เก็บมาเล่า...เขาบอกมา...กับ อจ. ดร. เสรี วงศ์มณฑา

เคล็ดลับในการทำงานให้ได้มากๆ

1. นอนดึก
2. ตื่นเช้า
3. กินข้าวเร็ว
4. จัดตารางเวลาเป็นนาที ..ไม่ใช่ชั่วโมง
5. บางอย่างมอบหมายได้ ก็มอบหมายไป อย่าทำเองทั้งหมด
6. พนักงานถ้าจ้าง ต้อง ไว้ใจเขา ไม่ไว้ใจ อย่างจ้างจะได้ให้ทำ งานแทนได้
7. ลูกน้องคนไหนมีศักยภาพต้องสอนให้เก่งเพื่อให้ทำงานบางอย่างแทน
8. เชื่อในระบบ จะได้ไม่เสียเวลา คิดทุกอย่างเอง ทำ ตามระบบที่วางไว้ด้วยความเชื่อมั่นจะได้สำเร็จ เร็วๆ
9. มีความรู้และมีทักษะในสิ่งที่ทำจึงจะทำงาน ได้ดี เร็ว และมีคุณภาพ
9. สร้างความสัมพันธ์ สร้างเครือข่าย เพื่อหาความร่วมมือจากคนที่เราเคยสร้างบารมีกับเขาไว้
10. รู้จักจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง
11. หัดปฏิเสธคนบ้าง  จะได้ไม่ต้องไปทำในสิ่งที่เสียเวลา
12. จัดกลุ่มงานที่จะต้องทำจะได้รู้ว่าอะไรควรจะทำร่วมกันใกล้กันพร้อมกัน
13. อย่าเป็นคนย้ำทำย้ำคิด  ที่ทำให้ต้องทำสิ่งเดียวกันหลายๆครั้งจะทำให้เสียเวลา
14. ตัดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นออกบ้าง
15. มีข้อมูลให้พร้อมเพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วทำให้ไม่มีความลังเล
16. ใช้ชีวิตแบบคนยุคใหม่ที่ประกอบด้วย personal. คือต้องหัดทำอะไรด้วยตัวเองอย่าพึ่งลูกน้องทุกเรื่อง mobile ทำงานได้ทุกที่ไม่ต้องยึดติดกับสถานที่ virtual ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิสหรือเจอหน้าลูกน้องใช้ออฟฟิสเสมือนประชุมก็ได้
17 ใช้ IT และ Telecommunication Gadget ให้เกียรติพนักงาน เพื่ออยู่ในยุค Digital ที่มีวัฒนธรรม Point and Click แค่เอา curser ชี้แล้วกดทุกอย่างก็ได้เรื่องแล้ว
18. ทำงานด้วยใจรักและเป็นสุขให้ทำงานได้เรื่อยๆโดยไม่รู้สึกเหนื่อย
19. มีเวลาสำหรับความสุขส่วนตัวตามรสนิยม ดูหนัง ฟังเพลง กินอาหารนอกบ้าน เล่นกีฬา ร้องเพลง ไปเที่ยว เพื่อให้ชีวิตไม่น่าเบื่อ และ มีความสุขกับชีวิตไม่รู้สึกว่างานทำลายความสุขส่วนตัว
20 มีศิลปะในการดำเนินขีวิตที่ดีไม่ไปทำอะไรที่สร้างปัญหาให้ชีวิตจนต้องใช้เวลาที่ควรทำงาน ไปจัดการกับเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง

ลองทำดูซิครับแล้วจะรู้ว่าได้ ผลงานเพิ่มมากขึ้น แค่ไหน งานมาก แต่ไม่เหนื่อยกลับสนุกกับมัน ที่สำคัญต้องมีโอกาสได้ทำงานที่รัก

When you love your job, everyday is a holiday ค่ะ

เก็บมาจาก ดร. เสรี วงศ์มนฑา อจ. ผู้ทรงคุณวุฒิ

(ผู้มากับอารมณ์ไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาล นายกปู) 



Create Date : 19 สิงหาคม 2556
Last Update : 19 สิงหาคม 2556 16:03:23 น.
Counter : 475 Pageviews.

0 comment
คุ้นๆ กันมั่งมั้ย ...

คุ้นๆ กันบ้างมั้ย ...

ในแต่ละวันคุณทำงานได้มี Productivity สักแค่ไหน? เอาหละสิ คำถามแบบนี้ ได้ยินก็อึดอัดกันทันทีใช่มั้ยหละ ....

นั่นหมายถึงว่า คุณสามารถสร้างผลงานได้ในเวลาทำงานในแต่ละวันได้มากน้อยเพียงใด โดยปกติเวลาทำงานโดยทั่วไปของบริษัท ก็อยู่ที่ 8 ชั่วโมง ในเวลาดังกล่าว คุณสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมาย ได้ตามแผนงานและตามแผนการทำงานประจำวันหรือไม่?

ยิ่งโดยเฉพาะในโลกยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างไร้พรมแดนแบบนี้ ยิ่งทำให้เราเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในชีวิตของเราเอง และในการทำงานเพื่อสร้างผลงาน
มีงานวิจัยอยู่หลายโครงการที่ศึกษาเรื่องของเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงของพนักงานที่ทำงานในบริษัทนั้น ทำงานกันจริงๆ ที่ได้ผลงานออกมาใช้เวลากันกี่ชั่วโมงกันแน่ 
ผลการศึกษาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.5 ชั่วโมง จาก 8 ชั่วโมงในแต่ละวัน แล้วหายไปไหนอีก สองชั่วโมงครึ่ง

กิจกรรมช่วงเช้า 
-เข้าบริษัท กินกาแฟ อ่านข่าว ทั้งในหนังสือพิมพ์ของบริษัท และในโทรศัพท์มือถือ 
-จากนั้นก็พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นเกี่ยวกับข่าวคราวที่อ่านมาอย่างออกรส 
-จากนั้นก็ไปที่โต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ เช็คเมล์ทั้งส่วนตัวและในงาน แต่ตอบเมล์ส่วนตัวก่อน เรื่องงานเอาไว้ก่อน เพราะยังเช้าอยู่ 
-จากนั้นก็เช็ค facebook กด like ให้เพื่อนๆ สักหน่อย เพิ่มสถานะของตัวเองเข้าไป แล้วรอดูว่าจะมีใครมากด like ให้เราบ้าง บางทีไล่อ่านไปจนเพลิน เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงานของตนเองเลย

กิจกรรมช่วงเที่ยง 

-ก่อนกินข้าวเที่ยง (เวลาประมาณ 11.00) เช็ค facebook อีกทีดูซิว่ายอด like ไปถึงไหนแล้ว พร้อมกับเพิ่มสถานะของตนเองว่า ทำงานเหนื่อยเหลือเกิน 
-จากนั้นก็ไล่อ่านของเพื่อนๆ ไปเรื่อยๆ จนได้เวลาไปทานข้าวกลางวัน ระหว่างกินข้าว ก็ line กับเพื่อนคนนั้นคนนี้ กินไปกดไป เลยทำให้กินช้าลงไปหน่อย 
-จากนั้นก็เดินชอปปิ้งสักเล็กน้อย พอเริ่มรู้สึกร้อน ก็กลับเข้าออฟฟิศ นั่งพักสักหน่อย ระหว่างนั่งก็ line ต่อ พร้อมกับอ่าน facebook เพื่อนๆ ไปด้วย เปิดเมล์ ตอบเมล์เพื่อนๆ อีกที เรื่องงานไว้ก่อน กว่าจะเริ่มรู้ตัว ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสองโมงแล้ว ยังไม่ได้ทำงานต่อจากเมื่อเช้าเลย ต้องรีบซะแล้ว เพราะอีกไม่นานก็เลิกงานแล้ว

