในฤดูถือบวชเล็นท์ (มาเทอริง ซันเดย์)
28. ประเทศจอร์แดน, ซีเรีย, เลบานอน, อียิปต์ ทุกๆวันที่ 1 มีนาคม(วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ)
29. ประเทศโปรตุเกส, ลิทัวเนีย, สเปน, แอฟริกาใต้, ฮังการี ทุกๆวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม
30. ประเทศเกาหลีใต้ ทุกๆวันที่ 8 พฤษภาคม (วันผู้ปกครอง)
31. ประเทศกาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้, บาห์เรน, ปากีสถาน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อินเดีย, โอมาน ทุกๆวันที่ 10 พฤษภาคม 
32. ประเทศโปแลนด์ ทุกๆ วันที่26 พฤษภาคม
33. ประเทศโบลิเวียร์ ทุกๆ วันที่ 27 พฤษภาคม
34. ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน, สวีเดน ทุกๆ วันอาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม
35. ประเทศฝรั่งเศส ทุกๆวันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายนหรือ อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม
36. ประเทศปานามา

37. ประเทศที่มีวันตรงกัน มีดังนี้ ...




38. คือกลุ่มที่มีวันแม่ตรงกันคือ อาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม
ได้แก่ประเทศ แคนาดา, สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, เดนมาร์ก, ตุรกี, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์, บราซิล, เบลเยียม, เปรู, ฟินแลนด์, มอลตา, เยอรมนี, ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, อิตาลี, เอสโตเนีย, ฮ่องกง

39. ประเทศตูนิเซีย, Algeria, Dominican Republic,  Haiti, มอริเชียส, โมร็อกโก ทุกๆวันวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย 



Create Date : 13 สิงหาคม 2556
Last Update : 13 สิงหาคม 2556 12:32:52 น.
Counter : 1283 Pageviews.

3 comment
หากการศึกษาไร้คุณภาพและคุณธรรม ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร?
เคยไปสอนปริญญาโทนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเอกชนตอน"ทไวไลท์" ถามไถ่ได้ความว่าที่มาเรียนเพราะได้ เงินค่าจ้างตามปริญญา เป็นส่วนใหญ่ เพราะได้ค่าจ้างเพิ่ม ได้เพื่อนร่วมรุ่นและสามารถต่อยอดทางธุรกิจให้ขยายขึ้น

ผู้ชายจะคิดไม่เหมือนผู้หญิง ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักตอบว่าเรียนเพราะจบไปจะหางานใหม่ นัยยะของบุรุษมักคิดเหนือสตรีไปอีกขั้น และใฝ่ไปต่อถึงปริญญาเอก เพราะค่านิยมต้องได้"ด๊อกเตอร์"ถึงจะโก้และอยากทำงานกับนานาชาติได้เงินเดือนสูง สรุปว่าค่าจ้างเป็นแรงจูงใจ

มีอยู่สองสามรายบอกว่าอยากเจอเนื้อคู่ (ในหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นๆเพิ่มวิทยะฐานะของเอกชนและราชการพบประเด็นนี้มากที่สุด) สารภาพว่าอยากมีเนื้อคู่ หมายถึงคู่สมรสและกิ๊กใหม่