กิจกรรมช่วงเย็น 
-ได้เวลาประมาณ สี่โมงเย็น เหมือนมีนาฬิกาปลุกบอกเวลา ว่า หยุดงานได้แล้ว เพราะทำมาเยอะมากแล้ว ตั้งแต่บ่ายสองถึงสี่โมง ต้องพักสักหน่อย 
-เดินไปหาอะไรทาน เปิดตู้เย็น หาขนมกิน กาแฟอีกสักแก้ว เดินทักทายเพื่อนๆ จากนั้นก็เปิด facebook อีก line ของเพื่อนอีก โอว เยอะไปหมด ทำไมแต่ละวันถึงได้ยุ่งขนาดนี้ เดี๋ยวต้องขึ้น status ใหม่อีกแล้ว บอกคนอื่นๆ ให้รู้สักหน่อยว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง โดยไม่สนใจว่า เขาจะอยากรู้หรือไม่ 
-เงยหน้าดูเวลาอีกที โอว 5 โมงเย็นแล้ว เฮ้อออ งานก็ยังไม่เสร็จเลย แต่ละวันทำไมงานช่างเยอะถึงเพียงนี้ แทบจะไม่มีเวลาทำอะไรเลย แป๊ปๆ เลิกงานอีกแล้ว 
-จากนั้นก็เก็บของกลับบ้าน


คุ้นๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ คิดว่าเราทุกคนคงจะเห็นภาพเหล่านี้มาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ได้ต้องการจะตำหนิ เพียงแต่ในโลกยุคนี้ มันมีอะไรมากมายอยู่รอบๆ ข้างเรา ที่ดึงให้เราออกจาก Productivity ในการทำงาน เคยเห็นพนักงานบางคนตั้งมือถือไว้ข้างๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์เลย เวลาที่มีเพื่อน line มาก็จะหยิบมาตอบไป ทำงานไป แต่เอาเข้าจริงๆ ตอบ line เพลินไปมากกว่างานเอาไว้ทีหลัง สุดท้ายก็มานั่งบ่นว่าเวลาน้อย งานไม่เสร็จ ปลายปี ก็ถูกประเมินผลงานไม่ค่อยดี ก็บ่นอีก ว่าทุ่มเททำงานให้ตั้งมากมาย แต่ผลงานกลับได้แค่นี้ 
(แต่ไม่เคยพิจารณาว่า จริงๆ แล้วเราใช้เวลาในการทำงานไปกับการทำงาน หรือ ทำอย่างอื่นมากกว่ากัน)



ขอบคุณ อจ. ประคัลภ์ HR Community Blog worldpress.com




Create Date : 19 สิงหาคม 2556
Last Update : 19 สิงหาคม 2556 16:07:17 น.
Counter : 631 Pageviews.

0 comment
สังเกตุแววดา ของคนทำงานระดับ อัฉริยะของโลกแล้วหลงรักค่ะ
วันนี้ นั่งดู สารคดี Steve Jobs  ระหว่างที่นั่งฟังไป..(พากษ์เป็นภาษาอังกฤษ) รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ในสารคดี รวบรวม บุคลากรของวงการ Technology หลากหลาย หลายด้าน ล้วนเกี่ยวข้องกับการเติบโตและ ชีวิตของ Product Apple และ Ipad ต่างๆ รวมไปถึงการผลิต เมาท์ ออกมาใช้เคียวเข็ญ กับการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้สนุกสนานรื่นรมณ์มากขึ้น ...

ดิฉันสังเกตุเห็นอย่างหนึ่ง ไม่ทราบว่าใครจะมองเหมือนดิฉันบ้างแต่...การนั่งสังเกตุสารคดี นั่งดูใบหน้าและแววตาของคนระดับอัจฉริยะเหล่านั้น เกิดความคิดไปถึงธรรมมะ ไปถึงบางด้านของความเชื่อในศาสนาพุทธ .. แววตาของคนเหล่านี้ น่ารักทุกคน 






Create Date : 18 สิงหาคม 2556
Last Update : 18 สิงหาคม 2556 12:27:02 น.
Counter : 693 Pageviews.

0 comment
'ลูกแก้วสารพัดนึก' ของหลวงปู่ดู่ : พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณังคัจฉามิ
เรื่องราวอัศจรรย์ใจ บารมีหลวงปู่ดู่ จากประสบการณ์ที่เจอหลวงปู่ดู่ สมัยก่อน 
ของหนุ่มน้อยเมืองสิงห์บุรี.. (บทความนี้เขียนเล่าเรื่อง โดย หนุ่มน้อยเมืองสิงห์บุรี) 

วัดพุทธพรหมปัญโญ : วัดถ้ำเมืองนะ : อ่านประสบการณ์ชีวิต ของคุณหนุ่มน้อยเมืองสิงห์บุรีแล้ว ประมาณเวลาว่าเหตุการณ์เรื่องราวในบทความน่าจะผ่านมาแล้ว พอสมควร 45 ปี ขึ้นไป 

เรื่องราวที่เขา ได้เผชิญมา ทั้งร้ายและดี คงจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่าน มีความเข้าใจและเข้าถึง มหาบารมี และความเมตตาของหลวงปู่ดู่ ได้มากยิ่งขึ้น.. 

ในช่วงปลายชีวิตของหลวงปู่ ท่านได้แต่ง บทบูชาพระ หรือ คาถาพระมหาจักรพรรดิ  ขึ้น หลังจากคุณสำเภา มาขอสร้างองค์พระขึ้น สำหรับผู้ที่ได้ศึกษา คำแปล ที่ หลวงตาม้า อธิบายเอาไว้ ใน 'หนังสือใครจะใหญ่เกินกรรม'  แล้ว หลวงปู่ดู่ จะแนะนำการต่อยอดบุญกุศล เป็นประจำ สำหรับกัลยาณชนทั่วไป ที่ยังต้องอาศัยพลังงานบุญ หุ้มห่อตนเองให้มีชีวิตที่ปรกติสุขบนโลก 

ก่อนก้าวเข้าไปสู่ 'ทาง' หรือ 'มรรค' ของแต่ละคน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยและของโลก ซึ่งพี่น้องชาวไทยเรียกว่าโชคดี อยู่ใกล้ตัว และไม่มีกำแพงภาษา ซึ่งหลวงปู่ดู่ เมตตาให้เครื่องมืออุปกรณ์ ชีวิตเอาไว้พร้อมมูล ยังอยู่ที่ตัวเราจะเพิ่มความเข้าใจและความเพียรเข้าไป ก็จะประสบสิ่งที่หวัง อย่างรวดเร็ว 

ขอโอกาสนี้ขอบพระคุณ และอนุโมทนาบุญกับเจ้าของบทความและผู้เล่าเรื่องมา ณ ที่นี้ สาธุ

พื้นเพของครอบครัว ผมเป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี ครอบครัวค่อนข้างยากจน มีโอกาสเรียนแค่ประถม 6 ก็ต้องออกจากโรงเรียน โดยเหตุผลว่าเรียนต่อ ม.1 ค่าเทอมและค่าเสื้อผ้ารวมกันแล้วเกือบพันบาท ผมยังจำได้ดีตอนนั้นแม่ผมกอดผมไว้และบอกว่า"ลูกเรามันจนอย่าเรียนต่อเลยนะลูก"

ผมได้ยินแม่พูดถึงกับน้ำตามร่วงอย่างไม่รู้ตัวเพราะสงสารแม่มากเมื่อวานผมเห็นแม่ไปขอเชื่อข้าวสารร้านข้างบ้านมา 1 กิโล ตอนนั้นผมบอกกับตัวเองว่าจะไปหางานทำเพื่อหาเงินมาให้แม่ ไม่อยากเห็นแม่ลำบากแบบนี้ผมออกจากโรงเรียนและไปเป็นลูกจ้างล้างจานที่ร้านข้าวแกงมีหน้าที่ยกข้าวแกงไปให้ลูกค้าพอว่างก็ต้องไปล้างจาน ค่าตัววันละยี่สิบบาท ผมทำอยู่นานเจ้าของร้านแกเป็นคนใจบุญบอกว่าผมขยันและอดทนดี

ผลงานและหน่วยก้านแห่งความตั้งใจ นายจ้างจึงขึ้นเงินให้เป็นวันละห้าสิบบาทตามปกติเจ้าของร้านที่ผมอยู่ ถ้าวันไหนหยุดแกก็จะไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ อยู่เสมอมีอยู่วันหนึ่งขายดีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนเพียงครึ่งวันก็ขายหมด พอเก็บร้านเสร็จ เจ้าของร้านก็บอกว่า วันนี้ขายดีเลิกเร็วไม่รู้จะไปไหน ไปกราบ 'หลวงพ่อดู่ที่วัดสะแก'  ดีกว่า แกเลยชวนผมไปด้วย ผมว่างไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน ก็เลยไปกับเขาด้วย

ไปถึงวัดสะแกประมาณสามโมงเย็น มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อดู่นั่งอยู่กับท่านสองคน เจ้าของร้านเข้าไปถึง ก็ก้มลงกราบหลวงพ่อ ผมก็กราบตาม เจ้าของร้านพูดทักทายลูกศิษย์ที่อยู่ก่อนแล้ว อย่างคุ้นเคยแสดงว่ารู้จักกันมานานแล้ว หลวงพ่อท่านท่าทางเมตตามาก ท่านยิ้มอย่างอารมณ์ดีและส่งถ้วยที่มีน้ำชาให้ผมและเจ้าของร้าน ท่านมองผมด้วยความเมตตา ผมขนลุกขึ้นไปถึงหัวไม่รู้เพราะอะไร ท่านบอกผมวา 'กินซะน้ำมนต์'

ผมก็ยกขึ้นดื่มจนหมดถ้วย พอกินหมดวางถ้วยลงกับพื้น ผมรู้สึกสว่างไปทั่ว ตัวเบา ตาดูมองอะไรก็สว่างใสไปหมดทั้งหูก็ได้ยินชัดเจนขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมา จึงนึกไปว่าเราไม่เคยกินน้ำชาบ่อยนัก พอมากินเข้าร่างกายถึงสดชื่น เจ้าของร้านคุยกับหลวงพ่อดู่นานมากจนเย็นวันนั้นเขาเช่าพระองค์ละหนึ่งร้อยบ้าง สิบบาท ยี่สิบบาท ก็หลายองค์แหวนวงละสามร้อยบาทถึงห้าองค์

หลวงพ่อดู่บอกเขาว่าเอาเงินไปหยอดตู้ทำบุญไว้ ไม่ต้องเอาให้ท่าน วันนั้นผมไม่ได้พูดกับหลวงพ่อเลยสักคำ เจ้าของร้านเห็นว่าเย็นมากแล้วจึงลาหลวงพ่อกลับ เขากราบท่านผมจึงกราบตามแล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่รถ ผมก็ลุกขึ้นจะเดินตามเสียงหลวงพ่อพูดว่า 'เดี๋ยวก่อนมานี่'

ผมหันไปตามเสียง เห็นท่านยิ้มอย่างเมตตา จึงเข้าไปหาท่านใกล้ ๆ ท่านหยิบลูกกลม ๆ เล็กๆสีขาวอมเหลืองให้ผมหนึ่งเม็ด และท่านก็พูดว่า 'เก็บติดตัวไว้ให้ดี ในนั้นมีพระอยู่ อีกหน่อยจะทำให้แกรอดตาย แล้วแกจะรวยเป็นเศรษฐี'

ผมมองดูเม็ดกลม ๆเล็ก ๆ ที่ท่านให้ก็ไม่เห็นมีพระอะไรอย่างที่ท่านบอกเลยสักองค์ ท่านคงเห็นผมทำท่าแปลกใจ เลยพูดว่า 'แกไปได้แล้ว' ผมรีบกราบท่านอีกครั้ง แล้วรีบวิ่งไปที่รถเพราะกลัวเจ้าของร้านจะรอนาน ผมขึ้นรถเจ้าของร้านก็ถามว่า 'หลวงพ่อท่านเรียกทำไม' ผมบอกเขาว่า 'ท่านให้เม็ดกลม ๆ ผมครับ'

เจ้าของร้านหันมามองดูสิ่งที่อยู่ในมือของผมแล้วพูดเฮ้ยนี่ของดีหายาก 'พี่มาหาหลวงพ่อหลายครั้งแล้วยังไม่เคยได้เลย เก็บไว้ให้ดีนะโว้ย' ผมรับคำว่า 'ครับพี่' หลังจากนั้นนานสักสิบกว่าวันเจ้าของร้านก็ไปหาหลวงพ่อดู่อีก แต่ผมไม่ได้ไปกับเขาด้วยพอเขากลับมาวันรุ่งขึ้น ก็บอกผมว่าหลวงพ่อท่านฝากของดีมาให้ผม แกส่งกระดาษให้ผมใบหนึ่ง พอผมเปิดดูในนั้นมีหนังสือเขียนว่า 

พุทธัง สรณัง คัจฉามิธัมมัง สรณัง คัจฉามิสังฆัง สรณังคัจฉามิ 

ให้ภาวนามาก ๆ ผมนึกกราบท่านในใจ ผมเป็นเด็กจนๆ คนหนี่งคิดว่าท่านคงลืมผมไปนานแล้ว แต่นี่ท่านยังเมตตาจำผมได้ และเมตตาให้คำภาวนามาด้วย ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยไปกราบพระที่ไหน พอมาเจอแบบนี้ทำให้ผมเกิดความศรัทธาหลวงพ่อดู่เป็นอย่างมาก ด้วยความศรัทธาท่านผมจึงภาวนา ไตรสรณคมณ์เรื่อยมาผมไปไหนต้องมีลูกกลม ๆที่หลวงพ่อท่านให้ติดตัวอยู่ตลอดเวลา

(คำภาวนาที่หลวงปู่ให้มา ทำให้ผู้ภาวนา จิตคิดถึงพระ ซึ่งหลวงปู่เคยบอกว่า เราคิดถึงพระท่านครั้งหนึ่ง ท่านจะคิดถึงเรากลับมา 14 ครั้ง แล้วนี่เราคิดถึงพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ กี่แสนกี่ล้านองค์ที่ผ่านมา ทั้งในโลกเรานี้ และโลกอื่นๆที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น....ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต โอ้ ช่างมากมายมหาศาล เรื่องเหล่านี้เราต้องเพียรหาจิ๊กซอร์ต่างๆเอาเอง หลวงปู่บอกเราไม่เท่ากับเราได้ตระหนักรู้เอง)