การศึกษาได้ความรู้จริงจัง บางคนไปเรียนเพราะมีสิ่งแอบแฝง บางคนที่ไปเรียนมีความรู้ประสบการณ์อยู่แล้วแต่อยากอั๊พเกรดทางวิทยะฐานะที่สังคมยอมรับ ผมเคยเจอ คนเรียนอายุมาก ระดับนโยบายไปนั่งเรียน ถามได้ความว่าอั๊พเกรดเพราะกลัวตามคนรุ่นใหม่ไม่ทัน และไปไพเรทคนร่วมรุ่นด้วย เพราะต้องแสวงหาเด็กมีแววแล้วซื้อตัวไปช่วยงาน คงจำได้ว่าหลายหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยไปตั้งสาขาเปิดเรียนนอกสถานที่เพื่อหารายได้แบ่งกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ร่ำรวยตามๆกัน จนคุณภาพลดระดับลงเพราะสุกเอาเผากินก็เพราะลูกศิษย์สรวลเสเฮฮา ให้อาจารย์ใบ้ข้อสอบ มีเสมียนรับจ้างลอกงานที่อาจารย์สั่งให้ทำและติวเข้มได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำว่าจ่ายครบจบแน่ระบาดมากใน ปัจจุบันจนสกอ. สมศ.จ้องจับผิด ไม่ได้เกิดในเอกชนอย่างเดียวยังรวมถึงของรัฐด้วย มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนบ่นดังๆว่าคนเรียนจบปริญญาโท มามีความรู้ไม่ได้ต่างกับปริญญาตรีเลย เพราะประเมินว่าต่อยอดได้เล็กน้อย ทั้งๆที่ควรมากกว่าที่่เห็น

ในสภามหาวิทยาลัย บางแห่งมีกรรมการบางคนเป็นหลายแห่ง เพราะผลัดกันเกาหลัง บางคนแก่มากแล้วหลงๆลืมๆนั่งหลับเงอะงะก็ยังตั้งให้เป็นเพราะเอาไว้กันผี บางคนเอาไว้ให้หางานให้บัณฑิตทำ ปริญญากิตติมศักดิ์จึงให้กันเพราะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกัน เรื่องเหล่านี้สะท้อนมาถึงนโยบายการจัดหลักสูตรด้วย นายจ้างหลาย คนวิจารณ์ว่าบัณฑิตรุ่นให่ขาดคุณภาพและคุณธรรมมากขึ้น อาจจะเพราะความหละหลวมจากเรื่องที่กล่าวมาเป็นบางส่วน เข้มมากก็ไม่มีใครเรียนเพราะจบยากกระมัง อ่อนมากก็กลัวบัณฑิตขาดคุณภาพ อย่างที่นักการเมืองบางคนจบปริญญา แล้วดูจากพฤติกรรมแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะจบอุดมศึกษา เพราะพฤติกรรม วุฒิภาวะ ไม่น่าเป็นไปได้ 

ท่ี่กล่าวมาทั้งหมดก็โทษการตลาดของมหาวิทยาลัย และคุณภาพคนสอนและพาดพิงถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ควรปรับปรุงให้กระชับมากขึ้น เราต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์อะไรที่ผลิตซ้ำ ไม่พัฒนาทั้งเครื่องมือ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง มักจะลดคุณภาพของตัวมันเอง เพราะอาศัยบุญเก่าๆ หรือไม่ก็ปฏิเสธนวัตกรรมใหม่ๆที่ อนุรักษ์แต่ไม่พัฒนา ส่วนที่เป็นมือใหม่หัดขับก็มักทุ่มการตลาดเกินไปกลัวไม่มีลูกค้า ส่งเสริมด้วยการลดแลกแจกแถมแต่ไม่ได้เข้มงวดองค์ความรู้ บัณฑิตจบไปไม่มีภูมิรู้พอ แม้จะผ่านมาตรฐานก็ร่อแร่เต็มทน

ตลาดอุดมศึกษาในบ้านเราหากไม่พัฒนาตนเองด้วยการมุ่งเรื่องคุณภาพและคุณธรรมก็คงต้องมองข้อเปรียบเทียบกับประชาคมอาเซี่ยนที่ต้องยอมรับว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครนั้นหลอกตัวเอง แท้จริงอยู่ที่คุณภาพ คุณธรรมของคนเรียนและคนสอนกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องตระหนักให้ครบทุกด้าน ที่เลิศก็มี ที่ยังบกพร่องต้องสุมหัวกันปรับปรุง