ระยะหลังแม่ของผมเริ่มเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้งไปทำงานไม่ไหว ผมจึงขอเจ้าของร้านหยุดงานเพื่อพาแม่ไปหาหมอ ผลออกมาว่าแม่ของผมเป็นเบาหวานความดันไขมันในเส้นเลือด และอย่างอื่นด้วย ยาแต่ละอย่างแพงมาก ผมไม่มีเงินซื้อยาดี ๆทางโรงพยาบาลจึงให้ตัวที่ถูก ๆ คือยาที่ไม่มีมาตรฐาน

ผมเสียใจที่ตนเองไม่มีปัญญารักษาแม่ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าทำยังไงถึงจะมีเงินซื้อยาดี ๆ ให้แม่ ก่อนออกจากบ้านเช้ามืดของทุกวัน ผมจะยกลูกกลม ๆ ที่แขวนอยู่ในคอขึ้นมาพนมและภาวนาไตรสรณคมณ์ทุกวัน เช้านี้ไม่เหมือนกับทุกเช้าพอผมภาวนาไตรสรณคมณ์จบ ก็อธิษฐานว่า 'หลวงพ่อดู่ครับผมขอเงินมาซื้อยารักษาแม่ด้วยเทอญ สาธุ' (นั่นพระท่านกำลังคิดถึงเราอยู่พอดี)

และก็ออกไปทำงานตามปกติ ตอนสาย ๆ ของวันนั้นมีผู้ชายคนหนึ่ง ที่ผมพอจำได้ว่านานๆ หลาย ๆเดือนจะมากินข้าวแกงสักครั้ง ก็มานั่งกินอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เพราะผมไม่ทันสังเกต ผมจึงตักน้ำแข็งใส่แก้วและเดินไปให้เขาตามปกติเหมือนทุกครั้ง พอเขาเห็นผมก็พูดว่า 'มาทีไรเจอทุกครั้งเลยขยันจังนะ' ผมยิ้มรับในคำทักทายของเขา แล้วพูดว่า 'ถ้าไม่มาทำงานเดี๋ยวไม่มีข้าวกินครับ'

เขาก็พูดว่า "เออพูดตรงดี พี่ชอบว่ะ แบบนี้ไปทำงานกับพี่ไหม"ผมถามเขาว่า 'งานอะไรครับ' เขาบอกว่า 'งานอยู่เรือดูดแร่' เงินดีนะน้อง ผมถามต่อว่า 'ดีของพี่ได้เดือนละเท่าไหร่ครับ' เขาตอบทันทีว่า'เป็นหมื่น'พอได้ยินคำว่าเป็นหมื่น ผมถึงกับตาโตเลยทีเดียวผมเริ่มสนใจมาก

ถามต่อว่า'ไปทำที่ไหนพี่'ชายผู้นั้นบอกว่า'จังหวัดภูเก็ต'ผมทวนคำพูดว่าภูเก็ตและนึกว่าแม่กำลังไม่สบายจะทิ้งแม่ไปได้อย่างไร แต่ถ้าได้ไปก็จะมีเงินมาซื้อยาดี ๆรักษาแม่ ชายผู้นั้นคงเห็นผมยืนคิดอยู่นาน ชายผู้นั้นจึงพูดขึ้นว่า'อาทิตย์หน้าพี่ถึงจะไปภูเก็ตอีกสองสามวันจะมากินข้าวใหม่น้องลองกลับไปคิดดูแล้วค่อยบอกพี่' แล้วเขาก็เดินออกจากร้านไปผมมองดูชายคนนั้นเดินจากไปจนลับสายตา

เย็นนั้นผมกลับถึงบ้านก็นึกถึงแต่เรื่องอยากไปทำงานที่ภูเก็ตคืนนั้นผมนอนไม่หลับทั้งคืน วันต่อมาผมกำลังเอายาให้แม่กินแม่คงสังเกตเห็นผมผิดปกติเลยถามว่า'ไปมีเรื่องอะไรกับเขาหรือเปล่า เป็นอะไรแปลก ๆ ไป'

ผมจึงเล่าให้แม่ฟังทั้งหมด แม่ก็พูดว่า 'เรื่องแค่นี้เองลูกอยากไปไหมล่ะ ไม่ต้องห่วงแม่หรอกแม่อยู่ได้' ผมบอกแม่ว่า 'อยากรักษาแม่ให้หาย ถ้าผมมีเงินก็จะได้ไปซื้อยาทีดี ๆมาให้แม่กินครับ' แม่บอกว่า'ตามใจแกถ้าอยากไปทำงานแม่ก็ตามใจ' แม่กอดผมและพูดขึ้นว่า 'แม่รักลูกนะ ' ผมน้ำตาไหลและกอดแม่แน่นบอกว่า 'ผมก็รักแม่ครับ' และเราสองคนก็ร้องไห้

วันรุ่งขึ้นผมไปทำงานตามแบบทุกวันพอตอนเย็นเลิกร้านแล้ว ผมก็เข้าไปหาเจ้าของร้านบอกว่าผมขอลาออก เขาท่าทางตกใจพูดว่า 'อยู่กันมาตั้งนานไม่สบายใจมีอะไรบอกพี่ได้นะ' ผมจึงเล่าเรื่องแม่ไม่สบายผมอยากได้เงินไปรักษาแม่ ให้เจ้าของร้านฟังจนหมดเขาพูดเสียงดังว่า 'ให้มันได้อย่างนี้ เองทำถูกแล้วละจะไปเมื่อไหร่' ผมตอบว่า 'อีกสองสามวันครับ' เขาเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงควักเงินออกมานับน่าจะเป็นสองถึงสามหมื่นแล้วส่งให้ผม บอกว่า

'เอาไปพี่ให้'ผมงงบอกกับเจ้าของร้านว่า' ผมไม่รบกวนยืมเงินพี่หรอกครับถ้าเอาไปคงไม่มีปัญญามีเงินมาใช้คืนพี่' 'เอ็งกับพี่นับถือหลวงพ่อองค์เดียวกันเท่ากับเราเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ต้องช่วยเหลือกันถึงจะถูกเงินนี้พี่ไม่ได้ให้ยืมแต่พี่ช่วยโดยไม่ต้องเอามาคืน' ผมเกรงใจเจ้าของร้านมากเขาเป็นคนใจบุญมีเมตตาและยังมีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอีกผมก้มลงกราบเขาเพราะไม่มีอะไรจะตอบแทนความดีของเขา

และนึกในใจว่าขอให้พี่จงเจริญ ๆวันต่อมาชายผู้นั้นก็มากินข้าวแกง พอเขาเห็นผมก็ถามว่า 'คิดได้หรือยัง' ผมตอบว่า 'ไปครับ' เขาพูดว่า 'เออดีไม่เสียแรงที่ชวน' ผมนัดกับเขาถึงวันที่จะออกเดินทาง เมื่อรู้วันเดินทางแล้วผมก็ไปบอกกับแม่และให้เงินแม่เก็บไว้หาหมอรักษาตัวระหว่งที่ผมไปทำงานผมบอกแม่ว่า 'ได้เงินเดือนเมื่อไหร่ผมจะรีบส่งมาให้แม่ทุกเดือน' ผมนำเงินติดตัวไปแค่หนึ่งพันบาทเป็นค่ารถ