ดูแค่เรื่องการเมือง สะท้อนให้เห็นชัดมากว่า คุณภาพ และ คุณธรรม ของเราเป็นเช่นไร อะไรที่ผิดต้องถูกลงโทษ ส่งเสริมสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสาธารณะ รู้จักสิทธิมนุษยชน ไม่ละเมิดคนอื่นมีมารยาท เกรงใจคนอื่นเป็น เรามีลดลงมากในเรื่องเหล่านี้ มากจนห่วงว่าความขัดแย้งจะเกิดรุนแรงเพราะ คนดีไม่อยากสังคมกับคนไม่ดี จนทนไม่ไหวก็จะกดดันระเบิดได้ การศึกษาทำให้คนคิด พูด ทำเป็น หากการศึกษาร่อแร่ไร้คุณภาพ และไร้คุณธรรม ก็จะทำให้สังคมไม่สามารถพัฒนาประเทศได้เลย

Cr : อจ. Kasem Chandranoi/ Facebook Commented 



Create Date : 12 สิงหาคม 2556
Last Update : 18 สิงหาคม 2556 12:25:40 น.
Counter : 603 Pageviews.

0 comment
ตั้งฉายาเขาเป็นแมลงสาป ตัวเลยกลายเป็นแมงดาซะงั้น !!!


ในความเป็นจริงแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่สนธิฯ หรือ แป๊ะลิ้ม จะมาชวนทะเลาะกับ พธม. แต่เพราะฝ่ายคุณสนธิเองต่างหาก ที่คอยจ้องกัดปชป.อยู่ตลอดเวลา เผลอๆจะกัดอภิสิทธิ์มากกว่าทักษิณด้วยซ้ำไป ทั้งๆที่แกนนำปชป.ไม่เคยตอบโต้ด้วยเลย ผู้ใดสนับสนุนปชป.ก็ถูกเรียกว่าสาวกแมลงสาป มันจะอะไรกันนักกันหนากันคุณสนธิ? ตอนนี้ มีสื่อหันมาเรียกคุณสนธิว่า "แมงดา" ซะงั้น ....

บางความคิดเห็นบอกว่า ถ้าไม่มีประชาธิปัตย์คอยกำกับอยู่ .. ป่านนี้ ประเทศไทยอยู่ใต้อุ้งตีนพวกชั่วไปนานแล้ว ว่าไปแล้วบางทีเราอาจต้องขอบคุณคนในอาชีพฝ่ายค้านด้วยนะ 

อ้างถึง...คุณณัฐธันยพร รักในหลวง เป็น username ใน facebook กล่าวคอมเม้นท์ว่า เมื่อก่อนเคยดู astv แต่เจอสนธิ ลิ้มฯ ด่าทอนายอภิสิทธิ์ เลยเลิกดู เธอไม่ใช่สาวกคุณอภิสิทธิ์ แต่ชอบความเป็นตัวตนของนายอภิสิทธิ์ และคิดเลยทันทีว่า เหตุที่เพื่้อไทย ได้เป็นรัฐบาล ก็มาจากคำยุแหย่ของนายสนธิ ลิ้มนี้ส่วนหนึ่ง ประเทศที่เสียหายอยู่ทุกวันนี้ นอกจะโทษทักษิณแล้ว เธอยังโทษนายสนธิ ลิ้มฯอีก อันนี้แค่ความคิดส่วนตัว แต่ตั้งอยู่บนความเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์

ส่วนคุณปรายฟ้า ช่อระกา อีกหนึ่ง user FB ก็ให้ความเห็นว่า ..แป๊ะลิ้มมาแบบ No vote อีกแล้ว เกมส์นี้พี่น้องเอ๋ย เป็นไงหละ No vote จนน้องสาวทักษิณฯ ได้ครองเมือง ตั้งคำถามคาใจว่า No Vote เพื่อใคร และแล้วจะได้อะไร ออกมาขับไล่ทักษิณฯ จะเป็น จะตาย แต่ดันสนับสนุนลับๆให้น้องสาวทักษิณฯ โดยการ discredit ดิสเครดิต ปชป.และนายอภิสิทธิ์ หมายความว่ายังไงหรือแป๊ะลิ้ม? เธอเองก็เคยเป็น อดีต พธม.มาก่อน แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้วแป๊ะลิ้มฯ 

เป็นไงหละ...แป๊ะลิ้ม หงายเงิบเลยสิ...การที่มีคนคิดแบบนี้ และให้ความเห็นแบบแสนชิงชังและเกลียดเกมส์กลของเขา คิดว่าอีกหลายล้านคนก็คงคลางแคลงใจเช่นเดียวกัน ...