และในที่สุดผมได้ไปขุดทองที่ภูเก็ตเหมือนกับเวลาที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันสมัยก่อนว่าใครไปทำงานขุดพลอยเมืองจันทบุรี หรือไปทำแร่ภาคใต้เท่ากับไปขุดทอง แต่สิ่งที่มีคุณอนันต์ตรงกันข้ามก็จะมีโทษมหันต์เหมือนกันไปร่ำรวยกันมาก็มากพากันไปตายมาก็เยอะผมนั่งรถไปใจก็คิดว่าเราจะไปแล้วรวยหรือไปตายก็ยังไม่รู้ คิดไปคิดมายิ่งสับสนผมจึงคิดว่าตายเป็นตาย ผมต้องหาเงินรักษาแม่ให้ได้มือก็กำลูกกลม ๆ ของหลวงพ่อดู่และอธิษฐานว่า

(การที่ลูกตั้งใจและส่งเงินรายไดส่วนหนึ่งมาให้แม่ทุกเดือน เท่ากับลูกได้ตักบาตรกับพระอรหันต์ในบ้านทุกๆวันนั่นเอง อานิสงส์ที่ลูกจะพึงได้รับคือความสุขความเจริญ)

'เรือลำไหนที่ดีเจ้าของเป็นคนดีมีเมตตาอยู่แล้วจะมีเงินมากหรือร่ำรวยขอให้ผมได้ไปอยู่กับผู้นั้นด้วยเถิดสาธุ'

และผมก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง ที่นั่นเป็นท่าเรือใหญ่ผู้คนมองดูพลุกพล่านคุยกันเสียงดังอย่างไม่มีใครเกรงใจกัน บางกลุ่มก็คุยภาษาอีสานบางพวกก็พูดใต้มีคนส่วนน้อยที่พูดภาษาภาคกลางที่นี่มีคนจากหลายจังหวัดหลายพ่อหลายแม่ น้อยคนที่จะมองดูแล้วบอกได้ว่าเป็นคนสุภาพแทบจะหาไม่เจอเลยทีเดียว ส่วนมากจะท่าทางนักเลง บางคนก็ตัวดำยังไม่พอแถมยังสักยันต์เต็มตัวมองดูแล้วไม่น่าไว้ใจ หรือที่เขาเรียกกันว่าน่ากลัว ผมเดินตามพี่คนที่พาผมไปทำงานเขาบอกว่าตัวเราชื่อโก๋ พี่โก๋ เดินนำหน้าผมเดินตามเดินผ่านวงเหล้าที่นั่งกินกันเป็นกลุ่มๆ บางคนหันมาเห็นพี่โก๋ก็ร้องทักว่า

'เฮ้ยมากินเหล้าด้วยกันโว้ยไอ้โก๋' พี่โก๋ก็จะตอบว่า 'พวกมึงกินกันเถอะ วันนี้กูยังไม่อยากเมา' พอมาถึงที่พักซึ่งเป็นเหมือนห้องแถวประมาณสิบกว่าห้อง ตรงกลางมีลานกว้างประมาณ 7-8 เมตร มีโต๊ะหินสองตัวต่อกันคนนั่งได้สักสิบกว่าคนสบายมาก ที่ตรงนั้นมีผู้ชายกลุ่มใหญ่นั่งกินเหล้ากันอยู่พอเห็นผมกับพี่โก๋ ก็ร้องทักว่า 'พี่โก๋พาใครมาด้วยละ' พี่โก๋บอกว่า 'น้องชายมันชื่อตั้ม'

ในกลุ่มนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งท่าทางคงเมามากแล้วพูดว่า 'หน้ามันอ่อนอย่างนี้มึงจะพามันเล่นลิเกหรือว่ะไอ้โก๋' 'กูจะพามันมาทำงานกับนายเค้า ไม่ได้มาเล่นลิเกแบบมึงว่าหรอก' เสียงชายคนเก่าพูดว่า 'ไอ้โก๋มึงยังกวนตีนเหมือนเดิมนะไม่ได้เห็นหน้ากันเสียหลายวัน' พี่โก๋พูด 'กูยังเหมือนเดิม' แล้วแกก็พาผมไปพักห้องเดียวกับแก 'มึงอยู่กับพี่ที่นี่แหละพี่อยู่คนเดียวห้องมันใหญ่ไปจะได้มีเพื่อนคุยถ้ามึงไปอยู่คนเดียวไอ้พวกเหี้ยมันเยอะเดี๋ยวไม่มีคนดูแลจะเกิดเรื่อง'

เช้าของวันต่อมา พี่โก๋พาผมไปยังบ้านหลังหนึ่งใหญ่โตมากมีคนมาเปิดประตูรั้วบ้านให้เราสองคนเข้าไปในบ้าน มีผู้ชายตัวใหญ่ดำสักมังกรพันแขนใส่กางเกงตัวเดียวไม่ใส่เสื้อ อยู่ที่โต๊ะทำงาน พอเห็นพี่โก๋ก็พูดว่า 'เป็นยังไงกลับบ้านซะหลายวันพี่นึกว่าอาทิตย์หน้ามึงถึงจะกลับมาเรือมันขาดคนทำงานไม่ได้ดีเลยวะ'

ตัวดำใหญ่ผมคิดว่าแกคงน่ากลัว แต่ที่ไหนได้แกพูดจายิ้มแย้มอารมณ์ดีท่าทางใจดีอีกต่างหากชายเจ้าของบ้านถามพี่โก๋ว่า 'แล้วพาใครมาด้วยละ' แกตอบ 'น้องครับพี่ผมจะเอามันมาฝากให้ทำงานกับพี่ครับ' 'รูปมันหล่อหน้ามันอ่อนจะทำงานไหวหรือวะโก๋' 'พี่ก็ให้งานเบา ๆ ให้มันทำก็ได้'

เป็นอันว่าผมได้งานทำในห้องนั้น ที่โต๊ะรับแขกมีผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษานั่งเขียนหนังสืออยู่สามคน มุมโต๊ะมีจานขนมและผลไม้วางอยู่ พวกเธอมองผมและก็ยิ้มให้ ผมยิ้มตอบพี่โก๋ลาชายเจ้าของบ้าน ผมก็ยกมือไหว้เขาและพากันกลับยังที่พัก ตอนหลังผมมารู้ว่าผู้หญิงสามคนนั้นคนหนึ่งเป็นหลานสาวของเจ้านาย อีกสองคนเป็นเพื่อนของเธอ เรื่องมันยาวครับผมขอเล่าเรื่องที่สำคัญดีกว่า เดือนต่อมาผมได้เงินเดือน พอได้ก็รีบส่งไปให้แม่ เงินประมาณหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือนผมให้แม่เกือบหมด เหลือไว้บางเดือนก็ห้าหกร้อยบาทเท่านั้นก็พอใช้ เพราะผมไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่

คนอื่นเขาได้เงินมาก็ไปกินเที่ยวกัน แต่ผมไม่ไปเพราะไม่ชอบที่นั้นมีทุกอย่างทั้งเหล้า การพนัน ผู้หญิง เพราะเรือแร่ขึ้นทีคนงานจะมีเงินกันเป็นจำนวนมาก บางคนก็ไปสิบห้าวันจะได้เงินประมาณสามหมื่น บางคนงานเบาเป็นคนถือสายน้ำฉีดแร่ก็จะได้ประมาณหมื่นแปดพัน หรือสองหมื่น คนที่ถือสายท่อดูดแร่ลงไปใต้น้ำเสี่ยงชีวิตมาก ก็จะได้เงินมากกว่าหน้าที่อื่นเป็นเท่าตัว

มีคนมากมายที่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น ฆ่ากันตายก็เยอะ ลงไปดูดแร่เกิดเรื่องต่างๆ ตายกันไปจนนับไม่ถ้วน ที่นั่นไม่มีใครสนใจใคร เพราะเป็นที่ไกลปืนเที่ยง ฆ่ากันตายบ่อยมากพอตายตำรวจมาตรวจดูศพแล้วก็ไป โดยมาเอาผิดกับใครไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะตำรวจไม่ค่อยใส่ใจ เพราะคนมาอยู่รวมกันมากๆ เป็นร้อยพ่อพันธุ์แม่ยากแก่การดูแล มีทั้งดีและชั่วปนกันไป ผมมาอยู่ตั้งแต่ตัวยังไม่โตนัก ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี ตัวเล็กเอวบางร่างน้อย

คนอื่นดูแล้วว่าท่าทางไม่แข็งแรง เราออกเรือจะใช้เวลาไปกลับสิบห้าวัน เจ้าของเรือตั้งเป้าของน้ำหนักแร่ไว้ว่าถ้าได้ 1,000 กิโลเมื่อไหร่ก็กลับได้เลย แต่ถ้าสิบห้าวันแล้วยังได้แร่ไม่ถึง 1,000 กิโลต้องกลับเหมือนกัน เพระอาหารและน้ำดื่มที่เตรียมไปพอแค่สิบห้าวันสิบห้าวัน ถ้าได้แร่ 700-800 กิโล ลูกเรือก็จะได้เงินน้อยแต่ถ้าได้แร่ถึง 1,000 กิโล คนถือท่อดูดแร่ที่ลงไปใต้น้ำจะได้เงินประมาณ 30,000 บาทคนฉีดน้ำบนเรือจะได้เงินประมาณ 20,000 บาท ส่วนผมจะได้ 10,000 บาท

แต่ต่อมาผมได้เงินมากกว่าคนอื่นเสียอีก ด้วยเหตุผลว่าพี่เจ้าของเรือแกชอบผมมาก เขามีเรืออยู่หลายลำ แต่ลำที่ผมอยู่เจ้าของเรือไปคุมด้วยตัวเอง แกเคยบอกผมว่าครั้งไหนที่ผมไม่สบาย และไม่ได้ไปด้วย ต้องไปนานจนครบสิบห้าวันทุกครั้งเลยแต่ถ้าผมไปด้วยอย่างมากก็แค่ 7 วันก็ได้แร่ถึง 1,000 กิโล และบางครั้งก็ห้าวันก็มีบางหนสามวันยังมีเลย

'พี่สังเกตเห็นแกเวลาที่เรือจะออกจากฝั่งจะยกสิ่งที่แขวนคอซึ่งเป็นเม็ดกลมๆ เล็ก ขึ้นมายกมือพนมแล้วว่าคาถาอะไรไม่รู้ แต่คาถาของเองนี่ขลังจริง ๆ ว่ะพี่นับถือ' ตอนหลังถ้าผมไม่สบาย แกบอกว่าไม่ต้องหยุดงานไปนอนในเรือแต่ไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่แกแบ่งเงินให้เหมือนเดิมแกว่า 'แค่เองไปด้วยพี่ก็ได้กลับเร็วกว่าปกติตั้งเยอะ' ผมมาอยู่กับพี่เขานี่ก็สามปีแล้วผมโตเป็นหนุ่มเต็มตัวตอนนี้ไม่ได้เงินน้อยแล้วคนที่ลงถือท่ออยู่ใต้น้ำถ้าเขาได้เงิน 30,000 บาท ผมก็จะได้เงินถึง 40,000 บาทเลยทีเดียว

ซึ่งผมไม่ได้มีคาถาอะไรอย่างที่เขาว่าหรอก เพียงแต่เวลาจะออกเรือผมก็จะยกลูกกลม ๆ ที่หลวงพ่อดู่ให้มาแล้วอธิษฐานว่า 'ขอให้ผมปลอดภัยได้เงินมา เพื่อเอาไปรักษาแม่ด้วยเทอญ สาธุ' ออกเรือทีไรลำอื่นไม่ได้แร่กัน แต่ลำที่ผมไปกับได้มากและกลับเร็วกว่าลำอื่นเสมอเจ้าของเรือจึงรักผมมากบอกว่าอยู่กันแล้วเจริญรุ่งเรืองคนแบบนี้หายากผมโชคดีทั้งเรื่องงานและความรัก หลานสาวของเจ้าของเรือ

เธอก็มารักผมด้วยไม่เพียงแค่นั้นเพื่อนรักของเธอทั้งสองคนก็รักผมเหมือนกันจึงทำให้ผมเลือกไม่ถูกว่าคนไหนดี เธอทั้งสามคนเป็นคนสวยและน่ารักมากผมเคยบอกกับเธอทีละคนว่าบ้านผมที่จังหวัดสิงห์บุรีหลังเล็กเพราะครอบครัวของผมยากจนเธอบอกว่าจน ๆ แหละชอบ แค่เห็นผมครั้งแรกที่ผมมาสมัครงานกับพี่โก๋คืนนั้นกลับไปนอนไม่ค่อยหลับเลย

ผมนึกในใจอะไรจะขนาดนั้น อยู่มาไม่นานนักพวกชายหนุ่มที่หลงรักพวกเธอแต่ผมไม่รู้ว่าคนไหนเพราะมีผู้ชายมาจีบพวกเธอมากมายหลายคน ส่วนมากจะรวย ๆกันทั้งนั้น

และ วันนั้นก็มาถึงผมจะต้องจำไปตลอดชีวิตอย่างไม่มีวันลืมเลยทีเดียวผมออกเรือ ไปดูดแร่ตามปกติแต่ครั้งนี้เจ้าของเรือไม่ได้ไปด้วยเพระเขามีธุระสำคัญต้องไปทำ ออกเรือไปเป็นวันที่สี่ได้แร่ประมาณ 800-900 กิโลแล้ว จะกลับอีกสองวันนี่แหละคืนนั้นอากาศดีดาวเต็มท้องฟ้า

ผม ยืนคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ท้ายเรือได้ยินเสียงคนเดินมาข้างหลังจึงหันไปดูก็เห็นลูกเรือด้วยกันแต่ วันนี้เขาไม่ได้มาอย่างมิตรในมือเขาถือปืนมาด้วย พอเขารู้ว่าผมเห็นเขา ก็ยกปืนในมือมายิงผม มีเสียงดัง ปั้งปั้ง ปั้ง เป็นระยะ ๆ คมกระสุนปืนพุ่งเข้าหาผมทุกนัด อย่างแม่นยำตัวผมกระเด็นตกจากเรือ

ตอนนั้นผมตกใจยังทำอะไรไม่ถูก หล่นไปในน้ำ มันก็มืดผมมองไม่เห็นตัวเอง ได้แต่เอามือลูบๆ ดูว่าแผลถูกยิงตรงไหนบ้างแต่น่าแปลกตัวผมไม่มีบาดแผลสักแห่งเดียวแต่ผมต้อง ลอยคออยู่ในทะเลจนถึงเช้าและมีคนที่อยู่เรือลำอื่นมาช่วยและพาขึ้นฝั่ง ตอนหลังผมมารู้ว่าผู้ชายที่หลงรักผู้หญิงที่มารักผม จ้างลูกเรือที่อยู่เรือลำเดียวกับผม เป็นเงิน 50,000 บาท เพื่อฆ่าผมทิ้งกลางทะเล