นี่คือบทเรียนที่ได้เรียนรู้ของสาวกแมงสาป และ อดีตสาวกแมงดา 

อ่าไม่สิ...ไม่มีสาวกแมงดา เพราะว่า สาวกแมงดา มันคือโสเภณีนี่นา ....อุ๊ย!!!



Create Date : 10 สิงหาคม 2556
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 19:31:23 น.
Counter : 567 Pageviews.

0 comment
มารู้จักกับที่มาของธนบัตร ของคนไทย จากพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระประสงค์ปรับประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ
แรกเริ่มเดิมที...ก่อนจะมีวิวัฒนาการธนบัตรไทย เราใช้เงินพดด้วง ปี้กระเบื้อง และเหรียญกษาปณ์ 

เงินพดด้วง  ประกับ ปี้กระเบื้อง 

ก่อนที่จะมีการนำธนบัตรเข้ามาใช้ร่วมกับเงินตราชนิดอื่น ๆ ในระบบการเงินของประเทศ ชนชาติไทยได้ใช้หอยเบี้ย ประกับ (ดินเผาที่มีตราประทับ) เงินพดด้วง ปี้กระเบื้อง และเหรียญกษาปณ์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติและ "เปิดเสรีทางการค้า" อ่านถึงตรงนี้ทำให้รู้ว่าการค้าเราเปิดเสรีตั้งแต่โบราณโดยพระมหากษัตริย์ทรงริเริ่ม ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถผลิตเงินพดด้วง ซึ่งเป็นเงินตราหลักในขณะนั้นารได้ทันต่อความต้องการ

ทั้งยังมีผู้ทำเงินพดด้วงปลอม ออกมาใช้ปะปนในท้องตลาด (ตรงนี้ก็ยังทำให้ทราบว่า เรามีคนชั่วๆ มาแต่โบร่ำโบราณ เกิดจากละโมบโลภมากคิดทางลัดเสมอ) จนเป็นปัญหาเดือดร้อนกันทั่วไป

ในพุทธศักราช ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง โปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดแรกขึ้นใช้ในระบบเงินตราของประเทศ เรียกว่า  "หมาย"

หมาย เป็นกระดาษสีขาว พิมพ์ตัวอักษรและลวดลายด้วยหมึกสีดำ ประทับตราพระราชสัญลักษณ์ประจำพระราชวงศ์จักรี รูปพระแสงจักร และพระราชลัญจกรประจำพระองค์รูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ด้วยสีแดงชาด เพื่อป้องกันการปลอมแปลง

หมายที่โปรดให้จัดทำมี ๓ ประเภท ได้แก่
หมายราคาต่ำ
หมายราคากลาง (ตำลึง) และ
หมายราคาสูง

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ "หมาย" เป็นเงินตราชนิดใหม่ ในขณะที่ราษฎรยังคงคุ้นเคยกับเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราโลหะมาแต่โบราณ จึงไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายตามพระราชประสงค์... 

Cr: Liverpoolthailandfanclub By Mr. Been



Create Date : 10 สิงหาคม 2556
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 12:21:55 น.
Counter : 735 Pageviews.

0 comment
การเจรจาตามประสาคนใน "วงการสื่อสาร" ปัจจุบันต้องจดจ้องแยกโสต เขาจะ"เจาะ" อะไรให้เราฟัง
ขณะนี้ บ้านเมืองเราป่วนป่วนเหลือเกิน... คืนวันก่อน...รู้สึกขัดอกขัดใจกับสื่อบางท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ..หลังจากทานข้าวเย็นกับครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองแล้วขับรถออกจากบ้านๆ เพื่อไปดื่มกาแฟกับเพื่อนๆ ระหว่างขับรถไปหาเพื่อนนั้น ก็หมุนวิทยุฟังเพื่อความเพลิดเพลินระหว่างขับรถ หมุนไปเจอคลื่นอะไรก็จำไม่ได้ชัดเจน?