ตอนที่ผมถูกยิง ผมจำได้ว่าผมเห็นพระพุทธรูปเหมือนกับองค์ที่อยู่ที่วัดหน้าพระ เมรุในพระอุโบสถ จำได้ดีว่าเป็นพระมหาจักรพรรดิมาลอยอยู่ข้างหน้าของผม กระสุนปืนทั้งหมดทะลุผ่านองค์พระมหาจักรพรรดิ แล้วถึงมาโดนตัวผมด้วยอำนาจ ของพระพุทธคุณนี้เองจึงทำให้ลูกกระสุนปืนทุกนัดไม่ระคายผิวของผม (พลังแรงของลูกปืน ถูกพลังงานบุญบารมีของพระสลายไปหมด)

ทำให้ผมนึกไปถึงตอนที่ 'หลวงพ่อดู่'ท่านมอบลูกกลม ๆ ให้ผมและท่านบอกว่ามีพระอยู่ในนั้นหลายปีที่ผ่านมาผมมองดูทีไร ไม่เคยเห็นพระที่ท่านบอกสักองค์มาเห็นพระตอนที่ผมถูกยิงนี่เอง ดีที่ผมจำคำสอนของหลวงพ่อดู่ได้ตลอดไม่เคยลืมคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณังคัจฉามิ และภาวนาอยู่ทุกวัน ถ้าไม่มี พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ผมคงตายไปแล้ว (ที่หลวงปู่บอกให้ฟัง มันเป็นภาพจากอนาคตังสญาณ ที่แม่นยำของหลวงปู่นั่นเอง)

(ท่านอ่านมาถึงตรงนี้ จะได้เห็นความเมตตาของหลวงปู่ดู่ ที่มีญาณรู้คอยให้สติแก่ลูกศิษย์ตลอดเวลา)

ผม รอดตายโดยไม่มีบาดแผลไม่สามารถเอามือปืนและคนว่าจ้างมาลงโทษได้ตามกฏหมาย ทั้งตำรวจก็ไม่สนใจในเรื่องคดีเพราะคนที่ว่าจ้างเป็นลูกของผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ ผมไม่ตายยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นให้กับคนที่ว่าจ้างคนมาฆ่าผม หลายเดือนผ่านไป

เมื่อเขารู้ว่ากระสุนปืนไม่อาจฆ่าผมได้จึงเปลี่ยนวิธิใหม่ เขาไปจ้างหมออิสลามหรือที่เรียกกันว่าหมอแขก เพราะพวกนี้มีวิชาอาคมเข้มขลังมาก สามารถทำคุณไสย์ ให้คนตายมามากต่อมาก ที่นั่นคนอยู่เรือเขาไม่นิยมใส่รองเท้ากัน เพราะเวลาเดินบนเรือมันจะลื่นง่ายเลยเป็นเรื่องไม่ยากนักที่เขาจะให้คนแอบมาเอารองเท้าของผม ไปทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มนต์ดำ

ช่วงนั้นผมคงกำลังดวงตก อยู่ๆ เชือกแขวนพระขาด เลยยังหาเชือกใหม่ไม่ได้ ผมเก็บลูกกลมๆ ของหลวงพ่อดู่ไว้หัวนอน รุ่งเช้าก็ลืมนำติดตัวไปด้วย เที่ยวนั้นเรือดูดแร่ออกไปได้เพียงวันเดียวผมก็ปวดท้องอย่างแรง จนพี่เจ้าของเรือจะเอาเรือเข้าฝั่ง ผมบอกว่าอย่าเลยพี่ เดี๋ยวนอนพักก็หาย แต่ไม่เป็นอย่างนั้น ผมเริ่มปวดจากท้อง แต่เดี๋ยวก็ปวดหัวจนลูกตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าตา หนักเข้าไม่หัวอย่างเดียว ในที่สุดก็ปวดไปทั้งตัว แม้แต่กระดูกยังปวด คิดในใจว่าจะรอดหรือเปล่า กลางคืนนอนก็ฝัน เห็นแต่ฝีปีศาจจะมาเอาชีวิต

บางครั้งเหมือนกับครึ่งหลับครึ่งตื่น ฝีแขกใส่หมวกแบบอิสลาม มาบังคับให้ผมเอาเชือกมาผูกคอผมไม่ยอมทำตาม มันก็บอกว่าให้ไปโดดทะเล ผมนอนดิ้นไปดิ้นมาปวดทรมานไปทั้งตัว ผีเข้ามาบังคับจะเอาชีวิตอีก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตอนหลังมันมากันเป็นสิบๆตัว มันพูดว่ามึงต้องตาย บางตัวก็จับแขนกดเอาไว้อีกตัวก็กดขา ไอ้ตัวดำสูงใหญ่เข้ามาบีบคอ จนผมเริ่มหายใจไม่ออก ตอนนั้นผมร้องไห้คิดถึงแม่ คิดว่าคงไม่ได้กลับไปเห็นหน้าแม่อีกแล้ว ครั้งนี้ต้องตายแน่นอน

มีเสียงหนึ่งซึ่งผมจำได้ว่า เป็นเสียงของ หลวงพ่อดู่ ท่านพูดว่าพุทธังธัมมังสังฆัง พอผมได้ยินหลวงพ่อท่านบอก ผมก็ตั้งจิตภาวนาว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมังสรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ก็มีรัศมีเป็นแสงสว่างหลายสีพุ่งออกมาจากตัวผม รอบตัวทำให้แสงรัศมีนั้นโดนปีศาจทุกตัว มันร้องอย่างเจ็บปวด แสงสว่างนั้นกลายเป็นไฟเผาพวกปีศาจทั้งหมด ละลายไปกับอากาศ ผมเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นกราบหลวงพ่อดู่ ใจก็บอกตัวเองว่ารอดตายแล้ว

(เมื่อมีเหตุปัจจัย สิ่งที่จะเกิดก็เกิด เมื่อจิตคิดถึงพระ พระท่านก็มาโปรดทันที)

คืนนั้นผมไม่ยอมนอน ผมนั่งสมาธิทั้งคืน จนเช้าประมาณแปดโมงเช้า มีเรือผ่านมาจะเข้าฝั่ง เจ้าของเรือที่ผมอยู่ รีบเรียกเรือลำนั้น ผมนอนอยู่ใต้ท้องเรือได้ยินเสียงเขาชัดเจน เขาบอกคนคุมเรือลำนั้นว่า 'น้องกูไม่สบายฝากเข้าฝั่งด้วย' แกรักและเป็นห่วงผมแบบน้องชาย

พอเรือเข้าถึงฝั่งผมรีบตรงไปยังห้องพัก แทนที่จะไปหาหมอ ถึงห้องก็ไปที่หัวนอนหยิบลูกกลม ๆ ยกมือพนมพระ นึกถึงหลวงพ่อดู่ ตั้งนะโมสามจบแล้วภาวนาไตรสรณคมณ์ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณังคัจฉามิ เท่านั้นผมอ๊วกออกมาเป็นน้ำสีเหลือง ๆ เหม็นไปทั่วบริเวณนั้น สิ่งที่ออกมามันเหมือนกับน้ำเหลืองผีอย่างไงอย่างนั้นเลยทีเดียว พออ๊วกเสร็จ ผมรู้สึกร่างกายเบาสบายสดชื่น เหมือนไม่เคยเจ็บปวดมาเลยทั้งที่เมื่อคืนผมปวดไปทั้งตัว ครั้งนี้ถ้าไม่ได้อำนาจของไตรสรณาคมณ์ ผมจะเป็นอย่างไรอาจจะไม่รอดก็ได้ใครจะรู้