เพราะตนเองชอบฟังเพลงทั่วไปมากกว่าจะจ่อมอยู่กับรายการประจำ แล้วมีผู้จัดเป็นคนพูดโต้แย้งกันไปมา เรื่องที่ตัวเองเตรียมมา ไม่มีการออกความเห็นหรือ โต้แย้งจากใครที่ไหน ผู้ฟังทั่วไปมีสิทธิ์แค่ฟัง... 

รายการนี้มีผู้ชายสองคนเป็นผู้จัดรายการ (ไม่ขอออกนาม) เสียงทุ้ม นุ่ม เฮฮา แต่การคุยในรายการ ออกแนวกระแนะกระแหนการเมือง ออกแนวล้อเลียนชวนขำต่อพวกม๊อบต่างๆที่กำลังคุกรุ่นในเวลานี้.. เวลาเกริ่นอะไร ก็เหมือนจะกล่าวเอาใจ ใส่พรรคฝ่ายค้าน ว่าทำหน้าที่ มีกิจกรรม เหมือนจะดี จะชม แต่ฟังไปสักพัก เริ่มได้ยินน้ำเสียงเปลี่ยนไป ชักเสริมตามด้วยเสียงหัวเราะ..เอิ๊กอ๊าก ฮี้ๆๆๆ ฮ๊าๆๆ...เยอะเย้ยถากถางแบบ จับใจความยากส์นิดนึง 

ก็คิดเอาเองว่าทุกวันนี้การเจรจาตามประสาคนในวงการสื่อสาร...ต้องจดจ้องแยกโสตหน่อย เขาจะเจาะอะไรให้เราฟัง ...ติดใจตรงประเด็นที่ว่า...ฝ่ายค้านผู้นำม๊อบ "อุรุพงศ์" ครั้งนี้..คิดดูเองเถิด อดีตรองนายกฯ และอดีตนายกฯ เชียวนะ (พร้อมกันนั้นผู้จัดรายการก็เอ่ยชื่อมา 3 ท่าน ก็ไม่ขอเอ่ยพาดพิงอีกนะคะ) กล่าวว่า คิดดูคนพวกนี้เดินเท้านำม๊อบไปเข้าสภา แต่ไม่ผ่าน แล้วก็หัวเราะกันสนุกสนาน...เบาๆ (ขำต่อ ฮ่าๆๆๆ อีกพักนึง) เพราะปรากฏว่า (เน้นตรงเสีนงคำว่า "ว่า"... ตำรวจกันพท. อ้างตามพรบ.ความมั่นคงฯ ไม่ยอมให้ผ่านครับ!! ... (กล่าวด้วยน้ำเสียงขำกลั้นหัวเราะ ????) ฝ่ายนำม๊อบเดินเท้าขอเจรจาด้วย แต่คิดดูว่า ผบชน. ใหญ่ไม่ยอมมาเจรจาด้วย ได้แต่ส่งนายตำรวจระดับเล็กด้วยนะ มาเจรจา ไม่พอจะเจรจากับ ผบชน. ใหญ่...ดิดดูสิครับ...

ฟังแล้วอึ้งค่ะ ??? จะพูดทำไมไม่ทราบ ... แต่อย่างไรก็ตาม ได้รับรู้ว่าชายสองคนในรายการนี้ เป็นฝ่ายรัฐบาล มีที่มาอย่างไรก็ไม่ทราบ ก่อนนี้ตัวเองฟังรายการเขาบ่อยมาก..เว้นไปนานประมาณ 2 ปี กลับมาฟังใหม่ ช่างฟังไม่เข้ารูหูเอาเสียเลย ...

เสียดายจริงๆ ...เขามีวงใน มีความรู้เยอะ แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเท่าไรนัก ...



Create Date : 10 สิงหาคม 2556
Last Update : 10 สิงหาคม 2556 12:00:21 น.
Counter : 577 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
All Blog
MY VIP Friends