ตอนหลังผมมารู้ชื่อของลูกกลมๆ ที่หลวงพ่อดู่ให้มาว่าชื่อ 'ลูกแก้วสารพัดนึก' ภูเก็ตที่ผมไปอยู่ตรงนั้น เขาเรียกว่าท่านุ่น
สมัยนั้นยังเป็นดินแดนป่าเถื่อน หรือที่เรียกว่า ไกลปืนเที่ยง แต่ผมก็รอดชีวิตมาได้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกโดนยิง แต่กระสุนปืนไม่อาจระคายผิวของผม ครั้งสองโดนคุณไสยมนต์ดำของหมอแขก แต่ก็รอดมาอีก ไปอยู่ที่ไหนก็จะมีคนดีคอยช่วยเหลือ รักใคร่เมตตาโชคลาภทั้งทรัพย์สินเงินทองก็ได้มาจากการทำกิน

(ทั้งนี้ ด้วยได้คำแนะนำของหลวงปู่ดู่ และให้ลูกแก้วสารพัดนึก มาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ผู้ที่ยังไม่อยู่บน ทางมรรค ตลอดเวลา ย่อมมีเวลาเผลอสติได้ การมีลูกแก้วติดตัวตลอดเวลา จึงช่วยช่องโหว่ของสติ)

จะไปทำอะไรอาชีพเดียวกับคนอื่น คนอื่นเขาทำแล้วไม่ค่อยได้ดี แต่พอผมทำก็จะเจริญและร่ำรวยอย่างผิดหูผิดตาทั้งผู้หญิงดี ๆ ก็มารักผมหลายคน ผมเป็นคนที่ไม่ชอบแต่งตัวทองสลึงเดียวก็ไม่เคยมีติดตัว ใส่เสื้อผ้าถูกๆ แต่ผู้หญิงกลับมาชอบอย่างมากมายหลายคน เงินทองทั้งหมดที่ได้มา ผมส่งไปให้แม่หมด เหลือไว้ใช้เพียง 500-600 บาทต่อเดือนเท่านั้น ชีวิตของผมดีขึ้นเรื่อย ๆหลายปีผ่านไปเดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นเศรษฐีมีเงินทองมากมายทั้งเป็นเจ้าของเรือดูดแร่อีกหลายลำ แต่ผมไม่เคยลืมตัวยังแขวนลูกแก้วสารพัดนึกอยู่ในคอตลอดเวลา (เนื่องด้วย ความศรัทธา หลวงปู่ดู่ และเพียรระลึกถึง ทั้งสวดไตรสรณาคมณ์ทุกวัน แล้วอธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการ เป็นประจำ และยังได้ตักบาตรกับพระอรหันต์ คือแม่ของตนเองด้วยทุกวัน ด้วยเงินเดินส่วนใหญ่ที่ส่งไปให้แม่ได้ใช้จ่าย ...ลูกกตัญญู.. ขอโมทนาสาธุ...แล้วอย่างนี้ใครนึกอยากได้ลูกแก้วบ้าง ?)

ผมจำได้ตอนที่หลวงพ่อดู่ให้ลูกแก้วสารพัดนึกท่านบอกว่า 'เก็บติดตัวไว้ให้ดีในนั้นมีพระอยู่อีกหน่อยจะทำให้แกรอดตาย แล้วแกจะรวยเป็นเศรษฐี' คำพูดของหลวงพ่อดู่ท่านศักดิ์สิทธิ์ เป็นจริงทุกคำผมอยู่ที่ภูเก็ตนานจึงมีเพื่อนมาก เคยมีเพื่อนคนหนึ่งมันชอบสะสมพระดังๆ ที่มีราคาแพงมากๆ มันถามผมว่า 'มึงเป็นเถ้าแก่ใหญ่เงินทองมากมาย ทำไมเอาลูกอมกลมๆ มาแขวนคอลูกเดียววะ ไม่หาสมเด็จวัดระฆังมาแขวนคอสักองค์' ผมตอบมันว่า 'พระสมเด็จน่ะดีต้องคนมีบุญมีวาสนาถึงจะได้มีไว้ครอบครอง สำหรับกูลูกกลมๆ นี่แหละดีที่สุดแล้ว มึงรู้ไว้เลยนะ ที่กูมีวันนี้ได้ก็เพราะลูกกลมๆนี้แหละ'

- จบบริบูรณ์ -






Create Date : 15 สิงหาคม 2556
Last Update : 15 สิงหาคม 2556 14:16:59 น.
Counter : 3693 Pageviews.

0 comment
อย่าให้ลูกผอมเด้อ...จะพาลโง่ไปด้วย !!
ผลจากการไปตลาดทุกวัน ขยันสุดจิต (มันจำเป็น)  เพราะ....ซื้อได้วันละนิดหน่อย ไม่มีการกักตุน หรือซื้อเผื่อๆ ไว้ จะคิดล่วงหน้าว่า ดึกดื่นหิวขึ้นมา โป้งเป้งเพล้งพล้าง ก็ได้โน่นนี่มาทานอุ่นๆท้องไม่ต้องคิดแล้ว ณ. วันนี้ กินตามมื้อให้มีกินครบก็พอ เราจะเน้น "นโยบายขอด&ขูด" เช่นที่รัฐบาลไทยคณะปัจจุบัน สั่งสอนชี้นำมาให้ อย่างเต็มใจ ...เราต้องทำทุกอย่างในมือ "ให้หมดเกลี้ยงตู้" ขอดๆๆ และ creative ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กับวัตถุดิบที่มี มาเป็นเมนูอาหาร ....

สุดทึ่งลูกสะไภ้ ...อึ้งกับ creative Thinking ของ she วันก่อนพวกเราซื้อกุ้งมานิดหน่อย ตัวใหญ่เพราะจะได้เคี้ยวติดเนื้อกุ้งให้สมอยาก..แต่ได้มาไม่กี่ตัว นั่นก็ปาเข้าไป ร้อยกว่าบาท (กก.ละ 380บาท) ตอนแกะเปลือกออก เขาก็เก็บหัวกุ้งไว้ ...คุณแม่ย่าแอบโยนไปหลายชิ้นไม่เข้าใจจุดประสงค์? 

วันนี้ เมนูอาหารมีอาหารแปลกชนิดหนึ่งคือ หัวกุ้งชุบแป้งทอด ... มีกลิ่นเครื่องเทศนิดหน่อย ...อร่อยมาก เคี้ยวก็มันส์เหงือกดี ... ถามว่าทำยังไง...ใส่อะไรบ้าง คำตอบคือ แค่ใส่แป้งโกกิและปรุงรสค่ะ!! แม่ย่าอึ้ง และอับอายเพราะว่า ไม่เคยรู้เมนูนี้มาก่อน และ นึกเสียดายหัวกุ้งทั้งหมดทั้งชีวิตที่โยนทิ้งไป ....

คนเราเนี่ยนะ...โง่มาก่อนฉลาดจริงๆ ขอเพียงลืมตา หูผึ่งบ้าง...ฉลาดขึ้นเป็นกอง

ห่วงคนไทย และ เด็กไทยมากพักนี้ คนไทยจะรูปร่างดีขึ้นทุกวันๆ ...รัฐบาลเข้าใจหากุศโลบายช่วยคนไทย ... 

แต่อย่าให้ลูกผอมเด้อ !!! จะพาลโง่ไปด้วย ...คนแก่ๆ อดให้เด็กๆ รอดไปก่อนนะ...หัวจะลีบไปกันหมดประเทศ !!!



Create Date : 14 สิงหาคม 2556
Last Update : 17 สิงหาคม 2556 15:00:12 น.
Counter : 478 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
All Blog
MY VIP Friends